แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แชร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แชร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2561

มองต่างมุม มองต่างเวลา (คิดสักนิดก่อนกดแชร์ เรื่องที่ ๑๒) MO Memoir : Sunday 24 June 2561

รูปข้างล่างมาจาก facebook ชื่อว่า Japan Inside ของวันที่ ๒๑ มิถุนายนปีนี้ โดยมีคำบรรยายภาพว่า "One day after Earthquake, osaka" ลองพิจารณาเอาเองก่อนนะครับว่ารู้สึกอย่างไร
 
รูปภาพต้นฉบับ มีขนาด 467 x 612 pixel

หลายครั้งที่พบว่าภาพทำนองนี้มักจะไม่มีการระบุสถานที่และเวลาที่บันทึกภาพเอาไว้อย่างชัดเจน จะว่าไปเขาก็ไม่ได้บอกด้วยว่าภาพไหนเป็นภาพที่ถ่ายก่อน และภาพไหนเป็นภาพที่ถ่ายทีหลัง แต่ถ้าให้เดาผมเดาว่า คนส่วนใหญ่จะคิดภาพแรกเป็นภาพที่ถ่ายหลังจากเกิด "แผ่นดินไหว" ที่แสดงให้เห็นถนนที่เสียหายจาก "แผ่นดินไหว" และภาพที่สองเป็นภาพที่ถ่ายในวันรุ่งขึ้น ที่แสดงให้เห็นว่าถนนได้รับการซ่อมแซมเสร็จเรียบร้อยแล้ว
 
ถ้าหากทั้งสองภาพนั้นเป็นภาพที่ถ่ายจากสถานที่จริงโดยไม่มีการตกแต่งด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ก็คงเชื่อได้ว่าเป็นภาพที่ถ่ายกันคนละเวลา แต่จะห่างกันเท่าใดนั้นคงจะบอกไม่ได้ และเมื่อลองมองดูจากสภาพแวดล้อมของถนนแล้วด้วย ทำให้เชื่อว่าภาพทั้งสองนั้นถ่ายจากจุดยืนที่ต่างกัน ทำให้ส่วนหนึ่งของถนนในรูปบนไม่ปรากฏในรูปล่าง



เริ่มจากตรงอาคารด้านขวาของรูปบน (1) ที่ในภาพล่างนั้นเห็นเพียงแค่บางส่วน การถ่ายภาพอย่างนี้ถ้าเป็นการถ่ายภาพด้วยมุมเลนส์กว้างเท่าเดิม แสดงว่าตำแหน่งการถ่ายภาพรูปล่างนั้นอยู่ด้านหน้าของการถ่ายภาพรูปบน ยิ่งมาเปรียบเทียบด้านซ้ายของภาพก็ยิ่งเห็นความไม่ลงรอยกัน ไม่ว่าจะเป็นประเด็นที่ต้นไม้มาจากไหน (ตรงนี้มีคนตั้งคำถามใน facebook ต้นเรื่องด้วยซ้ำ) แต่ก็อาจแก้ตัวได้ว่าเป็นเพราะมุมกล้องภาพบนนั้นไม่กวาดมาถึงทางเท้าด้านซ้าย แต่ภาพถนนรูปล่างนั้นแสดงให้เห็นชัดว่าถนนบริเวณริมทางเท้านั้นเป็นคอนกรีต โดยในภาพบนก็มีการปรากฏพื้นคอนกรึตให้เห็น (มีการลาดยางทับ) การบิดเบี้ยวของผิวจราจรในรูปบนแสดงให้เห็นว่าพื้นคอนกรีตข้างใต้ก็เสียหายด้วย กรณีของถนนลาดยางนั้นอาจทำให้กลับมาเรียบเหมือนเดิมได้ในเวลาแค่วันเดียว แต่กรณีของถนนคอนกรีตนั้นไม่ใช้ ยิ่งถนนคอนกรีตในรูปล่างด้วยแล้วทำให้ดูเหมือนว่ารูปล่างเป็นรูปที่ถ่ายก่อนรูปบนเสียอีก
 
เส้นกลางถนนสีเหลืองในรูปบน แสดงให้เห็นว่าพื้นผิวการจราจรไม่ได้แบนราบเป็นช่วงแนวยาว อย่างน้อยก็จากหลุมที่มีน้ำขังที่เห็นไปจนถึงบริเวณรถคันสีขาวที่จอดเยื้องตรงบริเวณกลางรูปค่อนมาทางด้านซ้ายในรูปบน ความเสียหายแบบนี้ถ้าจะซ่อมทีก็คงต้องรื้อพื้นผิวถนนเก่ากันตลอดทั้งแนวแล้วทำผิวจราจรใหม่ แต่ในรูปล่าง (3) จะเห็นว่ามันมีบริเวณที่พื้นผิวจราจรนั้นไม่ได้มีความเสียหายใด ๆ ซึ่งดูได้จากเส้นกลางถนนสีเหลืองที่อยู่ในสภาพเรียบร้อยดี นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่ดูคล้ายเสาไฟฟ้าแรงสูง (4) ในรูปบน แต่ไม่ปรากฏในรูปล่าง ทั้ง ๆ ที่มันควรจะมองเห็นได้จากมุมกล้องในรูปล่าง และยังมีพื้นผิวที่ดูเหมือนเป็นผิวดินหน้าอาคารทางด้านขวาในรูปที่เห็นเป็นสีอ่อน แต่ในรูปล่างกลับเห็นเป็นสีเข้มเหมือนพื้นลาดยาง 
  
ความเสียหายจากแผ่นดินไหว (ถ้าจริง) ที่ทำให้พื้นถนนกลายเป็นลูกคลื่นพังยับเยิน แต่ไม่ยักทำให้ทางเท้าสองฝั่งถนน เสาไฟฟ้า และอาคารต่าง ๆ ในภาพได้รับความเสียหายเลย ก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกเหมือนกัน

วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ถนนที่ทนที่สุดในโลก (คิดสักนิดก่อนกดแชร์ เรื่องที่ ๑๐) MO Memoir : Monday 12 December 2559

ลองดูภาพข้างล่างก่อนนะครับ เห็นมีคนเขากดแชร์ส่งต่อ ๆ กันมาจากเว็บต่างประเทศเว็บหนึ่ง
ภาพบนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนที่แล้วที่ประเทศญี่ปุ่น ที่เกิดหลุมยุบตัวกลางถนนแห่งหนึ่ง และมีการซ่อมแซมเสร็จเรียบร้อยภายใน ๗ วัน เมื่อเทียบขนาดหลุมกับเวลาที่ใช้สร้างแล้วก็เรียกว่าทำงานได้รวดเร็วมาก จนเป็นข่าวฮือฮาไปทั่วโลก (ก็ควรต้องทำอย่างนั้น เพราะมันเกิดขึ้นกลางเมือง และถ้าไม่รีบซ่อมก็คงมีหวังความเสียหายจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก เหตุอย่างนี้ไม่ว่าเป็นประเทศไหนก็ต้องดึงเอางบฉุกเฉินสำรองมาใช้ทันที ไม่มีการบอกว่ารองบปีหน้าหรอกครับ)
 
และคงเป็นด้วยเหตุนี้มั้งครับ จึงมีคนนำเหตุการณ์ดังกล่าวมาทำการประชดประชันการทำงานของประเทศอื่น (ก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับว่าเป็นประเทศไหน) ดังเช่นในรูปที่เขานำมาประกบคู่ ที่เชื่อว่าคนที่เห็นภาพโดยไม่คิดอะไรคงจะคิดว่าแม้ว่าเหตุการณ์จะผ่านไป ๒๔ ปี คือจากปีค.ศ. ๑๙๙๑ ถึงปีค.ศ. ๒๐๑๕ หลุมบ่อบนถนนสายหนึ่ง (ถนนลาดยางมะตอย) ก็ยังคง "สภาพเดิม" ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ย้ำนะครับว่าคง "สภาพเดิม" โดยไม่เปลี่ยนแปลง ลองดูรูปข้างล่างก็ได้ครับ ที่ผม crop มาจากรูปข้างบน เพิ่มความสว่างของฉากหลังให้สูงขึ้น และขยายขนาดขึ้นเล็กน้อย (ด้วยโปรแกรม PhotoScape)
 

เห็นไหมครับ ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างขอบหลุม หรือหลุมเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในหลุมใหญ่ ร่องรอยความเสียหายส่วนอื่น ๆ ของถนนเส้นดังกล่าวนั้น แม้ว่าเวลาจะผ่านไป "๒๔ ปี" ก็ยังคงเหมือนเดิม (ที่แตกต่างออกไปคือมุมกล้องเท่านั้นเอง) คือไม่มีความเสียหายใด ๆ เกิดเพิ่มเติมขึ้นอีกเลย อย่างนี้ก็ควรต้องยกย่องให้เป็นถนนลาดยางมะตอยที่ทนทานที่สุดในโลกแล้ว เท่านั้นยังไม่พอนะครับ ลองสังเกตดูเนินดินที่อยู่ข้างหลังที่มีสิ่งที่เหมือนเป็นพุ่มไม้เล็ก ๆ ปรากฏอยู่ หรือกิ่งไม้ที่โผล่ยื่นออกมาทางมุมซ้ายบนของภาพ หรือที่เห็นได้ชัดคือต้นไม้ใหญ่ที่ปรากฏทางมุมขวาบนของรูปที่แทบจะไม่เห็นความแตกต่างอะไรเลยแม้ว่าเวลาจะผ่านไป "๒๔ ปี" ต้นไม้ใหญ่ก็ไม่มีการเติบโตขึ้นเลย 
   
ปีค.ศ. ๑๙๙๑ นั้น การถ่ายรูปด้วยฟิล์มสีถือเป็นเรื่องที่ทำกันเป็นปรกติครับ ถ่ายรูปด้วยฟิล์มขาว-ดำนี่ต้องถือว่าแปลก ถ้าย้อนไปถึงช่วงทศวรรษ ๑๙๖๐ หรือก่อนหน้านั้น การถ่ายด้วยฟิล์มขาว-ดำก็ถือว่าเป็นเรื่องปรกติครับ

"เทคนิคการนำเสนอที่ทรงพลัง" เป็นสิ่งที่ผู้ที่หวังประโยชน์จากผู้อื่นมักจะเรียนกันเพื่อทำอย่างไรที่จะทำให้ได้รับความสนใจและผลประโยชน์จากผู้ที่เขาคาดหวังผลประโยชน์ แต่ผมเห็นว่าสิ่งที่สำคัญกว่าที่เราควรต้องเรียนรู้ก็คือ "ฟังอย่างไรไม่ให้ถูกหลอก" ครับ

วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ใครเป็นคนโพสต์ MO Memoir : Friday 22 August 2557

เมื่อวันวานเห็นหลายรายเขากดแชร์ข่าวเรื่องที่รถทัวร์ชนกับรถบรรทุก ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น ๔ ราย โดย ๑ ในนั้นกำลังเดินทางกลับไปหาลูกสาวที่พึ่งคลอด
  
พออ่านข่าวที่กดแชร์นั้นก็รู้สึกแปลก ๆ ตรงที่ผมขีดเส้นใต้สีแดงไว้ในเนื้อความในหน้าถัดไป
คือเนื้อข่าวบอกว่ามีผู้เสียชีวิตคาซากรถทั้งสิ้น ๔ รายและแสดงรายชื่อผู้เสียชีวิต
  
ที่ผมติดใจคือผู้เสียชีวิตรายที่ ๔
  
เพราะในย่อหน้าสุดท้ายของข่าวดังกล่าวบอกว่า "ผู้เสียชีวิต" คนดังกล่าวได้ "โพสต์" ข้อความว่า "รถไม่พร้อมใช้งานเอามา บริการทำไม" พร้อมกับมีรูปรถทัวร์ประกอบ

ผู้ที่เสียชีวิตคาซากรถ กลับบอกว่าเขามีการโพสต์ข้อความหลังเกิดอุบัติเหตุ แถมมีการแนบรูปถ่ายของรถที่ถ่ายจากด้านนอกรถ (ถ่ายจากระยะห่างซะด้วย) แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นรถคันที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุหรือเปล่า

ผมก็เลยลองค้นกลับไปยังต้นตอของข่าวที่ facebook ดังกล่าวอ้างมา ก็พบเนื้อความดังแสดงในหน้าที่ ๓
 
เนื้อข่าวในหน้าที่ ๓ บอกว่าภาพรถทัวร์ที่นำมาประกอบ (เป็นภาพเดียวกับเนื้อข่าวในหน้าที่ ๒) มาจาก facebook ของบุคคลที่เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิต
  
โดยตรงย่อหน้าสุดท้ายเขาบอกว่าใน facebook ของผู้เสียชีวิตนั้นมีการโพสต์รูปรถทัวร์และข้อความที่ว่า "รถไม่พร้อมใช้งานเอามา บริการทำไม"

จะเห็นว่าเนื้อข่าวที่เป็นต้นตอนั้นไม่ได้บอกว่า "ผู้เสียชีวิต" เป็นผู้โพสต์รูปและข้อความ บอกแต่เพียงว่านำรูปและข้อความมาจาก facebook ของผู้ที่เสียชีวิต ดังนั้นผู้ที่โพสต์ข้อความจึงอาจเป็นใครก็ได้ที่เข้าถึงบัญชี facebook ของผู้เสียชีวิตได้
  
แต่เนื้อข่าวที่นำมาสรุปใหม่และมีการแชร์ต่อกันนั้นกลับไปเขียนเป็นว่า "ผู้เสียชีวิต" เป็น "ผู้โพสต์รูปและข้อความ"

เรื่องนี้คงเป็นบทเรียนที่สอนให้รู้ว่า การกดแชร์ข้อความที่มีการดัดแปลงจากบทความต้นฉบับนั้น ทำให้เรื่องราวผิดเพี้ยนไปได้มากขนาดไหน