วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

ว่าด้วยการออกแบบระบบ Scrubber (เก็บตกฝึกงานฤดูฝน ๒๕๖๓) MO Memoir : Thursday 9 July 2563

เรื่องนี้เริ่มจากคำถามที่ได้รับมาจากนิสิตฝึกงาน (ช่วงนี้ปิดเทอมใหญ่ในฤดูฝน ดังนั้นการฝึกงานก็ต้องเป็นภาคฤดูฝน) โดยนิสิตที่ไม่เคยมีประสบการณ์ได้เห็นของจริง ต้องมาฝึกงานแบบ work from home แบบไม่มีโอกาสได้เห็นของจริง แต่ได้รับมอบหมายงานออกแบบกระบวนการ โดยที่แทบไม่มีข้อมูลอะไรเลย เว้นแต่ว่าเมื่อออกแบบไปแล้ว แล้วได้รับคำตอบกลับมาว่าให้ใช้วิธีอื่น
 
ปัญหาของเขาคือทางโรงงานมีไฮโดรคาร์บอนเบา (Light hydrocarbon) ที่เป็นของเหลวภายใต้ความดัน (แปลว่ามันมีอุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิจุดเดือดที่ความดันบรรยากาศ แต่ใช้ความดันช่วยเอาไว้จึงทำให้มันเป็นของเหลว) ที่ออกมากระบวนการผลิต ไฮโดรคาร์บอนเบานี้มีสารปนเปื้อนอยู่ที่ระดับความเข้มข้นต่ำ แต่จำเป็นต้องกำจัดออกก่อนนำกลับไปใช้ใหม่ การกำจัดนั้นจะใช้การทำปฏิกิริยากับสารอีกตัวหนึ่ง (Reactant) แต่ด้วยการที่สารปนเปื้อนนั้นมีความเข้มข้นต่ำ จึงใช้การละลาย Reactant เข้าไปใน Heavy oil (ในที่นี้คือไฮโดรคาร์บอนที่มีจุดเดือดแตกต่างจาก Light hydrocarbon มาก) แล้วจึงให้ Light hydrocarbon นั้นสัมผัสกับ Heavy oil ที่มี Reactant ผสมอยู่

รูปที่ ๑ แผนผังคร่าว ๆ ของระบบ scrubber ที่ใช้ในการออกแบบเบื้องต้น

เนื่องจากสารทั้งคู่เป็นไฮโดรคาร์บอน ดังนั้นถ้าให้สัมผัสกันในเฟสของเหลว-ของเหลว มันก็จะละลายเข้าด้วยกัน ก่อให้เกิดปัญหาการแยก Light hydrocarbon ออกจาก Heavy oil อีก ดังนั้นทางเลือกหนึ่งที่ทำได้ก็คือการเปลี่ยน Light hydrocarbon นั้นให้กลายเป็นแก๊สก่อน แล้วจึงค่อยสัมผัสกับ Heavy oil ที่เป็นของเหลวในรูปแบบ scrubber ดังแสดงในรูปที่ ๑ ที่แก๊สไหลจากล่างขึ้นบนในขณะที่ของเหลวไหลจากบนลงล่าง ถ้าอุณหภูมิการสัมผัสนั้นต่ำกว่าอุณหภูมิจุดเดือดของ Light hydrocarbon ณ ความดันที่ทำการสัมผัสอยู่มาก ก็อาจถือได้ว่าปริมาณ Light hydrocarbon ที่ละลายเข้าไปใน Heavy oil นั้นต่ำมากหรือเป็นศูนย์ได้ ตัว Heavy oil ที่ออกจาก scrubber จะถูกนำกลับไปใช้งานใหม่
  
