วันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

หวนคิดถึง ลายมือยุ่ง ๆ ที่จ่าหน้าซอง MO Memoir : Thursday 10 July 2557

คงจะเคยได้รับจดหมายกันใช่ไหมครับ รู้สึกอย่างไรกันบ้างครับ เมื่อได้เห็นลายมือยุ่ง ๆ ของคนที่เรารู้จัก เขียนชื่อของเราบนหน้าซองจดหมายที่เขาส่งให้กับเรา

ปรกติเวลาเราจะส่งจดหมายถึงใคร เรามักจะระบุชื่อผู้ที่เราต้องการให้เปิดอ่าน และที่อยู่ของบุคคลผู้นั้นให้ชัดเจน เพื่อที่ไปรษณีย์จะส่งให้ถึงที่หมาย และผู้ที่อยู่ยังสถานที่ที่ระบุไว้หน้าซองจดหมายจะได้รู้ว่าใครควรเป็นคนเปิดอ่าน และในกรณีของจดหมายที่ไม่ได้ระบุผู้รับชัดเจนว่าเป็นใคร เช่นใบปลิวโฆษณา หรือประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งของบ้านหลังนั้น ก็ยังมักมีการเขียนเอาไว้ว่า เรียน "ท่านเจ้าของบ้าน" เพื่อแสดงให้ผู้รับเห็นว่าผู้ส่งก็มีมารยาทในการติดต่อว่าจดหมายฉบับนี้ขอให้เจ้าของบ้านเป็นผู้พิจารณาดำเนินการตามสมควร และมักเป็นการส่งโดยที่ผู้ส่งไม่รู้ว่าผู้รับนั้นมีชื่อ-สกุลอะไร 
   
และจะว่าไปแล้ว ในการส่งจดหมายนั้น แม้ว่าเราจะไม่จ่าหน้าซองว่าถึงใคร เขียนเพียงแค่ที่อยู่ที่ถูกต้อง ไปรษณีย์ก็ส่งให้ถึงที่หมายได้

ทีนี้ลองสมมุติว่าถ้าต่อไปจดหมายที่ส่งมาถึงบ้านของคุณนั้นนั้นไม่มีการระบุชื่อผู้รับ ดังนั้นการจะรู้ว่าจดหมายนั้นเป็นข้อความส่งถึงใคร ถ้าคุณอยากรู้คุณก็ต้องเปิดอ่าน คำถามก็คือถ้าหากคุณพบว่าจดหมายที่ส่งมาจำนวนมากนั้นไม่มีจดหมายใด ๆ ที่ส่งมาถึงคุณโดยเฉพาะเลย พบว่ามีแต่ประกาศเชิญชวน ใบปลิว โฆษณา ประชาสัมพันธ์ เชิญทำบุญ ฯลฯ ถ้าคุณไปพบจดหมายดังกล่าวส่งมายังบ้านคุณ คุณจะเปิดอ่านมันทุกฉบับเป็นประจำไหม
  
ผมเขียนเรื่องนี้ก็คงจะมีคนต่อว่าเป็นพวกล้าหลัง เทคโนโลยีไปถึงไหนแล้ว ยังทำตัวขวางโลกอยู่ได้ ฯลฯ คือเนื่องจากช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทางหน่วยงานพยายามแสดงให้เห็นว่ามีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการติดต่อสื่อสาร เขาก็เลยใช้วิธีการสแกนเอกสารต่าง ๆ เป็นไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ แล้วนำไปแปะไว้บนหน้าเว็บหน้าหนึ่ง ซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหน้าเว็บนี้เป็นหน้าเว็บส่วนกลางหรือเฉพาะบุคคล
 
รูปที่ ๑ รูปที่ปรากฏบนหน้าเว็บ ลองอ่านข้อความในกรอบสีเหลืองดูนะครับ อ่านเสร็จแล้ว ตามความคิดของคุณเอง คุณเข้าใจว่าใครขออนุมัติไปต่างประเทศ
  
