แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สงครามโลกครั้งที่ 2 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สงครามโลกครั้งที่ 2 แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2559

เมื่อน่านน้ำไทยถูกโปรยทุ่นระเบิด (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๑๑๑) MO Memoir : Wednesday 14 September 2559

บรรยากาศในห้องสมุดก็เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา จากสถานที่ที่เคยเต็มไปด้วยผู้คนค้นหาหนังสือแล้วมานั่งอ่านก็กลายเป็นการอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ บรรยากาศการเข้าไปค้นหาหนังสือตามซอกชั้นวางต่าง ๆ แล้วก็นั่งอ่านหรือยืนอ่านตรงชั้นวางหนังสือนั้นหดหายไป (แต่ก็ยังคงเห็นอยู่ในร้านขายหนังสือหลายแห่ง) การค้นคว้าข้อมูลจากหนังสือเพื่อมาประกอบการทำรายงานหรือศึกษาเพิ่มเติมก็น้อยลงไป กลายเป็นการค้นข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต
 
แต่ที่สำคัญคือข้อมูลเก่า ๆ นั้นจำนวนไม่น้อยยังอยู่บนหนังสือ ไม่ได้อยู่ในโลกอินเทอร์เน็ต และเป็นเรื่องปรกติที่มักจะพบว่าข้อมูลที่พบบนอินเทอร์เน็ตนั้นจะไม่ปรากฏชื่อผู้เขียนหรือแหล่งที่มาของข้อมูล ทำให้ดูเหมือนจะเป็นเพียงแค่เรื่องเล่าที่บอกต่อ ๆ กันมาที่บอกไม่ได้ว่าต้นเรื่องมาจากไหน และข้อความที่ปรากฏอยู่นั้นก็พร้อมที่จะถูกเปลี่ยนแปลงหรือหายไปจากหน้าเว็บไซต์เมื่อใดก็ได้
 
ช่วงปลายเดือนที่แล้วมีโอกาสแวะเข้าไปห้องสมุดเพื่อเดินดูว่ามีหนังสือเก่าใดที่มีเรื่องน่าสนใจบ้าง วิธีการคัดเลือกก็ไม่ยากใช้วิธีดูที่กระดาษพิมพ์ ถ้าเห็นเป็นกระดาษสีเหลืองเก่า ๆ ที่แสดงว่าเป็นหนังสือเก่า ก็จะลองดึงออกมาดูว่าข้างในมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องอะไร อย่างเล่มที่นำมาเล่าในที่นี้คือเรื่อง "สิ่งแรกในเมืองไทย" เขียนโดยคุณ สงวน อั้นคง หนังสือนี้ชุดนี้ในการจัดพิมพ์ครั้งแรกในปีพ.ศ. ๒๕๐๒ โดยสำนักพิมพ์แพร่พิทยามีทั้งหมด ๓ เล่ม เล่มที่นำมาแนะนำให้รู้จักในวันนี้เป็นฉบับพิมพ์แก้ไขเพิ่มเติมของเล่ม ๑ พ.ศ. ๒๕๑๔ และเรื่องที่เลือกมาก็คือเรื่อง "ทุ่นระเบิด"
 
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ นั้นมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในประเทศไทยบ้าง ดูเหมือนจะยังไม่มีหนังสือที่เป็นการรวบรวมเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศเอาไว้ ที่พอเห็นบ้างก็เป็นเฉพาะเหตุการณ์ เช่นการทิ้งระเบิดในกรุงเทพ การเข้ากำกับดูแลกิจการรถไฟของกองทัพญี่ปุ่น เป็นต้น เคยคิดเล่น ๆ อยู่เหมือนกันว่าถ้าเกษียณราชการเมื่อใดอาจจะใช้เวลาหลังเกษียณมารวบรวมข้อมูลเหล่านี้อยู่เหมือนกัน ดังนั้นตอนนี้พอเจอเรื่องอะไรที่เกี่ยวข้องก็เลยต้องขอนำมาบันทึกเอาไว้สักหน่อย จะได้เป็นการเตือนความทรงจำว่า มีบันทึกใด อยู่ที่ไหนบ้าง
 
บทความเรื่อง "ทุ่นระเบิด" ในหนังสือเล่มนี้แม้ว่าจะเริ่มต้นด้วยการแนะนำให้รู้จักกับทุ่นระเบิดที่ใช้ทำลายเรือ แต่ก็ได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับการวางทุ่นระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตร การกวาดทุ่นระเบิด และความเสียหายที่เกิดขึ้น เอาไว้ด้วย แต่ก็พบว่ามีข้อมูลบางจุดที่ขัดแย้งกับข้อมูลที่มีปรากฏทางอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน จุดหนึ่งที่พบก็คือเหตุการณ์การวางทุ่นระเบิดครั้งแรกในอ่าวไทยในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ ที่ในหนังสือดังกล่าวระบุว่าเป็นการโปรยจากเครื่องบิน (หน้า ๒๕๔ ในหนังสือ) ในขณะที่ข้อมูลที่ค้นพบทางอินเทอร์เน็ตนั้นระบุว่าเป็นการวางโดยใช้เรือดำน้ำ ดังนั้นข้อมูลตรงนี้คงต้องมีการตรวจสอบความถูกต้องกันอีกที
 
