แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ป้าย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ป้าย แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ติดไว้ให้ใครอ่าน เปิดไว้ให้ใครชม MO Memoir : Satruday 30 June 2561


ภาพนี้ถ่ายเอาไว้เมื่อวันเสาร์เมื่อ ๔ สัปดาห์ที่แล้ว หลังจากที่ทางมหาวิทยาลัยมีการติดตั้งจอภาพ (โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน) หลายต่อหลายที่ในมหาวิทยาลัยได้ไม่นาน
 
จุดติดตั้งบางที่ผมว่ามันก็ใช้ได้นะ คือมันอยู่ในสถานที่ที่คนมีเวลาที่จะรับรู้ข้อมูลทั้งหมดที่เขาต้องการสื่อ แต่บางที่เช่นที่ถ่ายมาให้ดูนี้ ผมว่ามันแปลก ๆ อยู่ตรงที่ มุมนี้มันไม่ใช่จุดที่มีคนมานั่งพักจับกลุ่มคุยกัน (ถ้าจะมีบ้างก็โน่น อาคารที่อยู่หลังจอภาพ) หรือป้ายหยุดรอรถ จะมีก็แต่คนเดินผ่านไปผ่านมา ก็เลยสงสัยว่าจะมีสักกี่รายที่จะรับทราบข้อมูลที่มีการแสดงบนจอดังกล่าวได้ครบถ้วน ก่อนที่เขาจะเดินผ่านไป
 
จากที่พบเจอกับตัว จอภาพที่แสดงภาพเคลื่อนไหวเหมาะสมครับสำหรับสี่แยกที่รถติดไฟแดงนาน ๆ เพราะมันทำให้คนที่อยู่บนรถมีอะไรดู บางสี่แยกนี้ยังเสียดายด้วยซ้ำที่มีโฆษณาไม่กี่ราย รถยังไม่ทันได้ไฟเขียวเลยก็วนกลับมาที่เดิมไม่รู้กี่รอบ แต่ถ้าเป็นป้ายโฆษณาติดข้างทางหลวงที่รถใช้ความเร็วสูงวิ่งผ่าน จะเห็นว่าเขาจะไม่มีการใช้ข้อความอะไรมากนัก เพราะผู้ที่เขาต้องการให้ได้รับข้อมูลนั้นมีเวลาไม่มากนักที่จะรับทราบข้อมูล ตัวหนังสือที่แสดงจึงมักมีขนาดใหญ่และไม่ได้มีมาก
 
เคยเห็นจอภาพของหน่วยราชการบางหน่วยที่เหมือนกันที่เห็นแล้วก็รู้สึกแปลก ๆ ตรงที่ใครจะไปรู้เรื่องว่าต้องการสื่ออะไร เพราะเหมือนกับเขาเอาสื่อประชาสัมพันธ์ที่ใช้สำหรับออกโทรทัศน์มาเปิด สื่อประชาสัมพันธ์ที่ใช้ออกโทรทัศน์นั้นมันมีบทสัมภาษณ์ได้ มีเสียงพูดบรรยายได้ แต่จอภาพที่ติดตั้งอยู่ข้างอาคารมันมีแต่รูป ไม่มีเสียง มันก็เลยเหมือนกับเปิดหนังใบ้เพื่อให้คนที่ผ่านมาเห็นเดาเอาเองว่าคนในหนังนั้นพูดอะไรกันอยู่
 
ทำให้ "เสร็จ" กับทำให้ "สำเร็จ" นั้นไม่เหมือนกัน ทำให้เสร็จนั้นมันก็เหมือนกับการทำเพื่อให้ได้ชื่อว่าได้ทำแล้ว โดยไม่สนว่าจะได้ผลอะไรออกมาหรือไม่ ส่วนการทำให้สำเร็จนั้นต้องไปคำนึงด้วยว่าจะได้ผลตามที่ต้องการเอาไว้หรือไม่ งานนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใครเป็นคนกำหนดสถานที่ติดตั้ง และใช้เกณฑ์อะไรในการกำหนดสถานที่

วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2558

มหาวิทยาลัยที่เรียนแล้วแถมเรื่องเจ็บตัว MO Memoir : Monday 27 April 2558

รูปที่ ๑ ป้ายโฆษณาวางไว้ริมถนน คุณเข้าใจความหมายของคำในกรอบสีเขียวว่าอย่างไร

เช้าวันนี้พอลงจากอาคารจอดรถ พ้นจากหน้าอาคารมาได้ไม่เท่าใด เห็นมีป้ายประกาศเชิญชวนให้เข้าร่วมสัมมนาที่ทางมหาวิทยาลัยจะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ พอเห็นหัวข้อเท่านั้นแหละ สะดุ้งไปเหมือนกัน ไม่รู้ว่าเป็นนโยบายของทางมหาวิทยาลัยหรือเปล่า ที่จะให้มีของแถมพิเศษแจกฟรีให้กับทุกคนในมหาวิทยาลัย ก็เลยถ่ายรูปเอามาให้ดูกัน (รูปที่ ๑ ข้างบน) เผื่อมีคนสนใจจะเข้าร่วมงาน ส่วนผมนะเหรอ ขอตัวดีกว่า :)
  
รูปที่ ๒ ป้ายประชาสัมพันธ์ที่ติดไว้ในอาคาร

ในตัวอาคารนั้นเขามีการพิมพ์โฆษณาประชาสัมพันธ์งานสัมมนาดังกล่าวเอาไว้ด้วย แต่ปรากฏว่าหัวข้อนั้นเขียนเอาไว้ไม่เหมือนกัน คือตำแหน่งของคำว่า "FREE" นั้น มันอยู่คนละที่กับป้ายประชาสัมพันธ์ที่ตั้งเอาไว้หน้าอาคาร
  
คำว่า "FREE" นี้ ถ้ามันอยู่หน้าคำนาม จะหมายถึงการให้สิ่งนั้นแบบให้เปล่า ไม่ต้องเอาอะไรไปแลก เช่น "free ticket" ก็แปลว่าตั๋วฟรี "free admission" ก็แปลว่าเข้าชมฟรี
   
แต่ถ้ามันอยู่หลังคำนาม มันจะแปลว่า "ไม่มี" เช่น "Oxygen free nitrogen" หมายถึงแก๊สไนโตรเจนที่ปราศจากออกซิเจน (หรือในความเป็นจริงคือมีอยู่ในปริมาณที่น้อยมาก) ไม่ได้แปลว่าเป็นแก๊สไนโตรเจนที่มีออกซิเจนแถมมาให้โดยไม่คิดตังค์
  
พอถึงจุดนี้ไม่ทราบว่าพอจะมองเห็นแล้วหรือไม่ว่าคำว่า "Risk-free" และ "Free risk" นั้นแตกต่างกันอย่างไร
ตอนนี้ชักสงสัยแล้วว่าเขาอยากจะให้มหาวิทยาลัยนี้เป็นแบบไหนกันแน่ :) :) :)

วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

MO Memoir : Saturday 29 November 2557 แล้วตกลงว่าเป็นชั้นไหนกันแน่

เมื่อวานเป็นอีกวันหนึ่งที่ได้ขึ้นไปใช้อาคารนี้เป็นครั้งที่สองเพื่อทำการสอบ ผมได้มีโอกาสขึ้นไปทำงานบนอาคารนี้เป็นครั้งแรกตอนไปคุมสอบกลางภาค อาคารนี้สร้างขึ้นเนื่องในโอกาสหน่วยงานมีอายุครบรอบ ๑๐๐ ปี ส่วนจะเปิดใช้งานได้เต็มที่นั้นจะเป็นเมื่อใดก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าผ่านงาน ๑๐๐ ปีมาปีกว่าแล้วก็ยังเปิดใช้อยู่เพียงแค่บางชั้น เฉพาะที่เป็นชั้นห้องเรียนกับด้านล่างอาคารที่เป็นลานโล่ง ๆ ให้นั่งเล่นได้เท่านั้น
  
ตัวอาคารมีลิฟต์และบันไดขึ้นลงอยู่สองด้าน ที่เห็นเปิดใช้ให้คนขึ้น-ลงไปยังห้องเรียนชั้น ๕ ได้คือด้านทิศตะวันตก ส่วนด้านทิศตะวันออก (ด้านติดถนนใหญ่) ยังไม่เปิดให้ใช้
  