เมื่อพิจารณาปฏิกิริยาระหว่างสารปนเปื้อนกัน Reactant แล้วคาดว่าน่าจะเกิดผลิตภัณฑ์สองตัว ตัวแรกนั้นเป็นไฮโดรคาร์บอนเบาที่มีอยู่แล้วใน Light hydrocarbon ที่ป้อนเข้ามา แต่ตัวที่สองนั้นเนื่องจากเป็นสารประกอบโลหะ (ที่ไม่ได้อยู่ในรูป organometallic compound) จึงคาดว่าน่าจะเป็นของแข็ง แต่ด้วยการที่มันมีความเข้มข้นที่ต่ำ และด้วยอัตราการไหลของ Heavy oil ที่สูง (เมื่อเทียบกับปริมาณของแข็งที่มีโอกาสเกิด) จึงคาดว่าของแข็งที่เกิดขึ้นน่าจะถูก Heavy oil ชะล้างออกมาจาก packing ในตัว scrubber แต่จำเป็นต้องมีการดักเอาไว้ก่อนที่จะเอา Heavy oil นี้กลับไปใช้งานใหม่
  
การแยกของแข็งที่แขวนลอยอยู่ในของเหลวทำได้หลายวิธี การกรองก็เป็นวิธีการหนึ่งที่เหมาะกับกรณีที่ของแข็งและของเหลวนั้นความหนาแน่นต่างกันไม่มาก (เช่นผงพอลิเมอร์ในไฮโดรคาร์บอน) แต่ต้องคอยทำความสะอาดไส้กรองเวลาที่มันอุดตัน ในกรณีที่ของแข็งนั้นมีความหนาแน่นสูงกว่าของเหลวมาก การใช้การตกตะกอนก็เป็นวิธีการหนึ่งในการแยกเอาของแข็งออก การตกตะกอนนี้ทำได้ในถังพักที่มีพื้นที่หน้าตัดการไหลที่ใหญ่เมื่อเทียบกับอัตราการไหลของของเหลวที่ป้อนเข้ามา (เพื่อลดความเร็วของเหลวให้ต่ำลง จะได้ลดการพัดพาตะกอนไปกับของเหลว) การตกตะกอนนี้ยังใช้ได้สำหรับการแยกของเหลวสองเฟสที่ไม่ละลายเข้าด้วยกัน (เช่นน้ำกับน้ำมัน) 
  
การใช้ cyclone หรือเครื่อง centrifuge ก็เป็นวิธีการที่สามารถนำมาใช้ในการแยกของแข็งออกจากของเหลวได้ แต่การใช้ cyclone นั้นของเหลวที่ไหลเข้า cyclone ต้องมีความเร็วที่สูง ในขณะที่การใช้เครื่อง centrifuge นั้นจะเป็นการเพิ่มเครื่องจักรกลที่มี moving part ที่ต้องการการดูแล และไม่เหมาะกับกรณีของของเหลวที่มีของแข็งความเข้มข้นต่ำปะปนอยู่ ดังนั้นในกรณีนี้ทางเลือกที่น่าจะเหมาะสมที่สุดน่าจะเป็นการใช้การตกตะกอนในถังตกตะกอน (Settling drum)
 
ส่วนที่ทำหน้าที่เป็นถังตกตะกอนนั้นอาจเป็น ส่วนล่างของตัว scubber, ถังแยกออกมาต่างหากเพื่อทำหน้าที่นี้ หรือตัวถังเก็บ Heavy oil ก่อนนำกลับไปใช้งานใหม่ ตรงนี้ก็แล้วแต่การออกแบบและข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละกระบวนการ
  
ประเด็นถัดมาที่ต้องพิจารณาคือการทำให้ของเหลวภายใต้ความดันนั้นกลายเป็นแก๊สก่อนเข้าสู่ scrubber และกลับเป็นของเหลวใหม่อีกครั้งหลังออกจาก scrubber ซึ่งสองประเด็นนี้มันผูกพันกันอยู่
แนวทางแรกในการทำให้ของเหลวภายใต้ความดันกลายเป็นแก๊สก็คือการลดความดันของมันให้ต่ำลง ซึ่งอาจทำได้ด้วยการใช้วาล์วลดความดัน (Pressure reducing valve) หรือการใช้วาล์วควบคุม (control valve) ร่วมกับอุปกรณ์วัดคุม (รูปที่ ๑) การใช้วิธีการนี้ควรต้องพึงคำนึงเรื่อง Joule-Thompson effect เอาไว้ด้วย เพราะการขยายตัวผ่านวาล์วนั้นอาจทำให้อุณหภูมิลดต่ำลงจนอาจเกิดน้ำแข็งเกาะนอกตัววาล์ว หรือถ้าของเหลวนั้นมีน้ำปะปนอยู่ก็อาจเกิดน้ำแข็งในท่อได้

รูปที่ ๒ การเปลี่ยนของเหลวภายใต้ความดันให้กลายเป็นแก๊สอาจทำได้โดย (1) การใช้วาล์วลดความดัน (2) การใช้วาล์วควบคุมร่วมกับอุปกรณ์วัดและควบคุมความดัน หรือ (3) การใช้เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนต้มของเหลวนั้นให้เดือดโดยไม่จำเป็นต้องลดความดัน
  
การลดความดันมันก็มีข้อดีหลายประการ เช่น ตัว scrubber และอุปกรณ์อื่นที่ประกอบอยู่ (เช่น settling drum หรือ heavy oil tank) ไม่จำเป็นต้องทนความดันสูงตามไปด้วย การทำงานที่อุณหภูมิต่ำยังลดโอกาสที่ Heavy oil จะระเหยกลายเป็นไอติดไปกับไฮโดรคาร์บอนเบาที่ออกไปจาก scrubber และการทำงานที่อุณหภูมิสูงกว่าจุดเดือดของไฮโดรคาร์บอนเบาก็ลดโอกาสที่ไฮโดรคาร์บอนเบาจะละลายเข้าไปใน Heavy oil แต่ก็มีข้อเสียก็คือต้องไปใช้พลังงานมากขึ้นในส่วนของการทำให้ไอไฮโดรคาร์บอนเบานั้นกลับกลายเป็นของเหลวความดันสูงอีกครั้ง
  
อีกวิธีการหนึ่งสำหรับทำให้ไฮโดรคาร์บอนเบากลายเป็นแก๊สก็คือการต้มให้ไฮโดรคาร์บอนเบาที่เป็นของเหลวนั้นให้เดือดกลายเป็นไอ ณ ความดันนั้นเลยโดยไม่จำเป็นต้องลดความดัน วิธีการนี้จะมีข้อเสียตรงที่อาจมีไอระเหยของ Heavy oil ติดไปกับไฮโดรคาร์บอนเบามากขึ้นเพราะอุณหภูมิการทำงานสูงขึ้น และอุณหภูมิของ Heavy oil นั้นไม่ควรต่ำกว่าอุณหภูมิจุดเดือดของไฮโดรคาร์บอนเบา ไม่เช่นนั้นไอของไฮโดรคาร์บอนเบาจะควบแน่นเมื่อสัมผัสกับ Heavy oil ที่เย็นกว่าและละลายผสมไปกับ Heavy oil ตัว scrubber และอุปกรณ์อื่นที่ประกอบอยู่จำเป็นต้องรับความดันการทำงานที่สูงขึ้นได้ ต้องมีแหล่งให้พลังงานความร้อนเพื่อต้มไฮโดรคาร์บอนเบาที่เป็นของเหลวให้เดือด แต่ก็มีข้อดีคือไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานมากในการทำให้ไอไฮโดรคาร์บอนเบาให้กลายเป็นของเหลวความดันสูงอีกครั้ง เพราะเป็นการปั๊มของเหลวความดันต่ำให้เป็นความดันสูงซึ่งใช้พลังงานน้อยกว่า

รูปที่ ๓ ตัวอย่างแนวทางการเปลี่ยนไอไฮโดรคาร์บอนเบาให้กลายเป็นของเหลวความดันสูง (A) จะเป็นกรณีของการใช้การลดความดันเพื่อเปลี่ยนไฮโดรคาร์บอนเบาให้กลายเป็นแก๊สก่อนเข้า scrubber ส่วน (B) เป็นกรณีของการใช้การต้ม

การเปลี่ยนไฮโดรคาร์บอนเบาที่ออกจาก scrubber ให้กลายเป็นของเหลวความดันสูงอีกขึ้นอยู่กับวิธีการเปลี่ยนไฮโดรคาร์บอนเบาที่เป็นของเหลวภายใต้ความดันให้กลายเป็นแก๊สก่อนเข้า scrubber ในกรณีที่เลือกใช้การลดความดันก็จำเป็นต้องใช้ compressor ในการเพิ่มความดัน ถ้าเลือกใช้วิธีการนี้ก็คงต้องมีการพิจารณาว่าจำเป็นต้องติดตั้ง Knock out drum เอาไว้ดักละอองของเหลวก่อนเข้า compressor หรือไม่ หรืออาจพิจารณาการติดตั้ง mist eliminator ไว้ที่ด้านบนของ scrubber ด้วยก็ได้
(mist eliminator มีลักษณะเป็นวัสดุพรุนมีช่องทางการไหลที่คดเคี้ยวที่แก๊สไหลผ่านได้ แต่หยดของเหลวที่ติดมากับแก๊สจะพุ่งเข้าชนตัว mist eliminator รวมตัวกันเป็นหยดของเหลวที่ใหญ่ขึ้นและไหลตกกลับลงมา ส่วน knock out drum ทำงานด้วยการเพิ่มพื้นที่หน้าตัดการไหล ความเร็วแก๊สจะลดลง ของเหลวก็จะตกลงล่างไม่ไหลตามแก๊ส
  
ไฮโดรคาร์บอนเบาความดันต่ำที่ออกจาก scrubber จะถูกอัดให้มีความดันสูงขึ้น (โดยมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นตามไปด้วย) จากนั้นจึงค่อยผ่านเข้าเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนเพื่อควบแน่นให้กลายเป็นของเหลวก่อนใช้ปั๊มส่งกลับคืนเข้าระบบ ดังแสดงในรูปที่ ๓ (A) 
   
แต่ถ้าเป็นการใช้การต้มให้เดือดก็ใช้เพียงแค่เครื่องควบแน่นติดดักเอาไว้ที่ท่อทางออกจาก scrubber ก่อนใช้ปั๊มสูบของเหลวส่งกลับคืนระบบ ดังแสดงในรูปที่ ๓ (B) การควบแน่นที่เครื่องควบแน่นจะทำให้เกิดสุญญากาศที่เครื่องควบแน่น ทำให้แก๊สไหลผ่าน scrubber ได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้การออกแบบปั๊มหอยโข่ง (centrifugal pump) ที่สูบของเหลวที่อุณหภูมิจุดเดือดหรือใกล้จุดเดือดนี้ต้องคำนึงเรื่อง Net Positive Suction Head (NPSH) เอาไว้ด้วย ไม่เช่นนั้นมันอาจเกิด cavitation ที่ตัวปั๊มได้
  
ตรงจุดนี้อาจมีคนสงสัยว่าในกรณีที่ใช้การลดความดันเพื่อเปลี่ยนไฮโดรคาร์บอนเบาให้เป็นแก๊สนั้น จะสามารถใช้การลดอุณหภูมิแก๊สไฮโดรคาร์บอนเบาที่ออกจาก scrubber ให้กลายเป็นของเหลวได้หรือไม่ จากนั้นจึงใช้ปั๊มเพิ่มความดันของของเหลวที่ควบแน่น จะได้ไม่ต้องใช้ compressor คำตอบของคำถามนี้ก็คือ "ได้" แต่นั่นอาจหมายถึงการต้องมีระบบทำความเย็นที่ทำอุณหภูมิได้ต่ำกว่าอุณหภูมิของน้ำหล่อเย็นหรืออากาศ จะเรียกว่าประหยัดที่หนึ่งแต่ไปเพิ่มภาระอีกที่หนึ่งแทนก็ได้ (เหมือนรถไฟฟ้า ที่บอกว่าไม่ผลิตมลภาวะเพราะไม่ปล่อยมลพิษในขณะที่รถวิ่ง แต่มันผลักภาระไปที่โรงไฟฟ้าแทนที่ต้องผลิตไฟฟ้ามากขึ้นเพื่อป้อนให้กับรถไฟฟ้า)
  