การโปรยทุ่นระเบิดในอ่าวไทยนั้นดูเหมือนว่าจะมีอยู่ ๒ ช่วง ช่วงแรกเป็นช่วงตอนต้นสงครามที่ฝ่ายสัมพันธมิตรยังไม่ถูกทัพญี่ปุ่นตีถอยร่นออกไป ช่วงที่สองเป็นช่วงในตอนท้ายสงครามที่มีการนำเอาเครื่องบินทิ้งระเบิดระยะบินไกลมาใช้งาน และเป็นช่วงที่กองทัพสัมพันธมิตรเตรียมการตีโต้กลับกองทัพญี่ปุ่นในพม่า ซึ่ง ณ ขณะนั้นทัพอากาศของกองทัพสัมพันธมิตรยังต้องใช้ฐานปฏิบัติการในอินเดีย บินอ้อมลงใต้ออกทะเลอันดามันเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกพบเห็น ก่อนข้ามตัดภาคใต้เข้ามาทางอ่าวไทย

เหตุการณ์ในช่วงนั้นมีอะไรบ้าง เชิญอ่านได้จากเนื้อหาที่แนบมาฝากเอาเองก็แล้วกันครับ






วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ทางรถไฟแยกลงแควน้อยที่ท่ากิเลน (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๑๐๖) MO Memoir : Tuesday 19 July 2559

เรื่องเล่าจากแผนที่เก่าของทางรถไฟสายมรณะ ที่จัดทำขึ้นในปีที่สงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุด (ค.ศ. ๑๙๔๕ หรือ พ.ศ. ๒๔๘๘) เรื่องใน Memoir ฉบับนี้เป็นการเพิ่มเติมข้อมูลให้กับ Memoir ปีที่ ๗ ฉบับที่ ๙๕๔ วันพฤหัสบดีที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๘ เรื่อง "ทางแยกลงแควน้อยที่ท่ากิเลนและลุ่มสุ่ม (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำตอนที่ ๙๐)" แต่คราวนี้เป็นการเพิ่มเติมรูปถ่ายที่เพิ่งแวะไปถ่ายรูปมาเมื่อวาน (วันนี้เล่าเรื่องด้วยรูปก็แล้วกัน)
 
รูปที่ ๑ แผนที่ทหารอังกฤษจัดทำช่วงปีค.ศ. ๑๙๔๕ บริเวณสถานีท่ากิเลน แสดงเส้นทางรถไฟสองเส้นแยกออกจากสถานีมายังวัดปากกิเลนและบ้านท่ามะเดื่อ (จาก http://www.nla.gov.au/apps/cdview/?pi=nla.map-vn2018580-s12-v)
 
หยุดยาว ๕ วันก็ไม่ได้วางแผนไปเที่ยวไหน ใช้เวลาเสียสองวันเก็บตกงานต่าง ๆ ที่คั่งค้าง เมื่อวานก็เลยถือโอกาสไปเที่ยวเมืองกาญจนบุรีอีกครั้ง แวะไปเรื่อย ๆ ไปจนถึงปราสาทเมืองสิงห์ ออกจากปราสาทเห็นสถานีรถไฟท่ากิเลนอยู่ใกล้ ๆ ก็เลยถือโอกาสสำรวจเส้นทางรถไฟที่เคยมีในอดีต (จากหลักฐานแผนที่ทหาร) เสียหน่อย โดยขับรถไปตั้งต้นที่สถานีรถไฟท่ากิเลนก่อน จากนั้นก็ขับรถและแวะถ่ายรูปตามเส้นทางตามจุดต่าง ๆ (1 - 7 ในรูปที่ ๒) ไปจนถึงสุดทาง


รูปที่ ๒ ภาพถ่ายดาวเทียมบริเวณจากสถานีรถไฟท่ากิเลนมายังบ้านท่ามะเดื่อ (จาก https://map.longdo.com/) เส้นประคือแนวทางที่น่าจะเป็นแนวทางรถไฟเดิม โดยวาดเทียบกับแผนที่ในรูปที่ ๑ หมายเลขกำกับคือบริเวณที่ถ่ายรูปแต่ละรูปเอาไว้ ปลายทางรถไฟ (เส้นล่าง) น่าจะอยู่ตรงปลายเส้นประสีเหลืองตรงอาคารหลังคาสีขาวที่เห็นในรูป ส่วนทางรถไฟเส้นบนดูเหมือนจะแทบไม่มีร่องรอยให้เห็นแล้ว

รูปที่ ๓ สถานีรถไฟท่ากิเลน ตอนไปถึงก็เป็นจังหวะที่รถไฟสาย น้ำตก-หนองปลาดุก มาถึงพอดี ที่สถานีมีทั้งรถตู้และรถทัวร์มาจอดรอนักท่องเที่ยวเต็มไปหมด พอรถขบวนนี้จอดก็มีนั่งท่องเที่ยวลงมาเต็มสถานี สักพักสารพัดรถตู้และรถทัวร์ก็หายไปจากหน้าสถานีพร้อมนักท่องเที่ยวชาวตะวันตก


