แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รถยนต์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รถยนต์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

ปัญหาการใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ MO Memoir : Thursday 7 November 2567

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวว่าประเทศมาเลเซียจะยกเลิกการจำหน่ายแก๊สธรรมชาติอัดความดัน (compressed natural gas - CNG) สำหรับรถยนต์ และยกเลิกการจดทะเบียนรถใช้แก๊สธรรมชาติอัดความดันเป็นเชื้อเพลิง สาเหตุหลักก็คืออายุการใช้งานของถังแก๊สที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม จะว่าไปจากข่าวนี้ก็ทำให้เพิ่งรู้ว่านอกจากไทยแล้วก็ยังมีมาเลยเซียอีกที่ ที่เรียกแก๊สธรรมชาติอัดความดันว่า NGV ไม่ได้เรียกว่า CNG เหมือนทือื่นที่เรียกกันมานาน (รูปที่ ๑)

ถ้าสงสัยว่าหัวข้อบทความวันนี้ขึ้นเรื่องเกี่ยวกับแก๊สไฮโดรเจน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับแก๊สธรรมชาติอัดความดัน ก็เพราะว่ามันต้องใช้ถังความดันสูง (และสูงกว่าด้วย) ในการเก็บเช่นเดียวกัน ดังนั้นเมื่อใช้งานไปมันก็จะมีปัญหาแบบเดียวกัน

รูปที่ ๑ ข่าวการยกเลิกการใช้รถยนต์ที่ใช้แก๊สธรรมชาติอัดความดัน (CNG) เป็นเชื้อเพลิงของประเทศมาเลเซีย

ความเสียหายของวัสดุจากการรับแรงดึงมีด้วยกัน 3 รูปแบบ รูปแบบแรกคือการเสียหายจากการรับแรงดึงสูงเกินกว่าที่วัสดุจะรับแรงได้ (tensile strength) การทดสอบความแข็งแรงเรื่องนี้ทำได้ไม่ยาก ก็ด้วยการนำเอาวัสดุนั้นมารับแรงดึงแล้วหาว่าแรงดึงสูงสุดที่รับได้ก่อนฉีกขาดนั้นมีค่าเท่าใด ถ้าเป็นถังความดันก็เอาถังนั้นมาอัดความดันแล้วก็ดูว่าต้องใช้ความดันสูงเท่าใดลำตัวถังจึงจะฉีกขาด

รูปแบบที่สองคือความเสียหายจาก creep หรือที่แปลเป็นไทยว่าความคืบ ความเสียหายแบบนี้เกิดจากการที่วัสดุนั้นรับแรงดึงที่ต่ำกว่าค่าแรงดึงสูงสุดที่รับได้ แต่ต้องรับต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยทั่วไปมักจะเกิดเมื่อต้องรับแรงที่ทำให้วัสดุนี้มีการเปลี่ยนแปลงขนาด ตัวอย่างเช่นถ้าเอาลวดเส้นหนึ่งมาดึงด้วยแรงดึงที่สูงพอ แรงดึงนั้นจะทำให้ลวดเส้นนั้นยืดออกโดยมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลดลง พอขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลดลง ความเค้นในเนื้อวัสดุบริเวณนั้นก็จะสูงขึ้น (เพราะความเค้นคืออัตราส่วนระหว่างแรงที่กระทำต่อพื้นที่รับแรง) ส่งผลให้เส้นลวดยืดตัวออกไปอีกอย่างช้า ๆ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางก็จะลดลงไปอีก จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งเส้นลวดนั้นก็จะขาด

รูปแบบที่สามคือความเสียหายจากความล้าหรือ fatigue เกิดเมื่อเนื้อวัสดุสั้นรับแรงที่ต่ำกว่าค่าแรงดึงสูงสุดที่รับได้ แต่แรงนั้นกระทำในรูปแบบที่เป็นวงรอบ (cycle) ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ความเสียหายจากเหตุการณ์นี้ที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดคือกรณีของเครื่องบินเจ็ตโดยสาร de Havilland Comet ที่ลำตัวเกิดการแตกออกขณะบินอยู่ในอากาศถึง ๓ ลำในปีค.ศ. ๑๙๕๔ (พ.ศ. ๒๔๙๗) อันเป็นเพราะจากความล้า เพราะในขณะที่เครื่องบินจอดอยู่บนพื้น ลำตัวเครื่องไม่ต้องรับแรงดัน แต่เมื่อบินสูงในอากาศ อากาศภายนอกเครื่องมีความดันต่ำกว่าภายในเครื่อง ลำตัวเครื่องจึงเสมือนกับต้องรับความดันเพิ่มขึ้นเมื่อเครื่องบินขึ้น และรับความดันน้อยลงเมื่อเครื่องบินลงจอด และการที่เครื่องบินขึ้นลงหลาย ๆ ครั้งก็เปรียบเสมือนการอัดความดัน/ระบายความดันซ้ำไปมาหลายครั้ง ทำให้รอยแตกเล็ก ๆ ในเนื้อโลหะค่อย ๆ ขยายตัว และเมื่อมารวมตัวกันกลายเป็นรอยแตกขนาดใหญ่ ก็เกิดความเสียหายขนาดใหญ่ขึ้นทันที

