แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การทำงาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การทำงาน แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2562

ความปลอดภัยในการทำงานและการออกแบบ ตอน คำตอบของคำถามขึ้นอยู่กับสถานการณ์ MO Memoir : Tuesday 22 January 2562


จากตัวเลขข้างบน ลองตอบคำถามต่อไปนี้เล่น ๆ นะครับ ค่อย ๆ อ่านคำถามและตอบเรียงข้อไปทีละข้อ ส่วนคำตอบก็เก็บเอาไว้ในใจ ไม่ต้องเขียนออกมาหรอกครับ

ข้อ ๑. จากตัวเลขข้างบน ถ้าให้หาค่าเฉลี่ย คุณจะตอบเท่าไร

ข้อ ๒. ถ้าคุณทำการวิเคราะห์ตัวอย่างหนึ่งด้วยการไทเทรต 3 ครั้ง (ด้วยวิธีการเดียวกัน) และพบว่าปริมาณ titrant ที่ใช้ไปในแต่ละครั้งคือ 20.0 ml, 20.3 ml และ 20.0 ml คุณจะบันทึกค่าเฉลี่ยเท่าไร

ข้อ ๓. ในการสอบสัมภาษณ์เข้าทำงาน สมมุติว่าคุณเป็นคนเข้ารับการสัมภาษณ์ และผู้สัมภาษณ์ถามคุณด้วยคำถามในข้อ ๒. คุณจะตอบด้วยตัวเลขอะไร

ข้อ ๔. ในการสอบสัมภาษณ์เข้าทำงาน สมมุติว่าคุณเป็นผู้สัมภาษณ์ และคุณถามผู้เข้ากับการสัมภาษณ์ด้วยคำถามในข้อ ๒. คุณอยากจะให้ผู้เข้ารับการสัมภาษ์ตอบด้วยตัวเลขอะไร

หลังจากตอบคำถามทั้ง ๔ ข้อข้างต้นแล้ว ที่ต่างใช้ตัวเลขเดียวกัน และถามหาค่าเฉลี่ยเหมือนกัน ขอให้ลองกลับมาพิจารณาคำตอบของคุณดูนะครับ ว่าคุณตอบด้วย "ตัวเลขเดียวกัน" ทุกข้อหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ นั่นเป็นเพราะอะไร
 
ถ้าคุณตอบคำถามทั้ง ๔ ข้อด้วย "ตัวเลขเดียวกัน" ทุกข้อ และก็มีเพื่อนคุณอีกคนหนึ่งที่ตอบคำถามทั้ง ๔ ข้อนี้ด้วย "ตัวเลขเดียวกัน" ทุกข้อ คุณคิดว่า "ตัวเลขเดียวกัน" ของคุณ กับ "ตัวเลขเดียวกัน" ของเขานั้น เหมือนกันหรือไม่ครับ

คำถามนี้ดัดแปลงมาจากข้อสอบวิชา ๒๑๐๕๒๗๐ เคมีวิเคราะห์ ภาคการศึกษาต้น ปีการศึกษา ๒๕๔๕ ที่เคยนำมาลง blog ไว้ในเรื่อง "เท่ากับเท่าไร" (Memoir ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑๒ วันพฤหัสบดีที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๑) แต่ที่นำมาเป็นตัวอย่างในเรื่องความปลอดภัยนี้ก็เพื่อต้องการแสดงให้เห็นว่า ด้วยคำถามเดียวกันกับเหตุการณ์เดียวกัน คำตอบที่ได้อาจจะแตกต่างไปได้ ขึ้นอยู่กับสถานภาพของผู้ถามและผู้ที่ต้องหาคำตอบ
 
การวิเคราะห์หาสาเหตุของอุบัติเหตุก็เช่นกัน ข้อสรุปของการวิเคราะห์ขึ้นอยู่กับว่าต้องการหาอะไร ตัวอย่างเช่นกรณีของการระเบิดที่โรงงานแห่งหนึ่งที่มาบตาพุดในเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๕ ที่มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ผมได้ฟังเรื่องจากวิศวกรอาวุโสท่านหนึ่งในเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๗ ในฐานะที่ท่านได้มีส่วนร่วมเข้าไปสอบสวนเหตุการณ์ ท่านเล่าให้ฟังว่าในการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวมีทีมสอบสวนเข้าไปทำงาน ๓ ทีมด้วยกัน (ที่ต่างคนต่างทำงาน) โดยแต่ละทีมมีวัตถุประสงค์ในการหาคำตอบที่แตกต่างกันคือ
 
ทีมที่ ๑ คือทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากเหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก จึงจำเป็นที่ต้องหาผู้กระทำผิดที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุจนทำให้เกิดการเสียชีวิต เพื่อจะได้ดำเนินคดีต่อไป ดังนั้นการสอบสวนนี้จึงเป็นการมุ่งหาตัวบุคคลที่กระทำผิด (ซึ่งแน่นอนว่าคงต้องเป็นใครอย่างน้อยสักคนที่อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุก่อนเกิดเหตุการณ์)
 
ทีมที่ ๒ คือทางบริษัทเจ้าของเทคโนโลยีกระบวนการผลิต ที่ต้องการทราบว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากการออกแบบกระบวนการที่ผิดพลาดหรือไม่ หรือเกิดจากการไม่ปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยในการทำงาน ดังนั้นการสอบสวนนี้จึงเป็นการมองไปที่เหตุที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากความบกพร่องของการออกแบบหรือไม่เป็นหลัก เพราะถ้าพบว่ามันเกิดจากความบกพร่องของการออกแบบ มันก็จะส่งผลต่อโรงงานแบบเดียวกัน (ที่สร้าง ณ สถานที่อื่น) ที่ใช้กระบวนการแบบเดียวกันด้วย แต่ถ้าพบว่าเกิดจากความบกพร่องของผู้ปฏิบัติงาน การสอบสวนก็เป็นอันจบ
 
ทีมที่ ๓ คือทีมที่ถูกว่าจ้างโดยตัวโรงงานเพื่อให้หาสาเหตุว่า "ทำไมถึงพลาดได้" การสอบสวนตรงนี้ไม่ได้เป็นการสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิด (เหมือนทีมที่ ๑) แต่มองไปยังการทำงานและการควบคุมการทำงานเป็นหลัก

แต่จะว่าไป คำตอบคำถามที่ว่า "ทำไมถึงพลาดได้" มันก็ขึ้นอยู่กับว่าต้องการให้จบลงแค่ไหนได้เช่นกัน เช่นถ้าพบว่าเกิดจากโอเปอร์เรเตอร์ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกต้อง แต่จะมีการถามต่อไปหรือไม่ว่าทำไปโอเปอร์เรเตอร์ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอน ที่อาจเกิดขึ้นจากการที่ 
  
- เขาไม่รู้ว่ามันมีขั้นตอนให้ปฏิบัติ และไม่เคยมีใครบอกให้เขารู้ว่ามี (คือไม่รู้ว่ามีอะไรควรต้องทำ)
 