รูปที่ ๔ บริเวณหน้าสถานี (จุดที่ 1 ในรูปที่ ๓) ต้นทางของเส้นทางรถไฟแยกไปลงแควน้อยเริ่มต้นแถว ๆ นี้

รูปที่ ๕ จุดที่ 2 ในรูปที่ ๓ ขับจากสถานีรถไฟมุ่งหน้าไปยังถนนสาย ๓๔๕๕ เส้นทางช่วงนี้เป็นถนนลาดยางอย่างดี


รูปที่ ๖ จุดที่ 3 ในรูปที่ ๓ ดูเหมือนตรงนี้จะเป็นตำแหน่งที่มีน้ำหลากไหลผ่าน เพราะมีเศษหินเศษดินโดนน้ำพัดมากองอยู่บนผิวจราจร


รูปที่ ๗ จุดที่ ๔ ในรูปที่ ๓ เป็นจุดตัดกับถนนสาย ๓๔๕๕ มีซุ้มบอกทางเข้าวัดปากกิเลน ถ้าเลี้ยวไปทางขวาจะไปปราสาทเมืองสิงห์ ตรงบริเวณนี้น่าจะเป็นจุดที่ทางรถไฟแยกเป็นสองสาย แต่ตอนนี้ไม่เห็นมีร่องรอยของทางแยกแล้ว


รูปที่ ๘ จุดที่ ๕ ในรูปที่ ๓ ที่เห็นรั้วอยู่ข้างหน้าคือสถานีอนามัยท่ากิเลน ทางไปวัดปากกิเลน (เส้นทางที่น่าจะเป็นทางรถไฟเดิม) คือถนนที่ตรงไปข้างหน้า


รูปที่ ๙ จุดที่ 6 ในรูปที่ ๓ บริเวณหน้าวัดปากกิเลน น่าจะเป็นจุดที่ทางรถไฟ (สายล่าง) เลี้ยวขวาไปทางบ้านท่ามะเดื่อเพื่อไปยังแม่น้ำแควน้อย พอเลี้ยวถัดไปหน่อยถนนคอนกรีตจะไปสิ้นสุดตรงบริเวณเมรุเผาศพพอดี

รูปที่ ๑๐ บริเวณจุดที่ 7 ในรูปที่ ๓ พอพ้นเมรุเผาศพออกมาก็กลายเป็นถนนโรยหินแล้ว

รูปที่ ๑๑ พอพ้นถนนโรยหินก็มาเจอถนนลาดยางตัดขวางหน้าและวิ่งตรงไป (บริเวณอาคารหลังคาสีขาวปลายทางรถไฟในรูปที่ ๓) เส้นทางช่วงนี้น่าจะเป็นส่วนที่เลยจากปลายทางรถไฟมาแล้ว


รูปที่ ๑๒ จุดที่ 8 ในรูปที่ ๓ ขับมาจนสุดถนน กลายเป็นที่ตั้งของรีสอร์ทร้าง

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2559

MO Memoir รวมบทความชุดที่ ๘ รถไฟ ปู๊น ปู๊น MO Memoir : Friday 24 June 2559

"รถไฟ" เป็นเรื่องราวที่ผมชอบมากที่สุดบนหน้า blog ของผมครับ 
  
ในขณะที่คนส่วนหนึ่งมองหาการมาถึงของเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูง แต่ก็มีอีกส่วนหนึ่งที่มองหาความสงบเงียบและความงามของบรรยากาศสองข้างทางรถไฟเมื่อมองจากหน้าต่างรถไฟที่วิ่งไปเรื่อย ๆ ตรงนี้ก็คงขึ้นอยู่กับว่าคนเหล่านั้นเดินทางโดยรถไฟเพื่อวัตถุประสงค์ใด และให้คำจำกัดความของ "การท่องเที่ยว" ไว้อย่างใด
 
คนที่เดินทางโดยมีธุระติดต่อเป็นเป้าหมายหลัก ความรวดเร็วในการเดินทางจึงเป็นสิ่งสำคัญ คนที่ท่องเที่ยวโดยสนแต่ปลายทางเป็นจุดหมายหลัก ความรวดเร็วในการเดินทางจึงเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน แต่สำหรับผู้ที่เห็นว่าการท่องเที่ยวคือการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ตลอดเส้นทางเดินทางนั้น การได้มีเวลาสัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ ระหว่างเส้นทางจึงเป็นสิ่งสำคัญ
 
เรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับรถไฟที่เขียนลง blog ลงไปนั้น ไม่ได้คิดจะเจาะลึกลงไปในแต่ละเรื่องหรอกครับ เป็นเพียงแค่บันทึกความจำว่าเคยเห็นเรื่องราวเกี่ยวกับรถไฟ (ที่ไม่ค่อยมีการกล่าวถึงกัน) ที่ไหนบ้าง แต่ก็ไม่แน่นะครับ เกษียณอายุเมื่อใดอาจเอาเรื่องที่บันทึกไว้มาเป็นต้นเรื่องให้ค้นคว้าลงไปอย่างละเอียดอีกที ก็คนเราก็ต้องมีงานอดิเรกกันบ้างใช่ไหมครับ ไม่ใช่ว่าคุยได้แต่เรื่องเดียวคือเรื่องงาน

