วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๙ ทั้งหมดซ้าย-ขวาหัน MO Memoir : Thursday 12 May 2554

ผมไม่ได้ไปเดินแถวกระทรวงกลาโหมซะนาน (หลายปีทีเดียว) บังเอิญเย็นวันวานได้มีโอกาสเดินผ่าน (เดินจากบ้านหม้อไปท่าช้าง) ก็เลยพึ่งรู้ว่ามันมีอะไรเปลี่ยนไป


นั่นคือทิศทางการหันปากกระบอกปืนใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหม


เดิมนั้นปืนใหญ่ที่ตั้งอยู่หน้ากระทรวงกลาโหมจะหันปากกระบอกออกจากตัวอาคารกระทรวง ซึ่งผมเห็นมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กพึ่งจำความได้ (ดูรูปที่ ๑) แต่ทีนี้ฝั่งตรงข้ามกระทรวงคือพระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้ว

และปืนใหญ่กระบอกที่ใหญ่ที่สุดคือปืนที่ชื่อว่า "นางพญาตานี" ซึ่งได้มาจากรัฐปัตตานีสมัยรัชกาลที่ ๑ ที่ไปตีหัวเมืองทางใต้


รูปที่ ๑ การตั้งวางปืนใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมในอดีต (ภาพจาก http://www1.tv5.co.th/service/mod/heritage/ nation/bangkok/index7.htm ข้อมูล ณ วันพุธที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๔)


เรื่องการหันปืนใหญ่เข้าหาพระบรมมหาราชวังหรือวัดพระแก้วนี้ได้ยินคนพูดกันมาตั้งนานแล้วว่าไม่เหมาะสมบ้าง ไม่เป็นมงคลบ้าง (ทำนองว่าหันอาวุธเข้าบ้าน หันอาวุธเข้าสถานที่สำคัญ) แถมยังมีคนบางคนเลยเถิดถึงระดับเอาเรื่องปืนนางพญาตานีที่หันเข้าหาพระบรมมหาราชวังไปผูกเข้ากับความไม่สงบใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้อีก แต่ทั้งหมดเท่าที่ทราบก็เป็นเรื่องพูดกันปากต่อปากเล่าต่อกันมา คงไปหาต้นตอไม่ได้ว่าใครเป็นคนเริ่มต้นความคิดเหล่านี้

เรื่องดังกล่าวมีพูดกันมานานแต่ก็ยังไม่เห็นมีใครไปยุ่งอะไรกับปืนใหญ่เหล่านั้น จนเมื่อวานจึงได้เห็นว่ามีการจัดวางใหม่แล้ว (ซึ่งก็คงปรับเปลี่ยนมาหลายปีแล้ว)

คือปืนใหญ่พวกที่อยู่ทางด้านขวา (ถ้ายืนตรงอาคารกระทรวงแล้วมองไปทางพระบรมมหาราชวัง) ให้ตั้งปืนใหม่โดยให้หันไปทางขวา และปืนใหญ่พวกที่อยู่ทางด้านซ้ายก็ให้ตั้งปืนใหม่แล้วหันไปทางด้านซ้าย (รูปที่ ๒ ในหน้าถัดไป)

พวกที่ทำขวาหันนั้นหันเข้าหาอะไรนั้น และพวกที่ทำซ้ายหันนั้นหันเข้าหาอะไรนั้น ใครมีเวลาว่างก็ลองไปเดินดูกันเองก็แล้วกัน เพราะผมดู ๆ แล้วก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันจะแก้เคล็ดอย่างที่คนบางคนเขาเชื่อกันหรือเปล่า


รูปที่ ๒ การวางปืนใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมในปัจจุบัน (ถ่าย ณ วันพุธที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๔)

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๘ พฤษภาห้าร้อยเก้า แดดลบเงาจางหาย MO Memoir : Sunday 8 May 2554

เที่ยงวันหนึ่งในขณะที่ผมกำลังเดินไปยังอาคารจอดรถที่อยู่อีกทางฟากถนนหนึ่งของมหาวิทยาลัยนั้น ผมได้พบกับศาสตราจารย์ท่านหนึ่งที่อยู่ต่างคณะที่เกษียณไปแล้ว แต่ทางภาควิชายังเชิญให้ท่านมาช่วยเหลืออยู่ แม้ว่าท่านจะทำงานทางด้านวิทยาศาสตร์ แต่ท่านก็ปรารภว่าเด็กสมัยนี้ไม่ค่อยจะสนใจประวัติศาสตร์กันแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ดีเลย เพราะถ้าเราไม่ศึกษาอดีต เราก็มีโอกาสที่จะทำผิดพลาดเช่นในอดีตซ้ำแล้วซ้ำอีก

ในบันทึกฉบับวันอังคารที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๕๔ ผมได้นำบันทึกเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการที่นิสิตผู้มีชื่อว่า "จิตร ภูมิศักดิ์" ถูกโยนบกจากเวทีหอประชุม

ต่อจากนั้นเกิดอะไรขึ้นกับเขาในอีก ๑๓ ปีให้หลังในวันที่ ๕ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๙ (เดือนนี้พอดี) ลองไปหาเพลงข้างล่างฟังกันเองก็แล้วกัน (ใน Youtube ก็มี)


เพลง จิตร ภูมิศักดิ์

โดยคาราวาน


เขาตาย ในชายป่า เลือดแดงทา ดินเข็ญ

ยากเย็น ค่นแค้น อับจน

ถึงวันพราก เขาลงมาจาก ยอดเขา

ใต้เงา มหา นกอินทรีย์

ล้อมยิงโดยกระหยิ่ม อิ่มในเหยื่อตัวนี้

โชคดี สี่ขั้น พันดาว


เหมือนดาวร่วงหล่น ความเป็นคนล่วงหาย

ก่อนตายจะหมายสิ่งใด

แสนคนจนยาก สิบคนหากรวยหลาย

อับอาย แก่หล้าฟ้าดิน

เขาจึงต่อสู้ อยู่ข้างคนทุกข์เข็ญ

ได้เห็น ได้เขียนพูดจา


คุกขังเขาได้ แต่หัวใจอย่าปรารถนา

เกิดมา เข่นฆ่า อธรรม

แล้วอำนาจเถื่อนมาบิดเบือนบังหน

กี่คน ย่อยยับ อัปรา

สองพัน ห้าร้อยแปด เมฆดำปกคลุมฟ้า

ด้วยฤทธา มหา อินทรีย์


ร้างเมือง ไร้บ้าน ออกทำการป่าเขา

เสี่ยงเอา ชีวีมลาย


พฤษภา ห้าร้อยเก้า แดดลบเงาจางหาย

เขาตาย อยู่ข้างทางเกวียน


ศพคนนี้นี่หรือคือจิตร ภูมิศักดิ์

ศพคนนี้นี่หรือคือจิตร ภูมิศักดิ์

ตายคาหลักเขตป่ากับนาคร


เขาตายในชายป่า เลือดแดงทาดินอีสาน

อีกนาน อีกนาน อีกนาน

เขาตายในชายป่า เลือดแดงทาดินอีสาน

อีกนาน อีกนาน อีกนาน


เขาตายเหมือนไร้ค่า แต่ต่อมาก้องนาม

ผู้คน ไถ่ถามอยากเรียน


ชื่อจิตร ภูมิศักดิ์ เป็นนักคิด นักเขียน

ดั่งเทียน ผู้ถ่องแท้ แก่คน

ชื่อจิตร ภูมิศักดิ์ เป็นนักคิด นักเขียน

ดั่งเทียน ผู้ถ่องแท้ แก่คน


ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด นอกจาก "จิตร ภูมิศักดิ์" แล้วก็คงเป็น "สืบ นาคะเสถียร" ที่มีนักดนตรีแต่งเพลงไว้อาลัยให้หลังจากที่พวกเขาเสียชีวิตไปแล้ว