- เขารู้ว่ามันมีการกำหนดขั้นตอนการปฏิบัติ แต่ไม่มีใครรู้ว่ามีการกำหนดเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ที่ไหน อาศัยการจำต่อ ๆ กันมาหรือการฝึกระหว่างการทำงานจริง
 
- การถ่ายทอดด้วยการให้ผู้เรียนจดบันทึกเอง ทำให้ข้อมูลที่ถ่ายทอดนั้นสูญหายหรือบิดเบือนไป
 
- ขั้นตอนการทำงานถูกเขียนเอาไว้เป็นภาษาต่างประเทศ พอมีการแปลเป็นไทยแล้วแปลไม่ครบหรือแปลผิด (อันนี้ผมเคยเจอกับเครื่องมือวิเคราะห์ที่นิสิตใช้)
 
- เขารู้ว่าควรปฏิบัติตามขั้นตอนใด แต่ไม่รู้ว่าวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องตามขั้นตอนนั้นควรทำอย่างไร เช่นขั้นตอนปฏิบัติอาจบอกว่าให้ระวังการมีของเหลวหรือแก๊สความดันสูงตกค้างในระบบเวลาที่จะถอดหน้าแปลน แต่เขาไม่เคยได้รับการอบรมว่าวิธีการถอดหน้าแปลนที่ถูกต้องในกรณีเช่นนี้ควรต้องทำอย่างไร (ทำนองว่าเขาอาจถอดนอตออกมาเลยทีละตัว แทนที่จะค่อย ๆ ทำการคลายนอตทีละตัวทีละน้อย ๆ)
 
- โอเปอร์เรเตอร์ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ แต่ขั้นตอนปฏิบัตินั้นไม่เหมาะสมเสียเอง (คืออาจเกิดจากความไม่รู้ของผู้เขียนขั้นตอนการปฏิบัติ)
 
- ขั้นตอนปฏิบัตินั้นไม่เหมาะสมกับสภาพการทำงานจริง (เช่นสภาพพื้นที่การทำงานที่คับแคบ อุปกรณ์ไม่เหมาะสม
  
- ไม่เห็นความสำคัญของขั้นตอนที่กำหนดไว้ และก่อนหน้านั้นยังพบว่าการทำงานข้ามขั้นตอนทำให้ทำงานได้เร็วขึ้นแถมยังไม่เกิดอะไร และผู้มีอำนาจควบคุมการทำงานและกำหนดขั้นตอนการทำงานก็เห็นชอบด้วย เพียงแต่ไม่มีการไปแก้ไขสิ่งที่เขียนเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
 
- ถูกกดดัน (ซึ่งมักจะเป็นโดยวาจา) จากเบื้องบนให้ต้องลัดขั้นตอนการทำงาน (เช่นต้องรีบ start up โรงงานให้ทันเวลา หรือต้องรีบแก้ไขข้อขัดข้องก่อนที่กระบวนการผลิตทั้งกระบวนการจะไม่สามารถเดินต่อไปได้)
 
- ให้โอเปอร์เรเตอร์กำหนดวิธีการทำงานเอง โดยไม่คิดจะทำการตรวจสอบ (โดยผู้มีความรู้และประสบการณ์) ว่าเหมาะสมหรือไม่ ดูแต่เพียงว่าถ้าไม่เกิดเรื่องอะไรก็ถือว่าวิธีการนั้นใช้ได้ (เรื่องทำนองนี้ผมพบเป็นประจำกับการทำการทดลองของนิสิตบัณฑิตศึกษา และเคยเขียนไว้ใน Memoir ปีที่ ๘ ฉบับที่ ๑๑๔๗ วันอังคารที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๙ เรื่อง "ไม่เคยบอกให้ทำอย่างนั้น แต่ไม่เคยบอกให้ทำอย่างไร")
 
- ฯลฯ (เชิญเติมต่อได้ตามสบายครับ เพราะตอนนี้ผมนึกออกเพียงแค่นี้ครับ)
 
หรือในกรณีที่พบว่าเกิดจากการที่โอเปอร์เรเตอร์ไม่เชื่อในสัญญาณเตือน หรือแปลค่าที่เครื่องวัดอ่านได้ผิดพลาด หรือไม่ตอบสนองต่อสัญญาณเตือน จะมีคำถามต่อไปหรือไม่ว่าอาจเกิดขึ้นจากการที่
 
- สัญญาณเตือนที่เกิดมักเป็นสัญญาณหลอก (fault alarm) จนไม่มีใครเชื่อเมื่อเกิดเหตุการณ์จริง (กรณีของการระเบิดที่โรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ปี ๒๕๔๒ ก็เป็นแบบนี้)
 
- ตำแหน่งติดตั้งอุปกรณ์วัดนั้นทำให้ยากที่จะเข้าไปอ่าน เช่นต้องก้มดู หรือติดตั้งอุปกรณ์วัดสิ่งที่แตกต่างกัน แต่ตัวอุปกรณ์มีหน้าตาคล้าย ๆ กันในบริเวณที่ติดกัน ทำให้อ่านผิดได้ หรือรูปแบบการแสดงผลนั้นไม่เหมาะสม ทำให้อ่านผิดพลาดได้ในเวลาเกิดเหตุฉุกเฉินที่ผู้ปฏิบัติงานนั้นมีเวลาไม่มากในการอ่านค่า (ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของกรณีหลังก็คือมาตรแสดงความเร็วของรถยนต์ที่วิ่ง ที่ยังนิยมใช้รูปแบบเข็มชี้มากกว่าตัวเลขดิจิตอล เพราะผู้ขับขี่ไม่ได้ต้องการทราบค่าความเร็วที่ละเอียด ต้องการทราบเพียงแค่ว่าวิ่งเร็วประมาณไหน และก็มีเวลาอ่านค่าไม่มากเพราะไม่สามารถละสายตาจากถนนได้นาน มีเวลาเพียงแค่การชำเลืองมองผ่านพวงมาลัยแค่นั้นเอง ซึ่งในกรณีแบบนี้มาตรวัดที่แสดงผลด้วยเข็มจะอ่านได้ง่ายกว่า)
 
- การมีสัญญาณเตือนเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันมากเกินไป จนทำให้โอเปอร์เรเตอร์ไม่สามารถหาได้ว่าจุดใดเป็นต้นตอของสาเหตุที่แท้จริง ที่ทำให้เกิดสัญญาณเตือนตัวอื่นตามมา (ลองนึกธรรมชาติของคนดูนะครับ ถ้าอยู่ดี ๆ มีใครโยนงานสารพัดงานเต็มไปหมดมาให้ใครสักคนทำในเวลาเดียวกันโดยต้องการในเวลาอันสั้นด้วย คุณคิดว่าเขาจะเร่งทำงานหรือไม่ทำเลยสักชิ้นครับ)
 
