วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2554

GC-2014 ECD & PDD ตอนที่ ๔ เมื่อ PDD ไม่แสดงพีค MO Memoir : Thursday 2 June 2554


ก่อนอื่นก็ขอต้อนรับสมาชิกใหม่อีก ๓ รายที่แวะเข้ามาเยี่ยมเยียนในเช้าวันนี้ก่อนที่จะเริ่มเรียนในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ ดังนั้นก็จะถือโอกาสส่ง Memoir ฉบับ pdf ไปยังที่อยู่ตามอีเมล์ของสมาชิกใหม่แต่ละคนโดยเริ่มตั้งแต่วันนี้เลย ส่วนก่อนหน้านี้เคยมีอะไรบ้างก็ไปหาอ่านได้ใน blog หรือไม่ก็จากแฟ้มที่วางอยู่ในห้องเพราะในแฟ้มนั้นจะมีฉบับที่ไม่ได้นำลง blog อยู่ด้วย

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาผมได้ให้สาวน้อยร้อยห้าสิบเซนฯ ทำการทดสอบ GC-2014 ในส่วนของ PDD เพื่อเตรียมการสร้าง calibration curve ของ NH3 ตอนแรกสาวน้อยร้อยห้าสิบเซนฯ กะว่าจะให้เพื่อนอีกคนหนึ่งทำการทดลองให้เสร็จก่อน แล้วจึงค่อยทำ แต่ผมก็แนะนำว่าควรจะทำคู่ขนานกันไปเลย เพราะอีกคนหนึ่งก็ไม่ได้ทำการวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง เราสามารถใช้จังหวะเวลาที่เขาไม่ได้เก็บตัวอย่างนำแก๊สจากปฏิกิริยาของเขามาวิเคราะห์ด้วย GC ได้ เพราะระบบก็แยกกันอยู่แล้ว (เว้นแต่ท่ออากาศที่ใช้ในเป็น make up gas สำหรับ NOA-700 และที่ใช้ขับวาวล์เก็บตัวอย่างของ GC-2014 ECD & PDD ซึ่งใช้อากาศจากแหล่งเดียวกัน)

ก่อนอื่นเรามาดูกันก่อนว่าทางด้านบนของเครื่องเมื่อเปิดฝาครอบด้านบนของเครื่องออกมา (โดยการขันนอตหัวพลาสติกสีขาว ๒ ตัวที่อยู่ทางด้านหน้าซ้ายและด้านหน้าขวา เมื่อหันเข้าหาเครื่อง) เราจะเห็นส่วนประกอบดังแสดงในรูปที่ ๑ ข้างล่าง

รูปที่ ๑ การวางตำแหน่งอุปกรณ์ทางด้านบนของเครื่อง GC-2014 ECD & PDD


หมายเลข ๑ คือ Injector port ที่ใช้สำหรับฉีดสารตัวอย่างด้วย syringe สำหรับเครื่องของเรานั้นคอลัมน์ไม่ได้จต่ออยู่กับ Injector port ตัวนี้ คอลัมน์ของเราต่อเข้ากับ gas sampling valve เท่านั้น ดังนั้นส่วนนี้เราไม่มีการใช้งาน

หมายเลข ๒ คือตัว pulsed discharge detector (PDD) ที่เดี๋ยวเราจะกล่าวถึงต่อไป

หมายเลย ๓ คือ electron capture detector (ECD) ซึ่งตอนนี้ขอเก็บเอาไว้ก่อน เอาไว้มีเวลา (และความรู้) เมื่อไรค่อยมาปรับตั้งกันอีกที

หมายเลข ๔ เป็นสวิตช์ปิด-เปิดไฟฟ้าจ่ายให้ระบบ PDD สวิตช์ตัวนี้ไม่มีปรากฏในคู่มือ ทางบริษัทผู้ขายติดตั้งเพิ่มเติมให้ (ไม่รู้เรียกว่าเป็นอุปกรณ์เสริมได้หรือเปล่า) หน้าตาของมันแสดงในรูปที่ ๒ ข้างล่าง เวลาใช้งานก็หมุนมันไปในทิศทางที่ลูกศรสีแดงชี้ (มันหมุนได้ทางเดียว) จนมีเสียงดังคลิ๊ก เท่าที่หมุนเล่นดูรู้สึกว่ามันมีเสียคลิ๊กเบากับคลิ๊กดัง ไม่รู้เหมือนกันว่าเสียงไหนเป็นตำแหน่งเปิดและเสียงไหนเป็นตำแหน่งปิด เพราะตอนที่ไปหมุนเล่นนั้นเครื่องก็ปิดอยู่

