แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไฟไหม้ห้องทดลอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไฟไหม้ห้องทดลอง แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ความปลอดภัยในการทำงานและการออกแบบ ตอน หลักการทำงานเป็นตัวกำหนดวิธีการทำงาน MO Memoir : Sunday 3 February 2562

Pyrophoric substance เป็นสารที่สามารถลุกติดไฟได้เองเมื่อสัมผัสกับอากาศ สารเหล่านี้เป็นสารที่มีความว่องไวสูง มีการใช้ในการสังเคราะห์สารเคมีต่าง ๆ ตัวอย่างของสารเหล่านี้ได้แก่สารประกอบ alkyl lithium, alkyl magnesium, alkyl manesium halide, alkyl aluminium, alkyl aluminium halide เป็นต้น และอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีการใช้งานสารนี้เป็นจำนวนมากคือการผลิตพอลิโอเลฟินส์ที่ใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาระบบ Ziegler-Natta catalyst (เช่น HDPE, PP, LLDPE) ที่ใช้สารตระกูล alkyl aluminium หรือ alkyl aluminium halide เป็น co-catalyst (ตัวเร่งปฏิกิริยาร่วม) 
  
สารพวก alkyl lithium, alkyl magnesium, alkyl manesium halide, alkyl aluminium, alkyl aluminium halide เหล่านี้ไม่เพียงแต่ลุกติดไฟได้เองเมื่อสัมผัสกับอากาศ แต่ยังทำปฏิกิริยารุนแรงกับน้ำ การใช้งานสารเหล่านี้จึงต้องกระทำในบรรยากาศของแก๊สเฉื่อยที่แห้ง (เช่นทำงานใน glove box) หรืออาศัยการออกแบบอุปกรณ์และวิธีการถ่ายเทที่ป้องกันไม่ให้สารนี้มีการสัมผัสกับอากาศ แต่เมื่อนำสารนี้มาเจือจางด้วยตัวทำละลายไฮโดรคาร์บอนที่แห้ง (คือไม่มีน้ำละลายปนอยู่) มันก็จะลดความว่องไวลงไปมากจนสารละลายนั้นสามารถสัมผัสกับอากาศได้

รูปที่ ๑ ภาพจากคลิปวิดิโอ "Experimenting with danger" (https://www.youtube.com/watch?v=ALBWxGik64A) ที่ผู้ช่วยวิจัยผู้หนึ่งที่มหาวิทยาลัย UCLA เกิดอุบัติเหตุกับสาร t-butyl lithium จนเสียชีวิต

ในวันที่ ๒๙ ธันวาคม ปีค.ศ. ๒๐๐๘ (พ.ศ. ๒๕๕๑) เกิดอุบัติเหตุขึ้นกับผู้ช่วยวิจัยหญิงรายหนึ่งที่มหาวิทยาลัย UCLA ประเทศสหรัฐอเมริกา ในขณะที่กำลังดึงสาร t-butyl lithium (ที่เป็นสาร pyrophoric) ออกจากขวดบรรจุด้วยการใช้ syringe แต่เกิดอุบัติเหตุที่ทำให้สารดังกล่าวพ่นใส่มือและเสื้อสเวตเตอร์ที่ทำจาก "ผ้าใยสังเคราะห์" ส่งผลให้เกิดไฟลุกท่วมตัว ก่อนที่จะเสียชีวิตในอีก ๑๘ วันต่อมา (รูปที่ ๑ และ ๒) กรณีดังกล่าวก่อให้เกิดการสอบสวนและฟ้องร้องทั้งทางมหาวิทยาลัยและอาจารย์ผู้ควบคุมการทดลองดังกล่าวในฐานะที่ไม่จัดให้มีมาตรการความปลอดภัยในการทำการทดลองที่เพียงพอ

