วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

ดีที่สุดคือออกไปดูของจริง MO Memoir : Thursday 30 July 2563


HAZOP ที่ย่อมาจากชื่อเต็มว่า Hazard and Operability Study เป็นเทคนิคที่ได้รับการพัฒนามาจากบริษัท ICI ของประเทศอังกฤษ และหนึ่งในทีมผู้พัฒนาและทำให้เทคนิคนี้เป็นที่รู้จักกันทั่วไปเห็นจะได้แก่ Prof. T.A. Kletz ที่เป็น safety adivisor คนแรกของ ICI ตั้งแต่สมัยที่ยังทำงานอยู่ในหน่วย Heavy Organic Chemicals Division และเป็นผู้ที่ได้ออกจดหมายข่าว ICI Safety Newsletter ที่ได้นำเรื่องราวต่าง ๆ มาเล่าให้ฟังในที่นี้

เทคนิคนี้จะทำการพิจารณาว่า ถ้าหากการทำงานนั้นมีการเบี่ยงเบนไปจากที่ต้องการ จะเกิดอะไรขึ้นตามมาได้บ้าง การพิจารณาก็จะอาศัยแบบที่เรียกว่า P&ID ที่ย่อมาจาก Piping and Instrumentation Diagram เป็นหลัก จากนั้นก็จะอาศัยความรู้และประสบการณ์จากผู้เข้าร่วมมาช่วยกันพิจารณา แต่ทั้งนี้แบบ P&ID ที่นำมาพิจารณาก็ต้องตรงกับความเป็นจริงด้วย แต่จะว่าไปแล้วแม้ว่าแบบ P&ID ที่นำมาพิจารณานั้นจะตรงกับความเป็นจริง แต่มันก็มีหลาย ๆ สิ่งที่มันไม่ปรากฏอยู่ในแบบ P&ID ซึ่งสิ่งที่ไม่ปรากฏนี้สามารถที่จะก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ ดังเช่น ๒ เรื่องที่จะยกมาเล่าในวันนี้

เรื่องที่ ๑ เมื่อวาล์วอยู่ห่างกันและมองไม่เห็นกัน

ระบบ double block and bleed valves เป็นวิธีการหนึ่งที่ใช้ในการ isolation (คือตัดการเชื่อมต่อจากระบบ) ระบบนี้จะประกอบด้วย block valve สองตัวและ bleed valve หนึ่งตัวอยู่ระหว่างกลาง (รูปที่ ๑)

รูปที่ ๑ เหตุการณ์ drain valve ของระบบ double block and bleed valves เปิดค้างเอาไว้ (จาก ICI Safety Newsletter เดือนเมษายน ค.. ๑๙๗๔ (.. ๒๕๑๗))

คำว่า block valve ในที่นี้หมายถึงวาล์วที่ทำหน้าที่เปิด-ปิด ส่วนจะเป็นวาล์วชนิดไหนนั้นอีกเรื่องหนึ่ง (ซึ่งมันขึ้นอยู่กับชนิดชนิดของ fluid, อุณหภูมิ และความดัน ในท่อนั้น) ส่วน bleed valve นั้นหมายถึงวาล์วที่ทำหน้าที่ระบายของเหลวหรือแก๊สที่รั่วผ่าน block valve ด้านระบบ ถ้า fluid เป็นของเหลวเขาก็อาจเรียกว่า drain valve และถ้า fluid เป็นแก๊สก็อาจเรียกว่า vent valve และเช่นกันที่ว่ามันจะเป็นวาล์วชนิดไหนนั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง สำหรับท่อขนาดใหญ่นั้นขนาดของ bleed valve นั้นจะเล็กกว่าขนาดของ block valve มาก
  
