แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รถไฟฟ้า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รถไฟฟ้า แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2564

ฝึกงานภาคฤดูฝน ๒๕๖๔ (๒) เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) MO Memoir : Monday 7 June 2564

เมื่อแนวโน้มให้หน่วยงานต้องแสดงตนว่า "เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม" มาแรง ใครเขาบอกว่าอะไรเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมก็ต้องรีบทำตาม ห้ามถาม ห้ามสงสัย เพราะไม่เช่นนั้นจะกลายเป็น ... (แล้วแต่จะว่ากันไป)

สมมุติว่ามีประเทศ ๒ ประเทศคือประเทศ A และประเทศ B ประเทศ A ไม่มีการผลิตไฟฟ้าใช้เองในประเทศ ทุกอย่างในประเทศใช้ไฟฟ้าหมด ไม่ว่าจะเป็นการประกอบอาหาร การคมนาคม ไม่มีการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ใช้กันในชีวิตประจำวันในประเทศ ทั้งไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิจประจำวันถูกนำเข้ามาจากประเทศ B ทั้งหมด ขยะ recycle ที่เกิดขึ้นในประเทศ A ถูกส่งไปให้ประเทศ B จัดการ ในขณะที่ประเทศ B นั้นมีการนำเข้าน้ำมันปิโตรเลียม ถ่านหิน และวัตถุดิบต่าง ๆ เพื่อผลิตไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวันต่าง ๆ เพื่อการใช้เองในประเทศและส่งออกไปยังประเทศ B และยังรับขยะ recycle ในประเทศ A มาจัดการอีก (รูปที่ ๑)

ในกรณีเช่นนี้จะถือว่าประเทศ A เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจสีเขียวและใช้พลังงานสะอาดหรือไม่

รูปที่ ๑ ประเทศ A ไม่มีการผลิตไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ โดยนำเข้าจากประเทศ B หมด พลังงานต่าง ๆ ที่ใช้ในครัวเรือนและการคมนาคมของประเทศ A เป็นพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด ในขณะที่ประเทศ B ต้องนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลมาผลิตไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ให้ประเทศ A ใช้

ข้อมูลจาก Union of Concerned Scientists (๑) กล่าวไว้ว่าในปีค.ศ. ๒๐๑๘ ประเทศจีนผลิต CO2 มากเป็นอันดับ ๑ ของโลกคือ 10.06 GT โดยมีสหรัฐอเมริกาผลิตมากเป็นอันดับ ๒ คือ 5.41 GT (1 GT = หนึ่งพันล้านตัน) ถ้าดูแค่นี้ก็จะเห็นว่าจีนผลิต CO2 มากกว่าสหรัฐอเมริกาเกือบ 2 เท่า แต่ถ้าคิดเป็นปริมาณต่อหัวประชากร ซึ่งในปีเดียวกันนั้นจีนมีประชากร 1,428 ล้านคน (๒) ส่วนสหรัฐอเมริกามี 327 ล้านคน (๓) ตัวเลขของจีนก็จะออกมาเป็น 7.04 ล้านตันต่อประชากร ๑ ล้านคน ในขณะที่ของสหรัฐอเมริกาจะเป็น16.54 ล้านตันต่อประชากร ๑ ล้านคน ซึ่งสูงกว่าจีนถึง 2.34 เท่า นอกจากนี้ประเทศจีนยังเป็นฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่ถูกนำไปใช้ในประเทศอื่นทั่วโลก

ในกรณีนี้จะถือว่าประเทศไหนผลิตแก๊สเรือนกระจกมากกว่ากัน

หมายเหตุ

(๑) https://www.ucsusa.org/resources/each-countrys-share-co2-emissions
(๒) https://www.worldometers.info/world-population/china-population/

ในหน่วยงานขนาดใหญ่หน่วยงานหนึ่ง มีรถบริการสำหรับการเดินทางไปยังบริเวณต่าง ๆ ของหน่วยงาน และมีการตั้งโรงอาหารไว้ตามที่ต่าง ๆ ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงรถให้บริการ โดยเปลี่ยนจากของเดิมที่ใช้ทั้งน้ำมันและ/หรือแก๊สหุงต้มเป็นเชื้อเพลิง มาเป็นการใช้รถพลังงานไฟฟ้าแทน โดยอ้างว่าเป็นการลดการปลดปล่อยแก๊ส CO2 และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยไฟฟ้าที่นำมาขับเคลื่อนรถนั้นเป็นไฟฟ้าที่ต้องจัดหาเพิ่มเติม (นอกเหนือไปจากกิจกรรมปรกติของหน่วยงาน) จากผู้ให้บริการภายนอกหน่วยงาน ที่ผลิตไฟฟ้าด้วย การเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล และ/หรือ พลังงานหมุนเวียน (รูปที่ ๒)