ดาวน์โหลดไฟล์ pdf กดที่นี่



วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2559

การทิ้งระเบิดประเทศไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๑๐๓) MO Memoir : Tuesday 14 June 2559

อาจถือได้ว่าการรบที่เมือง Kohima และ Imphal ที่เป็นเมืองชายแดนรอยต่อระหว่างอินเดียที่อังกฤษยังคงปกครองและพม่าที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุน ที่เริ่มต้นการรบในช่วงต้นปีค.ศ. ๑๙๔๔ ไปจนถึงกลางปีเดียวกันที่จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น เป็นจุดเริ่มต้นของการล่าถอยครั้งใหญ่ของกองทัพญี่ปุ่นในพม่าที่เคยควบคุมไปจนประชิดชายแดนอินเดียด้านตะวันตกและชายแดนจีนด้านทิศเหนือ การล่าถอยครั้งนั้นไม่เพียงแต่ทำให้อังกฤษสามารถส่งกำลังทางบกเข้ามายึดดินแดนประเทศพม่าคืนจากกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น แต่ยังทำให้สามารถย้ายฐานปฏิบัติการของกองทัพอากาศเข้ามาใกล้ภูมิภาคอินโดจีนมากขึ้น ทำให้สามารถย่นระยะการบินโจมตีที่แต่เดิมที่ต้องใช้วิธีการบินจากอินเดียออกสู่ทะเลเพื่อตัดเข้าสู่ทางภาคใต้ของประเทศไทย มาเป็นการโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนตอนเหนือและตอนกลางของประเทศไทยได้มากขึ้น
 
รูปที่นำมาแสดงเป็นรูปที่เก็บเอาไว้นานหลายปีแล้ว นำมาจาก fold3.com และ www.iwm.org.uk
 
ภาพการโจมตีที่เส้นทางรถไฟที่กบินทร์บุรี (จ. ปราจีนบุรี) น่าจะเป็นช่วงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๔๕ ส่วนภาพการโจมตีที่สนามบินลำปางดูเหมือนจะเป็นช่วงเดือนมิถุนายน ค.ศ. ๑๙๔๔ ส่วนภาพการโจมตีที่สถานีรถไฟโคราชและเส้นทางรถไฟสายกรุงเทพ-เชียงใหม่ไม่มีข้อมูลระบุว่าเป็นช่วงเวลาไหน แต่เดาว่าน่าจะเป็นช่วงกลางปีค.ศ. ๑๙๔๔ ไปจนถึงช่วงสงครามสิ้นสุด
 
ญี่ปุ่นนั้นยกกองทัพเข้ามาตั้งมั่นอยู่ในอินโดจีนฝรั่งเศส (French Indochina) หลังจากการเจรจาหยุดยิงระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในกรณีพิพาทอินโดจีน โดยทางฝ่ายไทยได้ดินแดนบางส่วนกลับคืนมา ส่วนฝรั่งเศสนั้นอยู่ในช่วงที่เพิ่งจะแพ้สงครามกับเยอรมันในยุโรป ก็เลยยอมให้ญี่ปุ่นมาตั้งฐานทัพ ทำนองว่ากันฝ่ายไทยไม่ให้บุกเข้าไป และคงกันไม่ให้ดินแดนดังกล่าวประกาศตัวเป็นเอกราช ก็เลยฝากญี่ปุ่นให้ช่วยดูแลเอาไว้ก่อน
 
วัตถุประสงค์หลักของการโจมตีประเทศไทยในครั้งนั้นคือการตัดการส่งกำลังบำรุงให้กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในพม่าที่มีทั้งจากอินโดจีนฝรั่งเศส และมาขึ้นบนที่ไทย ก่อนส่งต่อทางรถไฟไปยังประเทศพม่า และใช้การทิ้งระเบิดเป็นเครื่องมือกดดันให้รัฐบาลไทยในขณะนั้นถอนตัวจากการเป็นพันธมิตรร่วมกับญี่ปุ่น
 
แต่พอเอาเข้าจริง ๆ เมื่อสงครามสิ้นสุด กองทัพอังกฤษทำเพียงแค่ปลดอาวุธกองทัพญี่ปุ่นในดินแดนที่อังกฤษเคยปกครองเป็นเมืองขึ้น ส่วนดินแดนส่วนที่เป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ อังกฤษกลับยังคงให้กองทัพญี่ปุ่นช่วยดูแลรักษาความสงบ เพื่อรอเจ้าของอาณานิคมเดิมกลับมาปกครอง ป้องกันไม่ให้ประชาชนเจ้าของประเทศเดิมได้รับเอกราช 
  
ประเด็นนี้แหละครับที่ทำให้สหรัฐอเมริกาไม่ทุ่มกำลังช่วยอังกฤษเต็มที่ในการรบกับกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น เพราะสิ่งที่ญี่ปุ่นทำอยู่ในขณะนั้นก็ไม่ได้ต่างอะไรกับสิ่งที่อังกฤษทำอยู่ก่อนหน้านั้น สหรัฐอเมริกาเองไม่เห็นเหตุผลที่ทำไมต้องให้คนของเขามาตายเพื่อให้อังกฤษได้เมืองขึ้นของตนเองกลับมา เขาช่วยเพียงแค่สนับสนุนให้ทางอังกฤษและจีนสามารถรบยันกองทัพญี่ปุ่นได้ เพื่อให้ทางญี่ปุ่นต้องคงกำลังทหารบกจำนวนมากไว้ในแนวรบด้านนี้ ส่วนตัวเองก็ไปเปิดศึกทางด้านมหาสมุทรแทน
 