ถังแก๊สธรรมชาติ/แก๊สไฮโดรเจนที่นำมาใช้กับรถยนต์ ก็เป็นถังความดันที่มีรูปแบบการทำงานเช่นนี้ คือความดันในถังจะเพิ่มสูงขึ้นเมื่อทำการเติมแก๊ส และลดลงเมื่อดึงแก๊สไปใช้งาน (เพราะแก๊สจะกลายเป็นของเหลวเมื่อเพิ่มความดันได้ก็ต่อเมื่ออุณหภูมิของแก๊สนั้นต่ำกว่าค่าอุณหภูมิวิกฤต (critical temperature) แก๊สหุงต้มมีค่าอุณหภูมิวิกฤตสูงกว่าอุณหภูมิห้อง ในขณะที่มีเทนและไฮโดรเจนมีค่าอุณหภูมิวิกฤตที่ต่ำมาก)

ถังแก๊สหุงต้ม (LPG หรือ Liquified Petroleum Gas) ที่ใช้กับรถยนต์ไม่มีปัญหานี้ เพราะแก๊สหุงต้นมันอยู่ในรูปของเหลวภายใต้ความดัน ความดันในถังจึงคงที่ (แต่ก็ยังเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิสภาพแวดล้อม) เวลาที่ดึงแก๊สออกไป ส่วนที่เป็นของเหลวก็จะระเหยมาชดเชย ความดันในถังจะไม่ลดจนกว่าของเหลวในถังจะไม่เหลือ เวลาที่เติมแก๊สเข้าไป ถ้าเป็นถังเปล่า พอความดันในถังเพิ่มสูงขึ้นถึงระดับหนึ่ง แก๊สที่เติมเข้าไปจะควบแน่นเป็นของเหลว ทำให้ความดันในถังไม่สูงขึ้น ดังนั้นถ้าการเติมแก๊สนั้นทำก่อนที่แก๊สในถังจะหมด ความดันในถังก็ถือได้ว่าคงที่ (ตรงนี้แตกต่างจากถังแก๊สหุงต้มที่ใข้กันตามบ้าน ที่จะใช้จนแก๊สหมดถังเลย แล้วค่อยเปลี่ยนถังแก๊ส)

รูปที่ ๒ ความหนาแน่นพลังงาน (พลังงานความร้อนต่อหน่วย "ปริมาตร" เชื้อเพลิง) ของเชื้อเพลิงชนิดต่าง ๆ

มีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการเลือกชนิดเชื้อเพลิงที่จะนำมาใช้กับรถยนต์ รถยนต์นั้นมีพื้นที่สำหรับบรรทุกเชื้อเพลิงที่จำกัด (เพราะถูกกำหนดด้วยขนาดรถ พื้นที่ห้องโดยสาร และพื้นที่สำหรับบรรทุกสิ่งของ รูปที่ ๒ แสดงค่าความหนาแน่นพลังงานของเชื้อเพลิงแต่ละชนิด จะเห็นว่าเชื้อเพลิงไฮโดรคาร์บอนเหลวนั้นมีความหนาแน่นพลังงานที่สูง ถังเก็บก็มีน้ำหนักเบา เติมเชื้อเพลิงแต่ละครั้งก็วิ่งได้ระยะทางมากกว่าเชื้อเพลิงที่เป็นแก๊สที่ต้องใช้ถังความดัน (น้ำหนักมากกว่า) ในการเก็บเชื้อเพลิง ที่ความดัน 200 bar.g (200 เท่าของความดันบรรยากาศ) ไฮโดรเจนมีพลังงานเพียงแค่ประมาณ 25% ของแก๊สมีเทน ดังนั้นถ้าเก็บไฮโดรเจนที่ความดันและปริมาตรเดียวกันกับถัง CNG รถจะวิ่งได้ระยะทางที่น้อยกว่ามาก

แนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหาคือเก็บไฮโดรเจนที่ความดันที่สูงขึ้น ซึ่งก็ได้มีการวิจัยและพัฒนาถังความดันไปจนถึงระดับ 700 bar.g จึงทำให้พลังงานต่อหน่วยปริมาตรของไฮโดรเจนเข้าใกล้เคียงกับของมีเทน แต่นั่นก็หมายความว่าน้ำหนักของถังบรรจุต้องเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

จริงอยู่ที่ไฮโดรเจนมีค่าพลังงานต่อหน่วย "น้ำหนัก" สูงกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่น และหลายงานวิจัยมักจะอ้างถึงจุดนี้เวลาบอกว่าไฮโดรเจนนั้นดีกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่น แต่ในการใช้งานจริงนั้น "ปริมาตร" ถังเก็บเป็นตัวกำหนดปริมาณเชื้อเพลิงที่รถยนต์จะขนไปได้ และถ้าอิงที่น้ำหนักเชื้อเพลิงเท่ากัน ปริมาตรและน้ำหนักของถังบรรจุไฮโดรเจนจะมากกว่า ซึ่งส่งผลถึงค่ากำลังที่ได้จากเครื่องยนต์ต่อหน่วยน้ำหนักของ เครื่องยนต์ + ระบบเก็บและจ่ายเชื้อเพลิง

ด้วยระยะทางที่วิ่งได้ต่อการเติมเชื้อเพลิงแต่ละครั้งที่ต่ำ ทำให้ต้องมีการเติมเชื้อเพลิงบ่อยครั้ง ยิ่งเป็นรถที่ใช้งานต่อเนื่อง (เช่นรถยนต์รับจ้างหรือเดินทางไกลเป็นประจำ) ถังบรรจุก็ต้องรับความดันสูง-ต่ำสลับไปมาบ่อยครั้งกว่า โอกาสที่จะเกิดความเสียหายจากความล้าจึงสูงกว่า

การออกแบบถังเก็บ CNG ก็มีการพิจารณาประเด็นเรื่องความล้านี้ และก็ได้ออกแบบเผื่อไว้ ทำให้ถังพวกนี้มีอายุการใช้งาน กล่าวคือถึงแม้ว่าลำตัวถังเองนั้นไม่มีการผุกร่อน และถ้านำมาทดสอบความสามารถในการรับความดันก็ยังสามารถรับความดันได้อยู่ แต่ก็ต้องเปลี่ยนเป็นถังใหม่ และถังเก่าก็ไม่ควรนำมาใช้งานเพื่อเก็บแก๊สความดันสูงอีก แต่จากความเป็นจริงที่ถังเหล่านี้มีราคาสูง และการพิจารณาด้วยสายตาก็ยังเห็นว่าถังเหล่านี้ยังดูดีอยู่ ก็เลยมักไม่มีการเปลี่ยนถังกันเมื่อครบกำหนดอายุการใช้งาน

ขณะนี้มีการนำเสนอไฮโดรเจนมาแข่งกับแบตเตอรี่ ด้วยการโฆษณาว่าการเติมเชื้อเพลิงจนเต็มถังนั้นใช้เวลาน้อยกว่าการชาร์จแบตเตอรี่มาก (ซึ่งก็จริง) แต่มักไม่กล่าวถึงปริมาณเชื้อเพลิงที่สามารถเติมได้ และระยะทางที่รถสามารถวิ่งได้เมื่อเติมเชื้อเพลิงแต่ละครั้ง รูปที่ ๓ ข้างล่างนำมาจากหน้าเว็บของบริษัทหนึ่งที่ทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาถังเก็บไฮโดรเจนสำหรับยานพาหนะ จะเห็นว่าสำหรับรถยนต์ขนาดเล็กที่ใช้ถังความดัน 350 bar จะบรรทุกเชื้อเพลิงได้ประมาณ 4-5 kg ในขณะที่รถขนาดใหญ่ที่ใช้ถังความดัน 700 bar จะบรรทุกได้ประมาณ 20-40 kg

รูปที่ ๓ ปริมาณเชื้อเพลิงไฮโดรเจนที่ยานพาหนะสามารถบรรทุกไปได้

เทียบต่อกิโลกรัม แม้ไฮโดรเจนมีพลังงานสูงกว่าน้ำมันเบนซินประมาณ 3 เท่า แต่รถยนต์สามารถบรรทุกน้ำมันได้มากกว่าไฮโดรเจนประมาณ 6 เท่า (น้ำมัน 40-45 ลิตรหนักประมาณ 30 kg) และถังเก็บน้ำมันยังมีน้ำหนักที่เบากว่าด้วย และใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ ก็ต้องมีการลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานในการส่งไฮโดรเจนไปยังสถานีบริการต่าง ๆ ซึ่งจะมีความคุ้มหรือไม่ก็คงเรียนรู้ได้จากการขยายสถานนีบริการ CNG ในบ้านเรา ที่เป็นการขนส่งแก๊สความดันสูงไปยังสถานีบริการต่าง ๆ ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร และกรณีของไฮโดรเจนน่าจะมีปัญหามากกว่า เพราะใช้ความดันที่สูงกว่า

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2561

รถไฟฟ้าติดแอร์หรือเปล่าครับ ? MO Memoir : Wednesday 1 August 2561

"แอร์" ในที่นี้คือภาษาพูดของบ้านเรา จะเรียกให้เป็นทางการก็คือเครื่องปรับอากาศ และถ้าจะระบุให้เจาะจงชัดเจนก็ต้องเป็นเครื่องปรับอากาศที่ใช้ทำความเย็น
 
ส่วนคำถามที่ว่า "รถไฟฟ้าติดแอร์หรือเปล่า" ที่เคยเห็นก็มีทั้งแบบที่ติดแอร์และไม่ติดแอร์ และถ้าเป็นรถที่ติดแอร์ ก็จะมีคำถามตามมาอีกก็คือ "เอาพลังงานจากที่ไหนมาใช้เดินเครื่องปรับอากาศ"




เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ตอนที่ทางมหาวิทยาลัยจัดงาน ก็มีบริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้านำรถยนต์นั่งส่วนบุคคลมาแสดง โดยอ้างว่าชาร์ทไฟหนึ่งครั้งวิ่งได้ ๒๐๐ กิโลเมตร (ไม่มีการเปิดแอร์) ถ้าคิดเป็นเวลาใช้งานก็น่าจะอยู่ที่ราว ๆ ๒ - ๓ ชั่วโมง ผมเองก็แวะเข้าไปดูเพราะอยากรู้ว่ารถยนต์คันนี้มันติดแอร์หรือเปล่า ก็เห็นว่ามันติดแอร์ ก็เลยถามเขาว่าแล้วแอร์ใช้พลังงานจากไหน เขาก็บอกว่าแบตเตอรี่ ผมจึงถามต่อไปว่าแอร์มันกินกำลังแบตเท่าไร เขาก็ตอบว่าประมาณ 40% นั่นก็แสดงว่าถ้าขับไปและเปิดแอร์ไปด้วย ระยะทางที่รถวิ่งได้ก็เหลือเพียงแค่ ๑๒๐ กิโลเมตร แต่นี่เป็นกรณีที่วิ่งโดยไม่มีการหยุดนะครับ
 
ในสภาพความเป็นจริงนั้นสำหรับการเดินทางในเมือง โดยเฉพาะอากาศร้อนแบบบ้านเรา การเปิดแอร์ในรถคงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และในสภาพการจราจรที่ติดขัด แม้ว่ารถจะไม่วิ่ง แต่แอร์ก็ยังต้องดึงกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่อยู่ คำถามที่น่าสนใจหาคำตอบก็คือ ถ้าเปิดแอร์เพียงอย่างเดียว (คือจำลองสภาพรถติดมาก ๆ ที่เป็นเรื่องปรกติในกรุงเทพ) จะอยู่ได้กี่ชั่วโมง (หรือนาที) ก่อนที่แบตจะหมด แต่ประเด็นนี้ดูเหมือนว่าทางผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าไม่อยากจะกล่าวถึงเท่าไรนัก (และคงไม่อยากให้มีใครถามถึงด้วย)
 
รถโดยสารไฟฟ้าที่วิ่งภายในมหาวิทยาลัย รายแรกที่นำมาวิ่งนั้นใช้แบตเตอรี่ตะกั่ว-กรดเป็นแหล่งพลังงาน แต่เขาใช้ไฟฟ้าเพื่อการขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียว ส่วนเครื่องปรับอากาศนั้นเขาใช้เครื่องยนต์เบนซินที่ใช้แก๊สหุงต้มเป็นเชื้อเพลิง
 
ในตอนนั้น รถที่ต้องวิ่งออกไปนอกมหาวิทยาลัยไปทางสยามสแควร์ จะใช้รถที่มีเครื่องปรับอากาศ เพราะมันต้องไปติดอยู่ท่ามกลางควันไอเสียรถ แต่ถ้าเป็นรถที่วิ่งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยเป็นหลัก (สายที่ข้ามฟากไปมาระหว่างสองฝั่งถนนพญาไท) ก็จะมีการนำเอารถที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศที่เป็นแบบตัวถังเปิดโล่งมาวิ่ง รถที่มีเครื่องปรับอากาศนั้นเวลาที่แก๊สหมดทีก็ต้องแวะเข้าไปเปลี่ยนถังแก๊สที่อู่ ส่วนแบตเตอรี่นั้นเห็นมีทั้งเอาเข้าไปจอดชาร์ทไฟ และแบบที่ยกเปลี่ยนโดยถอดเอาแบตเตอรี่ที่หมดไฟแล้วออก แล้วใส่ชุดใหม่ที่ชาร์ทไฟไว้เต็มแล้วเข้าไปแทน
 
ส่วนรถรุ่นปัจจุบันที่เป็นของรายใหม่นั้นเห็นตอนโฆษณาบอกว่าจะใช้แบตเตอรี่ชนิดลิเทียมฟอสเฟต รถรุ่นนี้ต้องยอมรับว่าอัตราเร่งออกตัวดีกว่าของรายแรก เสียตรงที่ว่าโช็คหลังนั้นส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดดีเหลือเกิน เสียงดังอย่างกับใช้ระบบฝูงหนูถีบจักรในการขับเคลื่อนล้อหลัง รถที่มาใหม่นั้นติดแอร์ทุกคัน โดยใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ในการเดินเครื่องแอร์
 
มีวันหนึ่งผมโบกรถคันหนึ่งที่เขากำลังจะกลับไปที่อู่ ทั้งคันมีผมเป็นผู้โดยสารอยู่คนเดียว ก็เลยได้คุยกับคนขับรถ ผมถามเขาว่าชาร์ทไฟแต่ละครั้งวิ่งได้กี่รอบ เขาก็บอกว่า ๓ - ๕ รอบ ขึ้นอยู่กับว่าต้องจอดรอนานเท่าใด ถ้าเข้าถึงท่าแล้วได้ออกรถเลยก็วิ่งได้ถึง ๕ รอบ แต่ถ้าเป็นช่วงกลางวันที่ ๑๕ นาทีออกคันนึง ก็วิ่งได้เพียงแค่ ๓ รอบ ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไปพอรถต้องจอดรอแล้ววิ่งได้น้อยรอบลง เขาอธิบายว่าเป็นเพราะต้องเปิดรถให้คนไปนั่งรอบนรถ ทำให้ต้องเดินเครื่องปรับอากาศตามไปด้วย นั่นก็คือแม้ว่ารถจะไม่วิ่ง แต่แบตเตอรี่ก็ยังคงต้องจ่ายไฟให้กับเครื่องปรับอากาศอยู่ และไฟที่แบตเตอรี่ใช้นั้นก็มีปริมาณที่มากเสียด้วย
 
ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในแต่ละช่วงเวลาของวันนั้นไม่เท่ากัน ช่วงหัวค่ำจะมีความต้องการไฟฟ้ามากที่สุดและต้นทุนการผลิตจะสูงที่สุด ทำให้ค่าไฟฟ้าในช่วงนี้แพงที่สุด (เป็นเพราะความต้องการไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นอยู่รวดเร็ว) รองลงไปก็จะเป็นช่วงกลางวัน (สำนักงานเปิดทำงาน มีการใช้เครื่องปรับอากาศและไฟแสงสว่างในอาคารกันมาก) กับรุ่งเช้า (ที่คนตื่นนอนมาทำกิจวัตรประจำวัน) โดยช่วงที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่ำที่สุดคือช่วงดึกไปจนถึงย่ำรุ่ง (คือคนเข้านอนกันหมด ร้านค้าและสำนักงานต่าง ๆ ปิดทำการ ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่จะมีปัญหาได้ถ้าหากความต้องการใช้ไฟฟ้านั้นต่ำเกินไป เพราะมันไม่สามารถเบาเครื่องหรือหยุดการทำงานเพื่อรอเริ่มต้นเดินเครื่องใหม่ได้อย่างรวดเร็ว) 
  
โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (ที่มีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยต่ำ) นั้นเหมาะสำหรับการเดินเครื่องด้วยโหลดคงที่ ไม่แกว่งไปมามากอย่างรวดเร็ว แต่ความต้องการไฟฟ้าในแต่ละช่วงเวลาของวันนั้นเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หนึ่งในวิธีการรองรับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าดังกล่าวคือพยายามให้โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เดินเครื่องคงที่ตลอดทั้งวัน ในช่วงที่ความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วก็ให้โรงขนาดเล็กที่แม้ว่าต้นทุนการผลิตต่อหน่วยสูงแต่สามารถเดินเครื่องเสริมได้อย่างรวดเร็ว เดินเครื่องเสริม และเมื่อความรต้องการใช้ไฟฟ้าลดลง ก็ค่อย ๆ หยุดการจ่ายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก ด้วยเหตุนี้การไฟฟ้าจึงมีการคิดค่าไฟฟ้าตามเวลาใช้งานจริง (สำหรับการใช้ในเชิงพาณิชย์) เพื่อจูงใจให้ลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงหัวค่ำ และไปใช้ในช่วงดึกแทน
 
รถไฟฟ้านั้นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือเปล่า ควรต้องพิจารณาประเด็นเรื่องจะทำอย่างไรก็แบตเตอรี่ที่หมดอายุการใช้งาน (เพราะมันเป็นขยะพิษ และอายุการใช้งานคงอยู่ได้ไม่เกิน ๑๐ ปีดังเช่นเครื่องยนต์อายุการใช้งานนานกว่านั้นมาก) และจะเอาไฟฟ้าจากแหล่งใดมาชาร์ทไฟ ในประเทศที่มีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำที่สูง และความสามารถในการผลิตไฟฟ้านั้นเกินกว่าความต้องการใช้ในประเทศ เมื่อไม่มีตลาดให้ส่งไฟฟ้าออกขาย ก็จำเป็นต้องกระตุ้นการใช้งานในประเทศ และวิธีการหนึ่งที่ทำได้ก็คือให้คนหันมาใช้รถไฟฟ้า
 
แต่ในประเทศที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิลเป็นหลักในการผลิตไฟฟ้า การใช้รถไฟฟ้าก็เป็นเพียงแค่การย้ายแหล่งผลิตมลพิษทางอากาศจากแหล่งเล็ก ๆ จำนวนมากในตัวเมืองไปเป็นแหล่งใหญ่ที่อยู่นอกตัวเมือง (จะเรียกว่าให้คนอยู่นอกเมืองรับเคราะห์แทนคนอยู่ในเมืองก็ไม่น่าจะผิด) แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่ตอนนี้มักจะแทบไม่มีใครเอ่ยถึงก็คือ การชาร์ทไฟนั้นควรไปชาร์ทในช่วงดึกไปถึงย่ำรุ่ง (หรือช่วง off peak) เพราะเป็นช่วงที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่ำสุด ไม่ใช่นึกอยากจะชาร์ทไฟเมื่อไรก็ได้ และเมื่อชาร์ทไฟแต่ละครั้งแล้วก็ควรที่จะใช้ได้ทั้งวัน ไม่ใช่ว่าต้องคอยชาร์ททุก ๆ ที่ที่ขับไปจอด

วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

หลังจากที่ทำให้คุณภาพดีขึ้น MO Memoir : Saturday 25 November 2560

ช่วงวันจันทร์-ศุกร์เวลา ๑๘.๓๐ น ถ้ายังขับรถอยู่ ผมมักจะเปิดฟังรายการวิทยุของ NHK World ภาคภาษาไทย ที่ออกอากาศทางวิทยุคลื่นสั้นความถี่ 11740 kHz เป็นประจำ เมื่อวานก็เช่นกัน แต่บังเอิญมีข้อความบางข้อความที่สะกิดใจ เช่นวันนี้ก็เลยเอาข่าวเมื่อวานที่ปรากฏให้หน้าเว็บของ NHK World มาให้ลองอ่านกันดูก่อน ลองอ่านดูเอาเองก่อนนะครับ

คำว่า "คุณภาพ" มักจะทำให้เรานึกถึงคุณสมบัติโดยรวม การเปรียบเทียบคุณภาพระหว่างสินค้าสองชิ้นจึงมักเป็นการเปรียบเทียบคุณสมบัติโดยรวมว่าสินค้าชิ้นไหน "ดีกว่า" กัน ส่วนคำว่า "คุณสมบัติ" มักจะทำให้เรานึกถึงความสามารถในการกระทำงานใดงานหนึ่ง การเปรียบเทียบคุณสมบัติระหว่างสินค้าสองชิ้นเป็นการเปรียบเทียบความสามารถในการทำงานใดงานหนึ่งว่าสินค้าชิ้นไหนมีความ "เหมาะสม" กับงานนั้นมากกว่ากัน
 
การผลิตสินค้าบางครั้งก็ต้องผลิตตาม "ความต้องการของลูกค้า" ซึ่งขึ้นอยู่กับลูกค้าแต่ละรายว่าต้องการสินค้านั้นไปทำอะไร
 
ข่าวนี้ผมไม่แน่ใจว่า การถอดบทสัมภาษณ์จากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาไทย มีความผิดเพี้ยนหรือไม่ หรือผู้พูดหมายความเช่นนั้นจริง

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2559

รถคันที่ใหญ่ที่สุดในโลก MO Memoir : Tuesday 7 June 2559

เห็นข่าวนี้ตั้งแต่เช้าวันที่เขาเอาลงหน้าเว็บแล้ว เช้าวันนี้ก็ยังเห็นเป็นแบบนี้อยู่
 
เห็นแล้วรู้สึกเหมือนกับว่าเป็นการทำงานแบบสักแต่ว่าให้มีงานส่ง ส่วนเนื้องานจะมีความถูกต้องหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
 
หรือว่าเขาใช้วิธีเขียนตัวเลขแบบบางประเทศในยุโรป ที่ใช้เครื่องหมาย comma แทนจุดทศนิยม ถ้าเป็นเช่นนั้นมันก็ดูสมเหตุสมผลหน่อย แต่นี่มันเป็นประเทศไทย ที่เราใช้เครื่องหมาย comma คั่นตัวเลขในอีกความหมายหนึ่ง



วันพุธที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2556

อย่าไว้ใจเบรคมือ MO Memoir : Wednesday 23 October 2556

ย่างเข้าสู่หน้าหนาว หลายต่อหลายคนก็คงจะวางแผนไปเที่ยวตามยอดเขาต่าง ๆ เพื่อไปสัมผัสกับอากาศหนาวและม่านหมอก ผมเองถ้ามีโอกาสก็ชอบขับรถตะลอน ๆ ไปตามเส้นทางต่าง ๆ และแวะถ่ายรูปภูมิประเทศตามทางไปเรื่อย ๆ และได้สังเกตเห็นพฤติกรรมการจอดรถบนทางที่เป็นทางลาดอันหนึ่งที่หายไปของคนในยุคหลัง ๆ นั่นคือ "การหักล้อให้เลี้ยว"
 
 
แม้ว่าการจอดโดยเข้าเกียร์ทิ้งไว้หรือดึงเบรคมือนั้นก็สามารถป้องกันไม่ให้รถไหลได้ แต่รถก็ยังมีโอกาสไหลอยู่ตอนที่ต้องออกตัว ในกรณีที่มีขอบทางเท้านั้นก็สามารถใช้วิธีการหักล้อให้ล้อหน้ายันเข้ากับขอบทางเท้าดังรูปที่ถ่ายมาให้ดู ปรกติถ้าเป็นรถใหญ่ เวลาจอดบนทางลาด (เช่นทางขึ้นเนิน) จะเห็นมีการนำไม้มาหนุนล้อเอาไว้เป็นประจำ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้รถไหล ไอ้เจ้าไม้หนุนล้อรถนี้ยังเห็นรถบรรทุกใช้งานเวลาที่ขึ้นเนินลาดชันเป็นระยะทางยาวที่รถไม่สามารถไต่ขึ้นไปทีเดียวพ้นเนิน เวลารถไต่ไปได้สักพักรถจะหมดแรงวิ่งขึ้นเนิน คนขับต้องมีผู้ช่วยคอยเอาไม้หนุนล้อเอาไว้ไม่ให้รถไหลกลับ แล้วค่อยเร่งเครื่องขึ้นไปใหม่ ทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงยอดเนิน
 