รูปที่ ๒ ผู้เสียชีวิตและสภาพที่เกิดเหตุของเพลิงไหม้ที่ UCLA

ต้นเดือนกันยายนปีพ.ศ. ๒๕๕๓ ได้มีโอกาสสนทนากับนิสิตที่ทำการทดลองคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดที่ UCLAและยังเกิดอุบัติเหตุที่คล้ายกัน ที่ต่างกันคืออุบัติเหตุครั้งหลังนี้เพียงแต่เป็นการหยดของสาร diethylaluminium chloride ลงใน "บีกเกอร์" ที่บรรจุเฮกเซนที่ใช้ล้าง syringe ทำให้เกิดไฟลุกไหม้เฮกเซนในบีกเกอร์นั้น โชคดีที่ไม่มีใครได้รับอันตรายและทรัพย์สินเสียหาย และสามารถดับไฟที่ลุกไหม้ได้อย่างปลอดภัย รายละเอียดของเหตุการณ์นี้ (พร้อมคลิปวิดิโอ) ได้เล่าไว้ใน Memoir ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๒๐๑ วันศุกร์ที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๓ เรื่อง "Pyrophoric substance (อีกครั้ง)" ซึ่งเหตุการณ์นั้นจะว่าไปแล้วคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดที่ UCLA มาก เพียงแต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นแตกต่างกัน 
  
สาเหตุหนึ่งของการเกิดอุบัติเหตุในปี ๒๕๕๓ คาดว่าคงเป็นเพราะการสอนวิธีการทำการทดลองต่อ ๆ กันมาด้วยการบอกเพียงแค่ "วิธีการ" โดยไม่มีการอธิบาย "หลักการ" ว่าควรต้องทำอย่างไร (เผลอ ๆ คนสอนเองก็อาจจะไม่รู้หลักการด้วยก็ได้) และเมื่อเวลาผ่านไปก็คงจะทำให้วิธีการมีความเพี้ยนไป หรือวิธีการที่ใช้ได้ดีกับสารหนึ่งอาจไม่เหมาะสมกับอีกสารหนึ่ง ดังนั้นเพื่อให้เห็นภาพเหตุการณ์ที่เกิด ก็เลยจะขอนำเอาเรื่องดังกล่าวมาเล่าใหม่ โดยจะเน้นไปที่ "หลักการ" ในการใช้ syringe ดึงเอาสารออกจากขวดบรรจุ และการล้าง syringe ตรงนี้ขอให้ดูรูปที่ ๓ ประกอบ
 
สาร diethylaluminium chloride (ต่อไปขอย่อว่า DEAC) บรรจุอยู่ในขวดปิดผนึกภายใต้บรรยากาศของแก๊สเฉื่อย การดึงสารดังกล่าวออกจากขวดด้วยการใช้ syringe จำเป็นต้องใช้ syringe ที่มีหัวเข็ม (needle) ที่ยาวมากพอ ตัว syringe ที่อยู่ในอากาศนั้นจะมีอากาศค้างอยู่ในตัว needle และตัว syringe เอง ดังนั้นจำเป็นต้องมีการกำจัดอากาศที่ตกค้างอยู่ในบริเวณดังกล่าวออกก่อน ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการใช้ syringe นั้นดูดแก๊สเฉื่อยและไล่แก๊สทิ้งหลาย ๆ ครั้ง
 
เมื่อไล่แก๊สเฉื่อยออกจาก syringe เรียบร้อยแล้วจึงใช้ syringe นั้นดูด DEAC ออกจากขวด เมื่อดูด DEAC ปริมาตรที่ต้องการได้แล้วก็ให้ยก syringe ขึ้นเพื่อให้ตัว needle นั้นขึ้นพ้นเหนือผิว DEAC ที่เป็นบริเวณบรรยากาศของแก๊สเฉื่อย (รูปที่ ๓ ซ้าย) จากนั้นให้ทำการดูดแก๊สเฉื่อยเข้ามาในตัว syringe ในปริมาณหนึ่ง การทำเช่นนี้ก็เพื่อดึงเอา DEAC ที่อยู่ในตัว needle นั้นให้เข้ามาอยู่ใน syringe ให้หมด และใช้แก๊สเฉื่อยที่อยู่ในตัว needle นั้นป้องกันไม่ให้ DEAC ทำปฏิกิริยากับอากาศเมื่อถอน syringe ออกมา ส่วนต้องดูดแก๊สเฉื่อยเข้ามาเท่าใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับขนาดของ needle