Memoir ฉบับนี้ก็ถือว่าดูภาพเก่า ๆ กันเล่น ๆ ก็แล้วกันครับ

รูปที่ ๑ ภาพความเสียหายจากการทิ้งระเบิดเส้นทางรถไฟกรุงเทพ-อรัญประเทศ ที่กบินทร์บุรี เพื่อตัดการส่งกำลังบำรุงของกองทัพญี่ปุ่นจาก French-Indochina รูปนี้นำมาจาก fold3.com โดยที่ตัวรูปถ่ายระบุว่าเป็น Krabinburi (กบินทร์บุรี) แต่ที่ตัวเว็บเองนั้นกลับบอกว่าเป็น Kraburi (กระบุรี) ซึ่งเป็นเส้นทางรถไฟอีกสายที่กองทัพญี่ปุ่นสร้างขึ้นจากชุมพรไประนอง ตรงนี้คงเป็นเพราะความเข้าใจผิดของคนทำเว็บที่ไม่ชินกับชื่อภาษาไทย พอเห็นชื่อคล้าย ๆ กันเลยคิดว่าเป็นสถานที่เดียวกัน


รูปที่ ๒ คำบรรยายรูปที่อยู่ทางด้านหลังของรูปที่ ๑ (รูปจาก fold3.com)


รูปที่ ๓ ภาพถ่ายทางอากาศของสนามบินลำปาง ในสีขาวคือเป้าหมายที่กำหนดให้แต่ละฝูงบินเข้าโจมตี มีทั้งสิ่งปลูกสร้าง ลานจอดเครื่องบิน และรันเวย์ ลูกศรที่ชี้ลงทางด้านล่างของรูปบอกตำแหน่งทิศเหนือของภาพ (ภาพจาก fold3.com)


รูปที่ ๔ ภาพการทิ้งระเบิด พึงสังเกตตำแหน่งที่ระเบิดตกกับตำแหน่งที่มีการวงไว้ในรูปที่ ๓ (รูปจาก fold3.com)


รูปที่ ๕ การทิ้งระเบิดสถานีรถไฟโคราช แหล่งที่มาของรูปให้คำบรรยายรูปไว้ดังนี้
Vertical aerial photograph taken during a daylight attack on the railway yards at Korat, Thailand, by Consolidated Liberators of No. 231 Group, showing sticks of bombs exploding among railway installations and buildings.
รูปที่ ๖ การทิ้งระเบิดเส้นทางรถไฟกรุงเทพ-เชียงใหม่ แหล่งที่มาของรูปให้คำบรรยายรูปไว้ดังนี้
A bomb explodes on the Bangkok-Chiengmai railway line in Thailand, during a low-level attack by Consolidated Liberators of No. 159 Squadron RAF. Photograph taken from the port side gun hatch of one of the attacking aircraft.

วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เป้าหมายคือโรงไฟฟ้าวัดเลียบ ไม่ใช่สะพานพุทธ (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๘๘) MO Memoir : Sunday 15 February 2558

ปีนี้จะเป็นปีครบรอบ ๗๐ ปีของการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๒ และครบรอบ ๔๐ ปีของการสิ้นสุดสงครามเวียดนาม บังเอิญว่ามีเอกสารเก่าที่ค้นเจอเมื่อ ๒-๓ ปีที่แล้วเกี่ยวกับการโจมตีทิ้งระเบิดเป้าหมายในกรุงเทพ ก็เลยถือโอกาสคัดมาบางส่วนมาเล่าสู่กันฟัง
  
เอกสารแรกชื่อ Air Objective Folder Thailand จัดทำขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีค.ศ. 1943 (พ.ศ. ๒๔๘๖) เป็นเอกสารที่รวบรวมเป้าหมายทางทหารต่าง ๆ ในกรุงเทพ ส่วนอีกอันหนึ่งเป็นรูปภาพที่ค้นเจอจาก http://www.awm.gov.au หรือพิพิธภัณฑ์ที่ระลึกถึงสงครามของทหารออสเตรเลีย
  
ในช่วงเวลานั้นแนวรบระหว่างอังกฤษกับญี่ปุ่นนั้นยังอยู่ในประเทศพม่า ด้านติดพรมแดนอินเดีย เส้นทางที่ทางอังกฤษจะส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดเมืองไทยได้อย่างปลอดภัยก็คือทางทะเล โดยการบินอ้อมออกทะเล (หลีกเลี่ยงการตรวจจับทางบก) และโจมตีเส้นทางรถไฟสายใต้ของไทย แต่นั่นก็หมายถึงระยะการบินที่เรียกว่าแทบจะสุดพิสัยบินของเครื่องบินทิ้งระเบิดที่ใช้อยู่ในสมรภูมิทางด้านนี้ในขณะนั้น
  