ในระบบนี้แต่บุคลากรละรายจะมีรหัสสำหรับเข้าไปอ่านจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ได้ในหน้าเว็บที่เขาโพสเอาไว้ (ที่มีหน้าตาดังที่เอามาให้ดูในรูปที่ ๑ ข้างล่าง) คือมันมีช่องบอกว่าจดหมายนี้ส่งมาให้เพื่อวัตถุประสงค์ใด โดยไม่มีการระบุตัวบุคคลที่ต้องการให้อ่าน แต่เจอเป็นประจำว่า สิ่งที่บอกว่า "เพื่อทราบ" นั้นควรเป็น "เพื่อปฏิบัติ" และสิ่งที่บอกว่า "เพื่อโปรดดำเนินการ" นั้นเป็นเพียงแค่ "ประชาสัมพันธ์" 
   
"ประชาสัมพันธ์" กับ "เพื่อประชาสัมพันธ์" ความหมายมันไม่เหมือนกัน จดหมายที่ระบุว่า "ประชาสัมพันธ์" หมายถึงเป็นจดหมายโฆษณา แต่ถ้าระบุว่า "เพื่อประชาสัมพันธ์" มันหมายถึงขอให้ผู้รับช่วยกระจายข้อมูลต่อ ปัญหาข้อที่หนึ่งที่ผมพบคือข้อความที่ระบุว่าจดหมายที่ส่งมาให้นี้ ประสงค์ให้ผู้รับนั้นทำอย่างไรต่อไป มันไม่ตรงกับเนื้อความในจดหมาย
  
ปัญหาข้อที่สอง (อันที่จริงยังมีมากกว่านี้) คือชื่อเรื่องของจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งมาให้นั้น มันไม่ตรงกับเนื้อหาข้างใน ลองดูชื่อเรื่องจดหมายที่อยู่ในกรอบสีเหลืองในรูปที่ ๑ ก่อนนะครับ อ่านเสร็จแล้วคุณคิดว่าใครขอเดินทางไปต่างประเทศ จากนั้นจึงค่อยมาอ่านเนื้อความของจดหมายในรูปที่ ๒ ข้างล่างดู


รูปที่ ๒ เอกสารของเรื่องที่อยู่กรอบสีเหลืองในรูปที่ ๑ ชื่อผู้ส่งเอกสารอยู่ตรง "ส่วนงาน" ที่มุมซ้ายบนของรูป ส่วนคนที่จะไปต่างประเทศจริง ๆ นั้นอยู่ในเนื้อหาของบันทึกข้อความ อ่านแล้วรู้สึกว่าเนื้อหากับหัวข้อ "เรื่อง" ในรูปที่ ๑ มันตรงกันไหมครับ

ผมอ่านตอนแรกผมเข้าใจว่าหน่วยงานที่มีชื่อว่า "งานบริหารทรัพยากรมนุษย์" ขออนุมัติไปปฏิบัติงาน ณ ต่างประเทศ แต่เมื่อลองอ่านเนื้อหาข้างใน (เพราะอยากรู้ว่าเขาจะไปเที่ยวที่ไหนกัน) ปรากฏว่าเป็นคนละเรื่องกัน คือภาควิชาหนึ่งประสงค์จะให้บุคลากรไปปฏิบัติงาน ณ ต่างประเทศ จึงทำเรื่องขออนุมัติผ่านทางระดับคณะ และระดับคณะโดย "งานบริหารทรัพยากรมนุษย์" ทำเรื่องส่งต่อไปให้ระดับผู้บริหารมหาวิทยาลัยอนุมัติอีกที จะเห็นว่าคนที่ขอ "อนุมัติไปปฏิบัติงาน ณ ต่างประเทศ" นั้น เป็นผู้ที่ทำงานอยู่ในระดับ "ภาควิชา" แต่ชื่อเรื่องจดหมายกลับทำให้คนอ่านคิดได้ว่าคนที่ทำหน้าที่เป็นเพียงแค่ "ส่งผ่านเรื่องตามขั้นตอน" นั้น เป็นผู้ขอเดินทางไปปฏิบัติงาน ณ ต่างประเทศเสียเอง