- ความเข้าใจไม่ตรงกันระหว่างค่าที่เครื่องวัดแสดงกับค่าที่โอเปอร์เรเตอร์เข้าใจ อันเป็นผลจากการขาดการสื่อสารที่ดีระหว่างฝ่าย instrument ที่ทำการติดตั้งและสอบเทียบเครื่องวัด กับโอเปอร์เรเตอร์ที่เป็นคนอ่านค่าเครื่องวัด เช่นเครื่องวัดบอกค่าเป็น % ในขณะที่โอเปอร์เรเตอร์เข้าใจว่าตัวเลขที่เห็นนั้นคือค่าที่วัดได้จริง หรือตำแหน่งช่วง 0-100% ของค่าที่เครื่องวัดแสดงที่ฝ่าย instrument กำหนดนั้น ทางฝ่ายโอเปอร์เรเตอร์เข้าใจเป็นอย่างอื่น (เหตุการณ์นี้ผมเคยพบกับกรณีของการวัดระดับของเหลวใน vessel วางตั้งที่ฝาบน-ล่างของถังมีรูปร่างเป็น ellipsoid (ทรงรี) โดยทาง instrument กำหนดระดับ 0% ไว้ที่ตำแหน่ง tangent line ด้านล่างของถัง แต่ตัวโอเปอร์เรเตอร์เข้าใจว่าอยู่ที่ก้นถัง แล้วเกิดการโวยวายกันว่าเครื่องวัดอ่านค่าผิดพลาด เชื่อถือไม่ได้ สุดท้ายต้องช่วยทั้งสองฝ่ายปรับความเข้าใจให้ตรงกัน
ตรงนี้ขอเพิ่มเติมนิดนึง Tangent line คือแนวที่รูปทรงถังเปลี่ยนจากรูปทรงกระบอกเป็นโค้งตามความโค้งของฝา ไม่ใช่แนวรอยเชื่อมระหว่างฝาถังกับตัวถังทรงกระบอก เพราะบางทีตัวฝาถังมันมีส่วนที่เป็นทรงกระบอกที่เขาทำมาเพื่อไว้เชื่อมกับส่วนลำตัวทรงกระบอกของถังด้วย เรื่องนี้เคยอธิบายไว้ใน Memoir ปีที่ ๑๐ ฉบับที่ ๑๕๖๒ วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๖๑ เรื่อง "Tangent line to Tangent line")
 
- ฯลฯ (และเช่นกัน เชิญเติมต่อได้ตามสบายครับ เพราะตอนนี้ผมนึกออกเพียงแค่นี้ครับ)

ครับ ที่เขียนมาทั้งหมดก็คือสิ่งที่อยากให้ผู้เข้าฟังผมบรรยายได้เข้าใจว่า ผมต้องการสื่ออะไรถึงพวกเขาด้วยตัวเลข ๓ ตัวตอนต้นเรื่องนั้น สำหรับวันนี้ก็คงจะขอจบ Memoir ตอนนี้เพียงเท่านี้

(หมายเหตุ : บทความชุด "ความปลอดภัยในการทำงานและการออกแบบ" ที่ทำขึ้นเป็นตอนต่าง ๆ นั้น จัดทำขึ้นเพื่อขยายความสไลด์ประกอบการสอนวิชา "2105689 การออกแบบและดำเนินการกระบวนการอย่างปลอดภัย (Safe Process Operation and Desing)" ที่เปิดสอนให้กับนิสิตระดับปริญญาโท ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นครั้งแรกในภาคการศึกษาปลาย ปีการศึกษา ๒๕๖๑)

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

สิ่งที่น่ากลัวกว่ายุงลาย คือ ... MO Memoir : Sunday 22 November 2558

ไข้เลือดออกที่มีสาเหตุจากยุงลายยังมีการระบาดหนักแบบปีเว้นปี
แต่มีสิ่งหนึ่งที่น่ากลัวกว่ายุงลาย ที่ใครที่เคยได้รับเข้าไปแล้วจะเข้าใจดี นั่นคือ ... อาจารย์ไลน์ ...


ผมไม่ได้เป็นคนตั้งชื่อพาหะนี้ขึ้นมาเองหรอกครับ เพียงแต่ได้มีโอกาสรู้จักกับผู้ที่ต้องประสบชะตากรรมได้รับผลกระทบจาก "อาจารย์ไลน์" ดังกล่าวจนเขาต้องโพสข้อความข้างบนออกมา และได้เห็นความทุกข์ทรมานของเขากว่าที่จะก้าวผ่านภาวะวิกฤตนั้นไปได้ (โดยที่ไม่เป็นข่าว) แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ยังมีเพื่อนพ้องอีกหลายคนที่ยังต้องประสบชะตากรรมแบบเดียวกับที่เขาได้ประสบมา แต่ที่ทำให้ความทุกข์ทรมานของผู้ที่ประสบชะตากรรมจาก "อาจารย์ไลน์" ไม่เป็นที่รู้จักกันมากนั้น คงเป็นเพราะเกือบทั้งหมดมันมักเกิดกับผู้ที่เรียนระดับ "ปริญญาเอก" และเกิดกับประเทศในเขตเอเซียบางประเทศที่ผู้คนในประเทศชื่นชอบการส่งสติ๊กเกอร์
ต้นตอของกลุ่มอาการนี้มาจากประเทศญี่ปุ่น ก่อนที่จะเข้าสู่ประเทศไทยผ่านทาง App Store และ Google Play ที่ต้องรีบนำเอาเรื่องนี้มาเผยแพร่ก็เพราะคิดว่าอีกไม่นานคงมีการระบาดหนักขึ้น (โดยเฉพาะคนไทยที่ชื่นชอบการติดต่อสื่อสารแบบจ่ายตังค์ทีเดียวแล้วใช้ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง) เพราะมันแพร่กระจายผ่านทางสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ใช้กับโทรศัพท์มือถือ (ดังนั้นการระบาดจึงไม่ขึ้นกับฤดูกาล) เท่าที่ทราบโรคนี้มีอุบัติการครั้งแรกกับผู้ใช้มือถือระบบ 3G แต่หลังการประมูลคลื่น 4G ที่ผ่านไปเมื่อไม่นานนี้พร้อมกับการที่ผู้ให้บริการบางรายเปิดให้บริการระบบ 4G แล้ว ทำให้คาดว่าจะมีการระบาดที่รวดเร็วมากขึ้นไปอีก
  
ความรุนแรงของอาการที่เกิดขึ้นอยู่กับผู้เผยแพร่และผู้ได้รับแต่ละราย ผู้เผยแพร่บางรายเป็นเพียงแค่พาหะที่ไม่แสดงอาการ เพียงแต่เฝ้าดูและเก็บข้อมูลอย่างเงียบ ๆ ส่วนใหญ่ของผู้เผยแพร่นั้นมักเป็นผู้ใหญ่อยู่ในช่วงวัยกลางคนขึ้นไป ในขณะที่ส่วนใหญ่ของผู้ได้รับนั้นมักจะมีอายุอยู่ในช่วง ๒๐-๓๐ ปีเป็นหลัก
  