รูปที่ ๑ แผนที่กรุงเทพจากเอกสาร Air Objective Folder Thailand, Issues February 1, 1943 เป้าหมายที่ 26 คือโรงไฟฟ้าวัดเลียบ และเป้าหมายที่ 61 คือสะพานพุทธ

รูปที่ ๒ ภาพถ่ายที่ตั้งโรงไฟฟ้าวัดเลียบ และคำบรรยายเป้าหมาย

ในการรบนั้น นอกจากแนวภูเขาแล้ว แม่น้ำที่มีความกว้างมากจัดเป็นปราการธรรมชาติที่สำคัญในการเคลื่อนทัพทางบก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ สมรภูมิแนวรบด้านตะวันออกระหว่างเยอรมันกับรัสเซีย (Eastern front) แม่น้ำมีบทบาทสำคัญมากในการวางแนวตั้งรับ (เพราะดินแดนดังกล่าวไม่มีภูเขาสูงขวางกั้น) หลายการรุกที่สำคัญในแนวรบด้านนี้เป็นการเคลื่อนจากแนวแม่น้ำเส้นหนึ่งไปยังอีกเส้นหนึ่ง เมืองที่เป็นสมรภูมิรบที่สำคัญถ้าไม่ใช่เมืองที่เป็นชุมทางรถไฟ ก็เป็นเมืองที่มีสะพานข้ามแม่น้ำสายหลักต่าง ๆ ในช่วงแรกที่เยอรมันบุกรัสเซียนั้นมีการส่งกองกำลังทางอากาศเข้าทำลายเป้าหมายต่าง ๆ เว้นแต่สะพาน เพราะเยอรมันต้องการใช้สะพานต่าง ๆ เหล่านั้นเป็นจุดในการยกพลข้ามแม่น้ำ ส่วนทางฝ่ายรัสเซียเองนั้นก็ต้องตัดสินใจว่าจะทำลายสะพานต่าง ๆ ทิ้งหรือไม่ เพื่อชะลอการเคลื่อนทัพของเยอรมัน แต่ถ้าทำลายสะพานเสียก็จะทำให้เกิดปัญหาในการยกพลตีโต้กลับยึดเอาดินแดนของตนอีกฝั่งแม่น้ำกลับคืน ตรงนี้เป็นปัญหาที่ผู้นำทัพต้องตัดสินใจ (สภาพรัสเซียในเวลานั้นถนนในรัสเซียไม่อยู่ในสภาพที่ดีและใช้ได้ทั้งปี การเดินทางอาศัยรถไฟเป็นหลัก เมืองที่เป็นชุมทางรถไฟโดยเฉพาะในแนวเหนือ-ใต้จัดเป็นเมืองยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เช่น Kursk)
  
ตัวอย่างของกรณีของการตัดสินใจผิดพลาดเรื่องการทำลายสะพานในระหว่างการรบในสมรภูมิที่ใกล้บ้านเราเห็นจะได้แก่กรณีของการทำลายสะพานข้ามแม่น้ำ Sittang (คงเป็นแม่น้ำที่ไทยเรียกแม่น้ำสะโตง) ในวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๙๔๒ (พ.ศ. ๒๔๘๕) ที่กองทัพอังกฤษตัดสินใจทำลายสะพานข้ามแม่น้ำดังกล่าวเพื่อหยุดการรุกของกองทัพญี่ปุ่นเข้าสู่กรุ่งย่างกุ้ง แต่การระเบิดสะพานดังกล่าวทิ้งกระทำเร็วเกินไป เพราะยังมีทหารกองพลที่ ๑๗ ของกองทัพอังกฤษติดค้างอยู่อีกฟากหนึ่งของสะพาน ทำให้ต้องสูญเสียกองพลดังกล่าวไป (วันที่การทำลายสะพานอิงจากหนังสือ "Forgotten Voices of Burma" ของ Julian Thompson, 2010)


รูปที่ ๓ ภาพถ่ายสะพานพุทธ และคำบรรยายเป้าหมาย แต่ดูเหมือนว่าคำบรรยายเป้าหมายจะใช้ชื่อสะพานผิดว่าเป็นสะพานพระราม ๗ (Rama VII)

กรณีของการเก็บสะพานไว้ใช้ประโยชน์ในการตีรุกโต้กลับเห็นจะได้แก่ปฏิบัติการ Operation Magket-Garden ที่กองทัพสัมพันธมิตรวางแผนจะยึดสะพานข้ามแม่น้ำ ๓ แห่งในยุโรปตะวันตกพร้อม ๆ กันโดยใช้พลร่มส่งทางอากาศของกองทัพสหรัฐและอังกฤษ (แต่ทำสำเร็จแค่ ๒ สะพาน อีกสะพานหนึ่งที่เมื่อ Arnhem ยึดไม่สำเร็จ จนมีการเอาไปสร้างเป็นภาพยนต์เรื่อง "A Bridge to Far") เหตุที่สะพานทั้งสามนี้ไม่ถูกทำลายคงเป็นเพราะเป็นสะพานที่อยู่ในประเทศเนเธอร์แลนด์ และจำเป็นต้องใช้ในการเคลื่อนทัพเข้าประชิดพรมแดนเยอรมัน
  