การทำ isolation ด้วยการใช้ระบบ double block and bleed valves มันดีกว่าการสอด slip plate ตรงที่ว่ามันไม่ต้องมีการถอดท่อ และประหยัดเวลาทำงาน โดยในการทำ isolation นั้นจะ "ปิด" block valve ทั้งสองตัว และ "เปิด" bleed valve ทิ้งเอาไว้ หน้าที่ของ bleed valve ก็คือถ้าหากมี process fluid รั่วผ่าน block valve ด้าน process ได้ process fluid นั้นก็จะถูกระบายออกทาง bleed valve ทำให้ยากที่จะรั่วไหลผ่าน block valve ด้านที่ต้องการแยกออกจากระบบได้ ปลายท่อด้าน bleed valve จะระบาย process fluid ที่อาจรั่วออกมานั้นไปที่ไหน ก็คงต้องพิจารณาดูจากปริมาณที่อาจรั่วและอันตรายของ process fluid นั้น ดังนั้นปลายท่อด้าน bleed valve จึงอาจไม่ได้ต่อถาวรเข้ากับท่อระบายใด ๆ แต่อาจเปิดไว้เพื่อให้ของเหลวที่อาจมีรั่วไหลนั้นไหลลงภาชนะรองรับ หรือต่อสายยางให้ของเหลวหรือแก๊สที่อาจมีรั่วออกมาให้ระบายไปยังตำแหน่งที่ปลอดภัย
  
แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะป้องกันได้ 100% เพราะมันก็เคยมีกรณีเหมือนกันว่าระบบนี้ไม่ได้ทำงานดังที่คาดหวัง ซึ่งได้เคยเล่าเอาไว้ในเรื่อง "แม้แต่ Double block and bleed ก็อย่าวางใจ" เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๗ มีนาคม ๒๕๖๒
  
ในเหตุการณ์แรกนี้ ตัว bleed valve (ซึ่งก็คือ drain valve) ถูกเปิดทิ้งเอาไว้ ดังนั้นเมื่อเปิด block valve เพื่อให้ proces fluid ไหลเข้าระบบ process fluid ก็เลยรั่วไหลออกทาง bleed valve ตามด้วยการเกิดเพลิงไหม้ แม้ว่ารายงานการสอบสวนจะโทษว่าเป็นความผิดพลาดของผู้ปฏิบัติงาน แต่ก็ยอมรับว่ารูปแบบการติดตั้งวาล์วนั้นไม่เหมาะสม คืออยู่ห่างกันและมองไม่เห็นกัน (ซึ่งตรงนี้คงเป็นคำอธิบายว่าทำไมเมื่อเกิดการรั่วไหลผ่านทาง bleed valve ผู้ที่เปิด block valve ด้าน proces fluid จึงไม่ทราบว่ามันมีการรั่วไหลเกิดขึ้น เพราะถ้าเขารู้ เขาก็น่าจะรีบปิดวาล์วที่กำลังเปิดอยู่
  
แผนผังท่อในรูปที่ ๑ ยังแสดงให้เห็นการออกแบบที่ไม่ดีบางอย่างด้วย กล่าวคือ block valve ด้านขาเข้า (คือด้าน process fluid) อยู่ต่ำกว่าด้านขาออก (คือด้าน equipment) ดังนั้นในกรณีที่ process fluid เป็นของเหลว มันก็จะสามารถค้างในเส้นท่อที่อยู่ระหว่าง block valve ด้านขาเข้าและ bleed valve ได้

เรื่องที่ ๒ เพราะหลังคามันชันเกินไป

น้ำฝนมันไม่ค้างบนพื้นผิวที่ลาดเอียง แต่หิมะมันค้างบนพื้นผิวที่ลาดเอียงไม่มากได้ และถ้ามันสะสมมากเกินไป หลังคาก็อาจรับน้ำหนักไม่ไหวและพังลงมาได้
 
รูปที่ ๒ เหตุการณ์ที่ถังเก็บยุบตัวจากแรงกดอากาศ เนื่องจากท่อระบายอากาศที่มีอยู่ ๓ ท่อนั้นอุดตันหมด (จาก ICI Safety Newsletter เดือนตุลาคม ค.. ๑๙๘๑ (.. ๒๕๒๔))
  