ปัญหาข้อที่สามที่ประสบคือ จดหมายที่เข้ามาส่วนใหญ่เป็นประเภท "ประชาสัมพันธ์" ซะมากกว่า เป็นการบอกให้ทราบหรือแจ้งให้ทราบโดยทั่วไป เป็นลักษณะของจดหมายแบบที่ต้องการส่งข้อความเดียวกันให้กับคนจำนวนมาก 
   
ปัญหาข้อที่สี่ (อันที่จริงยังมีมากกว่านี้อีก) ที่ประสบก็คือจดหมายที่ต้องการส่งให้กับผู้รับแบบเฉพาะเจาะจงนั้น เขาส่งรวมมากับจดหมายประเภทใบปลิวโฆษณา และไม่มีการระบุด้วยว่าเป็นจดหมายเจาะจงโดยเฉพาะของผู้รับ กล่าวคือคุณไม่มีทางรู้ว่าจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่คุณเห็นนั้นส่งเฉพาะเจาะจงมาที่คุณคนเดียว หรือกระจายไปยังบุคลากรทั้งหน่วยงาน นอกเสียจากว่าคุณจะเปิดอ่านจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ฉบับนั้น 
   
ลองนึกภาพว่าในแต่ละเดือนถ้าคุณได้รับแต่จดหมายอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากส่งมาให้คุณเป็นประจำ แต่คุณเห็นแค่เพียงแค่หัวข้อชื่อเอกสารเท่านั้น ซึ่งเมื่อเปิดดูก็พบว่าเป็นประเภทใบปลิวโฆษณา และมักจะไม่มีจดหมายฉบับใดส่งเฉพาะเจาะจงมายังคุณเลย คุณจะยังมานั่งเปิดอ่านทุกฉบับหรือไม่ว่ามีฉบับใดส่งเฉพาะเจาะจงถึงคุณ

ส่งจดหมายกันอย่างนี้ คนที่รอจดหมายตอบรับจากทางผู้บริหารระดับสูง ก็คงได้แต่รอต่อไปว่าเมื่อไรเรื่องที่เขาขออนุมัติไปนั้นจะได้รับคำตอบกลับมา เพราะไม่เห็นมีจดหมายเรื่องที่เขาขอไปส่งกลับมาสักที
  
และที่แย่ก็คือ เวลามีการทวงถาม มักได้รับคำตอบกลับมาว่าส่งไปให้แล้ว ไม่เห็นหรือไง

ตอนที่เขานำเอาระบบนี้มาใช้งาน เขาอ้างว่าเพื่อประหยัดกระดาษ ซึ่งก็พบว่าเขาประหยัดกระดาษได้จริง โดยผลักภาระไปผู้รับข้อความนั้นกลับเป็นคนรับผิดชอบที่ต้องพิมพ์จดหมายลงกระดาษเอง คือเมื่อเขาได้รับจดหมาย แทนที่เขาจะสำเนาส่งให้กับผู้เกี่ยวข้องโดยตรงและเก็บต้นฉบับเอาไว้ เขาใช้วิธีสแกนเป็นไฟล์คอมพิวเตอร์ ส่งให้หน่วยงานที่ผู้รับทำงานอยู่ และทางหน่วยงานที่รับนั้นจะต้องพิมพ์จดหมายดังกล่าวออกมา เพื่อส่งต่อให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องกับจดหมายนั้นต่อไป
  