กรณีหนึ่งที่สำคัญของการทำลายสะพานไม่ทันเวลาได้แก่ Ludendorff bridge ที่เมือง Remagen ที่กองทัพสหรัฐยึดสะพานได้ก่อนที่กองทัพเยอรมันจะทำลายสะพานดังกล่าวได้ทันเวลา ทำให้สามารถส่งทหารส่วนหนึ่งข้ามแม่น้ำไรน์ได้ก่อนที่สะพานดังกล่าวจะพังลงในอีกประมาณสิบวันถัดมา (แต่นั่นก็เพียงพอสำหรับยึดฝั่งตรงข้าม) และส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแผนการรบของกองกำลังพันธมิตรในแนวรบด้านตะวันตก เหตุการณ์นี้มีการนำไปสร้างเป็นภาพยนต์เรื่อง "The Bridge at Remagen"
  
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ประเทศไทยเองมีสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ ๒ สะพานด้วยกัน สะพานแรกที่สร้างคือสะพานพระราม ๖ ซึ่งเป็นสะพานสำหรับรถไฟ เป็นเส้นทางเชื่อมทางรถไฟสายใต้กับตะวันตกเข้ากับสายเหนือและสายตะวันออก ในเวลานั้นที่ตั้งสะพานพระราม ๖ ต้องถือว่าอยู่ห่างไกลตัวเมือง อีกสะพานหนึ่งเห็นจะได้แก่สะพานพุทธที่เป็นสะพานสำหรับยวดยานและคนสัญจร สะพานนี้จัดได้อย่างอยู่กลางเมืองหลวง
  
การเดินทางไปยังจังหวัดต่าง ๆ ที่อยู่ห่างไกลของประเทศไทยในเวลานั้นถือได้ว่าวิธีการที่สะดวกและรวดเร็วที่สุดคือเส้นทางรถไฟ รองลงมาคงเป็นทางเรือ เพราะเส้นทางถนนยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าใดนัก (แผนการเดิมที่ไทยเคยมีคือใช้สถานีรถไฟเป็นศูนย์กลาง แล้วสร้างถนนกระจายออกจากสถานีรถไฟ ดังนั้นจึงไม่ได้เน้นไปที่การสร้างถนนเชื่อมระหว่างจังหวัดต่าง ๆ)



รูปที่ ๔ ภาพจาก http://www.awm.gov.au/view/collection/item/P01932.004/ พร้อมคำบรรยายภาพดังนี้  Bangkok, Thailand. 1945-10. When the Allies began bombing raids on Thailand (then Siam), the Siamese opened this lift bridge and left it open for the duration of the war, consequently this bridge was never bombed. Photographed by the War Graves Commission survey party. (Donor B. Evans)

ด้วยเหตุนี้เส้นทางรถไฟจึงเป็นเป้าหมายหลักที่สำคัญเป้าหมายหนึ่งในการทำลายเพื่อหยุดยั้งการส่งกำลังบำรุงของกองทัพญี่ปุ่นเข้าไปในพม่า ถัดมาก็เป็นประตูน้ำที่อยู่ในเส้นทางตามคลองต่าง ๆ ที่เชื่อมระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยาไปจนถึงแม่น้ำแม่กลอง
  
กรณีของสะพานพุทธก็เป็นประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะมีเรื่องเล่ากันไปต่าง ๆ นานาว่าทำไปถึงไม่โดนทิ้งระเบิด จะว่าไปแล้วการทิ้งระเบิดสะพานพุทธในช่วงท้ายสงครามนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพราะสะพานพระราม ๖ ก็ยังถูกทิ้งลงกลางสะพานได้อย่างแม่นยำ ทางกองทัพสัมพันธมิตรก็มีระเบิดบังคับวิทยุทิ้งจากเครื่องบินที่เรียกว่า Azon bomb มาใช้ในช่วงท้ายของสงคราม และก็ถูกนำใช้ในประเทศไทยด้วย (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Memoir ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๗๘๕ วันเสาร์ที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๗ เรื่อง "การทิ้งระเบิดเส้นทางรถไฟไปจังหวัดระนอง(ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำตอนที่ ๖๒)")
  
เว็บของ Autralian War Memorial เป็นเว็บไซด์หนึ่งที่มีภาพประวัติศาสตร์ของสมรภูมิต่าง ๆ ที่มีทหารออสเตรเลียเข้าร่วมร่ม ซึ่งรวมทั้งสมรภูมิในมลายูและพม่าด้วย รูปหนึ่งที่ไปพบก็คือรูปสะพานพุทธที่นำมาแสดงในรูปที่ ๔ ข้อมูลในรูประบุว่ารูปนี้ถ่ายเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ (หลังสงครามสิ้นสุดแล้ว) คำบรรยายรูปกล่าวไว้ว่าไทยตัดสินใจเปิดสะพานพุทธขึ้นค้างไว้ตลอดช่วงสงคราม (สะพานบ้านเราแต่ก่อนจะมีสะพานพุทธและสะพานกรุงเทพที่เปิดได้เพื่อให้เรือขนาดใหญ่เดินทางลำน้ำเจ้าพระยาได้) ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สะพานพุทธ "ไม่ถูกทิ้งระเบิด" ("ไม่ใช่เป้าหมายของการทิ้งระเบิด" น่าจะตรงกว่า)
  
รูปที่ ๕ ภาพจาก http://www.awm.gov.au/view/collection/item/SUK14261/ พร้อมคำบรรยายภาพดังนี้ Bangkok, Thailand. 1945-04-14. RAF Liberator aircraft of the Strategic Air Force, Eastern Air Command, dropped eighty 1,000 lb bombs on the Thai government electric power plant. The power house, which was built of concrete and bricks, was destroyed. Adjacent buildings and a large warehouse were extensively damaged.