อันที่จริงสารที่เป็นสารปนเปื้อนนี้สามารถทำลายได้ด้วยการทำปฏิกิริยากับน้ำ ซึ่งถ้าใช้วิธีการนี้ก็สามารถในการสัมผัสกันระหว่างเฟสของเหลว-ของเหลวได้ แต่ที่เขาไม่เลือกใช้น่าจะเป็นเพราะน้ำเป็น catalyst poison เพราะถ้าไฮโดรคาร์บอนเบาที่เวียนกลับไปใช้งานใหม่นี้มีน้ำปนอยู่แม้ว่าจะในระดับ ppm ก็ตาม มันก็สามารถไปทำลายตัวเร่งปฏิกิริยาที่ใช้ในการสังเคราะห์สารได้
  
ในการสนทนากับนิสิตนั้นยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ นิยามของคำว่า "รั่ว" ที่ตัววาล์ว ประเด็นของคำว่า "รั่ว" ตรงนี้ก็คือ เป็นการรั่วระหว่างด้านขาเข้ากับขาออกของวาล์ว อันเป็นผลจากการที่วาล์วปิดไม่สนิท หรือเป็นรั่วออกจากระบบท่อที่ตัววาล์ว อันเป็นผลจากการที่ตัววาล์วจำเป็นต้องมีรอยต่อเพื่อการประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ ซึ่งแค่ละคนอาจคิดไม่เหมือนกันอยู่ก็ได้
  
ส่วนคำตอบสุดท้ายจะเป็นอะไรนั้นผมเองไม่ทราบ เพราะทำเพียงแค่แนะนำให้นิสิตผู้ถามคำถามมานั้นได้เห็นภาพทางเลือกบางทางเลือกที่เป็นไปได้ และข้อดีข้อเสียของทางเลือกเหล่านั้น และยังต้องมีปัจจัยอื่นเข้ามาพิจารณาประกอบอีก เช่น พื้นที่สำหรับติดตั้งอุปกรณ์ ระบบสาธารณูปโภคที่มีอยู่ที่สามารถนำมาใช้ได้ ฯลฯ

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

สถานีรถไฟชุมทางบางบำหรุ MO Memoir : Monday 6 July 2563

เขียนเรื่องไกลบ้านมาเยอะแล้ว วันนี้มาเขียนเรื่องใกล้บ้านตัวเองบ้าง ถือว่าเป็นการเล่าเรื่องด้วยรูปก็แล้วกัน
 
แรก ๆ ที่ได้รู้จักสถานีนี้ (ก็เกือบสี่สิบปีแล้ว) ก็รู้สึกแปลกอยู่เหมือนกัน ว่าทำไมมันถึงเป็นชุมทางและมันมีทางแยกไปไหน ทั้ง ๆ ที่สถานีที่อยู่ถัดไปทั้งสองด้านนั้นมันก็เป็นชุมทาง (คือตลิ่งชันที่แยกไปยังสถานีธนบุรี และบางซื่อที่เป็นจุดแยกลงใต้) แถมตั้งอยู่ในตำแหน่งที่เข้าถึงไม่ง่ายอีก คืออยู่ในถนนดินเล็ก ๆ แยกออกมาจากถนนเทอดพระเกียรติ แต่เป็นสถานีใหญ่ตรงที่มีรางให้รถไฟจอดได้ตั้ง ๖ หรือ ๗ ราง มารู้เอาทีหลังว่าเดิมเป็นชุมทางสำหรับรถไฟขนถ่านหินไปป้อนที่โรงไฟฟ้าที่ตั้งอยู่เชิงสะพานพระราม ๖ ซึ่งก็คือโรงจักรพระนครเหนือในปัจจุบัน
 
รถไฟขนถ่านหินเลิกวิ่งไปเมื่อใดก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าเลิกไปตอนที่เขาเปลี่ยนจากการใช้ถ่านหินมาเป็นน้ำมันเตา (ที่ขนมาทางเรือ - อันนี้คุณหน้าข้างบ้านที่เคยทำงานที่โรงไฟฟ้าดังกล่าวเล่าให้ฟัง) และเปลี่ยนมาเป็นใช้แก๊สธรรมชาติที่เดินท่อมาตามแนวทางรถไฟสายใต้นี้แทนในปัจจุบัน
 
ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุด สถานีบางบำหรุนี้ก็เป็นจุดตัดของรถไฟสายบางบัวทองของเจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ที่แนวทางรถไฟสายนี้เดิมน่าจะเป็นแนว ซอยสิรินธร ๔ กับถนนเทอดพระเกียรติในปัจจุบัน เดิมสองฝั่งทางรถไฟสายใต้ช่วงนี้ก็ไม่มีอะไร เป็นแค่คูน้ำหญ้าขึ้นรก จนกระทั่งเริ่มมีการก่อสร้างเส้นทางรถไฟฟ้าที่มาจากสถานีบางซื่อ (สร้างมาตั้งกว่า ๑๐ ปีแล้วแต่ยังไม่ได้เปิดใช้เสียที) จากนั้นก็ตามด้วยการสร้างทางด่วนคร่อมทางรถไฟสายใต้ที่เริ่มวางแผนการก่อสร้างหลังน้ำท่วมใหญ่ปี ๒๕๕๔ ทางด่วนมาทีหลัง แต่สร้างเสร็จก่อน และเปิดให้ใช้บริการก่อนด้วย สถานีนี้เดิมรถไฟสายใต้ที่วิ่งทางไกลก็ไม่จอด เพิ่งจะเริ่มมาจอดก็น่าจะเป็นตอนที่มีการก่อสร้างถนนสิรินธรและบรมราชชนนี ทำให้การเดินทางเข้าถึงพื้นที่บริเวณนี้ทำได้ง่ายขึ้น (ซึ่งแต่ก่อนต้องใช้เส้นทางถนนบางกรวย-ไทรน้อย ก็ต้องเข้ามาทางถนนบางขุนนนท์ หรือซอยร่วมพัฒนา)
 
แนวทางรถไฟสายใต้ช่วงจากสะพานพระราม ๖ มาเรื่อย ๆ (อย่างน้อยก็มาจนจรดคลองบางกอกน้อย) เป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างกรุงเทพและนนทบุรี ตัวทางรถไฟเองยังเป็นเสมือนคันกั้นน้ำให้กับทางฝั่งกรุงเทพเมื่อคราวน้ำท่วมปี ๒๕๓๘ ซึ่งตอนนั้นฝั่งทางด้านบางกรวยน้ำท่วมหนัก แต่ฝั่งทางด้านบางพลัดยังป้องกันได้อยู่ (อันที่จริงบางพลัดฝั่งริมแม่น้ำมาจนถึงเกาะกลางถนนจรัญสนิทวงศ์โดนน้ำท่วมหนัก เพราะเขาใช้เกาะกลางถนนเป็นคันกั้นน้ำ) จะมาประสบปัญหาก็เมื่อคราวน้ำท่วมปี ๒๕๕๔ ที่ตอนนั้นน้ำที่เอ่อล้นมาจากทางบางกรวยมีระดับที่สูงมากจนล้นข้ามทางรถไฟ สูงท่วมรางจนทำให้รถไฟสายใต้ไม่สามารถเดินได้ แต่พอระดับน้ำเริ่มลดลงต่ำกว่าระดับทางรถไฟ ทางฝั่งบางพลัดก็เริ่มทำการสูบน้ำออก ทำให้ทางฝั่งบางพลัดแห้งก่อนทางฝั่งบางกรวย