รูปที่ ๒ สวิตช์ปิด-เปิดการจ่ายไฟฟ้าให้กับ PDD ลูกศรสีแดงแสดงทิศทางการหมุน


เมื่อเราเปิดเครื่อง GC และสั่งให้ PDD อยู่ที่ตำแหน่ง "ON" เราควรจะเห็นสัญญาณส่งออกมา ซึ่งโดยปรกติแล้วสัญญาณจะส่งออกมาเป็นบวก ถ้าพบว่าออกมาติดลบมาก ๆ ให้สันนิฐานเอาไว้ก่อนว่า PDD อาจจะยังไม่ได้ "ON" เพราะการสั่ง "ON" ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์นั้นเป็นการสั่งไปที่วงจรของ GC แต่เรายังมีสวิตช์ควบคุมการจ่ายไฟ (๔) ซึ่งเป็นสวิตช์ที่ต้องใช้มือหมุน ดังนั้นถ้าสวิตช์นี้ปิดอยู่ การสั่ง "ON" บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็จะไม่มีความหมายใด ๆ ดังนั้นถ้าพบว่า PDD ไม่ส่งสัญญาณใด ๆ ออกมา ก็ให้ลองตรวจสอบดูด้วยว่าสวิตช์ (๔) นี้เปิดหรือปิดอยู่

การตรวจสอบการทำงานของ PDD ยังตรวจสอบได้จากแสงที่เปล่งออกมาจาก PDD รูปที่ ๓ แสดงแสงที่เปล่งออกมา เนื่องจากรูสำหรับสังเกตนั้นมันหันไปทางด้านหลังและยังอยู่ต่ำ ทำให้เราก้มมองดูตรง ๆ ไม่ได้ ต้องใช้กระจกเงาช่วยส่องดู สาวน้อยร้อยห้าสิบเซนฯ บอกผมว่า ทางช่างเขาสอนมาว่าถ้าเป็นแสงเป็นสีชมพูดังรูป แสดงว่า detector สะอาด ไม่มีสิ่งปนเปื้อน แต่ถ้าเป็นแสงสีม่วง (แบบไหนผมเองก็ยังไม่เคยเห็น) แสดงว่า detector สกปรก เอาไว้มีโอกาสเมื่อไรจะถ่ายรูปมาให้ดูกัน

ช่วงบ่ายวันอังคารที่ผ่านมานั้น ผมได้ให้เขาทดลองดูดแก๊สขาออกจาก reactor และฉีดเข้า sampling loop จากนั้นจึงสั่งให้เครื่อง GC เริ่มทำการวิเคราะห์ ผลออกมาว่าไม่มีพีคใด ๆ โผล่ออกมาสักพีค ทั้ง ๆ PDD นั้นมองเห็นสารทุกตัวแม้แต่ไนโตรเจน เมื่อทำการวิเคราะห์ซ้ำก็ได้ผลดังเดิม นั่นก็แสดงว่าไม่มีสารตัวอย่างถูกฉีดเข้าไปในคอลัมน์ ผมก็เลยถามเขาว่าเมื่อสั่งให้ GC เริ่มทำการวิเคราะห์นั้น sampling valve ฉีดสารหรือไม่ (ฟังจากเสียงการทำงานของระบบ pneumatic) เขาก็ตอบยืนยันว่ามีเสียงการทำงานของระบบ pneumatic สรุปคือวันอังคารยังไม่ได้มีความคืบหน้าใด ๆ แต่ก็เปิด GC เอาไว้ทั้งคืน

รูปที่ ๓ ภาพสะท้อนแสงที่เปล่งออกมาจาก PDD (ที่ลูกศรสีเหลืองชี้)