ในประเทศที่มีหิมะตกนั้น การออกแบบหลังคาก็ต้องคำนึงถึงน้ำหนักของหิมะที่จะสะสมบนหลังคาด้วย วิธีการหนึ่งที่ป้องกันไม่ให้หิมะสะสมบนหลังคาก็คือการทำให้หลังคามีความลาดเอียงค่อนข้างมาก ซึ่งจะทำให้หิมะที่ก่อตัวสูงขึ้นถึงระดับหนึ่งจะไหลลงมาเอง ถังเก็บประเภท floating roof tank ในบ้านเราไม่จำเป็นต้องมี cone roof tank ปิดคลุมอีกชั้นหนึ่ง เพราะบ้านเราไม่มีหิมะตก ส่วนฝนที่ตกลงมานั้นก็สามารถไหลลงท่อระบายได้ แต่ในพื้นที่ที่มีหิมะตกมากนั้นก็ต้องสร้าง cone roof ปิดคลุมเอาไว้ เพื่อให้ให้ตัว floating roof ต้องรับน้ำหนักหิมะที่มากเกินไปจนอาจทำให้ตัว floating roof จมได้

รูปที่ ๓ เหตุการณ์ในรูปที่ ๒ ไม่ได้ให้ภาพประกอบ แต่คาดว่าน่าจะเป็นทำนองนี้

ในเหตุการณ์นี้ ถัง (tank) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๔๓ เมตร ถูกแรงกดอากาศกดจนยุบตัว (ที่เขาใช้คำว่า was sucked in) แม้ว่าถังนี้จะมีท่อ vent (ที่ไว้ระบายอากาศในถังออกเมื่อเติมของเหลวเข้าถัง และให้อากาศข้างนอกไหลเข้าเมื่อสูบของเหลวออกจากถัง เพื่อรักษาความดันภายในถังให้เท่ากับภายนอกถัง) ถึง ๓ ท่อด้วยกัน ตัวท่อ vent เหล่านี้มีการติดตั้งตะแกรงลวดเพื่อป้องกันไม่ให้นกเข้าไปทำรัง แต่เนื่องจากมันไม่เคยถูกทำความสะอาดเลย จึงทำให้มีคราบของแข็งเกาะติดจนเกือบอุดตัน
  
สาเหตุที่มันไม่เคยถูกทำความสะอาดก็เพราะ หลังคานั้นค่อนข้างจะลาดชัด และบนหลังคาไม่มี handrail สำหรับให้คนที่ต้องขึ้นไปทำงานบนหลังคานั้นยึดเกาะ ก็เลยทำให้ไม่มีใครอยากจะขึ้นไป แต่ถ้ามีคนขึ้นไปทำความสะอาด ก็คงจะไม่มีเหตุการณ์ถังยุบตัว แต่คงเกิดเหตุการณ์คนทำงานตกจากหลังคาแทน
  
ของเหลวบางชนิดนั้นมันสามารถเกิดปฏิกิริยาการพอมิเมอร์ไรซ์กลายเป็นของแข็งได้ ดังนั้นในการเก็บจึงต้องมีการผสมตัวยับยั้ง (inhibitor) เข้าไปในของเหลว เพื่อไม่ให้มันเกิดการรวมตัวเป็นของแข็ง แต่ตัวยับยั้งนี้มันไม่ระเหยตามไอของเหลวที่ระบายออกทาง vent ดังนั้นถ้าไอของเหลวนี้ไปควบแน่นที่บริเวณท่อ vent มันก็สามารถรวมตัวกันเป็นของแข็งอุดตันท่อ vent ได้