Memoir ฉบับนี้คงเป็นฉบับส่งท้ายปีที่ ๑๒ นับตั้งแต่เริ่มเขียนมา ฉบับนี้ก็เป็นฉบับที่ ๑๘๒๕ แล้ว รวม ๘๕๑๔ หน้า เฉพาะส่วนปีที่ ๑๒ ที่ผ่านมาก็เขียนไปทั้งหมด ๑๐๙ เรื่อง รวม ๔๗๗ หน้า เรียกว่าทั้งจำนวนเรื่องและจำนวนหน้าลดลงกว่าปีที่แล้วมาก และคาดว่าปีที่ ๑๓ ก็คงจะมีแนวโน้มเช่นนี้ เหตุผลก็ไม่ใช่อะไรหรอก เพราะเรื่องราวสาระวิชาการต่าง ๆ ที่มีเก็บสะสมเอาไว้ก็ได้รีบเขียนออกไปจนหมดแล้ว ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้เขียน ซึ่งเราก็บอกไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด รู้แต่ว่าถ้ามีโอกาสได้ลงมือทำก็ให้ลงมือทำเลย อย่ารั้งรอ จะได้ไม่มาเสียใจภายหลัง และไม่ค่อยมีเวลาได้ไปเสาะหาเรื่องราวใหม่ ๆ มาเขียน

แล้วพบกันในฉบับถัดไปต้อนรับปีที่ ๑๓ ครับ :) :) :)
 

รูปที่ ๑ แผนที่แนบท้ายประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๕๔ ลงวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๐๒ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ ๗๖ ตอนที่ ๑๒ ฉบับพิเศษหน้า ๑-๒ ตัวเลขที่ปรากฏในแผนที่คือที่ดินที่ถูกเวนคืนจากเจ้าของ
  
รูปที่ ๒ แผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่จะเวนคืน ในท้องที่อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี และเขตดุสิต เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ประกาศในราชกิจจานุเบกษาฉบับพิเศษ หน้า ๒๐-๒๑ เล่ม ๑๐๑ ตอนที่ ๑๙๔ วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๒๗ เป็นการเวนคืนเพื่อการก่อสร้างสะพานพระราม ๗ ในแผนที่นี้ปรากฏแนวเส้นทางรถไฟเข้าไปยังโรงไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันด้านนอกโรงไฟฟ้าไม่เหลือร่องรอยให้เห็นแล้ว
  
รูปที่ ๓ รูปนี้ถ่ายไว้เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๔๘ บนชานชาลาที่ ๓ เป็นรูปลูกสาวคนเล็กตอนอายุได้ ๒ ขวบเศษไปส่งคุณย่าที่สถานีบางบำหรุ เป็นรูปที่เห็นตัวอาคารสถานีเก่า
  
รูปที่ ๔ ถ่ายในวันเดียวกันกับรูปที่ ๓ เป็นการมองย้อนไปทางเส้นทางที่มาจากสะพานพระราม ๖ ในรูปนี้จะเห็นว่าตัวสถานีมีรางแยกให้รถไฟจอดได้ ๖ หรือ ๗ ราง

รูปที่ ๕ ถ่ายไว้เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๕๓ จากสะพานข้ามทางรถไฟซอยจรัญสนิทวงศ์ ๗๕ (ที่ถูกริ้อไปแล้ว) เป็นการมองย้อนกลับไปทางเส้นทางที่มาจากสะพานพระราม ๖ เป็นช่วงที่เริ่มก่อสร้างทางรถไฟฟ้าที่มาจากสถานีกลางบางซื่อ
  
รูปที่ ๖ ถ่ายไว้เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๔ ในช่วงเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ หลังจากที่น้ำลดระดับลงไปจากระดับสูงสุดประมาณ ๖๐ เซนติเมตร จากบริเวณเลยจุดกลับรถตัดทางรถไฟมาหน่อย เป็นภาพที่มองไปยังสถานีรถไฟบางบำหรุ
  
รูปที่ ๗ ภาพนี้ถ่ายจากสะพานลอยข้ามทางรถไฟ ที่เชื่อมระหว่างซอยจรัญสนิทวงศ์ ๗๕ กับหมู่บ้านฝั่งบางกรวย เป็นการมองไปยังทิศทางสถานีรถไฟบางบำหรุ จะเห็นวัดเพลง (บางพลัด) อยู่ทางด้านซ้ายของรูป

รูปที่ ๘ ถ่ายในวันเดียวกับรูปที่ ๗ แต่เป็นการมองย้อนกลับไปยังเส้นทางที่มาจากสะพานพระราม ๖ ตอนนี้มีทางด่วนคร่อมทางรถไฟแล้ว