เป้าหมายของการทิ้งระเบิดที่ถูกต้องที่อยู่บริเวณนั้นเห็นจะได้แก่โรงไฟฟ้าที่อยู่ข้างวัดเลียบ (รูปที่ ๒) ที่ได้รับการระบุว่าเป็นโรงไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยในขณะนั้น และนี่คงเป็นเหตุผลว่าทำไมสถานที่ต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ บริเวณนั้น ไม่ว่าจะเป็นสะพานพุทธ โรงเรียนสวนกุหลาบ หรือย่านการค้าต่าง ๆ จึงพลอยโดยลูกหลงไปด้วย
  
รูปที่ ๕ และ ๖ เป็นภาพหลังการทิ้งระเบิดโรงไฟฟ้าที่วัดเลียบ โดยระบุวันที่ว่าเป็นวันที่ ๑๔ เมษายน ค.ศ. ๑๙๔๕ (พ.ศ. ๒๔๘๘) ซึ่งขาดเพียงเดือนเศษ ๆ ก็จะครบรอบ ๗๐ ปีแล้ว คำบรรยายรูปที่ ๖ จะเห็นใช้คำว่า "Menan River" ซึ่งก็คือแม่น้ำเจ้าพระยานั่นเอง

รูปที่ ๖ ภาพจาก http://www.awm.gov.au/view/collection/item/SUK14260/ พร้อมคำบรรยายภาพดังนี้ Bangkok, Thailand. 1945-04-14. On Saturday, RAF Liberator bomber aircraft of Strategic Air Force, Eastern Air Command, bombed the Thai Government electric power plant in daylight. This very heavy raid may have seriously disrupted the city's transport. The plant supplies the whole of the south side with light and power besides the tramway network and has an output of 19,000,000 units per year. The RAF bombers were making a 2,200 mile round trip to Bangkok and going in to attack singly from several directions loosed eighty 1,000 lb bombs in a dense concentration on the power house which lies on the east bank of the Menan River. A 5,000 ft column of smoke was visible to the crews thirty miles away from the city.

วันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

The Wind Rises - ปีกแห่งฝัน วันแห่งรัก MO Memoir : Saturday 12 July 2557

"ลมพัดแรงกล้า เราจึงยืนอยู่ท้าแรงลม"

The Wind Rises ผมว่าผมชอบเรื่องนี้แล้วซิ

ถึงแม้จะไม่ทันได้ใช้ Slide rule ในการเรียนมหาวิทยาลัย
แต่บรรยากาศกดเครื่องคิดเลขไป ทดเลขบนกระดาษไป มันก็เหมือนกับตอนสมัยเรียน

โต๊ะเขียนแบบที่ต้องนั่งเก้าอี้สูง ๆ พร้อมกับพื้นโต๊ะที่ปรับเอียงได้
นึกถึงตอนนั่งเรียนวิชา Drawing

บรรยากาศของประเทศญี่ปุ่นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑
มาจนถึงก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ รวมทั้งเหตุแผ่นดินไหวใหญ่
ที่ทำให้เกิดเพลิงเผากรุงโตเกียวราบเป็นหน้ากลอง

แต่สำหรับชีวิตวิศวกรอย่างเรา ๆ แล้วผมว่าบทที่กินใจมากที่สุด
เห็นจะได้แก่การที่ต้องจากบ้านที่เคยอยู่ ไปทำงานต่างถิ่น
เพื่อไป ...
...
...
...
...
...
พบรัก :)



หมายเหตุ :
(๑) เรื่องบางเรื่องมันเหมาะสำหรับเก็บเอาไว้ในใจ เอาไว้โอกาสมันเอื้ออำนวย ก็คิดถึงมันสักที และก็นั่งยิ้มอยู่คนเดียว
(๒) ข้อความข้างบนโพสไว้ใน facebook เมื่อคืน หลังกลับจากไปดูหนังเรื่องนี้พร้อมกันทั้งครอบครัวตอนเย็นที่พารากอน
(๓) รูปโปสเตอร์ของภาพยนต์เรื่องดังกล่าวในหน้าถัดไปนำมาจาก



Jiro Horikoshi ตัวเอกของเรื่อง รูปนี้นำมาจาก http://hansverkaik.com/site/pages/j-n/jiro-horikoshi.php?lang=EN เสียดายที่เว็บที่แสดงภาพนี้ไม่ได้ให้รายละเอียดใด ๆ ของวัน-เวลา-สถานที่ ที่ถ่ายภาพนี้เอาไว้