นอกจากนี้ระบบนี้ยังทำให้เกิดสิ่งที่ผมเรียกว่าไม่ต่างไปจากจดหมายขยะเท่าใดนัก คือจดหมายประเภทเชิญชวนหรือโฆษณาต่าง ๆ มันมีมากขึ้น เพราะผู้ส่งไม่รู้สึกว่าต้องลงทุนอะไร ขอให้ได้ส่งหลาย ๆ ฉบับจะได้ดูว่ามีการทำงาน แต่เดิมนั้นจดหมายประเภทเชื้อเชิญนี้ผู้ส่งจะทำสำเนาแจกจ่ายไปยังหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อติดประกาศให้บุคลากรของหน่วยงานนั้นทราบ แต่ในขณะนี้กลับใช้วิธีส่งทางอิเล็กทรอนิกส์เข้าหา mail box ของแต่ละคนโดยตรง ส่งที่เกิดขึ้นก็คือมันเป็นการประชาสัมพันธ์ที่ก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้รับ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ว่าอีเมล์ต่าง ๆ ไม่ว่าของเจ้าใดก็ตาม จะยอมให้เราทำเครื่องหมายว่าได้อ่านจดหมายดังกล่าว (หรือลบทิ้งเลยก็ได้) โดยที่เราไม่จำเป็นต้องเปิดจดหมายดังกล่าวอ่าน

หน่วยงานให้บริการที่ดีนั้นเขาจะรับฟังข้อร้องเรียนและคำติชมของผู้รับบริการ เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขให้มันดีขึ้นไปเรื่อย ๆ จะว่าไปแล้วเสียงบ่นจากผู้ใช้บริการนั้นเป็นสิ่งบ่งบอกให้เห็นว่าผู้ให้บริการนั้นมีจุดใดที่ควรปรับปรุงให้ดีขึ้นไปอีก ผู้ให้บริการไม่ควรมองว่าเสียงบ่นเหล่านั้นมาจากพวกชอบหาเรื่อง ใครไม่พอใจบริการของฉันก็ไม่ต้องมาใช้บริการ ฉันไม่สน (ดีใจเสียอีกงานจะได้ลดลง เพราะไม่ต้องเสียเวลามาแก้ไขให้งานที่ทำไปนั้นมันดีขึ้น) ผมเคยคุยกับเจ้าหน้าที่ที่เขาประสบกับปัญหาแบบนี้ว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ต่อไปใครส่งจดหมายถึงใครก็ตามในมหาวิทยาลัย ก็ไม่ต้องระบุผู้รับไว้หน้าซองหรอก เขียนเพียงแค่ที่อยู่ทางไปรษณีย์ของมหาวิทยาลัยก็พอ จดหมายที่ส่งมาก็เอาไปกองไว้หน้ามหาวิทยาลัย ใครอยากรู้ว่ามีจดหมายมาถึงตัวเองหรือเปล่าก็ให้ไปคุ้ยกองจดหมายเอาเอง

เคยเห็นหรือเคยได้รับการ์ดเชิญไปงานแต่งงานไหมครับ ที่ผมได้มานั้นส่วนใหญ่มักจะไม่ได้ส่งมาให้ทางไปรษณีย์ แต่ได้จากการที่คู่บ่าว-สาวมาส่งให้กับมือ (อาจเป็นที่บ้านและที่ทำงาน) และในการ์ดก็จะเขียนเอาไว้ด้วยว่า "ขออภัยที่ไม่ได้มาเรียนเชิญด้วยตนเอง" จะมีส่งมาให้ทางไปรษณีย์บ้างก็เป็นกรณีที่คู่บ่าว-สาวอยู่ห่างไกล และมักจะโทรมาแจ้งให้ทราบก่อน (และมักกล่าวขอโทษด้วยที่ไม่สามารถส่งมาให้ด้วยตนเองได้)
  
ลองนึกดูนะครับว่าถ้ามีเพื่อนคุณเชิญคุณไปงานแต่งงานของเขา โดยเขาทำเพียงแค่ส่งอีเมล์ให้กับคุณ (โดยมีรายชื่อคนอื่นอีกจำนวนมากอยู่ในอีเมล์ฉบับนั้น) หรือ tag ชื่อคุณร่วมกับคนอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมากบนหน้า facebook ของเขา บอกว่าเชิญไปร่วมงาน คุณจะไปร่วมงานเขาไหม และคุณจะใส่ซองช่วยงานแต่งของเขาไหม