เรื่องที่ ๓ รองน้ำที่นี่มันสะดวกดี

ระบบหัวฉีดน้ำดับเพลิงอัตโนมัติที่เรียกว่า sprinkler system นั้นมีอยู่ ๒ แบบ แบบแรกนั้นเรียกว่ารูปแบบเปียก (wet sprinkler system) จะมีน้ำอยู่เต็มท่อไปจนถึงหัวฉีด เรียกว่าหัวฉีดทำงานเมื่อใดก็จะมีน้ำฉีดออกมาทันที แต่สำหรับประเทศที่อากาศหนาวจัดจนน้ำกลายเป็นน้ำแข็งได้นั้น รูปแบบนี้อาจไม่เหมาะสม เพราะเมื่อน้ำกลายเป็นน้ำแข็งมันจะขยายตัว จนสามารถทำให้ท่อนั้นแตกได้ ดังนั้นเขาก็จะใช้อีกรูปแบบหนึ่งที่เป็นรูปแบบแห้ง (dry sprinkler system) ที่จะจ่ายน้ำเข้าระบบเมื่อมีความต้องการ รูปแบบหลังนี้น้ำจะใช้เวลาเดินทางหน่อย แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องท่อแตกในหน้าหนาว
  
ระบบเปียกนั้นจะมีปั๊มตัวเล็กรักษาความดันในระบบท่อที่เรียกว่า jogging pump เมื่อความดันในระบบท่อลดลงเข่นจากการรั่วซึม ตัว jogging pump ก็จะทำงานเพื่อรักษาความดันให้คงเดิม แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์หัวฉีดทำงาน ตัว jogging pump จะเพิ่มความดันให้ไม่ได้ ความดันจะตกลงอีกจนกระทั่ง fire pump ซึ่งก็คือปั๊มจ่ายน้ำหลักทำงาน
  
รูปที่ ๔ สัญญาณเตือนที่หาต้นตอไม่ได้ อันเป็นผลจากการติดตั้งระบบตรวจสอบการทำงานของสัญญาณ (จาก ICI Safety Newsletter เดือนพฤศจิกายน ค.. ๑๙๘๑ (.. ๒๕๒๔))

ระบบนี้อาจมีการติดตั้งระบบสัญญาณเตือนเอาไว้ด้วย ที่เมื่อความดันในท่อจ่ายน้ำลดต่ำลง (อันเป็นผลจากการที่หัวฉีดทำงาน) ก็จะมีสัญญาณเตือนแจ้ง ในเหตุการณ์นี้เพื่อให้สามารถทดสอบการทำงานของสัญญาณเตือนได้ จึงได้มีการติดตั้งวาล์วเพิ่ม ๑ ตัวเพื่อไว้ระบายน้ำในท่อดับเพลิงทิ้งซึ่งจะทำให้ความดันในท่อลดต่ำลง เพื่อไว้ใช้ทดสอบการทำงานของระบบสัญญาณเตือน
  
หลังจากนั้นก็พบสัญญาณเตือนปลอม (false alarm) เป็นประจำโดยหาสาเหตุที่มาไม่ได้ จนกระทั่งมาพบว่า
  
พนักงานทำความสะอาดใช้ก๊อกน้ำนี้สำหรับเติมน้ำใส่ถัง (คงเพื่อเอาไปทำความสะอาด)

เรื่องแบบนี้ตัวผมเองก็เคยเจอมาหลายครั้ง เช่นตอนที่นิสิตมีปัญหาเกี่ยวกับการเก็บตัวอย่างแก๊สไปวิเคราะห์ด้วยเครื่อง gas chromatograph แล้วได้ผลการวิเคราะห์ออกมาแปลก ๆ แต่มันสามารถทำซ้ำได้ พอสอบถามว่าทำตามขั้นตอนที่กำหนดไว้หรือเปล่า เขาก็ตอบว่าทำตาม แต่พอไปให้เขาทำการเก็บตัวอย่างให้ดูก็เลยเห็นปัญหา กล่าวคือเขาทำตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ให้ทำทุกขั้นตอน แต่มีการเพิ่มขั้นตอนพิเศษหรือเทคนิคบางอย่างขึ้นมาเพื่อให้เกิดความสะดวกในการทำงาน และเจ้าตัวขั้นตอนพิเศษหรือเทคนิคบางอย่างนี้มันก่อให้เกิดปัญหา ก็เลยต้องไปปรับแก้ตัวขั้นตอนพิเศษหรือเทคนิคเหล่านั้นเพื่อให้ได้ผลการวิเคราะห์ที่ถูกต้อง

วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

การค้นหากระสุนปืนพกที่ดีที่สุดสำหรับหยุดคน MO Memoir : Sunday 26 July 2563

วันที่ ๑๑ เดือนเมษายน ปีค.ศ. ๑๙๘๖ (พ.ศ. ๒๕๒๙) มีการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ FBI ของสหรัฐจำนวน ๘ นาย กับคนร้ายปล้นธนาคารจำนวน ๒ คน ผลการยิงปะทะปรากฏว่าคนร้ายทั้ง ๒ คนเสียชีวิต ในขณะที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่นั้นก็เสียชีวิต ๒ นายและบาดเจ็บอีก ๕ นาย รายละเอียดเรื่องนี้สามารถอ่านได้ใน wikipedia เรื่อง "1986 FBI Miami shootout" (https://en.wikipedia.org/wiki/1986_FBI_Miami_shootout) งานนี้เป็นการดวลกันระหว่างปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ (Ruger Mini-14) ของคนร้าย และปืนพกประจำกายของเจ้าหน้าที่ FBI
  
รูปที่ ๑ ชาวพื้นเมืองฟิลิปปินส์ผู้นี้ถูกทหารสหรัฐที่เป็นผู้ปกครองเมืองขึ้นยิงด้วยกระสุนขนาดคาลิเบอร์ .38 ถึง ๔ นัดในระยะใกล้ในระหว่างการต่อสู้ประชิดตัว แต่ไม่สามารถหยุดได้ จนกระทั่งถูกตีด้วยพานท้ายปืนยาวที่หน้าผาก (ที่มาของรูปปรากฏอยู่ทางด้านบนของรูปแล้ว https://www.ammoland.com/2016/07/history-45-acp-cartridge/#axzz6T9p58YF9)
  
หลังเหตุการณ์นี้พบว่า คนร้ายแม้ว่าจะถูกเจ้าหน้าที่ยิงโดนหลายนัด แต่ยังสามารถยิงโต้ตอบกับเจ้าหน้าที่ได้จนทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายนาย ทำให้เกิดคำถามสำคัญคำถามหนึ่งขึ้นมาก็คืออาวุธที่หน่วยงานจัดให้เป็นอาวุธประจำกายเจ้าหน้าที่นั้น มีอำนาจหยุดยั้งคนร้ายเพียงพอหรือไม่ และถ้าไม่เพียงพอ (ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็แสดงให้เห็นเช่นนี้) เจ้าหน้าที่ควรได้รับการติดอาวุธอะไร คำถามเหล่านี้ได้นำไปสู่การออกแบบกระสุนชนิดใหม่คือ .40 S&W

แต่ก่อนอื่นเรามาลองทำความเข้าใจบางเรื่องกันก่อนดีกว่า

คำว่า "หยุด" ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าต้องตาย แต่หมายความว่า "ไม่สามารถตอบโต้ได้" ภาษาอังกฤษก็จะใช้คำว่า stopping power อย่างเช่นนักมวย อาจถูกชกเข้าที่ลำตัวอย่างแรงหลายครั้ง แต่ก็ยังปล่อยหมัดสวนได้ แต่ถ้าโดนจัง ๆ ที่ปลายคางเพียงหมัดเดียว ก็ลงไปนอนกองกับพื้นเวทีได้ทันที
  