เคยมีกรณีของผู้ที่ได้รับนั้นที่มีอาการหนักมากถึงขั้นชักจนต้องนอนโรงพยาบาล โดยหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลแล้วก็ยังมีอาการทางระบบสมองหลงเหลือปรากฏให้เห็นชัดติดต่อกันเป็นเวลาหลายเดือน กรณีหนึ่งที่เคยประสบได้แก่ผู้ป่วยที่ขอใช้นามแฝงว่า "โป๊ต สมมุติฐาน" ที่เปลี่ยนจากการเป็นผู้ที่ชื่นชอบการเล่นเกมส์ต่อสู้บนคอมพิวเตอร์ทั้งวัน (แม้แต่เวลาทำงาน) กลายมาเป็นผู้ที่เคร่งเครียดจริงจังกับการทำ simulation ทั้งวัน การพูดการจาจากเดิมที่หาสาระไม่ค่อยได้กลับกลายเป็นคุยแต่เรื่องงาน
  

จากการเฝ้าสังเกตอาการ ยังพบอาการอื่น ๆ เพิ่มเติมอีก ตัวอย่างเช่น
  
- ถ้าในช่วงเวลาดังกล่าวมีเหตุการณ์อกหักจากเพศตรงข้ามแทรกเข้ามา อาจส่งผลให้เปลี่ยนไปรักเพศเดียวกันได้ (ทำเอาเพื่อนร่วมงานเพศเดียวกันแอบหนาวไปตาม ๆ กัน คือกลัวมันจะปล้ำเอา แต่มีบางคนก็แอบดีใจอยู่ภายในโดยไม่แสดงออกมา)
  
- ทำใจยากกับของรักของหวงที่ต้องสูญเสียไป เช่นในกรณีของ "โป๊ต สมมุติฐาน" ที่ปลามังกรที่เลี้ยงเอาไว้เสียชีวิต แต่แทนที่จะเอาไปทิ้ง (หรือทำอะไรกินเป็นการถอนทุน) กลับเอาไปแช่ในช่องแช่แข็งของตู้เย็นนานเป็นเวลาหลายวันเพราะทำใจไม่ได้ ก่อนจะสามารถตัดใจกำจัดซากปลาไปได้
  
- น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนเข้าสู่เลข ๓ หลัก ซึ่งเป็นผลจากการกินอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ คือกุ้งที่ซื้อมาแพง ๆ แทนที่จะกินเองกลับเอาไปให้ปลามังกรกิน ส่วนตัวเองนั่งกินแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
  
- อารมณ์อาจเปลี่ยนแปลงจากสุขเป็นเศร้าซึมกระทันหัน ถ้าหากได้รับเชื้อนี้ในช่วงเวลาสำคัญ เช่นกำลังจะออกไปกินข้าวเย็นและดูหนังกับเพื่อนฝูง แต่กลับกลายเป็นว่ามีงานต้องส่งหรือมีประชุมในเช้าวันรุ่งขึ้น หรือเย็นวันศุกร์กำลังจะหยุดยาวไปเที่ยวไกล ๆ ในช่วงสุดสัปดาห์ กลับกลายเป็นว่าต้องมีงานส่งในเช้าวันจันทร์ เป็นต้น
  
- การติดต่อสื่อสารทำได้ช้าลง จากเรื่องที่คุยกันไม่กี่ประโยค ทำความเข้าใจกันได้ในเวลาไม่ถึงนาที กลับกลายเป็นว่ากว่าจะสื่อสารกันได้ต้องใช้เวลาไม่รู้กี่นาที ทั้งนี้เป็นเพราะความสามารถในการฟังและการพูดจาถดถอยน้อยลง กลายเป็นต้องใช้การสื่อสารผ่านทางตัวอักษร
  
- รักสันโดษ (เป็นข้ออ้างของผู้ได้รับรายหนึ่ง ที่จะไม่เลี้ยงเพื่อนฝูงฉลองในโอกาศที่เขาเรียนจบ โดยอ้างว่าจะหลบไปพักผ่อนเงียบ ๆ คนเดียว)
  
- ถ้าหากผู้ได้รับนั้นเกิดการพัฒนากลายเป็นผู้เผยแพร่ จะส่งผลต่อสภาพจิตใจ คือเห็นความสำคัญของผู้อื่นน้อยลง เกิดความหยิ่งผยอง รังเกียจที่จะพูดคุยด้วย คาดหวังว่าอีกฝ่ายต้องเฝ้านั่งหน้าจอโทรศัพท์ เมื่อส่งเชื้อนี้ออกไปเมื่อใด อีกฝ่ายต้องแสดงอาการติดเชื้อทันที ถ้าผู้ได้รับคนใดก็ตามประสบเหตุการณ์เช่นนี้ ก็พอจะเอาคืนได้ด้วยการถืออุเบกขา คือนิ่งเฉยเสีย แต่หลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้นก็แล้วแต่ดวง
  

สำหรับผู้ได้รับที่ประสบปัญหาดังกล่าวเข้าไปแล้วก็ต้องทำใจว่ามันไม่มีวิธีการรักษา ทำได้แค่เพียงประคองอาการไปเท่านั้น ในช่วงที่อาการกำลงรุนแรงก็อาจพอบรรเทาได้ด้วยการปิดการใช้สัญญาณ 3G  สำหรับผู้ที่ยังไม่ประสบปัญหาดังกล่าวก็พอจะป้องกันได้ด้วยการหลีกเลี่ยงการมีสมาร์ทโฟน หรือถ้าจำเป็นต้องมีก็ควรใช้เพื่อการโทรพูดคุยเพียงอย่างเดียว พยายามทำตัวให้ low tech มากที่สุดแล้วโอกาสที่จะรอดปลอดภัยจะสูง (ยิ่งนิยมใช้ช่องทางการติดต่อที่ติดต่อกันได้ฟรีแบบไม่จำกัดจำนวนแบบต้องพิมพ์ข้อความ โอกาสที่จะประสบปัญหาก็จะเพิ่มมากสูงขึ้นตามไปด้วย เพราะปัญหานี้นิยมของฟรี ไม่นิยมช่องทางที่ต้องเป็นฝ่ายจ่ายตังค์เอง)
  
การป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำสามารถทำได้ด้วยการเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ใหม่พร้อมกับการเปลี่ยน account ใหม่ (โดยต้องป้องกันไม่ให้ผู้เผยแพร่ทราบเบอร์ใหม่และ account ใหม่)

เนื่องด้วยจรรยาบรรณของผู้สื่อข่าวประจำแลป ผมจึงไม่สามารถเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของผู้ได้รับผลกระทบจาก "อาจารย์ไลน์" ได้ แต่เชื่อว่าหลายต่อหลายคนในแลปคงเดากันได้ไม่ยากว่าเขาคือใคร :) :) :)