รูปที่ ๓ ตัวอย่างการดึงสาร diethyaluminium chloride ออกจากขวดบรรจุด้วยการใช้ syringe เพื่อทำการเจือจางและการล้าง syringe เพื่อกำจัดสารที่ตกค้างอยู่ใน syringe

กล่าวคือถ้า needle มีขนาดที่ยาว ปริมาตรแก๊สเฉื่อยที่ดูดเข้ามาก็ต้องมากตาม ซึ่งตรงนี้คือ "หลักการ" ส่วนต้องดูดเข้ามากี่ ml นั้นมันคือ "วิธีการ" เพราะปริมาตรส่วนนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของ needle ที่ใช้
แก๊สเฉื่อยที่ดูดเข้ามานั้นไม่เพียงแต่ช่วยไล่สารในตัว needle ให้เข้ามาอยู่ในตัว syringe แต่ยังทำหน้าที่ไล่สารที่อยู่ใน needle ออกด้วยเวลาที่เราดันไล่สารออกจาก syringe เพื่อทำการเจือจาง กล่าวคือในขั้นตอนการเจือจางสารนั้นก็จะย้าย syringe จากขวดที่ดูดสารออกมา มาปักลงในอีกขวดหนึ่งที่บรรจุตัวทำละลายที่จะใช้เจือจางสารที่อยู่ภายใต้บรรยากาศของแก๊สเฉื่อย (รูปที่ ๓ กลาง) เมื่อดันสารใน syringe ลงไปในตัวทำละลายแล้วก็จะยก syringe โดยให้ปลายของ needle อยู่เหนือสารละลายแต่ยังคงอยู่ในขวดบรรจุสารละลาย จากนั้นก็ทำการดูดแก๊สเฉื่อยในขวดบรรจุสารละลายนั้นเข้ามาใน syringe แล้วก็ดันไล่แก๊สนั้นออกไป ขั้นตอนนี้จะมีการกระทำซ้ำหลายครั้งเพื่อไล่สารที่ติดค้างอยู่ที่ผิวของ needle และ syringe ออกให้มากที่สุด
 
ขั้นตอนสุดท้ายเป็นขั้นตอนการล้าง syringe ด้วยตัวทำละลาย กล่าวคือหลังจากที่ใช้แก๊สเฉื่อยไล่สารที่ตกค้างอยู่ที่ผิวด้านในของ needle และ syringe ออกแล้ว ก็จะนำเอา syringe ไปดูดตัวทำละลายไฮโดรคาร์บอนเพื่อทำการล้างสารที่ตกค้างออกให้หมด (รูปที่ ๓ ขวา) โดยใช้ syringe นั้นดูดตัวทำละลายเข้ามาและไล่ออกไป ทำเช่นนี้ซ้ำหลายครั้ง ขั้นตอนสุดท้ายนี้เป็นขั้นตอนที่สามารถทำในอากาศได้
 
จะว่าไปแล้วถ้าหากก่อนที่จะดึงเข็มออกจากขวดบรรจุสารนั้น มีการดึงเอาแก๊สเฉื่อยเข้ามาใน syringe ในปริมาณที่ มากพอ ในขั้นตอนการถ่ายสารจาก syringe ลงไปในตัวทำละลายในขวดเตรียมสารละลายนั้น แก๊สเฉื่อยที่ดูดเข้ามาก็จะเพียงพอที่จะไล่สารที่ค้างอยู่ในตัว needle ออกไปจนหมดได้ แต่คำถามก็คือจะรู้ได้อย่างไรว่าดูดแก๊สเฉื่อยเข้ามาในปริมาณที่มากพอแล้ว และจะมั่นใจได้อย่างไรว่าไม่มีสารตกค้างอยู่ในตัว syringe ด้วยการดันไล่ออกไปเพียงครั้งเดียว ดังนั้นเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีสารค้างอยู่ในตัว needle จริง หลังจากดันไล่สารออกออกจาก syringe แล้วก็ควรที่จะดูดแก๊สเฉื่อยในขวดนั้นเข้ามาใน syringe ใหม่แล้วดันไล่แก๊สเฉื่อยออกไปเพื่อไล่สารที่อาจตกค้างอยู่ออกให้มากที่สุด ซึ่งจะว่าไปแล้วขั้นตอนนี้มันก็ไม่ได้ทำให้เสียเวลาในการทำงานเท่าใดนักแต่มันช่วยทำให้การทำงานมีความปลอดภัยขึ้นมาก