อันที่จริงเรื่องนี้ผมสังเกตเห็นตั้งแต่ตอนไปคุมสอบกลางภาคแล้ว คือได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ไปคุมสอบที่ห้องสอบห้องหนึ่งที่อยู่ที่ชั้น ๕ ของอาคาร ซึ่งห้องนี้มันอยู่ทางด้านทิศตะวันออกติดกับทางขึ้นลงด้านทิศตะวันออก ตอนไปคุมสอบก็ใช้ลิฟต์ด้านทิศตะวันตกขึ้นไปยัง "ชั้น ๕" แต่พอเดินมายังห้องสอบ เห็นป้ายบอกชั้นที่อยู่หน้าลิฟต์ด้านตะวันออกบอกว่าชั้นนี้เป็น "ชั้น ๖"

รูปที่ ๑ (บน) ตัวเลขบอกชั้นอาคารหน้าลิฟต์ด้านทิศตะวันตก (ล่าง) ตัวเลขบอกชั้นอาคารหน้าลิฟต์ด้านทิศตะวันออก

เรื่องชั้นอาคารที่อยู่ที่ระดับความสูงเดียวกัน (หมายถึงถ้าเดินจากฟากหนึ่งไปยังอีกฟากหนึ่งจะเป็นเสมือนกับการเดินไปตามพื้นราบโดยไม่ต้องขึ้นลงบันได) แต่มีเลขหมายชั้นที่แตกต่างกันก็เคยเจอเหมือนกันตอนเรียนอยู่ต่างประเทศ แต่นั่นเป็นเพราะมันเป็นคนละอาคารกัน ที่สร้างอยู่บนภูมิประเทศที่มีระดับความสูงที่แตกต่างกัน แต่มีทางเดินเชื่อมต่อกันจนทำให้คนที่เดินอยู่ภายในรู้สึกเสมือนว่ามันเป็นอาคารเดียวกัน เช่นชั้นล่างสุดของอาคารที่สร้างบนภูมิประเทศที่สูงกว่าอาจจะไปอยู่ในระดับเดียวกันกับชั้นสองของอาคารที่สร้างอยู่บนระดับภูมิประเทศที่ต่ำกว่า แต่กรณีที่ยกมานี้เป็นกรณีของอาคารเดียวกัน ระยะจากด้านทิศตะวันตกไปยังด้านทิศตะวันออกก็ไม่ได้ยาวเท่าใด ประมาณสัก ๕๐ เมตรเห็นจะได้ ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะแนวความคิดใหม่ในการออกแบบอาคารหรือไม่
  
อันนี้เป็นกรณีของชั้นอาคารเดียวกันแต่ใช้ชื่อเรียกต่างกัน ก่อนหน้านี้ก็เคยเล่าเรื่องของคนละห้องกัน อยู่ชั้นเดียวกัน แต่ใช้เลขห้องเดียวกัน ส่วนเป็นห้องไหนอยู่ที่อาคารไหนนั้นก็ไปดูได้ที่ Memoir ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๓๕๘ วันอังคารที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๔ เรื่อง "ห้องไหนกันแน่"

วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ไม่ยักติดป้ายไว้ที่กล่องชั้นนอกด้วย MO Memoir : Thursday 13 November 255

หลังข้าวเที่ยง ระหว่างที่ผมยืนกินไอติมรถเข็นที่เขาเอามาขายให้กับคนงานก่อสร้างอยู่ที่หน้าอาคารสำนักงานภาคสนาม ก็มีคนงาน ๒ คนขนลังไม้ขนาดไม่ใหญ่นักมา ๒ ใบ แบกขึ้นไหล่กันมาคนละใบ พอมาถึงหน้าประตูอาคารสำนักงานภาคสนาม คนงานก็วางลังสองใบนั้นลง แล้วหัวหน้าคนงานก็ไปบอกให้คนงานไปหาชะแลงมางัดเปิดลัง
  