ในการติดต่อสื่อสารนั้น วิธีการที่ฝ่ายหนึ่งใช้ติดต่อกับอีกฝ่ายหนึ่งเป็นตัวบอกว่า ผู้ส่งสารนั้นให้ความสำคัญกับผู้รับสาร หรือให้ความสำคัญกับข้อความที่ต้องการสื่อสารนั้นมากน้อยแค่ไหน ในเรื่องที่ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ การไปพบด้วยตัวเองก็ต้องเรียกว่าเป็นการให้เกียรติอีกฝ่ายหนึ่งมากที่สุด ในกรณีที่ไม่สามารถไปพบด้วยตัวเองได้หรือเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน การต่อโทรศัพท์สายตรงเพื่อการพูดคุยติดต่อก็ถือว่าเป็นการให้เกียรติที่สูงเช่นกัน (กรณีเช่นนี้เห็นได้จากเวลาที่ประมุขของคณะรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ มีการโทรศัพท์คุยกันเมื่อใด ก็จะมีข่าวปรากฏทุกที) จดหมายที่เขียนด้วยลายมือก็แสดงถึงความสำคัญที่ผู้ส่งมีให้แก่ผู้รับ

แต่เดี๋ยวนี้กลับกลายเป็นว่าเราไม่ได้ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารที่มีการพัฒนาไปมากนั้นเพื่อการสร้างความรู้สึกและความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน แต่กลายเป็นว่าเราใช้มันเพื่อให้มีข้ออ้างว่าได้ส่งข้อความไปแล้ว ส่วนผู้ที่เขาต้องการให้รับข้อความนั้นจะรับรู้ว่ามีข้อความส่งมาถึงหรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เหตุการณ์ทำนองนี้ดูเหมือนว่าในสถานที่ทำงานต่าง ๆ จะเกิดมากขึ้นทุก ๆ ที

วันอังคารที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2557

เลือกทำงานที่ไหนดี MO Memoir : Tuesday 18 March 2557

วันนี้เห็น ๑๐ อันดับบทความที่มีผู้เข้ามาอ่านมากที่สุดในรอบสัปดาห์มันแปลกดี ก็เลยของบันทึกรูปเก็บเอาไว้หน่อย

ที่ว่าแปลกก็คือมันมีเรื่องที่เขียนให้กับผู้ที่สำเร็จการศึกษาถึง ๓ เรื่องปรากฏขึ้นมาพร้อมกัน คือเรื่องที่เขียนไว้เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๕ (๔ ปีที่ผ่านมา) เดือนมีนาคม ๒๕๕๖ (ดอกไม้ที่เราเห็นในวันนั้น) และเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (ไผ่ออกดอกบาน ก็ถึงกาลลาจาก)
 
อันที่จริงเรื่องที่ผมเพิ่งจะนำลง blog ไปเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ก็ไม่ได้กล่าวถึงอีก ๒ เรื่องก่อนหน้านั้นที่เขียนให้กับรุ่นที่จบไปก่อนหน้า เลยสงสัยว่ามีคนไปขุดขึ้นมาเพื่อรำลึกความหลังหรือเปล่า

เมื่อเช้า ระหว่างนั่งรถบริการรับส่งฟรีในมหาวิทยาลัย ก็มีโอกาสได้พูดคุยสั้น ๆ กับนิสิตผู้หนึ่ง เป็นการแลกเปลี่ยนเรื่องเกี่ยวกับชีวิตการทำงาน
 
ในมุมมองของผมนั้น ความสุขในชีวิตการทำงานนั้นมันมีได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
 
บางคนนั้น ความสุขในชีวิตการทำงานก็คือ การได้ทำงานในหน่วยงานที่ตนเองปราถนา และชื่นชอบงานที่กระทำอยู่ พร้อมที่จะทำงานให้หน่วยงานดังกล่าวตลอดเวลา
 
บางคนนั้น ความสุขในชีวิตการทำงานก็คือ การได้ทำงานในหน่วยงานที่ไม่เบียดเบียนชีวิตความเป็นส่วนตัวของเขา เขาพร้อมที่จะทุ่มเทให้กับหน่วยงานนั้นในช่วงเวลางาน แต่เขาก็ต้องการที่จะทุ่มเทเวลานอกเวลางานให้กับการใช้ชีวิตของเขาโดยไม่ปราถนาให้หน่วยงานมาดึงเอาเวลาส่วนนี้ไป
 
บางคนนั้น ความสุขในชีวิตการทำงานก็คือ การได้รู้สึกว่าตนเองได้ปฏิบัติหน้าที่ตามตำแหน่งหน้าที่ ที่ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทนพิเศษใด ๆ จากผู้ได้รับประโยชน์นั้น
 
บางคนนั้น ความสุขในชีวิตการทำงานก็คือ การสามารถได้รับผลตอบแทนในรูปของทรัพย์สิน ชื่อเสียง ลาภ ยศ สรรเสริญ ในปริมาณที่ไม่มีขีดจำกัด
 
บางคนนั้น ความสุขในชีวิตการทำงานก็คือ การได้ทำงานที่ยังเปิดโอกาสให้มีครอบครัวและเวลาให้กับครอบครัว
 
ฯลฯ
 
ผมมองว่านิยามความสุขในชีวิตการทำงานของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน แต่ก็ไม่มีรูปแบบไหนที่จะได้มาโดยไม่ต้องแลกด้วยบางสิ่งบางอย่าง เมื่อเราเลือกความสุขในรูปแบบหนึ่ง เราก็อาจต้องสละความสุขในอีกรูปแบบหนึ่งออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตัวผู้เลือกเองว่าพอใจที่จะเลือกรูปแบบไหนมากกว่ากัน

เมื่อปีที่แล้ว มีนิสิตที่เพิ่งจบป.ตรีคนหนึ่งมาถามผมเรื่องว่าจะเลือกทำงานที่ไหนดี คือบ้านเขาอยู่ที่งามวงศ์วาน และเขาได้งานที่บริษัทแห่งหนึ่งที่มีสำนักงานอยู่ที่แถวแยกรัชวิภาให้เงินเดือนเริ่มต้นประมาณห้าหมื่นบาท กับอีกบริษัทหนึ่งที่มีสำนักงานอยู่ที่ถนนบางนา-บางปะกง ประมาณกิโลเมตรที่ ๓๔ (แถว อ.บางบ่อ) ที่ให้เงินเดือนเริ่มต้นประมาณสามหมื่นบาท
 
ผมก็บอกเขาไปว่าบริษัทแรกนั้นผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าบรรยากาศการทำงานเป็นอย่างไร เพราะเห็นกี่คนที่ได้งานทำที่นั่นก็หายหน้าไปจาก facebook หมด นาน ๆ จึงโผล่มาที ส่วนบริษัทที่สองนั้นผมรู้จักรุ่นพี่ของคุณที่จบไปก่อนหน้าคุณหลายปีแล้ว ขณะนี้เขาก็ยังทำงานอยู่ที่นั่น แถมยังโผล่หน้ามาให้เห็นทาง facebook บ่อย ๆ ว่าได้ไปเที่ยวที่ไหนบ้าง
 