รูปที่ ๔ ภาพจากกล้องวงจรปิด เหตุการณ์ที่เกิดเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๕๓

เหตุการณ์ที่เกิดในเดือนกันยายน ๒๕๕๓ คือในขั้นตอนการดันไล่สารจาก syringe ลงในตัวทำละลาย (รูปที่ ๓ กลาง) นิสิตรุ่นพี่ที่เคยทำการทดลองนี้ไม่ได้ทำการดูดแก๊สเฉื่อยในขวดเตรียมสารเพื่อไล่สารตกค้างใน syringe ก่อนที่จะทำการย้าย syringe มาล้างด้วยเฮกเซน และการกระทำของเขาที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีปัญหาอะไร พอมาสอนรุ่นน้อง (ซึ่งเรียนมาว่าควรต้องทำการไล่) ก็บอกกับรุ่นน้องว่าไม่จำเป็นต้องทำ สามารถข้ามขั้นตอนการไล่ออกไปได้เลย รุ่นน้องก็เชื่อรุ่นพี่ในฐานะผู้มีประสบการณ์ แต่กลับกลายเป็นว่าตอนดูดสารออกจากขวดนั้น คงดูดแก๊สเฉื่อยเข้ามาไม่มากพอ พอมาถ่ายสารใน syringe ลงขวดเตรียมสารละลาย ก็เลยยังคงมีสารค้างอยู่ที่ปลาย needle ในปริมาณที่มากพอควร ประกอบกับ needle มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางรูที่ค่อนข้างใหญ่ ทำให้ในฃ่วงที่ย้าย syringe จากขวดเตรียมสารละลายมายังบีกเกอร์บรรจุเฮกเซนที่จะใช้ล้างเข็มนั้น สารที่ค้างอยู่ที่ในตัว needle ก็ไหลและหยดจากปลาย needle ก่อนที่จะได้จุ่มปลาย needle ลงในเฮกเซน ทำให้สารดังกล่าวลุกติดไฟในขณะที่เคลื่อนที่ผ่านอากาศลงไปในเฮกเซน ก็เลยทำให้เฮกเซนในบีกเกอร์ลุกติดไฟ (คือถ้าปักปลาย needle ลงในเฮกเซนก่อนที่สารที่ค้างอยู่ใน needle จะหยดออกมา เพลิงไหม้ก็คงจะไม่เกิด)
 
สองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคนละฟากของโลก ต่างเกิดขึ้นในขณะที่ทำงานที่คล้ายคลึงกัน เพียงแต่ในเหตุการณ์ที่ UCLA ที่มีผู้เสียชีวิตนั้นการที่ไม่มีการฝึกอบรมวิธีการปฏิบัติอย่างเหมาะสมก่อนให้เริ่มทำการทดลองมีบทบาทสำคัญของการทำให้อุบัติเหตุ ส่วนในกรณีหลังนั้นการที่ผู้สอนนั้นไม่เข้าใจหลักการทำงานว่างานในแต่ละขั้นตอนนั้นมีความสำคัญอย่างไร รู้แต่เพียงว่าการลัดขั้นตอนบางขั้นตอนนั้นมันทำให้ทำงานเสร็จเร็วขึ้นและก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอย่างไร พอมาสอนรุ่นน้องก็ใช้ประสบการณ์การทำงานของตัวเองบอกกับรุ่นน้องว่าขั้นตอนนั้นสามารถข้ามไปได้ ซึ่งรุ่นน้องก็เชื่อรุ่นพี่มากกว่าคู่มือปฏิบัติที่มีอยู่ในมือ (ซึ่งคงบอกแค่วิธีการ แต่ไม่ได้ให้เหตุผลว่าทำไมต้องทำเช่นนั้น)
 