เช้าวันวาน (วันพุธ) ผมมาเจอสาวน้อยร้อยห้าสิบเซนฯ แต่เช้า และขอทดลองใหม่ แต่คราวนี้เนื่องจากไม่มีใครทำการทดลอง แก๊สต่าง ๆ ที่ไหลเข้า reactor ก็เลยถูกปิดหมด เราก็เลยต้องเปิดแก๊สที่ถังอากาศเพราะเราต้องการอากาศตัวนี้ในการทำงานของระบบ pneumatic คราวนี้ตั้งความดันขาออกไว้ที่ 5 bar (ตามที่ช่างของบริษัทแนะนำ แต่พอถามว่าทำไมถึงต้องเป็น 5 bar ก็ได้รับคำตอบแบบง่าย ๆ ว่ามันจำง่ายดี อันที่ถูกต้องคือต้องรู้ว่าความดันต่ำสุดที่ทำงานได้มีค่าเท่าใด และสูงสุดไม่เกินเท่าใด)

จากนั้นทำการฉีดอากาศเข้า sampling loop และสั่งให้ GC เริ่มทำการวิเคราะห์ คราวนี้พบพีคของอากาศปรากฏออกมา นั่นทำให้สงสัยว่าระบบ pneumatic ต้องการความดันแก๊สขั้นต่ำจึงจะทำให้วาล์วฉีดสารตัวอย่างหมุนไปยังตำแหน่งที่ถูกต้องได้อย่างสมบูรณ์ เพราะการทดลองเมื่อวันอังคาร์นั้นดูเหมือนจะตั้งความดันอากาศไว้ที่ประมาณ 2 bar เท่านั้น ซึ่งความดันดังกล่าวทำให้วาล์วขยับตัวได้ แต่ไม่สามารถไปอยู่ยังตำแหน่งที่ถูกต้อง ทำให้ไม่มีการฉีดสารตัวอย่างเข้า GC

และเมื่อทดสอบโดยการฉีด NH3 เข้าไปก็พบตำแหน่งพีค NH3 ตรงกับที่ได้ทดสอบไว้ก่อนหน้านี้


แต่ปัญหามันยังไม่จบ เพราะพีคที่เห็นทั้งหมดนั้นมัน "กลับหัว" ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่จะแก้ไขอย่างไร หาคำสั่งพวก polarity ก็ยังไม่เจอ กะว่าเดี๋ยวพอส่ง Memoir ฉบับนี้เสร็จก็จะลงไปจัดการกับมันต่อ

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๑๑ อย่าคิดว่าคนเก่งจะไม่โกง อย่าคิดว่าผู้บริหารจะให้ความเป็นธรรม MO Memoir : Wednesday 1 June 2554


"สิ่งที่อาจารย์จะต้องทำใจเผื่อไว้ก็คือ ในมุมมองของผู้บริหารนั้นทั้งสองคนต่างเป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัย ดังนั้นไม่ว่าใครจะได้รางวัล ผู้บริหารก็สามารถเอาไปคุยโอ้อวดได้โดยไม่ต้องสนว่าคนที่ได้รางวัลนั้นได้มาโดยวิธีใด ไม่ว่าจะโดยชอบหรือมิชอบก็ตาม นอกจากนี้ทั้งสองคนต่างเป็นคนทำ paper ให้กับมหาวิทยาลัย ถ้าเก็บทั้งสองคนไว้ได้ มหาวิทยาลัยก็จะมี paper มาก การจัดอันดันของมหาวิทยาลัยก็จะดี ซึ่งจะทำให้ผู้บริหารมีอะไรจะไปคุยโอ้อวด แต่ถ้าต้องเสียคนใดคนหนึ่งไป จำนวน paper ของมหาวิทยาลัยก็จะลดลง อันดับในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยก็จะต่ำลง ซึ่งเป็นผลเสียต่อชื่อเสียงผู้บริหาร ดังนั้นอย่าแปลกใจถ้าหากพบว่า ในกรณีของอาจารย์ทางผู้บริหารมหาวิทยาลัยเขาจะพยายามดึงเรื่องไม่ยอมทำอะไร เพื่อให้เรื่องมันเงียบหายไป ดังนั้นถ้าอาจารย์ไม่ต้องการให้เรื่องมันเงียบหายไป อาจารย์ก็ต้องขอให้อาจารย์อีกมหาวิทยาลัยหนึ่งเขาทำเรื่องร้องเรียนไปถึงอธิการบดีของเขา และให้ส่งเรื่องมาทางนี้ เพราะทางโน้นก็เป็นผู้เสียหายจากการกระทำของบุคคลคนนั้นเช่นกัน"