คุยกันไปสักพักผมก็ถามเขาว่า "ว่าแต่คุณคิดจะใช้ชีวิตหลังเลิกงานในแต่ละวันอย่างไร"
 
เท่านั้นเองเขาก็ตอบผมกลับมาว่า เขาได้คำตอบแล้ว ไปทำที่บางบ่อดีกว่า เพราะเชื่อว่าเลิกงานแล้วได้กลับบ้านแน่ เพราะบริษัทแรกนั้นเขาเคยไปฝึกงานที่นั่น แถมโดนรุ่นพี่ต่อว่ามาว่ากลับบ้านเร็วเกินไป คือกลับตอน ๓ ทุ่ม ไม่ยอมกลับตอนเที่ยงคืนหรือตีสองเหมือนพี่เขา

ผมไม่ได้ตอบคำถามเขา แต่ผมกลับตั้งคำถามใหม่ให้เขาตอบ ซึ่งคำตอบของคำถามที่ผมตั้งใหม่ให้เขาตอบนั้น มันไปตอบคำถามที่เขาถามผม

สักสองสามปีที่แล้ว ผมก็ได้มีโอกาสพบปะกับรุ่นน้องคนหนึ่ง (ห่างจากผมไม่กี่ปี แต่ก็ทันกันตอนเรียน) ระหว่างการเดินทางไปตรวจเยี่ยมนิสิตฝึกงานที่ระยอง ได้มีโอกาสพูดคุยกันถึงเรื่องทั่วไป ทั้งเรื่องหน้าที่การงานและครอบครัว ซึ่งเขาก็มีปัญหาเรื่องลูกที่เป็น "เด็กพิเศษ" ทำให้ตอนนี้เขาต้องเปลี่ยนจากการทุ่มเทชีวิตให้กับงานมาเป็นเพื่อลูกแทน
 
ระหว่างการพูดคุยนั้น เขาก็เปรยขึ้นมาเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ของเพื่อนของเขา ที่ทำงานในบริษัทอีกกลุ่มหนึ่งแต่ทำธุรกิจทำนองเดียวกัน ว่าเพื่อนของเขาที่เริ่มงานพร้อม ๆ กันนั้นมีตำแหน่งก้าวหน้าไปกว่าเขาเยอะแล้ว ผมก็เลยถามเขากลับไปว่าเป็นเพราะที่บริษัทที่เพื่อนคุณทำอยู่นั้น "มีคนลาออกเยอะใช่ไหม"
 
คำตอบของเขาก็คือ "ก็มีส่วน"

และก่อนหน้านั้นหลายปี ผมได้รับหน้าที่ให้ไปดูแลนิสิตงาน ณ บริษัทระดับแนวหน้าแห่งหนึ่งของประเทศ ในวันปฐมนิเทศน์นั้นเขาก็เชิญอาจารย์ผู้ดูแลไปเข้าร่วมด้วย ในระหว่างการปฐมนิเทศน์นั้น ผู้บรรยายก็บอกว่าบริษัทนี้ตั้งมา ๒๐ ปีแล้ว พนักงานเต็มไปด้วยคนหนุ่มสาวอายุเฉลี่ย ๒๖ ปี อายุงานเฉลี่ยแค่ ๖ ปีเท่านั้นเอง

หลังฟังการบรรยายผมก็บอกให้นิสิตลองไปหาคำตอบของคำถามต่อไปนี้

(๑) บริษัทตั้งมานานแล้ว ทำไมพนักงานมีอายุงานเฉลี่ยน้อยจัง แสดงว่าพนักงานทำงานอยู่ได้ไม่นานใช่หรือไม่ คนมีอายุหายไปไหนหมด
(๒) ในบริษัทนี้มีพนักงานสักกี่คนที่ได้แต่งงาน
(๓) ในบรรดาผู้ที่ได้แต่งงานนั้น มีสักกี่คนที่ได้มีโอกาสมีลูก (โดยเฉพาะผู้หญิง)

ปีถัดมา เมื่อนิสิตเหล่านี้กำลังจะจบการศึกษา ทางบริษัทดังกล่าวก็โทรมาหาผม บอกว่าให้นิสิตเหล่านี้ไปสมัครงานกับเขาหน่อย เขาพร้อมที่จะรับทำงานทำที เพราะประทับใจการทำงานของนิสิตกลุ่มนั้นขณะที่ฝึกงานมาก และเขาก็ประสงค์จำทำโครงการต่อเนื่องจากงานที่นิสิตกลุ่มนั้นทำตอนฝึกงาน ผมก็เลยแจ้งให้นิสิตกลุ่มดังกล่าวทราบ

คำตอบที่ได้รับกลับมาก็คือ "ไม่ไปหรอก อาจารย์"

วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เดี๋ยวนี้เราไม่พูดคุยกันแล้วเหรอ MO Memoir : Monday 17 February 2557

บ่ายวันนี้เห็นมีโทรศัพท์มาจากทางห้องธุรการ ก็เลยแวะไป พอไปถึงก็โดนถามว่า "ส่งแล้วยัง" ทำเอางงไปเหมือนกันว่าเรื่องอะไร จะให้ส่งอะไร
 
เรื่องทั้งเรื่องคือเขาส่งเอกสารให้ผมทางอีเมล์ ตามรูปข้างล่าง ลองอ่านดูเอาเองก่อนก็แล้วกัน


เดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ วันศุกร์ที่ ๑๔ เราหยุดมาฆบูชา ต่อด้วยเสาร์ ๑๕ และอาทิตย์ ๑๖ ก็เรียกว่าเป็นสัปดาห์ที่หยุดยาว อีเมล์ฉบับนี้ส่งมาหลังเลิกงานไปแล้วชั่วโมงเศษ (เวลาเลิกงานคือ ๑๖.๐๐ น) และคาดหวังจะให้ส่งกลับในวันเสาร์
 
ที่ทำให้ผมเสียความรู้สึกก็คือ เดี๋ยวนี้เราไม่พูดคุยกันแล้วเหรอ มีอะไรก็ส่งให้ทางอีเมล์ แล้วคาดว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องมาคอยเฝ้าหน้าจอคอมพิวเตอร์เปิดดูอีเมล์ตลอดเวลาหรือไง ทั้ง ๆ ที่ผมก็เคยบอกกับทางเจ้าหน้าที่เอาไว้แล้วว่า ถ้ามีเรื่องจำเป็นเร่งด่วนก็ให้โทรหาได้เลย หรือไม่ก็ส่งข้อความให้ทางโทรศัพท์ว่ามีเรื่องด่วน (แต่ทั้งนี้หน่วยงานต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายนะ)