ลังทั้งสองตีปิดฝาด้านบนและด้านล่างด้วยไม้กระดานไม่หนาเท่าใดนัก (รูปที่ ๑) หัวหน้าคนงานก็คอยกำชับคนงานให้งัดฝาไม้กระดานด้วยความระมัดระวัง ทำให้ผมนึกว่าเขาเป็นห่วงของที่อยู่ข้างใน แต่พอได้ยินเขากำชับกับคนงานว่า "อย่าทำให้ฝาไม้แตก เดี๋ยวจะเสียราคา" (เพราะไม้ลังเหล่านี้สามารถเอาไปขายต่อได้) ก็เลยรู้ว่าอันที่จริงเขาก็ไม่ได้สนว่าลังดังกล่าวบรรจุอะไรมา สนแต่ว่าถ้าไม้ที่ใช้ทำลังมันแตกหัก จะขายต่อไม่ได้
  
คนงานก็เอากล่องวางนอนบนพื้นให้ส่วนฝาตั้งฉากกับพื้น แล้วก็ตอกชะแลงลงไปตรงรอยต่อระหว่างฝาไม้กระดานกับไม้โครงกล่อง เพื่อจะงัดที่มุมฝาขึ้นก่อน (ตอกชะแลงจากบนลงล่าง มันง่ายกว่าตอกในแนวนอน เพราะตอกจากบนลงล่างมันมีพื้นรองรับแรงกระแทก ไม่ต้องกลัวว่าลังจะเคลื่อนที่เหมือนกับเวลาที่ตอกในแนวนอน)
  
พองัดฝาลังเปิดออกมาก็พบว่ามีแต่ละลังไม้มีลังกระดาษขนาดพอดีกับภายในลังไม้บรรจุอยู่ข้างใน ๑ ใบ คนงานก็เอาคัตเตอร์กรีดเทปที่ปิดลังกระดาษนั้น แล้วก็เปิดฝาลังกระดาษขึ้นเพื่อจะได้มีที่จับยกลังกระดาษขึ้นมา แล้วก็ยกลังกระดาษนั้นออกมาวางไว้นอกลังไม้
   
รูปที่ ๑ ลังไม้ที่บรรจุอุปกรณ์มา ลังสองใบนี้บรรจุมารวมกับลังไม้ใบอื่นในลังไม้ใบใหญ่อีกใบ ซึ่งลังไม้ใบใหญ่นั้นก็บรรจุมาในตู้คอนเทนเนอร์ที่มาพร้อมกับลังไม้ใบใหญ่อีกหลายใบ
  
ลังกระดาษที่ยกออกมานั้นมีเครื่องหมายเตือนพิมพ์ติดอยู่ด้านข้างดังแสดงในรูปที่ ๒ มีทั้งบอกให้วางตั้ง ระวังแตก และไม่ให้เปียกฝน แต่ลังไม้ที่บรรจุลังกระดาษเหล่านั้นไม่มีเครื่องหมายเหล่านี้ติดอยู่ภายนอก บอกแต่เพียงว่าลังใบนี้เป็นของหน่วยงานใด
  
รูปที่ ๒ ลังกระดาษบรรจุอุปกรณ์ที่บรรจุมาในลังไม้ในรูปที่ ๑

สิ่งของข้างในจะเกิดความเสียหายอะไรบ้างหรือเปล่าผมก็ไม่รู้ คงต้องรอให้ผู้รับสิ่งของนั้นมาตรวจสอบ งานนี้ผมว่าคนบรรจุสิ่งของลงลังไม้นั้นทำไม่ถูกแน่ ๆ ที่ไม่ยอมติดป้ายเตือนว่าให้ใช้ความระมัดระวังอย่างไรบ้างในการขนส่งลังดังกล่าว แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเคยเจอคือเวลาที่ต้องตรวจรับสิ่งของเหล่านี้ ฝ่ายผู้รับจะต้องมาตรวจดูความเรียบร้อยของหีบห่อก่อนเปิด (เช่นลังไม้ที่ส่งมาอยู่ในสภาพดีไหม มีร่องรอยการถูกกระแทกอย่างไรบ้าง) ถ้าพบว่าลังที่ส่งมานั้นเกิดความเสียหายเมื่อมาถึง ก็ต้องมีการเรียกเจ้าหน้าที่ของบริษัทประกันมาตรวจสอบความเสียหายภายนอกก่อนที่จะเปิดลังเพื่อตรวจดูว่าความเสียหายนั้นมันรุนแรงไปถึงสิ่งที่บรรจุอยู่ภายในลังหรือไม่ และแม้ว่าลังที่ส่งมาจะอยู่ในสภาพดี แต่ก่อนที่จะเปิดลังเอาสิ่งของออกมานั้นก็ต้องมีตัวแทนฝ่ายผู้รับของมาคอยสังเกตการณ์ด้วยว่าสิ่งของที่อยู่ในลังนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ในสภาพดี โดยฝ่ายผู้รับนั้นมีหน้าที่เพียงแค่ยืนดูเพียงอย่างเดียว ไม่ต้องเข้าไปยุ่งอะไรกับการยกของออกจากลังหรือขนไปวางในที่ตั้ง เพราะในขณะนี้ยังถือว่าอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ขายอยู่ ฝ่ายผู้ซื้อจะเข้าไปยุ่งได้ก็ต่อเมื่อถึงขั้นตอนการอบรมการใช้งานหรือตรวจรับมอบเรียบร้อยแล้วเท่านั้น


เวลาไปเยี่ยมชมงานก่อสร้างที่ใด มักจะได้เห็นอะไรดี ๆ เสมอ

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เห็นแล้วคิดบ้างไหม MO Memoir : Thursday 1 October 2552

ลองดูข้อความภาพในแต่ละหัวข้อดู แล้วรู้สึกอะไรบ้าง

1. ความเร็วแสง

ภาพข้างล่างถ่ายมาจากป้ายประกาศวางไว้หน้าลิฟท์



เห็นนิสิตที่อ่านป้ายอยู่เปรยขึ้นมาว่า "มีแสงความเร็วต่ำด้วยหรือ"


2. ห้ามรถบรรทุกเข้า

ภาพนี้ถ่ายมาจากป้ายซอยจุฬาลงกรณ์ 42



ตอนแรกก็อ่านผ่าน ๆ แต่พอคิดดูอีกที รถบรรทุก "8" ล้อมีด้วยหรือ ที่เคยเห็นรถ 8 ล้อก็เป็นรถทัวร์คันใหญ่ที่ล้อหลังจะมี 2 เพลา คือเป็นเพลาที่มี 4 ล้อ (ซ้าย 2 ล้อ ขวา 2 ล้อ) และเพลาที่มี 2 ล้อ (ซ้าย 1 ล้อ ขวา 1 ล้อ) ส่วนรถบรรทุกที่วิ่งกันอยูทั่วไปก็จะเห็นเป็น 6 ล้อ 10 ล้อ 18 ล้อ หรือ 22 ล้อ

ถ้าใครเคยเห็นรถบรรทุก 8 ล้อก็ช่วยถ่ายรูปส่งมาให้ดูหน่อยนะ


3. คนละภาษากัน

แป้นพิมพ์ในรูปข้างล่างเป็นของอุปกรณ์วิเคราะห์ไนโตรเจนของบริษัท BUCHI จากสวิตฯ (ประเทศนี้ใช้ภาษาเยอรมันกับฝรั่งเศส)



แป้นพิมพ์ภาษาของเยอรมันนั้นจะวางตัวอักษร Y กับ Z สลับกับแป้นพิมพ์ภาษาอังกฤษ (ลองสังเกตตำแหน่งของตัวอักษรทั้งสองของแป้นพิมพ์ในภาพ เทียบกับของเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ)

เรื่องการสลับตำแหน่งกันของตัวอักษรสองตัวนี้เคยมีคนเอาไปใช้นวนิยายสืบสวนสอบสวนที่เขาแต่งขึ้น ฉบับที่แปลเป็นไทยใช้ชื่อว่า คินดะอิจิยอดนักสืบ ตอนที่ 3 บทเพลงปิศาจ ของสำนักพิมพ์ J-BOOK (ฉบับนิยายนะ ไม่ใช่ฉบับการ์ตูน) เนื้อเรื่องเป็นอย่างไรลองไปหาอ่านกันเองก็แล้วกัน