ข้อความข้างต้นผมเรียบเรียงขึ้นมาใหม่จากข้อความที่ได้บอกแก่อาจารย์ผู้หนึ่งที่เป็นรุ่นน้อง หลังจากได้รับฟังเรื่องการถูกกลั่นแกล้งของเขา ซึ่งผมทราบเรื่องดังกล่าวเมื่อตอนต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้เอง


เรื่องมีอยู่ว่าอาจารย์ผู้นี้ได้รับทุนวิจัยจากสกว. ซึ่งในเงื่อนไขการรับทุนดังกล่าวผู้รับทุนก็ต้องสัญญาว่าจะผลิต paper กี่ paper และใน paper เหล่านั้นก็ต้องมีการกล่าวขอบคุณสกว. ด้วย ในขณะเดียวกันทางสกว. ก็จะมีการพิจารณาผลงานและมอบรางวัลให้กับผู้มีผลงานดีเด่น โดยดูจากจำนวนครั้งที่ได้รับการอ้างอิง เรียกว่าใครมีจำนวนครั้งที่ได้รับการอ้างอิงมากที่สุดก็จะได้รางวัลไป

ช่วง ๒-๓ เดือนที่ผ่านมาอาจารย์ผู้นั้นพบว่าจาก paper ที่ส่งไปตีพิมพ์และทาง reviewer มีความเห็นให้ทำการแก้ไขนั้น มีผู้สวมรอยเป็นอาจารย์ผู้นั้น โดยใช้อีเมล์ที่มีชื่อ-นามสกุลของอาจารย์ผู้นั้น แต่ไปใช้เมล์ที่ไม่ใช่ของมหาวิทยาลัย (ใช้เป็นของ gmail หรือ hotmail) เขาไปทำการตอบคำถามและแก้ไขบทความตามที่ reviewer ได้ให้ความเห็นมา การแก้ไขดังกล่าวทำได้ดีซะจน reviewer กล่าวชมกลับมา (ซึ่งตรงจุดนี้แสดงให้เห็นว่าผู้กระทำดังกล่าวมีความเชี่ยวชาญในเรื่องเดียวกันกับที่อาจารย์ผู้นั้นทำวิจัยอยู่)

ถัดจากนั้นผู้ที่สวมรอยก็เข้าไปขอแก้ไขข้อความในส่วนของกิตติกรรมประกาศ (Acknowledgement) โดยขอให้ลบข้อความกล่าวขอบคุณสกว. ออกไป การกระทำเช่นนี้จะทำให้อาจารย์ผู้นั้นไม่สามารถนำบทความดังกล่าวไปส่งเป็นผลงานที่สัญญาไว้กับสกว. ได้ ซึ่งจะทำให้สกว. มีภาพลบกับอาจารย์ผู้นั้น

มีการกระทำข้างต้นอยู่ ๒-๓ บทความ แต่ที่หนักที่สุดคือในบทความสุดท้ายที่มีการปลอมเป็นอาจารย์อีกมหาวิทยาลัยหนึ่งที่ทำวิจัยร่วมกับอาจารย์ผู้นั้น โดยผู้ที่สวมรอยคราวนี้ปลอมตัวเป็นอาจารย์อีกมหาวิทยาลัยหนึ่ง ส่งอีเมล์ไปถึงสำนักพิมพ์ ขอให้ "ลบ" ชื่ออาจารย์ตัวจริงที่เป็นเจ้าของบทความออกจากบทความนั้น (แสดงว่าตั้งใจจะให้คนสองคนทะเลาะกันโดยที่ต่างไม่รู้เรื่องอะไรเลย)

แต่คนที่ทำชั่วก็พลาดจนได้ เพราะเขาทิ้งร่องรอยการติดตามเอาไว้ในอีเมล์ ทำให้ระบุได้ว่าเขา "น่า" จะเป็นใคร ซึ่งก็เป็น "อาจารย์" ที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่อยู่ในอีกสถาบันหนึ่งที่มีระดับเทียบเท่าคณะ พอตรวจสอบประวัติ "อาจารย์" คนดังกล่าวจากหน้าเว็บของสถาบันนั้นก็พบว่า จบเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง วิทยานิพนธ์สมัยเรียนก็ได้รางวัล จบปริญญาเอกจากต่างประเทศ แถมยังเคยได้รับรางวัลประเภทนักวิจัยหรือนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ดีเด่นจากหน่วยงานแห่งหนึ่งที่ให้ทุนวิจัยด้วย ตอนแรกที่อาจารย์ผู้เสียหายเขามาเล่าให้ผมฟังนั้น เขายังบอกว่าไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็นคน ๆ นี้ได้ ทั้ง ๆ ที่คน ๆ นี้เขาเป็นคนเก่งแล้วเขาจะทำไปทำไป

ผมบอกกับอาจารย์ผู้เสียหายคนนั้นว่า อาจารย์ยังมีความเข้าใจไม่ถูกต้องอยู่ที่ว่าคนเก่งจะไม่โกง ผมมีประสบการณ์กับนิสิตที่เรียนเก่งมาเยอะ ผมไม่แปลกใจเลยว่าคนที่เรียนเก่งจะทำเช่นนี้ เพราะเขาต้องการเป็น "ที่หนึ่ง" ที่เหนือคนอื่นอยู่เสมอ เมื่อใดก็ตามที่เขารู้สึกว่าเขาจะไม่ได้เป็น "ที่หนึ่ง" เขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เป็น "ที่หนึ่ง" ไม่ว่าวิถีทางนั้นจะถูกต้องตามทำนองคลองธรรมหรือไม่ เพราะตอนนี้สังคมเรายกย่องกันว่าใครได้รางวัลอะไร โดยไม่ได้สนใจว่ารางวัลที่ได้มานั้นได้มา "โดยชอบ" หรือไม่ (และเมื่อทำการตรวจสอบจำนวนครั้งที่ได้รับการอ้างอิง ก็พบว่าบุคคลคนนั้นมีจำนวนครั้งที่ได้รับการอ้างอิง "น้อยกว่า" ของอาจารย์ผู้ถูกกลั่นแกล้งอยู่เพียงไม่กี่ครั้ง)


จากนั้นผมก็ได้บอกกับอาจารย์ผู้เสียหายดังกล่าวตามที่เขียนไว้ในย่อหน้าแรก


แล้วเหตุการณ์มันก็ดูเหมือนจะเป็นดังที่ผมเตือนให้ระวังไว้ เพราะทางผู้บริหารของสถาบันที่คนก่อเรื่องทำงานอยู่ไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ ทางมหาวิทยาลัยก็ดูเหมือนจะไม่กระตือรือร้นอะไร อ้างว่าตรวจสอบโน่นไม่ได้ ตรวจสอบนี่ไม่ได้

แต่อาจารย์ผู้ได้รับความเสียหาย (ของทั้งสองมหาวิทยาลัย) ก็ไม่ยอมแพ้ เดินเรื่องหาหลักฐานด้วยตนเอง จนในที่สุดได้ก็หลักฐานมัดตัวผู้ก่อเรื่องชัดเจน จนทางผู้บริหารไม่สามารถโต้เถียงว่าคน ๆ นั้นไม่ได้ทำพฤติกรรมดังกล่าว แต่ก็ยังพยายามจะไม่ทำอะไรโดยการให้ผู้ก่อเรื่องนั้นลาออกไปจากมหาวิทยาลัยอย่างเงียบ ๆ

ผมได้ยินเหตุการณ์นี้แล้วก็เลยสงสัยว่า ถ้าเช่นนั้นทางมหาวิทยาลัยมีการร่างจรรยาบรรณของคนทำหน้าที่อาจารย์ขึ้นมาทำไป มีการตั้งระเบียบการถอดถอนตำแหน่งทางวิชาการไว้ทำไม เพราะพอเกิดเรื่องก็ไม่ยอมทำ ถ้าผู้บริหารมหาวิทยาลัยเป็นเช่นนี้ต่อไปจะให้ความเป็นธรรมต่อคนในองค์กรหรือจะพูดว่าจะอยู่ในตำแหน่งผู้ชี้นำคนในสังคมได้อย่างไร