แต่ถ้ามีปัญหามาก ๆ ก็อาจต้องใช้การถอยหลังขึ้น เพราะเกียร์ถอยหลังมันทดรอบมากกว่าเกียร์หนึ่งอีก (ผมเห็นอัตราทดรอบเกียร์ของรถยนต์เกียร์ธรรมดามันเป็นเช่นนี้ แต่ของเกียร์ออโต้มันไม่ใช่)
เวลาที่ผมแวะจอดรถถ่ายรูปตามเส้นทางที่เป็นทางบนเขา อย่างแรกคือต้องหาที่ปลอดภัยในการจอด ไม่ใช่รถคันอื่นโผล่ออกมาจากโค้งก็เจอเราพอดี ประเภทหลบไม่ทัน พอได้ที่จอดแล้วก็ต้องดูด้วยว่าถ้ารถเกิดการไหล ไหลไปทางไหนจะปลอดภัยที่สุด ก็ให้หักพวงมาลัยเพื่อให้รถ (ถ้าหากเกิดเรื่อง) ไหลไปในทิศทางนั้น ปรกติก็จะไม่หักพวงมาลัยให้รถไหลลงเหว แต่จะให้ไหลไปในทิศทางที่มีอะไรที่แข็งแรงพอที่จะหยุดการไหลของรถเอาไว้ได้

คนจำนวนไม่น้อยที่ขับรถยนต์ พอต้องขับตามหลังรถบรรทุกใหญ่ที่ขึ้นเขามักจะรู้สึดหงุดหงิด เพราะรถเหล่านี้จะแล่นช้าและบังทัศนวิสัยข้างหน้าเอาไว้ ทำให้แซงได้ยาก และโดยปรกติเส้นทางบนเขาก็มักจะไม่มีที่ให้แซงอยู่แล้ว แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่าผู้ขับขี่รถบรรทุกเหล่านี้มักจะมีมารยาทดี คือถ้าเราขับตามหลังเขาไปเรื่อย ๆ โดยที่เขารู้ว่าเราอยู่ข้างหลังเขา (อย่าไปพยายามแซงรถเขาในที่คับขันหรือในที่ไม่ปลอดภัย) พอเขาเห็นว่าข้างหน้านั้นปลอดภัยให้เราแซงได้เขาจะให้สัญญาณแก่เราเอง สัญญาณที่เขาให้ก็คือไฟเลี้ยว ถ้าเขาเปิดไฟเลี้ยวซ้ายให้เราเห็นก็แสดงว่าข้างหน้านั้นปลอดภัย ให้เราแซงขึ้นไปได้ แต่ถ้าเขาไม่ให้สัญญาณหรือเปิดไฟเลี้ยวขวาก็อย่างแซงขึ้นไป แสดงว่าเขาเห็นว่ามีรถสวนมาหรือทางข้างหน้านั้นเป็นทางโค้งที่บดบังทัศนวิสัยเอาไว้ ไม่รู้ว่าจะมีรถวิ่งสวนมาหรือเปล่า
 
แต่จะว่าไปแล้วผมว่าขับรถขึ้นเขาไม่ยากหรอก ถ้ามันไม่มีแรงขึ้นเขามันก็หยุดวิ่งของมันเอง ขับรถลงเขาอันตรายกว่าอีก เพราะถ้าคิดหวังจะพึ่งแต่เบรค ก็มีสิทธิเบรคไหม้เอาได้ง่าย ๆ ต้องอาศัยระบบเกียร์ช่วย แม้ว่าจะขับเกียร์ออโต้ก็ตาม
 
รูปสุดท้ายเป็นประสบการณ์ของตนเองเมื่อตอนเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ระหว่างขับบนทางหลวงสาย 1090 จาก อ.อุ้มผาง กลับมาอ. พบพระ ที่จังหวัดตากหลังฝนตกและลมกรรโชกแรง ปรากฎว่ามีต้นไม้ล้มพาดสายไฟฟ้าทำให้เสาไฟฟ้าล้มลงขวางถนน เส้นทางที่พอจะขับผ่านได้ก็มีแค่ตรงลูกศรสีส้มชี้ (ข้างซ้ายเป็นร่องระบายน้ำ) ตรงนี้โชคดีที่สายไฟแรงสูงที่ลงมาพาดพื้นถนนนั้นเป็นแบบมีฉนวนหุ้ม แต่ยังไงก็ไม่ควรเดินเข้าไปใกล้สายไฟเหล่านั้น รายการนี้เรียกว่าล้อซ้ายไต่ขอบไม่เต็มล้อ ส่วนล้อขวาก็เกือบเบียดหัวเสาไฟฟ้าจึงรอดไปได้ ไม่เช่นนั้นก็คงต้องรอบนเขาอีกหลายชั่วโมงแน่

วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2555

อย่าไว้ใจแม่แรง MO Memoir : Monday 1 October 2555

ถ้าคิดเป็นระยะทางแล้วในแต่ละปีดูเหมือนผมจะขับรถบนทางหลวงระหว่างจังหวัดมากกว่าขับรถในตัวเมือง และถ้าคิดเป็นชั่วโมงก็ดูเหมือนว่าชั่วโมงการขับรถตอนกลางคืนจะพอ ๆ กันกับชั่วโมงการขับรถตอนกลางวัน

ผมไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้เขาเรียนขับรถกันอย่างไร สมัยตอนผมหัดขับรถนั้น พออายุถึงเกณฑ์ทางบ้านก็ส่งให้ไปเรียนหัดขับรถ โดยไปเรียนที่โรงเรียนสอนขับรถหน้าปากซอยเพราะที่บ้านไม่มีรถยนต์ใช้และไม่มีใครขับรถเป็น เรียกว่าขับเป็นก่อนจะมีรถขับเสียอีก

การสอนขับรถในสมัยนั้นก็ไม่สอนเฉพาะเทคนิคการขับหรือกฎจราจรเพื่อทำข้อสอบ แต่ยังมีการสอนเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงฉุกเฉินในกรณีที่รถมีปัญหาที่เราพอจะแก้ไขเองได้ และเรื่องหนึ่งที่สอนกันคือการเปลี่ยนยาง

ในเส้นทางที่ขับเป็นประจำ จากการสังเกตปัญหาส่วนใหญ่ที่ทำให้รถจอดข้างทางต้องคือปัญหาเรื่องยางแบนและยางระเบิด ปัญหาเรื่องยางระเบิดเห็นเป็นประจำกับรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่ตีข้างกระบะท้ายสูง จะได้บรรทุกของได้เยอะ ๆ อีกพวกก็รถปิ๊คอัพซึ่งพวกนี้มีทั้งยางแบนและเพลาหัก (บรรทุกของหนักเกินกำลังไปเป็นเท่าตัว) ส่วนรถเก๋งนั้นจะเป็นเรื่องยางแบนเป็นหลัก

เรื่องการเปลี่ยนยางรถเก๋งนี้แต่ก่อนจะเห็นคนขับ (หรือผู้ที่ร่วมเดินทาง) เป็นผู้ลงมือทำกันเอง แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยจะเห็นกันเท่าไรแล้ว คงเป็นเพราะว่าไม่ค่อยจะได้ทำกันเอง เพราะเรียกใช้บริการต่าง ๆ ที่มีผู้บริการให้ถึงที่ หรือไม่ก็ไปมีปัญหาอยู่บนทางด่วนซึ่งไม่ค่อยจะมีที่ว่างที่ปลอดภัยให้ทำการเปลี่ยนยางด้วยตนเอง (ขนาดเข้าชิดขอบทางด้านซ้ายแล้วก็ยังมีพวกวิ่งแซงโดยใช้ขอบทางด้านซ้ายทางอีก) ต้องเรียกรถเจ้าหน้าที่มาจอดปิดท้ายก่อน จะปลอดภัยมากกว่า

ในการเปลี่ยนยางนั้นจะเริ่มจากการดึงเบรคมือให้รถอยู่กับที่เสียก่อน ไม่ให้เกิดการเคลื่อนตัวในระหว่างที่หมุนประแจเพื่อคลายนอตที่ยึดล้อ (เพียงแค่คลายให้หลวมแต่ยังไม่ถอดออก) ก่อนที่จะยกรถด้วยแม่แรงนั้นก็จะนำเอายางอะไหล่มารองไว้ใต้ท้องรถใกล้ตำแหน่งที่จะยก (ตามรูปข้างล่าง) โดยกะให้แนวกลางล้ออยู่ตรงแนวรับน้ำหนักของแม่แรง


เหตุผลที่เขาบอกให้ทำอย่างนั้นก็เพราะว่าเขาไม่ให้ไว้ใจแม่แรง เพราะแม่แรงติดรถนั้นเป็นเพียงแม่แรงขนาดเล็ก ฐานที่วางกับพื้นนั้นก็ไม่ได้มีขนาดกว้างอะไร อาจล้มเอียงได้ง่ายโดยเฉพาะเวลาวางบนพื้นที่ไม่ราบเรียบหรือไม่แน่น (เช่นถนนลูกรัง) หรือจับไม่ถูกกับตำแหน่งยกรถที่ถูกต้อง ดังนั้นถ้าเกิดปัญหาใด ๆ ทำให้แม่แรงไม่สามารถรับน้ำหนักรถได้ การวางยางอะไหล่ที่ตำแหน่งดังกล่าวจะช่วยป้องกันไม่ให้รถตกกระแทกพื้น และถ้ามีคนอยู่ใต้ท้องรถก็จะได้ไม่โดนรถทับ

เมื่อยกรถขึ้นแล้วก็จะทำการถอดเอานอตล้อที่คลายเอาไว้ออกจนหมด จากนั้นจึงนำเอาล้อเดิมออก เอาล้อที่ถอดออกไปวางใต้ท้องรถแทนล้ออะไหล่ แล้วเอาล้ออะไหล่ใส่เข้าไปแทนล้อที่ถอดออกมา ขันนอตกลับเข้าไปจนตึงมือ จากนั้นจึงลดแม่แรงลงให้ล้อสัมผัสพื้นถนน แล้วค่อยขันนอตล้อให้แน่น

ที่เล่ามาเป็นเรื่องที่ได้เรียนมาจากช่างรุ่นก่อน ๆ ที่เขาบอกเล่าเอาไว้