ถ้าเป็นผม ถ้าเชิญมาทางอีเมล์หรือ facebook ผมก็คงส่งของขวัญให้ทางอีเมล์และ facebook เช่นกัน (จะสแกนธนบัตร ๑๐๐๐ บาทแล้วส่งรูปให้ทางอีเมล์ไม่ก็ tag ให้ทาง facebook)
  
ถ้าใครคิดว่าเทคโนโยลีการสื่อสารนั้นมันทำให้คนติดต่อกันได้สะดวกโดยไม่ต้องเดินทาง ก็ขอให้ลองหาคำตอบคำถามที่ว่า ทำไมผู้นำประเทศชาติอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก ๘ ชาติ หรือที่เราเรียกว่า G8 นั้น เขาต้องเดินทางมาประชุมร่วมกันในสถานที่เดียวกัน แทนที่จะประชุมแบบผ่านทางวิดิทัศน์ ทั้ง ๆ ที่ประเทศของเขาเหล่านั้นต่างมีเทคโนโลยีที่สามารถพูดคุยกันได้แม้ว่าผู้นำทั้ง ๘ จะอยู่กันคนละมุมโลกก็ตาม แต่พวกเขากลับต้องเสียเวลาเดินทางมาคุยกันในสถานที่เดียวกัน เพื่อที่ต้องมาถ่ายรูปร่วมกัน (ทั้ง ๆ ที่ใช้คอมพิวเตอร์ตัดต่อก็ได้) แถมยังต้องสิ้นเปลืองงบประมาณการเดินทางและการเตรียมการอีกไม่รู้เท่าใด

การบอกกล่าวให้ผู้อื่นรู้สำหรับงานแต่งงานนั้นไม่เหมือนกับงานศพ ในงานศพนั้นญาติที่จัดงานให้ผู้ตายนั้นไม่รู้ว่าผู้ตายนั้นรู้จักกับใครบ้าง ดังนั้นการประกาศลงสื่อสาธารณะ (เช่นประกาศในหน้าหนังสือพิมพ์) จึงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ส่วนงานแต่งนั้นคู่บ่าว-สาวรู้ดีครับว่าประสงค์อยากให้ใครมาร่วมงาน การ์ดที่ส่งให้กับแขกนั้นมันบ่งบอกถึงความประสงค์นี้ โดยตัวผมเองผมถือว่างานแต่งนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวของคู่บ่าว-สาว และคู่บ่าว-สาวเองก็ไม่สามารถที่จะเชิญทุกคนที่เขารู้จักหรือรู้จักเขาไปร่วมงานเขาได้ ดังนั้นการที่คนที่เขารู้จักผมหรือผมรู้จักเขา เขาจะแต่งงานโดยไม่บอกกล่าวผม ผมก็ไม่ได้ติดใจอะไร

ช่วงที่ผ่านมานี้มีคนส่งข้อความที่ว่า "I fear the day that technology will surpass human interaction; we will have a generation of idiots." โดยอ้างว่า อัลเบิร์ต ไอสไตน์ เป็นคนกล่าวนั้น ประโยคนี้มีการตั้งคำถามกันมากมายในอินเทอร์เน็ต ซึ่งก็ดูเหมือนว่าไม่มีหลักฐานใดยืนยันว่า อัลเบิร์ต ไอสไตน์ เป็นคนกล่าวข้อความดังกล่าวนั้นจริง

แต่ใครจะเป็นคนกล่าวก็ช่างมันเถอะ เพราะดูเหมือนว่าข้อความครึ่งหลังนั้น กลายเป็นความจริงขึ้นมาแล้ว

ไม่มีความคิดเห็น: