แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บางพลัด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บางพลัด แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

แล้วเต่ากับกระต่าย ก็ได้อยู่เล่นร่วมกัน MO Memoir : Saturday 27 February 2564

เมื่อวานเป็นวันพระใหญ่ (วันมาฆบูชา) กระต่ายบนดวงจันทร์กลมใหญ่คงจะไม่เหงาแล้ว เพราะเต่าตามขึ้นไปอยู่เล่นด้วยแล้ว ก่อนที่ตะวันจะลงลับขอบฟ้า

บ้านนี้สร้างเสร็จก็เจอน้ำท่วมใหญ่ทันที ตอนที่สร้างบ้าน หลายคนก็บอกว่าให้เทพื้นปูนรอบบ้าน จะได้ดูแลรักษาง่าย แต่ตัวเองและภรรยากลับไม่ชอบ ชอบให้รอบ ๆ บ้านเป็นพื้นดินตามธรรมชาติมากกว่า จะได้มีที่ปลูกต้นไม้และให้ไม้ต่าง ๆ (ที่มาจากไหนก็ไม่รู้) ขึ้นเอง จะมีแค่ทางเข้าที่จอดรถเท่านั้นเองที่ปูอิฐตัวหนอน (เพื่อให้น้ำซึมลงดินได้) และบางมุมที่ปูกระเบื้องเป็นทางเดินเอาไว้ไม่กี่แผ่น

กระต่ายเป็นพวกแรกที่ได้เข้ามาวิ่งเล่นอยู่รอบบ้าน สัตว์กินพืชมันก็ดีอย่างตรงที่สำหรับบ้านที่มีต้นไม้ขึ้นรก ๆ มันมีพืชหลายชนิดที่มันกินเป็นอาหารได้ ก็เลยไม่ต้องกังวลเรื่องการหาอาหารให้นัก แถมยังมีพื้นดินให้มันขุดเป็นที่พักอาศัยตามธรรมชาติของมันอีก แต่ในที่สุดพวกมันก็จากไปทั้งหมด ไปอยู่เล่นบนดวงจันทร์ (อันที่จริงโดนตัวอะไรก็ไม่รู้เข้ามาจับกินตอนกลางคืน) บ้านก็เลยเงียบ ๆ ไปหน่อย (เงียบ ๆ ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าไม่มีเสียงอะไรดังนะ หมายถึงความมีชีวิตชีวาที่มีตัวอะไรต่อมิอะไรกระโดนวิ่งเล่นไปรอบบ้าน)

แต่หลังจากกระต่ายจากไปไม่นาน ก็มีตัวใหม่มาขอพักพิง โดยมานอนหมอบอยู่หน้าบ้าน ซึ่งก็ทำให้แปลกใจอยู่เหมือนกัน เพราะหลังบ้านมันติดสวนแต่ไม่มีทางให้เขามุดเข้ามาได้ ในขณะที่หน้าบ้านเป็นถนน ไม่รู้ว่าเขาเดินมาทางไหน

รูปที่ ๑ เห็นเขานิ่งเงียบไป ก็เลยลองวางไว้เฉย ๆ ทิ้งไว้พักใหญ่แต่ก็ไม่ขยับตัวแล้ว ก็เชื่อว่าคงไปหากระต่ายแล้ว

คนโบราณเขาว่าเต่าเข้าบ้านแปลว่าจะมีโชค ก็เลยเอามาอาบน้ำประแป้ง เลี้ยงเอาไว้สักพักก็เอาไปปล่อยคืนสวนที่คิดว่าน่าจะเป็นบ้านเดิมของเขาที่เขาเดินมา เจออย่างนี้หลายครั้ง ครั้งล่าสุดก็น่าจะเมื่อประมาณปีเศษมาแล้วก็เลยเอามาปล่อยให้เดินเล่นอย่างอิสระไปรอบ ๆ บ้าน ถ้าเห็นว่าเขาโผล่ไปที่หน้าประตูเพื่ออยากออกไปเมื่อใดก็จะเอาไปปล่อยคืนสวน แต่เอาเข้าจริงตอนกลางวันก็ไม่รู้ว่าเขาไปอยู่ไหน เห็นแต่ตอนเช้าและตอนเย็นที่โผล่มากินผักกินข้าวที่เอาไว้วางไว้ยังแอ่งน้ำให้เขานอนแช่เล่น ส่วนตอนกลางวันนั้นก็เคยลองเดินมองหาอยู่เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่มักจะหาไม่เจอ ถ้าจะเจอก็จะไปเจอตามใต้กองใบไม้หรือกิ่งไม้

รูปที่ ๒ เก็บไว้เป็นที่ระลึกอีกภาพ

เมื่อวานตอนก่อนเที่ยงคุณภรรยาไปเห็นเขาโผล่มาหน้าบ้าน เห็นอาการเขาไม่ค่อยดี ดูเซื่องซึมก็เลยนำมาอาบน้ำป้อนน้ำป้อนกล้วย ลูกมาเห็นเข้าก็บอกว่าจะพาไปหาหมอ โทรไปถามโรงพยาบาลสัตว์ใกล้บ้าน ที่หนึ่งไม่รับรักษาแต่อีกที่จะมีหมอเฉพาะทางเข้าในวันรุ่งขึ้น กะว่าวันรุ่งขึ้นจะพาไปให้หมอดู แต่ตะวันยังไม่ทันลับฟ้า เขาก็ไปหากระต่ายบนดวงจันทร์กลมโตแล้ว สงสัยว่าเมื่อวานเขาคงออกมาร่ำลาทุกคน เพราะอยู่บ้านครบหน้ากันหมด

เมื่อวาน จากปฏิทินสมาคมดาราศาสตร์ไทย ที่กรุงเทพมหานครดวงจันทร์จะขึ้นจากขอบฟ้าเวลา ๑๖.๐๒ น เขาก็จากไปที่เวลาราว ๆ นั้น 

คงเป็นเพราะเต่ากระโดดไม่ได้และไม่สามารถบิน
เลยต้องรอเวลาที่ดวงจันทร์โผล่จากพื้นดิน
จะได้เกาะขึ้นไปอยู่บนท้องฟ้า
เพื่อขึ้นไปเล่นกับกระต่ายข้างบน

รูปที่ ๓ หลังบ้านที่เป็นที่สำหรับนอนแช่น้ำและกินอาหาร

รูปที่ ๔ มุมเดินเล่นมาซุกเงาร่มเวลาอากาศร้อนของเขา

รูปที่ ๕ ทางเดินซุ้มต้นไม้หน้าบ้านที่เขาโผล่มาร่ำลา

วันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

แม่นก กกลูกนก (๑๒) MO Memoir : Wednesday 26 February 2563

และแล้วในที่สุด พวกเขาก็จากไป
ตอนแรกคิดว่าจะมีลูกนก ๒ ตัว แต่ท้ายสุดก็มีเพียงแค่ตัวเดียว
เช้าวันจันทร์ ก่อนออกไปทำงาน เห็นมาอยู่พร้อมหน้ากันทั้งพ่อแม่ลูก
พอตอนเย็นกลับมา ก็เห็นไปเกาะอยู่ที่สายไฟ และคงเกาะที่นั่นทั้งคืน
พอมาเช้าวันอังคาร เห็นลูกนกเกาะอยู่ตัวเดียว หยิบกล้องมาถ่ายรูปได้ ถ่ายได้เพียงรูปเดียว เขาก็บินจากไป
ค่ำวันวาน ก็เลยถือโอกาสทำความสะอาดโคมไฟ เขี่ยเอาขี้นกและเศษซากรังออกมา
เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม พวกเขาก็คงจะกลับมากันใหม่เอง

รูปที่ ๑ เป็นวันแรกที่เห็นพร้อมหน้าพร้อมตา

ถนนคู่ขนานทางรถไฟก็มาแล้ว ทางด่วนคร่อมทางรถไฟก็มาแล้ว รถไฟคู่ขนานทางด่วนก็รออยู่ว่าจะเริ่มเมื่อใด รถไฟลอยฟ้าที่ถนนหน้าปากซอยก็เริ่มทดลองวิ่ง พื้นที่สวนเดิมที่เคยเป็นที่ตาบอดก็ออกถนนใหญ่ได้โดยง่าย คอนโดสูงหลายหลังเริ่มปรากฏ เมื่อกลับมาทำงานใหม่ ๆ เมื่อปี ๒๕๓๗ นั้น เคยมีผู้ใหญ่ในที่ทำงานท่านหนึ่งถามว่าบ้านอยู่ไหน พอบอกว่าอยู่บางพลัด เขาก็บอกว่าอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร หาความเจริญใด ๆ ไม่ได้เลย ซึ่งจะว่าไปมันก็เป็นจริงอย่างเขาว่า เพราะแต่ก่อนแถวนั้นไม่ค่อยมีรถผ่าน เพิ่งจะมีมากก็ตอนที่มีสะพานพระราม ๗ แล้ว บ้านเรือนริมถนนก็เป็นตึกแถวสองชั้นเล็ก ๆ อยู่ต่ำกว่าระดับถนนใหญ่อีก เรียกว่าสร้างกันก่อนที่จะมีการทำถนนใหม่ ซอยต่าง ๆ ก็เป็นซอยเล็ก ๆ ปากซอยกว้างอย่างมากก็เพียงแค่ให้รถเก๋งวิ่งสวนกันได้แค่นั้นเอง

 
รูปที่ ๒ อันที่จริงฟ้ามันมืดแล้ว แต่ถ่ายด้วยกล้องดิจิตอลเปิดแฟลช ก็เลยได้ภาพมาสว่าง
   
รูปที่ ๓ ถ่ายอีกมุมหนึ่ง

รูปที่ ๔ ภาพสุดท้ายของครอบครัวนี้ที่ถ่ายเอาไว้ได้

ช่วงหน้าหนาวที่ผ่านมา จากหน้าต่างห้องนอนลูกยังพอมองเห็นหิ่งห้อยบินเล่นในสวนข้างบ้านตอนหัวค่ำอยู่ แต่ช่วงนี้ไม่เห็นแล้ว ได้เห็นพวกมันบินเล่นอยู่ข้างบ้าน (บางทีก็แวะเข้ามาในบ้านด้วย) มากว่า ๔๐ ปี ส่วนมันจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหนก็คงขึ้นอยู่กับว่าพื้นที่สวนตรงนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในอนาคต
  
ส่วนกระรอกก็ยังคงวิ่งไล่จับกันตอนเช้าเหมือนเดิม

วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2562

แม่นก กกลูกนก (๘) MO Memoir : Sunday 6 October 2562

ไม่รู้ว่าเป็นแม่นกตัวเดิมหรือเปล่า แต่เขาก็กลับมาทำรังยังที่เดิม เห็นตั้งแต่กลางเดือนที่แล้ว ก็ได้แต่ดูอยู่ห่าง ๆ พอเช้าวันวานไม่เห็นแม่นกอยู่ในรัง ก็เลยต่อเก้าอี้ปีนดูห่าง ๆ เห็นลูกนกนอนนิ่ง ๆ เบียดกันอยู่สองตัว ก็เลยเดาว่าแม่นกคงออกไปหาอะไรกิน แล้วพอตกเย็นแม่นกก็กลับมากกลูกนกตามเดิม ตอนนี้เดินดูรอบบ้านก็เห็นมาทำรังเพียงแค่รังเดียว แต่มุมนี้มันก็ดีอยู่อย่าง คือไม่ว่ากระรอกหรืองูไม่สามารถไปรบกวนได้ ส่วนตุ๊กแกมันกินไข่นกด้วยหรือเปล่าผมก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าบ้านเก่าหลังนี้ไม่มีตุ๊กแก แต่บ้านหลังปัจจุบันที่อาศัยอยู่นั้นมีตุ๊กแกเกาะอยู่นอกบ้าน เห็นเป็นประจำ วันดีคืนดีเขาก็ร้องทักทาย หรือไม่ก็มาเล่นซ่อนแอบหลังประตูหน้าบ้าน พอเราปิดประตูที เขาก็วิ่งแจ้นออกมา แต่ปีทีแล้วที่มีแม่นกมาทำรัง ก็ไม่เห็นมีตุ๊กแกเข้ามารบกวน
  
รูปที่ ๑ รูปนี้ถ่ายเมื่อวันอังคารที่ ๑๙ กันยายนที่ผ่านมา

อาจเป็นเพราะว่าปีนี้ทำการตัดแต่งกิ่งไม้ใหญ่ไปหลายต้น เพราะมันแตกกิ่งขึ้นสูงแต่ลำต้นไม่ได้ใหญ่ตาม (ทั้งมะม่วง มะขามป้อม บวบ มะยม มะดันตัวผู้ มะเหมี่ยว ศรีตรัง) เกรงว่ามันจะโค่นลงมาตอนลมกรรโชกแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนที่ฝนจะตก แต่แม้ว่าช่วงนี้จะมีฝนตกหนักจนคนกรุงเทพบ่น (ผมอยู่ฝั่งธนก็เลยไม่มีปัญหาเรื่องน้ำท่วมหลังฝนตก) แต่คงต้องยอมรับว่าน้ำค่อนข้างจะน้อย เพราะดินยังไม่ชุ่มน้ำเลย เห็นได้จากหลังฝนตกหนักยังไม่มีน้ำไหลซึมออกมา แสดงว่าน้ำยังสามารถซึมลงไปในดินได้อีก ตอนนี้เวลาฝนตกก็ต้องคอยรองน้ำฝนจากชายคาเอาไว้ คือแทนที่จะให้มันไหลลงทางระบายหมด ก็เอาบางส่วนมาราดดินให้ชุ่มน้ำหลังจากฝนหยุดตก
   
รูปที่ ๒ ส่วนรูปนี้ถ่ายไว้เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๑ กันยายน
      
รูปที่ ๓ รูปนี้ถ่ายเมื่อเช้าวันวาน (วันเสาร์ที่ ๕ ตุลาคม) ปีนี้ได้ลูกนกเขาเพิ่มอีกสองตัว

ความเป็นธรรมชาติไม่ได้หมายความเพียงแค่การมีต้นไม้เยอะ ๆ แต่มันหมายถึงการมีสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ หลากหลายสายพันธุ์ที่อยู่ร่วมกัน พึ่งพาอาศัยกัน ไม้ผล (ทั้งผลเล็กผลใหญ่) สำหรับสัตว์กินผลไม้ ไม่ว่าจะเป็นพวกกระรอก กระแต หรือนก ไม้ดอกสำหรับให้นกเล็ก ๆ และแมลงมากินน้ำหวาน และให้พวกสัตว์กินแมลงมากินแมลงพวกนี้อีกที ไม้พุ่มที่มีกิ่งก้านแตกสาขาเล็ก ๆ ที่นกตัวเล็กสามารถมาทำรังเล็ก ๆ บนกิ่งก้านเหล่านั้นได้ ด้วยการทำแบบนี้เราก็ไม่จำเป็นต้องหานกอะไรมาเลี้ยง เพราะที่ใดที่เขาหากินได้และอยู่ได้อย่างปลอดภัย เขาก็จะมาอยู่กับเราเอง
     
รูปที่ ๔ พอตกเย็น (วันเสาร์ที่ ๕ ตุลาคม) แม่นกก็กลับมากกลูกนกตามเดิม
         
รูปที่ ๕ เช้าวันนี้ (๗ โมงเช้า) แม่นกไม่อยู่แล้ว คงออกไปหาอะไรกิน ส่วนลูกนกก็นอนอยู่เงียบ ๆ ในรัง

อีกเรื่องที่สำคัญคือยามค่ำคืน เราก็ต้องคืนความมืดให้กับธรรมชาติ เพื่อให้โอกาสสัตว์ที่หากินเวลากลางคืน ได้ออกมาใช้ชีวิตบ้าง ที่บ้านบางพลัดนี้จะเห็นได้ชัด กลางคืนจะไม่เปิดไฟด้านหลังบ้านทิ้งไว้ถ้าไม่จำเป็น และจะปิดม่านไม่ให้แสงจากในบ้านลอดออกไปได้ ทำให้เห็นหิ่งห้อยมาแวะเวียนอยู่ข้างหน้าต่างห้องเป็นประจำ

วันนี้ก็เป็นการบันทึกเรื่องราวไม่มีสาระอะไรในเช้าวันหยุด ที่ทำท่าเหมือนกับว่าจะมีฝนตกตั้งแต่เช้า

วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2562

เขียวปากจิ้งจกกินนกกระจอก MO Memoir : Monday 28 January 2562

ให้รูปมันเล่าเรื่องเองดีกว่านะครับ มีบ้านอยู่ติดสวนรก ๆ ก็มีสิทธิพบเห็นเรื่องราวแบบนี้ครับ :) :) :)
 

เย็นวันเสาร์หลังจากกลับถึงบ้าน คุณแม่ก็บอกว่ามีงูเขียวกำลังกินนอกกระจอกอยู่ริมรั้วบ้านข้าง ๆ ก็เลยถือโอกาสแวะไปดูหน่อย ดู ๆ แล้วตัวน่าจะยาวสักเมตร ดูที่หางก็ไม่มีสีน้ำตาล ก็เลยคิดว่าน่าจะเป็นงูเขียวปากจิ้งจกมากกว่าจะเป็นหางไหม้ แต่ก็ต้องจัดว่าเป็นเขียวปากจิ้งจกที่ตัวยาวที่สุดที่เคยเจอ เขียวพระอินทร์ที่เคยพบก็ไม่ยาวขนาดนี้

 
ไม่รู้เหมือนกันว่านกระจอกพลาดท่าได้อย่างไร คงเป็นเพราะแวะมาเกาะกิ่งกระถินริมรั้ว ก็เลยเข้าทางผู้ล่าที่มารออยู่ก่อนแล้ว เห็นที่คอนกมีเลือดออกอยู่ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจัดการกับนกอย่างไร


ถ่ายรูปเสร็จก็กลับมาพัก คิดว่าจะรอดูว่ามันจะกลืนนกอย่างไร สักพักคุณแม่ก็มาบอกว่า ลุงบ้านติดกันตรงนั้นจัดการไปแล้ว เพราะเขากลัวว่ามันจะเข้าไปกินนกที่เขาเพาะเลี้ยงเอาไว้ และถนนตรงนี้ก็มีเด็กเล็กออกมาเล่นอยู่เป็นประจำในช่วงเย็น ๆ


ถือว่าวันนี้เป็นการนำเสนอชีวิตธรรมชาติของสัตว์ก็แล้วกันครับ :) :) :)

วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559

มะนาวก็ออกดอก มะละกอก็ออกผล กระรอกก็วิ่งวน กางเขนแสนซนเล่นชิงช้าไกว MO Memoir : Sunday 24 April 2559

เรื่องราววันนี้ไม่มีสาระใด ๆ
 
ระหว่างรอน้ำเดือดเพื่อชงกาแฟ ก็เอาน้ำจากเครื่องซักผ้าที่รองไว้หลายถังไปรดน้ำต้นไม้ริมรั้ว เห็นมีไม้หลายขนิดออกดอกรอบบ้านทั่วไปหมด กระรอกออกมาวิ่งไต่หลังคาและต้นไม้เพื่อหาอะไรกิน ฝูงผึ้งยังเกาะกันอยู่เต็มรัง และนกกางเขนที่ออกมาหากิน ก็เลยถ่ายรูปบรรยากาศรอบบ้านเอาไว้เป็นบันทึกเหตุการณ์ซะหน่อย 
  









 



















 
รูปแรกเป็นรูปชิงช้าที่มักจะมานั่งจิบกาแฟในตอนเช้า และรับลมในยามบ่าย นกกางเขนตัวนั้นมันมาเล่นน้ำพุที่ฉีดรดแปลงผักอยู่ แล้วก็กระโดดขึ้นไปเล่นบนชิงช้า ฝูงผึ้งแอบมาทำรังบนต้นมะตูมตอนไหนก็ไม่รู้ แต่ก็ยังดีที่เขาไม่ออกมารบกวนใคร เจ้ากระรอกก็วิ่งไต่ไปตามสายไฟบ้าง หลังคาบ้าง ริมรั้วบ้าง จากนั้นก็ไปที่ต้นมะม่วงไม่ก็ต้นมะละกอ (รูปสุดท้าย) ซึ่งตอนนี้มะละกอทั้งต้นก็เป็นของเจ้ากระรอก เพราะมันสูงจนเก็บไม่ถึง จะโค่นมันก็เกรงว่ากระรอกจะไม่มีอาหารกิน ส่วนเจ้าเต่า (รูปรองสุดท้าย) มันมาจากไหนก็ไม่รู้ อยู่ดี ๆ ก็โผล่เข้ามาในบ้านตั้งแต่ปีที่แล้ว ก็เลยปล่อยให้มันเดินเล่นอยู่รอบ ๆ บ้าน พักหลัง ๆ เห็นมันหายตัวไป กำลังสงสัยว่ามีตัวอะไรจับไปกินอีกหรือเปล่า เพราะไม่เห็นมานานแช่แอ่งน้ำที่ทำไว้ให้ มาพบอีกทีตอนที่เอาใบไม้และกิ่งไม้ที่ตัดไปกอง ๆ ไว้ไปฝังดิน ไปเจอมันแอบไปซุกนอนอยู่ในนั้น
  
โดยความเห็นส่วนตัวแล้ว ผมเห็นว่าความเป็นธรรมชาติไม่ได้หมายความเพียงแค่การมีต้นไม้แค่นั้น แต่มันยังรวมถึงการมีต้นไม้หลาหลายสายพันธุ์ และการมีสัตว์และสิ่งมีชีวิตอื่นที่สามารถพึ่งพิงต้นไม้เหล่านั้นด้วย ยี่สิบกว่าปีที่แล้วตอนกลับมาทำงานใหม่ ๆ มีอาจารย์ท่านหนึ่งถามว่าบ้านอยู่แถวไหน พอตอบว่าอยู่บางพลัด เขาก็บอกว่าทำไมไปอยู่ในชุมชนที่มันไม่เจริญอย่างนั้น ซึ่งจะว่าไปแล้วก่อนหน้านั้นบางพลัดมันก็เป็นเช่นนั้น เป็นมุมเงียบ ๆ มุมหนึ่งของกรุงเทพ เพิ่งจะมีรถยนต์วิ่งผ่านไปมามากก็ตอนที่มีการตัดถนนสิรินธรและบรมราชชนนี การสร้างสะพานพระราม ๗ และตัดถนนเชื่อมต่อเป็นวงแหวนระหว่างจากวงศ์สว่างไปยังวิภาวดี แต่ตอนนี้บริเวณนี้กำลังถูกโอบล้อมด้วยระบบรถไฟขนส่งมวลชนและทางด่วน
 
แต่ว่าในใจกลางบริเวณที่ถูกโอบล้อมด้วยถนนจรัญสนิทวงศ์ ถนนสิรินธร และทางรถไฟสายใต้นั้น ก็ยังคงมีสถานที่ที่ยังมีหิ่งห้อยบินให้ชมในตอนกลางคืน มีนกแก้วมาแอบกินมะเฟือง มีนกแซงแซวโผล่มาเกาะขอบรั้วในบางครั้ง นกเขามาส่งเสียงร้องเป็นประจำ นกดุเหว่าที่มาร้องบอกเวลาว่าใกล้สว่างแล้ว มีตะกวดปีนรั้วบ้านเข้ามาหาอาหารกิน มีตุ๊กแกมาส่งเสียงร้องให้ฟังอยู่เรื่อย ๆ มีเต่าที่ชอบโผล่มาหลังฝนตกหนัก และยังมีอีกสารพัดงู ทั้งตัวใหญ่แบบงูเหลือม ตัวเล็ก ๆ ไม่มีพิษแบบเขียวพระอินทร์ ลายสอ งูดิน และพวกมีพิษแบบเขียวหางไหม้ แวะเข้ามาเยี่ยมเยียนเป็นครั้งคราว

วันอาทิตย์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2557

หิ่งห้อย ณ บางพลัด MO Memoir 2557 Mar 23 Sun


คลิปหิ่งห้อยกระพริบแสง

ผมย้ายกลับมาอยู่ที่นี่ในปี ๒๕๒๑ ที่บอกว่าย้ายกลับมาก็เพราะตอนผมเกิดนั้นคุณพ่อคุณแม่บอกว่ามาเช่าบ้านอยู่แถวนี้พักหนึ่ง ก่อนย้ายออกไปอยู่ท้องที่อื่น และกลับมาอยู่ที่นี่อีกครั้ง ตอนนั้นชุมชนที่อยู่ในซอยแถวนี้เป็นอย่างไร ปัจจุบันก็ไม่ค่อยแตกต่างไปเท่าไรนัก จะมีเปลี่ยนไปบ้างก็แถวริมถนนจรัญสนิทวงศ์ ที่มีห้างสรรพสินค้าเกิดขึ้น มีโรงแรมเกิดขึ้น มีโรงพยาบาลเอกชนเกิดขึ้น และกำลังจะมีรถไฟลอยฟ้า ส่วนด้านหลังที่โดนล้อมไว้ด้วยทางรถไฟสายใต้นั้นก็กำลังจะมีระบบรถไฟขนส่งมวลชน และทางด่วนสำหรับรถยนต์
   
แต่ชุมชนที่อยู่ในซอยนั้น ในขณะนี้ก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม มีเปลี่ยนไปบ้างก็มีการรื้อบ้านเก่าเพื่อสร้างหลังใหม่
  
บ้านที่อยู่นั้นเป็นบ้านจัดสรร ซอยที่มาอยู่เป็นซอยตันมีบ้านอยู่ ๘ หลัง (แถวละ ๔ หลัง) เป็นบ้านชั้นเดียวกันทั้งหมด บ้านที่มาอยู่ก็เป็นบ้านสุดซอย ด้านหลังบ้านเป็นสวนผลไม้ที่ไม่ค่อยมีใครมาดูแลเท่าใดนัก เหมือนกับเป็นสวนรก ๆ มากกว่า มาอยู่ใหม่ ๆ ยังได้เห็นนกหัวขวานมาบินมาเจาะต้นหมากในสวนหลังบ้าน แต่ก็ไม่เห็นนานแล้ว ปัจจุบันที่พอจะมีแวะมาเยี่ยมเยียนบ้างบางครั้งเห็นจะได้แก่นกแซงแซว ส่วนดุเหว่านี่ไม่เห็นตัวถนัดสักที แต่ได้ยินเสียงร้องตอนเช้ามืดเป็นประจำ เรียกว่าไม่ต้องพึ่งนาฬิกาปลุกก็ได้ ฟังเสียงดุเหว่าร้องบอกเวลาแทน


ธรรมชาติไม่ได้มีเพียงต้นไม้ และความงดงามของธรรมชาติก็ไม่ได้แปลว่าต้นไม้ต้องขึ้นเรียงเป็นแถวเป็นระเบียบเรียบร้อย แยกกันตามชนิด ผมเชื่อว่าชาวสวนทางฝั่งธนเข้าใจในข้อนี้ดี การทำสวนของเขาจึงเต็มไปด้วยการปลูกต้นไม้หลายหลายสายพันธุ์ผสมกัน บรรยากาศจึงมีทั้งต้นไม้หลายหลายชนิดขึ้นรวมกัน ทั้งไม้ดอกและไม้ผล ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สวนดั้งเดิมนั้นมีทั้งแมลงและนกหลากหลายสายพันธุ์อยู่รวมกันเต็มไปหมด
    
ถ้ากลางวันเป็นความงดงามของสีสัน กลางคือก็เป็นความงดงามของเสียงแสง ช่วงเย็นใกล้ค่ำจนถึงหัวค่ำนั้นมักจะเป็นช่วงเวลาที่สัตว์อีกกลุ่มหนึ่งออกมาใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นสัตว์หากินตอนกลางคืน หรือแมลงที่ออกมาส่งเสียงร้องเรียกเพื่อนฝูง หรือบินออกมาเล่นลม 
   
และสิ่งหนึ่งที่ทำให้ชอบและผูกพันกับที่นี่เป็นพิเศษ รู้สึกตื่นเต้นตั้งแต่ย้ายมาอยู่ตอนเด็ก ๆ และปัจจุบันก็ยังมีให้เห็นแทบทุกคืนที่โผล่มองออกไปนอกหน้าต่างก็คือ "หิ่งห้อย" ที่บินล่องลอยอยู่ในสวนหลังบ้านตอนกลางคืน
   
หิ่งห้อยเป็นแมลงที่ส่องแสงออกมาได้จากบริเวณส่วนท้องของมัน สำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองแล้ว เพื่อจะได้เห็นหิ่งห้อยสักครั้งอาจหมายถึงการต้องเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่เขาโฆษณาว่ามีการนั่งเรือชมหิ่งห้อย แต่สำหรับคนที่มีบ้านอยู่ในซอยแถวบางพลัดแล้ว การมีหิ่งห้อยให้ชมก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร ก็เพียงแค่พยายามอย่าให้มีแสงจากตัวบ้านออกไปรบกวนการใช้ชีวิตในเวลากลางคืนของหิ่งห้อยเท่านั้นเอง
   
ผมสร้างบ้านใหม่เป็นบ้านสองชั้น ชั้นบนของบ้านนั้นจะสูงกว่ารั้ว ทำให้มองเห็นบรรยากาศในสวนหลังบ้านตอนกลางคืนได้ชัด แต่ก็จะพยายามไม่เปิดไฟในห้องทิ้งไว้ เพราะแสงจากหน้าต่างจะส่องสว่างเข้าไปในสวน แต่ถ้าต้องเปิดก็มักจะปิดม่านเพื่อไม่ให้แสงจากห้องออกไปส่องออกไป เพราะถ้ามีแสงส่องสว่างในสวนเมื่อใด หิ่งห้อยมักจะหลบซ่อนตัวด้วยการไม่กระพริบแสง หรือไม่ก็บินหนีไป และปรกติมันก็จะบินอยู่ในสวน ไม่บินข้ามรั้วเข้ามาในบริเวณบ้าน เว้นแต่ว่าจะปิดไฟบริเวณรอบบ้านโดยเฉพาะด้านที่ติดสวนเพื่อให้บริเวณดังกล่าวมืด ก็อาจจะมีหิ่งห้อยบินเล่นเข้ามาในบ้าน รูปที่เอามาให้ดูในหน้าที่แล้วเป็นรูปที่ถ่ายเมื่อกว่าสองปีที่แล้ว ส่วนคลิปวิดิโอนั้นถ่ายเอาไว้เมื่อคืนด้วยกล้องมือถือ คือมันมาส่งแสงกระพริบอยู่ตัวเดียวข้างหน้าต่างห้องครัว ก็เลยออกไปยืนถ่ายคลิปหิ่งห้อยกระพริบแสง แต่พอเปลี่ยนเป็นจะถ่ายรูป พอแสงแฟลชกระพริบขึ้น หิ่งห้อยก็บินหนีทันที
   
สวนหลังบ้านนี้ไม่ได้มีหิ่งห้อยเกาะเต็มต้นไม้ มีแต่บินไปมาให้ดูเล่นในตอนกลางคืน นับได้มากที่สุดในเวลาเดียวกันก็เกือบสิบตัว ตอนลูกเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ที่โรงเรียนพอคุณครูถามว่ามีเด็กคนไหนเคยเห็นหิ่งห้อยบ้าง ก็มีเด็กนักเรียนยกมือกันไม่กี่คน ลูกผมก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่พอถามต่อว่าได้ไปเป็นกันที่ไหน เด็กคนอื่น ๆ ก็จะบอกว่าไปเห็นตามแหล่งท่องเที่ยว จะมีลูกผมก็นี่แหละที่บอกว่าเห็นที่บ้าน เพราะที่บ้านมีหิ่งห้อยให้ดู
    
สวนที่ผมเล่าถึงอยู่ตรงไหนก็ดูในภาพถ่ายดาวเทียมข้างล่างเองก็แล้วกัน กากบาทแดงในรูปคือตำแหน่งที่มองออกมาจากหน้าต่างห้องนอนลูกสาวเพื่อถ่ายรูปสวนที่มีหิ่งห้อยบินไปมาตอนกลางคืน มีกระรอกกระโดดตามต้นไม้ในตอนกลางวัน มีงูเขียวกับงูเหลือมเลื้อยไปมา และตัวเงินตัวทองวิ่งเล่นเป็นบางเวลา รูปถ่ายที่ถ่ายมาให้ดู ๓ รูปก็ถือว่าเป็นการบันทึกบรรยากาศรอบ ๆ ตัวบ้านว่าในขณะนี้มันเป็นอย่างไร ส่วนอนาคตมันจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะแต่ก่อนบ้านที่อยู่นี้ก็ถือว่าอยู่ในซอยลึกห่างถนนใหญ่ ใกล้ทางรถไฟสายใต้ แต่ตอนนี้มันกำลังจะมีทั้งทางด่วน ถนนเลียบทางรถไฟ และรถไฟขนส่งมวลชน ทำให้สุดซอยกลายเป็นปากซอยไปแล้ว




     
     
ฝากท้ายด้วยรูปแขกผู้มาเยือนเมื่อคืนที่ผ่านมา เขามาตะโกนร้องทักแต่พอโผล่ออกไปดูก็ไม่เห็น มาเช้าวันนี้เขามาตะโกนร้องทักอีกทีก็เลยโผล่ออกไปดูใหม่ ปรากฏว่าเล่นไปแอบอยู่ตรงซอกชายคา ซอกนี้ตอนเช้าวันก็ร่มดีหรอก แต่พอตกบ่ายมันรับแดดตรง ๆ หลังคาที่เป็น metal sheet มันจะร้อนจัดนะครับ