งานนี้มีการโทรมาต่อว่าอาจารย์ผู้เสียหายว่า "คนล้มอย่าข้าม" ด้วย ผมเห็นว่ามันเป็นคนละเรื่องกัน คนล้มอย่าข้ามนั้นมันเปรียบกับการซ้ำเติมผู้อื่นที่ได้รับความเดือดร้อน โดยที่ผู้นั้นไม่ได้มาทำร้ายอะไรเรา แต่สิ่งที่บุคคลคนนั้นทำมันเป็นการลอบทำร้ายผู้อื่นแล้วโดยเขาจับได้ คน "ทำผิด" หรือ "ทำชั่ว" จะได้รับการอภัยได้ก็ต่อเมื่อ "สำนึกผิด" และ "ได้รับการลงโทษ" แล้วเท่านั้นจึงจะถูกต้อง ไม่ใช่ว่าพอโดนจับได้ก็ขอโทษทีแล้วหายกัน ถ้าสังคมมีแต่ความคิดเช่นนี้เมื่อไรมันก็อยู่ไม่ได้ เพราะเป็นการสนับสนุนให้คนกระทำผิด เพราะถ้าจับไม่ได้ก็ได้กำไร จับได้ก็แต่ขอโทษทีแล้วก็หายกัน ไม่ได้ถูกลงโทษอะไร ก็ถือว่าเสมอตัว

ผมยังได้บอกอาจารย์ผู้เสียหายคนนั้นว่าถ้าพบว่าคนในสถาบันนั้นทำเรื่องทำนองนี้ละก็อย่าแปลกใจเลย เพราะว่าคนในสถาบันนั้นเขามีประวัติเช่นนี้มาตั้งแต่เริ่มตั้งสถาบันแล้ว พฤติกรรมรู้กันทั่วทั้งมหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยอื่น ๆ อีกหลายสถาบัน เรียกว่าก่อเรื่องราวตั้งแต่ตอนเริ่มตั้ง อยู่ได้ด้วยเงินโครงการที่ได้มาชนิดที่เรียกว่าอาจารย์สถาบันอื่นกล่าวว่า "เรื่องอย่างนี้คนดี ๆ ในสถาบันการศึกษาเขาไม่ทำกัน" และถ้าเขาต้องการโปรโมตตัวเองด้วยรางวัลที่จะได้มาโดยวิธีการแบบนี้ผมว่าก็ไม่เห็นเป็นเรื่องน่าแปลก อยากจะบอกว่างานนี้พฤติกรรมมันถ่ายทอดจากรุ่นก่อตั้งมาจนถึงรุ่นปัจจุบันเลย

มันทำให้ผมนึกสงสัยว่าในเมื่ออาจารย์ของสถาบันมีพฤติกรรมเช่นนี้ แล้วตัวลูกศิษย์จะเป็นเช่นไร เพราะจะว่าไปคนที่ก่อเรื่องนั้นก็จบจากสถาบันนั้นเหมือนกัน


อาทิตย์ที่แล้วผมได้ไปที่สภาวิศวกร ได้พบกับวิศวกรอาวุโสหลายท่านที่มีระดับเป็นวุฒิวิศวกรและเป็นสาขาเดียวกันกับของอาจารย์ผู้เสียหายและบุคคลผู้ก่อเรื่องนั้น ในการพบปะพูดคุยกันนั้นวิศวกรอาวุโสท่านหนึ่งก็ยังได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการกระทำดังกล่าวของผู้บริหารมหาวิทยาลัยต่อกรณีเช่นนี้ให้ฟัง งานนี้เรียกว่าคงเป็นที่รับรู้กันทั่วไปในวงการแล้ว

เรื่องเช่นนี้ต้องช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้รู้กันทั่ววงการวิชาชีพ คนเช่นนี้ขืนปล่อยเอาไว้จะเป็นอันตรายต่อสังคมและผู้อื่นได้ ต้องช่วยกันเตือนคนรู้จักให้ระมัดระวังเอาไว้ถ้าเจอะเจอ