ในการยิงต่อสู้นั้น จะสอนกันให้ยิงใส่ส่วนที่เป็นเป้าที่ใหญ่ที่สุด และมีการเคลื่อนไหวน้อยสุด ซึ่งก็คือส่วนลำตัว ดังนั้นกระสุนชนิดใดที่มีความสามารถในการหยุดการตอบโต้ของฝ่ายตรงข้าม ก็จะประเมินกันที่เมื่อฝ่ายตรงข้ามถูกยิงเข้าบริเวณส่วนลำตัว โดยไม่จำเป็นต้องโดนหัวใจ (เพราะถ้าโดนหัวใจ ไม่ว่ากระสุนเล็กหรือใหญ่ มันก็ตายคาทีทันที) และในที่นี้จะจำกัดเฉพาะปืนพก
  
กระสุนจะหยุดคนได้ดีแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถ่ายเทโมเมนตัม (ผลคูณระหว่างมวลกับความเร็ว) ให้กับคนได้มากแค่ไหน กระสุนที่มีพลังงานสูง แต่เจาะผ่านเป้าหมายไปอย่างรวดเร็ว จนไม่สามารถถ่ายเทโมเมนตัมให้กับเป้าหมายได้มากพอ ก็จะไม่สามารถหยุดยั้งเป้าหมายได้ ดังนั้นในทางทฤษฎี กระสุนที่ยิงเข้าตัวคน และหยุดอยู่ในตัวคน ก็จะสามารถถ่ายเทโมเมนตัมให้กับเป้าหมายได้หมด แต่ในขณะเดียวกัน หัวกระสุนก็ต้องมีพลังงานมากพอที่จะยิงทะลุที่กำบังที่บังขวางเป้าหมายอยู่ หัวกระสุนที่มีหนักเท่ากันและมีพลังงานเท่ากัน หัวกระสุนที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กกว่า จะมีอำนาจเจาะทะลุทะลวงสูงกว่าหัวกระสุนที่มีพื้นที่หน้าตัดใหญ่กว่า (หรือมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่กว่านั่นเอง)
  
กระสุนที่มีพลังงานสูง เมื่อยิงออกจากปืนก็จะมีแรงกระทำต่อผู้ยิงที่สูงตามไปด้วย (ที่เรียกว่าปืนจะสะบัดหรือมีแรง recoil มากขึ้นก็ได้) ทำให้ยากต่อการควบคุมปืน ผลที่ตามมาก็คือผู้ยิงบางคนอาจจะขยาดไม่อยากยิงปืนนั้น ไม่อยากที่จะฝึกซ้อม และจะเสียเวลาในการยิงซ้ำนัดที่สอง ซึ่งจำเป็นในกรณีที่นัดแรกไม่เข้าเป้าหมาย หรือเปลี่ยนเป้าหมาย หรือซ้ำเป้าหมายเดิม ปืนที่มีน้ำหนักมากจะมีแรงสบัดน้อยกว่าปืนที่เบากว่า แต่ก็พกพายากกว่า 
   
ขนาดของกระสุนปืนมักจะอิงจากขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของลำกล้อง ที่เรียกว่า "คาลิเบอร์ (calibre)" ซึ่งมีทั้งหน่วยนิ้วและมิลลิเมตร ในกรณีของหน่วยนิ้วนั้น จะบอกด้วยจุดทศนิยม (ไม่มีเลขศูนย์นำ) และตัวเลขต่อท้าย ถ้าเป็นหน่วยมิลลิเมตรก็จะบอกขนาดเป็นมิลลิเมตร ตัวอย่างเช่นกระสุนขนาด .22, .220, .222 และ .223 ต่างเป็นกระสุนขนาดคาลิเบอร์เดียวกันคือ .22 นิ้ว แต่ตัวเลขตัวที่สามที่ต่อท้ายก็มันทำเพื่อทำให้รู้ว่าเป็นกระสุนต่างชนิดกัน อย่างเช่นกระสุนขนาด .222 และ .223 เรมิงตัน ก็เป็นกระสุนที่ใช้หัวกระสุนแบบเดียวกันได้ เพียงแต่กระสุน .223 มีปลอกกระสุนที่ยาวกว่า กระสุนขนาด 5.56 mm หรือ 5.6 mm ก็เป็นกระสุนขนาดคาลิเบอร์เดียวกัน และเทียบเท่ากับขนาด .22 ในหน่วยนิ้ว

แปดสิบปีก่อนเหตุการณ์ที่ไมอามี ก็มีเหตุการณ์ทำนองเดียวกันในฟิลิปินส์ ซึ่งเป็นช่วงที่ฟิลิปินส์ยังคงเป็นเมืองขึ้นของอเมริกา (และแน่นอนว่าชาวพื้นเมืองจำนวนมากต้องเสียชีวิตจากการต่อสู้เพื่อเป็นอิสระจากการปกครองของอเมริกา) กล่าวคือในระหว่างการต่อสู้ประชิดตัว ชาวพื้นเมืองรายหนึ่งถูกยิงด้วยปืนพกประจำกายมาตรฐานของทหารถึง ๔ นัด แต่ไม่สามารถหยุดยั้งการตอบโต้ได้ จนกระทั่งชาวพื้นเมืองผู้นั้นโดนฟาดด้วยพานท้ายปืนเข้าที่หน้าผาก (รูปที่ ๑)
  
การออกแบบอาวุธปืนให้สามารถยิงกระสุนที่มีพลังงานสูงได้ ขึ้นอยู่กับการพัฒนาโลหะให้สามารถรับแรงที่สูงได้ด้วย ซึ่งในยุคสมัยนั้นยังมีข้อจำกัดทางด้านนี้อยู่
  
หลังเหตุการณ์ที่ฟิลิปปินส์ในครั้งนั้น ทางกองทัพสหรัฐก็ได้ทำการศึกษาหาว่ากระสุนที่มีความสามารถสูงในการหยุดยั้งคู่ต่อสู้ควรมีคุณสมบัติอย่างไร ซึ่งนำมาสู่การทดลองที่เรียกว่า Thompson–LaGarde Tests (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Thompson-LaGarde_Tests) ซึ่งมีทั้งการทดลองด้วยการยิงสัตว์และดูปฏิกิริยาที่เกิด และการทดลองยิงศพคน เพื่อดูว่ากระสุนสามารถถ่ายเทพลังงานให้กับเป้าหมายได้แค่ไหน
  
ยุคสมัยนั้นยังไม่มีเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ตรวจวัดความเร็วของหัวกระสุน การหาความเร็วของหัวกระสุนจะใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า ballistic pendulum ที่ใช้การยิงกระสุนเข้าสู่เป้าหมายที่แขวนไว้ให้ลอยอย่างอิสระ เมื่อกระสุนฝังเข้าไปในเป้าหมาย (กระสุนต้องไม่ทะลุเป้าหมาย) พลังงานจลน์ของหัวกระสุนจะถูกถ่ายเทให้กับเป้าหมาย ทำให้เป้าหมายเกิดการเคลื่อนที่ถอยหลังพร้อมกับลอยตัวสูงขึ้น (พลังงานจลน์เปลี่ยนเป็นพลังงานศักย์) จากน้ำหนักของ (เป้าหมาย + หัวกระสุน) และระยะที่ยกตัวลอยขึ้น ก็จะทำให้สามารถคำนวณหาพลังงานจลน์ก่อนเกิดการเคลื่อนที่ได้ ซึ่งจะคำนวณกลับไปเป็นความเร็วของหัวกระสุนที่เข้ามากระทบได้ ตรงนี้คงพอมองภาพบ้างแล้วนะครับ ว่าเวลาทดสอบกับศพน่าจะเป็นอย่างไร
ผลการทดสอบนี้นำมาซึ่งกระสุนขนาด .45 ACP หรือที่บ้านเราเรียก 11 มม.

ช่วงต้นปีค.ศ. ๑๙๙๑ (พ.ศ. ๒๕๓๔) มีการทดลองหนึ่งที่ยังเป็นที่ถกเถียงกันในปัจจุบัน หรือแม้แต่มีข้อสงสัยว่ามีการทดลองจริงหรือไม่ เนื่องจากไม่มีการเปิดเผยสถานที่ทำการทดลอง ผู้ให้ทุน และผู้ที่ทำการทดลอง เพราะเป็นการทดลองที่สำหรับผู้รักสัตว์แล้วก็ต้องถือว่าโหดไม่น้อย การทดลองนี้มีชื่อว่า "Strasbourg Tests" (รูปที่ ๒) ซึ่งเป็นการทดลองยิงสัตว์ทดลองด้วยกระสุนชนิดต่าง ๆ แล้ววัดดูว่ากระสุนชนิดใดสามารถทำให้สัตว์ทดลองหมดสภาพที่จะตอบโต้ได้เร็วที่สุด และที่สำคัญก็คือถ้าสัตว์ทดลองชนิดนั้นมีสรีระร่างกายใกล้เคียงกับมนุษย์ ผลการทดลองนี้ก็น่าจะเทียบเคียงกับการยิงคนจริงได้ และสัตว์ที่ถูกนำมาใช้เป็นเป้าทดสอบก็คือ "French Alpine Goat"
 
เหตุผลที่สัตว์ชนิดนี้ถูกเลือกก็เพราะ มันมีขนาดใกล้เคียงกับผู้ใหญ่โตเต็มวัย มีขนาดของหน้าอก (ก็ขนาดของปอด) ใกล้เคียงกับผู้ใหญ่โตเต็มวัย ความแข็งแรงของกระดูกซี่โครงใกล้เคียงกับของมนุษย์ และขนตามร่างกายของมันก็สามารถจำลองเสื้อผ้าที่คนสวมใส่อยู่ได้ มีการติดตั้งอุปกรณ์วัดต่าง ๆ (เช่นอัตราการเต้นหัวใจ คลื่นสมอง) เข้ากับตัวสัตว์ก่อนทำการทดลอง ในรายงานการทดลองของ Phase 1 นั้น มีการยิงแพะดังกล่าวไปถึง ๖๑๑ ตัว (ส่วน Phase 2 มีการทดลองอย่างไรหรือไม่นั้น ไม่เห็นข้อมูล)
รูปที่ ๓ เป็นตัวอย่างผลการทดลองที่ได้จากการใช้กระสุนขนาดที่บ้านเราเรียกว่า 9 มม. พารา ซึ่งกระสุนปืนพกชนิดหนึ่งที่เป็นที่นิยมใช้กันมากทั้งในทางพลเรือนและทางทหาร

รูปที่ ๒ บทเกริ่นนำของรายงานของการทดลองที่รู้จักกันในชื่อ Strasbourg Tests
  
รูปที่ ๓ ตัวอย่างผลการทดสอบด้วยกระสุนขนาด 9 mm Para ชนิดต่าง ๆ (คือรูปแบบหัวกระสุนและพลังง่าน) AIT คือเวลา (วินาที) ที่ทำให้สัตว์ทดลองหมดสติ

Strasbourg tests เป็นการทดลองหนึ่งที่คงยากที่จะมีการทำซ้ำอีกในอนาคต ซึ่งคณะผู้ทำการทดลองก็คงจะทราบเรื่องนี้ดี การทดลองดังกล่าวจึงถูกปกปิดเป็นความลับ และเพื่อให้ผลการทดลองนั้นสามารถใช้อ้างอิงได้ การออกแบบวิธีการทดลองและการเลือกตัวอย่างทดสอบจึงมีความสำคัญ เพราะถ้าพลาดไปแล้ว โอกาสที่จะกลับมาทำการทดลองแก้ไขก็คงไม่มีอีกแล้ว