ไม่นานมานี้มีนิสิตจะเข้ามาทำแลป ผมก็ถามกลับไปว่านัดรุ่นพี่ป.โทเขาไว้หรือเปล่า เขาตอบผมกลับมาว่า line ไปหาแล้ว ผมก็ถามกลับไปว่าแล้วรุ่นพี่เขาตอบกลับมาหรือเปล่า เขาก็ตอบกลับมาว่ารุ่นพี่ยังไม่ตอบกลับมา ผมก็เลยเล่าให้เขาฟังว่ารู้ไหมการ์ดเชิญงานแต่งงานยังต้องเขียนเลยว่า "ขออภัย หากไม่ได้เรียนเชิญด้วยตนเอง" แล้วทำไมคุณถึงไม่โทรไปถามเขาล่ะ หรือว่ากลัวเสียค่าโทร ในเรื่องสำคัญหลาย ๆ เรื่อง การติดต่อด้วยวาจานั้นแสดงถึงการให้เกียรติและความสำคัญของอีกฝ่ายหนึ่ง ขนาดผู้นำประเทศมหาอำนาจ เวลาจะให้ความสำคัญกับใคร ก็จะใช้การโทรศัพท์ถึงอีกฝ่ายหนึ่ง เรื่องนี้มักปรากฏเป็นข่าวเสมอ
 
ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนพฤศจิกายนผมก็โดนมาทีนึงแล้ว มีสอนตอนเที่ยง แต่ปรากฏว่าอาจารย์ที่สอนอีกห้องหนึ่ง (วิชาเดียวกัน มีสอนกัน ๕ ห้อง) เขาไม่มาสอน อ้างว่ามีการชุมนุมทำให้เดินทางลำบาก เห็นควรให้งดสอนวิชานี้ทุกห้อง เขาส่งอีเมล์ติดต่อมาราว ๆ เก้าโมงเช้า มีอาจารย์ที่ไม่ได้สอนหนังสือตอนเช้าเห็นอีเมล์เพียงไม่กี่คน เขาก็รับลูก ให้เจ้าหน้าที่ประกาศทางหน้า facebook ส่วนตัว (ที่มีเฉพาะนิสิตเป็นสมาชิกและก็ไม่ทุกคนที่เข้าร่วม) ทางผมพอเสร็จงานช่วงเช้าก็ไปสอนต่อตามเวลา ปรากฏว่านักเรียนหายหมด มาทราบเอาทีหลังว่ามีการประกาศงดเรียนทาง facebook โดยเจ้าหน้าที่ว่างดสอนทุกห้อง ทั้ง ๆ ที่ถูกต้องควรต้องงดสอนเฉพาะห้องที่อาจารย์ไม่มาสอนเท่านั้น
 
การให้เกียรติหรือให้ความสำคัญกับผู้ที่เราต้องติดต่อด้วยมันส่งผลทางจิตวิทยาในการทำงานร่วมกัน มีภาควิชาแห่งหนึ่ง ห้องทำงานหัวหน้าภาควิชาก็เป็นห้องส่วนตัวตั้งอยู่ในส่วนธุรการ อาจารย์คนหนึ่งพอขึ้นมาเป็นหัวหน้าภาควิชา เวลาต้องการพบเจ้าหน้าที่ธุรการที่นั่งทำงานอยู่หน้าห้อง ก็จะใช้การตะโกนเรียกชื่อเจ้าหน้าที่ที่ต้องการพบออกมาจากในห้อง โดยไม่สนใจว่าเจ้าหน้าที่คนนั้นกำลังติดต่องานหรือคุยงานกับใครอยู่ ถ้าเขาไม่ไปหาสักทีก็จะตะโกนเรียกอยู่นั่นแหละ หรือไม่อีกทีก็ใช้การโทรศัพท์เรียกให้ไปพบ
 
ส่วนอาจารย์อีกรายหนึ่งตอนที่เป็นหัวหน้าภาควิชา จะใช้การเดินออกมาจากห้อง เรียกด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ แล้วเชิญเจ้าหน้าที่ที่ต้องการพบเข้าไปคุยเรื่องงานในห้อง
 
อาจารย์สองรายนี้แม้ว่าจะเกษียณแล้ว แต่หลังเกษียณก็ยังทำงานเป็นอาจารย์พิเศษอยู่ ไม่มีอำนาจในการสั่งการใดหรือให้คุณให้โทษกับใครแล้ว แต่กับเจ้าหน้าที่ธุรการแล้ว อาจารย์รายหลังกลับยังได้รับความเคารพนับถือจากเจ้าหน้าที่ธุรการอยู่ ยังมาพูดคุยเล่นกันได้เสมอ ในขณะที่รายแรกนั้นไม่กล้าแม้แต่จะโผล่หน้าไปติดต่อธุระด้วย
 
ตัวผมเองก็เคยประสบมาครั้งหนึ่ง อาคารจอดรถที่ผมจอดประจำนั้นต้องรับบัตรก่อนขึ้นอาคาร เช้าวันหนึ่งเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ส่งบัตรให้ผมก็บอกกับผมว่าต้องขอขอบคุณผมมากเลย เพราะเวลาผมรับบัตรทีไร ผมจะลดกระจกหน้าต่างลงจนสุดเพื่อยื่นแขนออกไปรับบัตร และกล่าวขอบคุณเขาแค่นั้น แต่สำหรับผู้ที่ทำหน้าที่ส่งบัตรให้แล้ว เขากลับรู้สึกว่าเราให้เกียรติในการทำหน้าที่ของเขา เราไม่รังเกียจเขา ดังเช่นรถหลายต่อรายคันที่ทำเพียงแค่ลดกระจกลงมาเล็กน้อย แล้วให้เจ้าหน้าที่สอดบัตรเข้าไปเพื่อเขาจะได้ไม่ต้องยื่นมือออกมานอกรถ แม้แต่ตอนคืนบัตรหรือจ่ายเงินก็ทำพฤติกรรมเช่นนี้อีก

ไม่รู้ว่าต่อไปเวลาไฟไหม้บ้าน โจรปล้นบ้าน ต้องใช้ส่งอีเมล์แจ้งตำรวจแทนการโทรไปแจ้งหรือเปล่า ใครเจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บต้องการรถพยาบาลฉุกเฉิน ก็ต้องใช้ส่งอีเมล์แจ้งหน่วยบรรเทาสาธารณภัยด้วยหรือเปล่า ต่อไปก็คงไม่ต้องมีการประชุมพูดคุยอะไรกันอีกแล้ว นัดเวลานั่งกดเล่น line กันพร้อมหน้าพร้อมตาเลยก็สิ้นเรื่อง

วันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2557

ไม่รู้จะสอนยังไงแล้ว (๕) MO Memoir 2557 Jan 27 Mon

ที่ผมแปลกใจก็คือคนที่เป็นผู้สอบผู้ที่มาหัดใช้เครื่องมือ คอยตรวจดูว่าคนที่มาหัดใช้นั้นทำผิดขั้นตอนใดบ้าง ผู้มาหัดใช้ทำผิดเมื่อไรก็ให้สอบตกทันที กลับกลายเป็นว่าคนที่เป็นผู้สอบนั้นเป็นคนที่ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการใช้ที่ถูกต้องซะเอง แถมยังทำให้เห็นกันจะจะในระหว่างการสอบซะด้วย
 
ในเช้าวันศุกร์ที่ ๒๔ มกราคม ที่ผ่านมา ผมบังเอิญแวะไปดูสาวน้อยจากเมืองวัดป่ามะม่วงเข้าไปสอบการใช้เครื่องวัด NH3-TPD โดยรุ่นพี่ป.โท ที่เป็นคนสอบนั้นก็ใช้เครื่องวัด Single point BET อยู่ข้าง ๆ ที่ผมแปลกใจก็คือเห็นปุ่มหมุนของเครื่อง Single point BET นั้นถอดวางอยู่หน้าเครื่อง ก็เลยถามคนที่ใช้อยู่นั้นว่าทำไมไม่ใส่กลับเข้าไปให้เรียบร้อย เขาก็บอกผมว่าเกลียวมันหวาน แต่พอลองเอาประแจหมุนให้เขาดูก็ไม่เห็นว่ามีปัญหาเกลียวหวาน เขาก็บอกว่าจำผิดว่าเป็นของอีกเครื่องหนึ่ง (คือเครื่องวัด NH3-TPD) ผมก็เลยบอกเขาไปว่าให้ใส่กลับคืนไปให้เรียบร้อย แต่เขากลับตอบมาว่าขอทำการวิเคราะห์ให้เสร็จเรียบร้อยก่อนแล้วจะใส่กลับคือ

ที่ทำให้ผมเสียความรู้สึกมากก็คือปรกติถ้าเราจะใช้เครื่องมือใดก็ตาม เราควรจะตรวจสอบความเรียบร้อยของเครื่องมือและระบบก่อน ถ้าพบว่าเครื่องมันมีปัญหา มันไม่เรียบร้อย ก็ควรที่จะทำให้มันเรียบร้อยก่อนการใช้งาน ไม่ใช่ฝืนใช้ทั้ง ๆ ที่มันไม่เรียบร้อย ส่วนใครเป็นคนทำให้มันมีปัญหานั้นค่อยว่ากันอีกที งานนี้ผมเดาว่าถ้าวันนั้นผมไม่เข้าไปพบ มันก็คงจะอยู่ในสภาพเดิมโดยไม่มีการแก้ไข

ตกเย็นก่อนกลับบ้านก็แวะไปดูอีกที คราวนี้ปรากฏว่ามีนิสิตป.เอก คนหนึ่งมาอยู่ร่วมกับนิสิตป.โท คนที่ใช้เครื่อง Singel point BET ผมก็ถามนิสิตป.โท ว่าทำไมยังไม่ใส่ปุ่มกลับเข้าคืนเดิม เขาก็ตอบกลับมาว่าจะขอทำการวิเคราะห์ให้เสร็จก่อน แล้วพี่ป.เอก จะจัดการให้ ผมก็บอกนิสิตป.เอก ผู้นั้นไปว่าคุณมาทำให้เขาทำไม งานนี้ปล่อยให้เขาทำเอง แล้วผมก็กลับ ในใจผมคิดว่างานง่าย ๆ แค่นี้ยังทำเองไม่ได้ ต้องให้คนอื่นทำให้ แล้วจบออกไปจะทำอะไรเป็น
 


รูปที่ ๑ ปุ่มเจ้าปัญหาของเครื่องวัด Single point BET รูปบนถ่ายเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่วนรูปล่างถ่ายเมื่อเช้านี้
 
สุดท้ายผมก็ไม่รู้หรอกว่าจะมีการใส่ปุ่มกลับคืนเข้าไปหรือไม่ รู้แต่ว่าเช้าวันนี้เรื่องยังไม่จบ

เช้าวันนี้แวะมาดูเครื่องดังกล่าว เห็นมีคนสวมปุ่มคืนตำแหน่ง แต่พอลองดึงดูเบา ๆ ปรากฏว่าปุ่มหลุดติดมือออกมาได้ง่าย ๆ เลย แสดงว่าปุ่มนั้นมันสวมอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ขันยึดให้ติดแน่นตรงตำแหน่ง ก็เลยเอาปุ่มมาวางถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกสักหน่อย (รูปที่ ๑ ขวา) จากนั้นก็ลองทดสอบดูก่อนว่านอตที่ใช้ยึดปุ่มนั้นมันเสียอย่างที่เขาอ้างกับผมเมื่อวันศุกร์หรือเปล่า ก็ปรากฏว่าถ้าวางตำแหน่งนอตให้ถูกต้องกับร่องที่บากเอาไว้บนแกนหมุน แล้วขันให้แน่น ก็สามารถยึดปุ่มได้แน่น แสดงว่าปัญหามันไปอยู่ตรงที่คนที่สวมปุ่มกลับเข้าไปนั้น (ซึ่งเป็นใครก็ไม่แน่ชัด) ทำเพียงแค่สวมกลับเข้าไปเฉย ๆ หรืออาจจะขันนอต แต่ไม่ได้สนใจว่าตำแหน่งนอตของปุ่มหมุนนั้นอยู่ตรงตำแหน่งหรือไม่

เรื่องทำนองนี้มียังมีอยู่อีกหลายเรื่อง แต่กับเครื่องของกลุ่มอื่นที่กลุ่มเราไม่ได้เข้าไปใช้ ผมก็เลยไม่อยากเข้าไปยุ่ง เพราะเคยโดนสวนกลับมาว่าที่ผ่านมารุ่นพี่เขาก็ทำกันอย่างนี้ และเขาก็ยืนกรานจะทำอย่างนี้ (เช่นกรณีของเครื่อง Single point BET ก่อนที่เราจะเข้าไปใช้) สำหรับสมาชิกของกลุ่มเราก็ขอย้ำอีกทีว่าเรื่องปุ่มหมุนของเครื่อง TPx นี้เพิ่งจะกล่าวเอาไว้เมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง ใน Memoir ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๗๑๓ วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๖ เรื่อง "เพียงแค่วางนอตให้ตรงตำแหน่งก็เท่านั้น (การทำวิทยานิพนธ์ภาคปฏิบัติ ตอนที่ ๕๙)"

ส่วนพวกคุณเองก็ตามก่อนที่จะวิเคราะห์ตัวอย่างใดโดยใช้วิธีการของคนก่อนหน้า (สมาชิกเก่าของกลุ่มเรา) ก็สอบถามผมก่อนได้ว่าทำไมจึงต้องทำเช่นนั้น ขั้นตอนการเตรียมตัวอย่างแต่ละขั้นตอนที่กลุ่มเราใช้นั้นมันมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ของมันอยู่ว่าทำไมเราจึงเลือกทำอย่างนั้น (ซึ่งมักจะไม่ค่อยเหมือนกับของกลุ่มอื่นที่ใช้เหตุผลแต่เพียงว่าทำตามรุ่นพี่) ซึ่งเราได้เคยทำการทดสอบเอาไว้แล้ว เพียงแต่มันอาจเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ใน Memoir ของกลุ่ม หรือเป็นเพียงแค่ประสบการณ์จำอยู่ในหัวสมองผมแค่นั้นเอง