รูปที่ ๒ เดิมรถบริการภายในหน่วยงานใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในการขับเคลื่อน ต่อมามีการเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าโดยอ้างว่าการใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า แต่การประกอบอาหารของร้านอาหารต่าง ๆ ภายในหน่วยงานยังคงใช้เตาแก๊สเหมือนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนไปเป็นการใช้พลังงานไฟฟ้า

ประเด็นที่น่านำมาพิจารณาก็คือ ผู้ให้บริการไฟฟ้านั้นผลิตไฟฟ้าด้วยกรรมวิธีใด ด้วยการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล และ/หรือการใช้พลังงานหมุนเวียนที่ไม่ก่อให้เกิด CO2 เพราะถ้าการผลิตไฟฟ้านั้นใช้กระบวนการที่ทำให้เกิด CO2 มันก็จะกลายเป็นการผลักภาระการปลดปล่อย CO2 ไปให้ผู้อื่น (ทำนองเดียวกับกรณีของรูปที่ ๑) และถ้าพลังงานไฟฟ้าที่ใช้นั้นเป็นพลังงานที่สะอาดและประหยัดกว่าการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล ถ้าเช่นนั้นทำไมจึงไม่กำหนดให้ผู้ที่ประสงค์จะขายอาหารตามโรงอาหารต่าง ๆ ของหน่วยงาน ต้องประกอบอาหารด้วยการใช้เตาไฟฟ้าเท่านั้น ห้ามใช้เตาแก๊ส หรือไม่ก็กำหนดให้ต้องต้องใช้เตาถ่านในการประกอบอาหาร เพราะไม้ฟืนและถ่านไม้ก็เป็นพลังงานหมุนเวียนเช่นเดียวกับน้ำมันปาล์มและไบโอเอทานอล

ทีนี้ถ้ามาลองพิจารณากรณีตัวอย่างที่เป็นโรงงานดูบ้าง (รูปที่ ๓) หลายโรงงานมีการใช้ไอน้ำให้ความร้อนโดยใช้น้ำมันดีเซล/เตาเป็นเชื้อเพลิงให้กับหม้อไอน้ำ และถ้าเปลี่ยนมาเป็นใช้ไฟฟ้า (จากผู้ให้บริการภายนอกโรงงาน) ให้ความร้อนในการผลิตไอน้ำแทน โรงงานก็จะอ้างได้ว่าลดการปลดปล่อยแก๊ส CO2 แต่ในภาพรวมนั้นจะถือว่าการปลดปล่อย CO2 ลดลงจริงหรือไม่ ตรงนี้ก็คงขึ้นอยู่กับว่าไฟฟ้าที่ใช้นั้นผลิตด้วยวิธีใด ถ้าผลิตด้วยการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลก็จะเป็นเพียงแค่การผลักภาระการปลดปล่อยจากตัวโรงงานเองไปให้โรงไฟฟ้า และสัดส่วน "ปริมาณ CO2 ที่โรงไฟฟ้าต้องปล่อยเพิ่มขึ้น" เพราะต้องผลิตไฟฟ้ามากขึ้นตามความต้องการที่สูงขึ้น ต่อ "ปริมาณ CO2 ที่โรงงานลดการปลดปล่อย" นั้น มีค่าเท่าใด

"ราคาต้นทุนในการผลิต" ถือว่าเป็นตัวสะท้อนการใช้พลังงานในการผลิตได้ และควรนำมาใช้เป็นตัวพิจารณาความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า "ราคาขาย" เพราะถ้าต้องใช้พลังงานสูงในการผลิต ต้นทุนการผลิตก็จะสูงตามไปด้วย แต่ราคาขายนั้นสามารถบิดเบือนได้ง่ายด้วยการใช้การอุดหนุนและการเก็บภาษี ที่สามารถทำให้สินค้าที่มีต้นทุนต่ำมีราคาขายที่สูง ในขณะที่สินค้าที่มีต้นทุนสูงสามารถขายในราคาขาดทุนได้ ตัวอย่างที่เห็นชัดในบ้านเราคือราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง

รูปที่ ๓ โรงงานที่ใช้น้ำมันดีเซล/เตาเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไอน้ำสำหรับใช้ให้ความร้อนในโรงงาน (รูปซ้าย) ถ้าเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าให้ความร้อนในการผลิตไอน้ำแทน (รูปขวา) ตัวโรงงานเองก็จะอ้างว่าฃ่วยลดการปลดปล่อย CO2 ได้ แต่ในความจริงถ้ามองภาพรวมก็คงขึ้นกับว่าไฟฟ้านั้นผลิตโดยวิธีใด และต้นทุนการผลิตไอน้ำที่แท้จริงนั้นแบบไหนประหยัดกว่ากัน

บรรจุภัณฑ์พลาสติกถูกโจมตีว่าต้องใช้เวลานานมากในการย่อยสลาย บางหน่วยงานจึงมีการแทนที่ด้วยการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุที่อ้างว่า "ย่อยสลายได้" (แต่ไม่ยักบอกว่าด้วยสภาวะ "ปรกติตามธรรมชาติ" หรือด้วยสภาวะ "พิเศษที่ไม่มีในธรรมชาติ") แต่สิ่งหนึ่งที่ควรมีการนำมาพิจารณาร่วมด้วยก็คือ มีขั้นตอนการแยกขยะหรือไม่ และจัดการอย่างไรกับขยะที่ผ่านการแยกแล้ว ภาระในการกำจัดขยะนั้นเป็นของใคร และที่สำคัญคือมีการลดการเกิดขยะหรือไม่

รูปที่ ๔ ระหว่างผลิตภัณฑ์พลาสติกที่สามารถนำไป Recycle หรือเผาเพื่อผลิตพลังงานได้ แต่มีปัญหาเรื่องการฝังกลบ ผลิตภัณฑ์พอลิเมอร์ชีวภาพสังเคราะห์ที่อ้างว่าย่อยสลายได้ (ด้วยสภาวะปรกติตามธรรมชาติ ???) แต่ไม่สามารถนำไป Recycle ได้ กับผลิตภัณฑ์ที่สามารถล้างและใช้ซ้ำได้ ที่ผลิตน้ำเสียที่ต้องเข้าสู่ระบบบำบัด

ที่เห็นใช้กันอยู่ บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้มีต้นทุนที่สูงกว่าบรรจุภัณฑ์พลาสติก นั่นแสดงให้เห็นถึงต้นทุนการผลิตและการใช้พลังงานที่สูงกว่าในการผลิตหรือไม่ (คือมีการปลดปล่อยมลพิษในการผลิตที่สูงกว่าหรือไม่) และยังไม่สามารถนำไป recycle ได้ ในกรณีที่ขยะพลาสติกของหน่วยงานนั้นถูกนำไป recycle หรือเผาเพื่อผลิตพลังงาน ไม่ได้นำไปฝังกลบ การเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์ที่อ้างว่ามีข้อดีตรงที่ย่อยสลายได้ แต่มีต้นทุนการผลิตที่สูงและไม่สามารถ recycle ได้นั้นจัดว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจริงหรือไม่

สิ่งหนึ่งที่แปลกก็คือ ในบางหน่วยงานแต่เดิมมีการใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถล้างและนำกลับมาใช้งานใหม่ได้ แต่พักหลัง ๆ กลับเป็นการให้ใช้บรรจุภัณฑ์พอลิเมอร์ธรรมชาติสังเคราะห์ที่บอกว่า "ย่อยสลายได้" ทำให้ต้นทุนราคาเครื่องดื่มสูงขึ้น (ทั้ง ๆ ที่คนส่วนใหญ่นั่งกินที่โรงงานหารและก็ทิ้งที่นั่น) การผลิตขยะที่แม้ว่าจะย่อยสลายได้แทนการใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถล้างและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ จะถือว่าเป็นการผลักภาระให้หน่วยงานอื่นเป็นผู้จัดการขยะ (ที่ผลิตเพิ่มขึ้น) แทนหรือไม่ ดังนั้นการพิจารณาว่าผลิตภัณฑ์ใดมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้นด้วยการดูเพียงแค่ย่อยสลายได้นั้นถือว่าเหมาะสมหรือไม่ เพราะการ recycle และการกำจัดด้วยการเผาเพื่อผลิตพลังงาน มันก็เป็นทางเลือกอื่นที่มีอยู่เหมือนกัน

รูปที่ ๕ แม้แต่วัสดุจากธรรมชาติ (เช่นกระดาษ) ก็ยังต้องการสภาวะที่เหมาะสมในการย่อยสลาย ในหลุมฝังกลบที่ไม่มีทั้งความชื้น สารอาหาร และอุณหภูมิที่เหมาะสม กระดาษหนังสือพิมพ์ก็ยังอยู่ในสภาพที่สามารถอ่านได้แม้จะถูกฝังนาน ๔๐ ปี (บทความจาก https://www.ecoproducts.com/images/pdfs/talking_points/Biodegradation.pdf)

มีหลายรายงานที่แสดงให้เห็นว่า แม้แต่ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่ควรจะย่อยสลายได้นั้น ถ้าถูกนำมาฝังกลบกลับยังคงอยู่ในสภาพเดิมได้เป็นเวลานาน (รูปที่ ๕) ทั้งนี้เพราะแบคทีเรียที่ทำหน้าที่ย่อยสลาย (ไม่ว่าจะเป็นชนิดที่ใช้ออกซิเจนหรือไม่ใช้ออกซิเจน) ย่อมต้องการสารอาหารและสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม (ความชื้น อุณหภูมิ) การนำขยะธรรมดา (ที่ถ้าทิ้งไว้ตามพื้นจะสามารถย่อยสลายได้ง่าย เช่นกระดาษ) ไปฝังกลบ กลับทำให้ขยะเหล่านั้นอยู่ได้นานขึ้นเพราะสภาพแวดล้อมในหลุมฝังกลบนั้นไม่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย

ดังนั้นการเน้นการแทนที่บรรจุภัณฑ์พลาสติกด้วยการใช้วัสดุที่ "ย่อยสลายได้" อาจไม่ใช่ทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเสมอไป ควรต้องพิจารณาด้วยว่าการจัดการขยะที่เกิดขึ้นนั้นกระทำอย่างไร (ซึ่งไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกท้องถิ่น) เช่นถ้านำขยะคัดแยกออกมานั้นไป recycle หรือแยกเป็นชนิดที่เผาได้นั้นไปเผาเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า (แบบเดียวกับโรงไฟฟ้าชีวมวล) การแทนที่บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีการแยกแยะและส่งตรงไปที่โรงไฟฟ้านี้ด้วยบรรจุภัณฑ์ที่มีราคาแพงกว่า (และพลังงานในตัวต่ำกว่า) ด้วยการอ้างว่ามัน "ย่อยสลายได้" นั้นจำเป็นหรือไม่

คำตอบของเรื่องนี้ (เพื่อให้ดีที่สุดกับสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่ภาพลักษณ์ของหน่วยงาน) คงไม่มีคำตอบตายตัว

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

รถไฟฟ้า เอาไฟฟ้าจากไหนมาใช้ MO Memoir : Thursday 14 November 2562

รูปที่ ๑ สัดส่วนที่มาของพลังงานไฟฟ้าของประเทศในกลุ่มนอร์ดิก (จาก https://www.nordicenergy.org/publications/)
  
ช่วงที่ผ่านมาเห็นมีการแชร์กันเรื่องที่บางประเทศในยุโรป โดยเฉพาะนอร์เวย์ หันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้น โดยอ้างว่าเพื่อลดการปลดปล่อย CO2 เพราะรถไฟฟ้านั้นวิ่งด้วยไฟฟ้า ไม่ได้ใช้น้ำมัน บางคนก็แชร์โดยมีความเห็นเปรียบเทียบทำนองว่าประเทศอื่นเขาไปกันตั้งไกลแล้ว ส่วนประเทศไทยยังไม่ไปไหนเลย
  
เรื่องรถไฟฟ้านี้ที่อ้างกันว่ามันช่วยลดการปลอปล่อย CO2 ได้นั้นเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ ก็ต้องไปดูตรงที่ไฟฟ้าที่เอามาชาร์ตแบตเตอรี่นั้นได้มาอย่างไร ถ้ามันได้มาจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล การใช้รถไฟฟ้าก็เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนที่ปลดปล่อย CO2 คือลดการปลดปล่อยในตัวเมือง แต่ไปเพิ่มการปลดปล่อยที่โรงไฟฟ้าแทน และนั่นอาจหมายถึงการที่ต้องสร้างโรงไฟฟ้ามากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มากขึ้นตามไปด้วย
  
พอถึงจุดนี้บางคนก็อาจจะบอกว่ายังไงมันก็ดีกว่าการให้รถยนต์วิ่งปลดปล่อยทั่วไปหมด แต่ถ้าถามว่าถ้าหากต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเติม คุณจะยินดีให้ไปสร้างโรงงานไฟฟ้าข้าง ๆ บ้านคุณหรือชุมชนที่คุณอยู่ไหม เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่ฝรั่งเขาเรียกประชดพวกเรียกร้องให้มีการพัฒนาการต่างๆ ว่า "NIMBY" หรือ "Not In My Back Yard" แปลว่าไม่มีปัญหาหรอกถ้าไม่ใช่มาอยู่ข้าง ๆ บ้านฉัน
  
รูปที่ ๑ และ ๒ ผมดาวน์โหลดมาจากเว็บ https://www.nordicenergy.org/publications/ เป็นเอกสารแสดงแหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้า (รูปที่ ๑) และสัดส่วนการใช้พลังงานของประเทศกลุ่ม Nordic ซึ่งได้แก่ประเทศในกลุ่มยุโรปตอนเหนืออันได้แก่ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวียน เดนมาร์ก และรวมไปถึงไอซ์แลนด์
  
ปรกติแล้วประเทศที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้มากเกินความต้องการใช้ในประเทศ ก็สามารถส่งไฟฟ้าเป็นสินค้าขาออกได้ถ้าหากประเทศที่อยู่ติดกันนั้นยินดีรับซื้อ อย่างเช่นเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำที่เพิ่งเปิดใช้งานที่สร้างในประเทศลาว ไฟฟ้าส่วนใหญ่ที่ผลิตที่นั่นก็จะส่งขายมายังประเทศไทย ประเทศที่เป็นผู้ส่งออกไฟฟ้าก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการรับซื้อไฟฟ้าจากเพื่อนบ้านนะ ตรงนี้อาจต้องดูเรื่องระบบสายส่งประกอบด้วย ท้องที่ที่อยู่ห่างไกลจากแหล่งผลิตไฟฟ้าของประเทศหนึ่ง แต่อยู่ใกล้แหล่งผลิตไฟฟ้าของประเทศเพื่อนบ้าน การซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านอาจจะถูกว่าการลงทุนเดินสาย (และบำรุงรักษา) ภายในประเทศเองก็ได้ ดังนั้นในแผนผังในรูปที่ ๑ นั้นก็จะเห็นว่า แม้แต่ประเทศนอร์เวย์ที่เป็นผู้ส่งออกไฟฟ้ารายใหญ่เอง ก็ยังมีการนำเข้าไฟฟ้าด้วย ไทยกับลาวแต่ก่อนก็เป็นเช่นนั้น คือไทยมีการซื้อไฟฟ้าจากลาวตอนบน และมีการขายให้กับลาวตอนล่าง เพราะเวลานั้นระบบสายส่งฝั่งไทยนั้นมีความพร้อมมากกว่า
   
นอร์เวย์เองเป็นประเทศที่ผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานที่ไม่ใช่เชื้อเพลิงฟอสซิลได้มากกว่าความต้องการในประเทศ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลกเช่นกัน (เขามีน้ำมันในทะเลเหนือ) ดังนั้นจึงไม่แปลกถ้าเขาจะหันมารณรงค์ให้คนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น
  
ไฟฟ้าที่รถยนต์ต้องการนั้นไม่ได้มีเพียงแค่เฉพาะสำหรับการขับเคลื่อนเท่านั้น แต่ที่เห็นโฆษณากันมักจะคุยเพียงแค่วิ่งได้เร็วเท่าใด วิ่งได้ระยะทางไกลแค่ไหน แต่ไม่ยักมีการบอกว่าการทดสอบดังกล่าวนั้นมีการเปิดใช้เครื่องปรับอากาศด้วยหรือไม่ (ไม่ว่าจะเป็นเครื่องทำความร้อนสำหรับประเทศหนาว หรือเครื่องทำความเย็นสำหรับประเทศร้อน) และถ้าสภาพการจราจรที่ติดขัดหนักมาก อย่างเช่นในกรุงเทพมหานครในชั่วโมงเร่งด่วน ซึ่งแน่นอนว่าต้องเปิดเครื่องปรับอากาศกันอยู่แล้ว แบตเตอรี่จะเหลือไฟให้รถนั้นวิ่งได้ไกลแค่ไหน
  
อีกเรื่องที่ควรต้องนำมาพิจารณาคือผลของอุณหภูมิที่มีต่ออายุการใช้งานแบตเตอรี่ ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายไฟหรือชาร์ตไฟ เพราะการทดสอบที่ให้ผลดีในประเทศที่มีอากาศเย็นนั้นเมื่อนำมาทดสอบในประเทศที่มีอากาศร้อนก็มีสิทธิที่จะแตกต่างกันได้ โดยเฉพาะในส่วนอายุการใช้งาน และจะจัดการอย่างไรกับแบตเตอรี่ที่หมดอายุการใช้งานแล้ว
  
ดังนั้นก่อนที่จะรณรงค์ให้หันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าให้มากขึ้น ก็ควรที่จะพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้รอบด้านก่อนว่าอันที่จริงแล้วมันช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมจริงหรือไม่ เพราะมันอาจช่วยลดในเรื่องหนึ่ง แต่ไปเพิ่มปัญหาด้านอื่นแทน
  
เห็นมาหลายที่แล้วที่นำยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้โดยอ้างว่ารักษาสิ่งแวดล้อม ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงเป็นเพียงแค่การย้ายการปลดปล่อยมลภาวะจากในหน่วยงานไปยังโรงไฟฟ้าชานเมืองให้มากขึ้นแค่นั้นเอง

รูปที่ ๒ สัดส่วนการใช้พลังงานในกลุ่มประเทศนอร์ดิก จะเห็นว่ายังมีการใช้น้ำมันในสัดส่วนที่สูง แม้แต่นอร์เวย์เองก็ตาม

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2561

รถไฟฟ้าติดแอร์หรือเปล่าครับ ? MO Memoir : Wednesday 1 August 2561

"แอร์" ในที่นี้คือภาษาพูดของบ้านเรา จะเรียกให้เป็นทางการก็คือเครื่องปรับอากาศ และถ้าจะระบุให้เจาะจงชัดเจนก็ต้องเป็นเครื่องปรับอากาศที่ใช้ทำความเย็น
 
ส่วนคำถามที่ว่า "รถไฟฟ้าติดแอร์หรือเปล่า" ที่เคยเห็นก็มีทั้งแบบที่ติดแอร์และไม่ติดแอร์ และถ้าเป็นรถที่ติดแอร์ ก็จะมีคำถามตามมาอีกก็คือ "เอาพลังงานจากที่ไหนมาใช้เดินเครื่องปรับอากาศ"




เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ตอนที่ทางมหาวิทยาลัยจัดงาน ก็มีบริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้านำรถยนต์นั่งส่วนบุคคลมาแสดง โดยอ้างว่าชาร์ทไฟหนึ่งครั้งวิ่งได้ ๒๐๐ กิโลเมตร (ไม่มีการเปิดแอร์) ถ้าคิดเป็นเวลาใช้งานก็น่าจะอยู่ที่ราว ๆ ๒ - ๓ ชั่วโมง ผมเองก็แวะเข้าไปดูเพราะอยากรู้ว่ารถยนต์คันนี้มันติดแอร์หรือเปล่า ก็เห็นว่ามันติดแอร์ ก็เลยถามเขาว่าแล้วแอร์ใช้พลังงานจากไหน เขาก็บอกว่าแบตเตอรี่ ผมจึงถามต่อไปว่าแอร์มันกินกำลังแบตเท่าไร เขาก็ตอบว่าประมาณ 40% นั่นก็แสดงว่าถ้าขับไปและเปิดแอร์ไปด้วย ระยะทางที่รถวิ่งได้ก็เหลือเพียงแค่ ๑๒๐ กิโลเมตร แต่นี่เป็นกรณีที่วิ่งโดยไม่มีการหยุดนะครับ
 
ในสภาพความเป็นจริงนั้นสำหรับการเดินทางในเมือง โดยเฉพาะอากาศร้อนแบบบ้านเรา การเปิดแอร์ในรถคงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และในสภาพการจราจรที่ติดขัด แม้ว่ารถจะไม่วิ่ง แต่แอร์ก็ยังต้องดึงกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่อยู่ คำถามที่น่าสนใจหาคำตอบก็คือ ถ้าเปิดแอร์เพียงอย่างเดียว (คือจำลองสภาพรถติดมาก ๆ ที่เป็นเรื่องปรกติในกรุงเทพ) จะอยู่ได้กี่ชั่วโมง (หรือนาที) ก่อนที่แบตจะหมด แต่ประเด็นนี้ดูเหมือนว่าทางผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าไม่อยากจะกล่าวถึงเท่าไรนัก (และคงไม่อยากให้มีใครถามถึงด้วย)
 
รถโดยสารไฟฟ้าที่วิ่งภายในมหาวิทยาลัย รายแรกที่นำมาวิ่งนั้นใช้แบตเตอรี่ตะกั่ว-กรดเป็นแหล่งพลังงาน แต่เขาใช้ไฟฟ้าเพื่อการขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียว ส่วนเครื่องปรับอากาศนั้นเขาใช้เครื่องยนต์เบนซินที่ใช้แก๊สหุงต้มเป็นเชื้อเพลิง
 
ในตอนนั้น รถที่ต้องวิ่งออกไปนอกมหาวิทยาลัยไปทางสยามสแควร์ จะใช้รถที่มีเครื่องปรับอากาศ เพราะมันต้องไปติดอยู่ท่ามกลางควันไอเสียรถ แต่ถ้าเป็นรถที่วิ่งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยเป็นหลัก (สายที่ข้ามฟากไปมาระหว่างสองฝั่งถนนพญาไท) ก็จะมีการนำเอารถที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศที่เป็นแบบตัวถังเปิดโล่งมาวิ่ง รถที่มีเครื่องปรับอากาศนั้นเวลาที่แก๊สหมดทีก็ต้องแวะเข้าไปเปลี่ยนถังแก๊สที่อู่ ส่วนแบตเตอรี่นั้นเห็นมีทั้งเอาเข้าไปจอดชาร์ทไฟ และแบบที่ยกเปลี่ยนโดยถอดเอาแบตเตอรี่ที่หมดไฟแล้วออก แล้วใส่ชุดใหม่ที่ชาร์ทไฟไว้เต็มแล้วเข้าไปแทน
 
ส่วนรถรุ่นปัจจุบันที่เป็นของรายใหม่นั้นเห็นตอนโฆษณาบอกว่าจะใช้แบตเตอรี่ชนิดลิเทียมฟอสเฟต รถรุ่นนี้ต้องยอมรับว่าอัตราเร่งออกตัวดีกว่าของรายแรก เสียตรงที่ว่าโช็คหลังนั้นส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดดีเหลือเกิน เสียงดังอย่างกับใช้ระบบฝูงหนูถีบจักรในการขับเคลื่อนล้อหลัง รถที่มาใหม่นั้นติดแอร์ทุกคัน โดยใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ในการเดินเครื่องแอร์
 
มีวันหนึ่งผมโบกรถคันหนึ่งที่เขากำลังจะกลับไปที่อู่ ทั้งคันมีผมเป็นผู้โดยสารอยู่คนเดียว ก็เลยได้คุยกับคนขับรถ ผมถามเขาว่าชาร์ทไฟแต่ละครั้งวิ่งได้กี่รอบ เขาก็บอกว่า ๓ - ๕ รอบ ขึ้นอยู่กับว่าต้องจอดรอนานเท่าใด ถ้าเข้าถึงท่าแล้วได้ออกรถเลยก็วิ่งได้ถึง ๕ รอบ แต่ถ้าเป็นช่วงกลางวันที่ ๑๕ นาทีออกคันนึง ก็วิ่งได้เพียงแค่ ๓ รอบ ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไปพอรถต้องจอดรอแล้ววิ่งได้น้อยรอบลง เขาอธิบายว่าเป็นเพราะต้องเปิดรถให้คนไปนั่งรอบนรถ ทำให้ต้องเดินเครื่องปรับอากาศตามไปด้วย นั่นก็คือแม้ว่ารถจะไม่วิ่ง แต่แบตเตอรี่ก็ยังคงต้องจ่ายไฟให้กับเครื่องปรับอากาศอยู่ และไฟที่แบตเตอรี่ใช้นั้นก็มีปริมาณที่มากเสียด้วย
 
ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในแต่ละช่วงเวลาของวันนั้นไม่เท่ากัน ช่วงหัวค่ำจะมีความต้องการไฟฟ้ามากที่สุดและต้นทุนการผลิตจะสูงที่สุด ทำให้ค่าไฟฟ้าในช่วงนี้แพงที่สุด (เป็นเพราะความต้องการไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นอยู่รวดเร็ว) รองลงไปก็จะเป็นช่วงกลางวัน (สำนักงานเปิดทำงาน มีการใช้เครื่องปรับอากาศและไฟแสงสว่างในอาคารกันมาก) กับรุ่งเช้า (ที่คนตื่นนอนมาทำกิจวัตรประจำวัน) โดยช่วงที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่ำที่สุดคือช่วงดึกไปจนถึงย่ำรุ่ง (คือคนเข้านอนกันหมด ร้านค้าและสำนักงานต่าง ๆ ปิดทำการ ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่จะมีปัญหาได้ถ้าหากความต้องการใช้ไฟฟ้านั้นต่ำเกินไป เพราะมันไม่สามารถเบาเครื่องหรือหยุดการทำงานเพื่อรอเริ่มต้นเดินเครื่องใหม่ได้อย่างรวดเร็ว) 
  
โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (ที่มีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยต่ำ) นั้นเหมาะสำหรับการเดินเครื่องด้วยโหลดคงที่ ไม่แกว่งไปมามากอย่างรวดเร็ว แต่ความต้องการไฟฟ้าในแต่ละช่วงเวลาของวันนั้นเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หนึ่งในวิธีการรองรับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าดังกล่าวคือพยายามให้โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เดินเครื่องคงที่ตลอดทั้งวัน ในช่วงที่ความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วก็ให้โรงขนาดเล็กที่แม้ว่าต้นทุนการผลิตต่อหน่วยสูงแต่สามารถเดินเครื่องเสริมได้อย่างรวดเร็ว เดินเครื่องเสริม และเมื่อความรต้องการใช้ไฟฟ้าลดลง ก็ค่อย ๆ หยุดการจ่ายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก ด้วยเหตุนี้การไฟฟ้าจึงมีการคิดค่าไฟฟ้าตามเวลาใช้งานจริง (สำหรับการใช้ในเชิงพาณิชย์) เพื่อจูงใจให้ลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงหัวค่ำ และไปใช้ในช่วงดึกแทน
 
รถไฟฟ้านั้นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือเปล่า ควรต้องพิจารณาประเด็นเรื่องจะทำอย่างไรก็แบตเตอรี่ที่หมดอายุการใช้งาน (เพราะมันเป็นขยะพิษ และอายุการใช้งานคงอยู่ได้ไม่เกิน ๑๐ ปีดังเช่นเครื่องยนต์อายุการใช้งานนานกว่านั้นมาก) และจะเอาไฟฟ้าจากแหล่งใดมาชาร์ทไฟ ในประเทศที่มีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำที่สูง และความสามารถในการผลิตไฟฟ้านั้นเกินกว่าความต้องการใช้ในประเทศ เมื่อไม่มีตลาดให้ส่งไฟฟ้าออกขาย ก็จำเป็นต้องกระตุ้นการใช้งานในประเทศ และวิธีการหนึ่งที่ทำได้ก็คือให้คนหันมาใช้รถไฟฟ้า
 
แต่ในประเทศที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิลเป็นหลักในการผลิตไฟฟ้า การใช้รถไฟฟ้าก็เป็นเพียงแค่การย้ายแหล่งผลิตมลพิษทางอากาศจากแหล่งเล็ก ๆ จำนวนมากในตัวเมืองไปเป็นแหล่งใหญ่ที่อยู่นอกตัวเมือง (จะเรียกว่าให้คนอยู่นอกเมืองรับเคราะห์แทนคนอยู่ในเมืองก็ไม่น่าจะผิด) แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่ตอนนี้มักจะแทบไม่มีใครเอ่ยถึงก็คือ การชาร์ทไฟนั้นควรไปชาร์ทในช่วงดึกไปถึงย่ำรุ่ง (หรือช่วง off peak) เพราะเป็นช่วงที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่ำสุด ไม่ใช่นึกอยากจะชาร์ทไฟเมื่อไรก็ได้ และเมื่อชาร์ทไฟแต่ละครั้งแล้วก็ควรที่จะใช้ได้ทั้งวัน ไม่ใช่ว่าต้องคอยชาร์ททุก ๆ ที่ที่ขับไปจอด