เป็นเรื่องปรกติที่คนเรานั้นอยากให้งานที่ต้องทำนั้นทำเสร็จเร็ว ๆ (ภายใต้คำขวัญที่ว่าเป็นการ "เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน") และสิ่งหนึ่งที่มักทำกันก็คือการมองหาขั้นตอนการทำงานใด ๆ ที่คิดว่า "ไม่จำเป็น" และ/หรือ "ซ้ำซ้อน" ออกไป ซึ่งก็มักจะมองกันแต่เพียงว่าถ้าตัดขั้นตอนเหล่านั้นออกไปแล้วก็จะทำให้งานเดินไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น โดยไม่ส่งผลกระทบอะไร แต่ถ้าลองถามสักนิดดูว่าทำไมมันจึงต้องมีขั้นตอนเหล่านั้นกำหนดมาแต่ต้น มันมาด้วยเหตุผลใด ก็อาจจะได้ภาพอีกอย่าง
 
ขั้นตอนความปลอดภัยในการทำงานจำนวนไม่น้อยนั้น มันไม่ใช่ขั้นตอนที่ถ้าไม่กระทำตามเมื่อใดก็จะเกิดอุบัติเหตุขึ้นทันที แต่มันได้มาจากการวิเคราะห์การทำงานและ/หรือประสบการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า การมีขั้นตอนดังกล่าวนั้นช่วยในการลดและ/หรือป้องกันเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้น อย่างเช่นในกรณ๊ที่ยกมาเป็นตัวอย่างนี้
 
ปิดท้ายด้วยเรื่องหลักการทำงานของอุปกรณ์วัดตัวหนึ่งคือมัลติมิเตอร์ มีวันหนึ่งนิสิตแจ้งว่าตัว furnace ไม่ทำงาน อยากจะให้ผมเข้าไปช่วยตรวจดูปัญหาให้หน่อย ในการตรวจนั้นผมลองตรวจด้วยมัลติมิเตอร์และไขควงเช็คไฟที่ขั้วจ่ายไฟทั้งสองของ variac และพบว่าไขควงเข็คไฟมีไฟติดสว่างทั้งสองขั้ว (รูปที่ ๕) ในขณะที่มัลติมิเตอร์อ่านค่าได้ 0 Volt
 
มัลติมิเตอร์มันวัดความต่างศักย์ระหว่างขั้วไฟฟ้าสองขั้ว ถ้าสองขั้วนั้นมีไฟที่มีความต่างศักย์เท่ากัน ผลต่างก็จะเป็น 0 Volt ซึ่งไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีไฟ แต่หมายความว่าสองขั้วนั้นมีศักย์ไฟฟ้าเท่ากัน รายละเอียดของเรื่องนี้เคยเล่าไว้ใน Memoir ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๗๑๘ วันพุธที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๖ เรื่อง "0 Volt ไม่ได้หมายความว่าไม่มีไฟเสมอไป (การทำวิทยานิพนธ์ภาคปฏิบัติ ตอนที่ ๖๑)"

รูปที่ ๕ เมื่อมัลติมิเตอร์วัดค่าความต่างศักย์ได้ 0 Volt แต่ไขขวงเช็คไฟบอกว่ามีไฟที่ขั้วทั้งสอง

(หมายเหตุ : บทความชุด "ความปลอดภัยในการทำงานและการออกแบบ" นี้จัดทำขึ้นเพื่อขยายความสไลด์ประกอบการสอนวิชา "2105689 การออกแบบและดำเนินการกระบวนการอย่างปลอดภัย (Safe Process Operation and Desing)" ที่เปิดสอนให้กับนิสิตระดับปริญญาโท ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นครั้งแรกในภาคการศึกษาปลาย ปีการศึกษา ๒๕๖๑)

วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ภาพเหตุการณ์วันจันทร์ที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๓ MO Memoir : Saturday 18 June 2559

ภาพเหตุการณ์ที่นำมาลงในที่นี้นำมาจากคลิปวิดิโอที่นำขึ้น blog ไปพร้อมกับ Memoir ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๒๐๑ วันศุกร์ที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๓ เรื่อง "Pyrophoricsubstance (อีกครั้ง)" รายละเอียดของเหตุการณ์เล่าไว้ใน Memoir ฉบับนั้นทั้งหมดแล้ว ใครอยากทราบรายละเอียดก็สามารถย้อนกลับไปอ่านใน Memoir ฉบับดังกล่าวได้
 
ที่นำมาเขียนใหม่วันนี้ก็เพราะปีนี้คิดว่าจะมีการนำเอาเรื่องราวต่าง ๆ จัดเป็นหมวดหมู่ จัดทำเป็นไฟล์เพื่อให้สามารถพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือได้ ก็เลยจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนคลิปวิดิโอให้กลายเป็นรูปภาพ และไหน ๆ เมื่อจะทำคลิปให้เป็นรูปภาพแล้วก็เลยขอแก้ไขรูปภาพด้วยเลย คือรูปภาพที่ได้มาจากกล้องวงจรปิดนั้นเป็นภาพกลับหัว และกลับซ้ายขวา และเป็นภาพที่บีบอัด (คือมันจะไม่บันทึกช่วงเวลาที่โปรแกรมมันคิดว่าภาพที่เห็นนั้นไม่มีการเคลื่อนไหว) ซึ่งในตอนนั้นก็ไม่สามารถแปลงภาพดังกล่าวให้ออกมาเป็นภาพปรกติได้เลยนำมาลงตามสภาพไฟล์เดิม ดังนั้นอย่าแปลกใจถ้าเห็นตัวหนังสือในภาพมีการกลับซ้าย-ขวาแลบน-ล่าง แต่รูปเหตุการณ์นั้นเป็นมุมมองที่เกิดขึ้นจริง
 
เช้าวันนี้ก็ขอทักทายกันเพียงแค่นี้


รูปที่ ๑ บริเวณที่เริ่มเกิดเหตุอยู่นอกมุมกล้อง อยู่ตรงบริเวณที่ลูกศรชี้ มุมกล้องถ่ายจากด้านในห้องไปยังทางเข้าออก โต๊ะที่เห็นทางด้านขวาปัจจุบันไม่มีแล้ว เป็นที่ตั้งของ hood แทน (ที่เกิดเรื่องไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ดู Memoir ปีที่ ๘ ฉบับที่ ๑๑๔๐ วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๙ เรื่อง "ไฟไหม้ในHood")

รูปที่ ๒ เหตุการณ์ต่อเนื่องจากรูปที่ ๑ นิสิตคนที่ยืนหันหลังให้รูปกำลังจะเข้าไปนำเอาบีกเกอร์ที่กำลังลุกไหม้ออกมา

รูปที่ ๓ ในวงกลมคือบีกเกอร์ตัวที่เป็นปัญหา ทางด้านบนของภาพจะเห็นนิสิตอีกคนเตรียมเครื่องดับเพลิงไว้เผื่อเหตุการณ์รุนแรงขึ้น


รูปที่ ๔ เตรียมความพร้อมที่จะนำเอาบีกเกอร์ที่กำลังลุกไหม้ออกไปนอกห้อง นิสิตผู้ที่อยู่ด้านบนของรูปเตรียมพร้อมที่จะใช้เครื่องดับเพลิง


รูปที่ ๕ ยกบีกเกอร์ที่กำลังลุกไหม้ขึ้นมาแล้ว กำลังจะพาออกไปนอกห้องปฏิบัติการ


รูปที่ ๖ ช่วงจังหวะต่อเนื่องจากรูปที่ ๕


รูปที่ ๗ บีกเกอร์ที่ลุกไหม้ถูกนำไปจัดการภายนอกห้องแลป นิสิตอีกกลุ่มหนึ่งเข้ามาเก็บความเรียบร้อยภายใน

วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2559

ไฟไหม้ใน Hood MO Memoir 2559 Mar 10 Thu

Hood ตัวนี้มันมีประตูเปิดได้ทั้งสองด้าน มีท่อดูดอากาศอยู่ตรงกลางด้านซ้ายและขวา (ใช้ท่อ PVC ขนาดท่อประมาณ 3 หรือ 4 นิ้ว) ตรงกลางมีโครงเหล็กสำหรับจับยึดอุปกรณ์ โดยที่พื้นตรงกลางนั้นเป็นรางปลั๊กไฟ ก่อนเกิดเหตุมีการกลั่นสารละลาย ซึ่งต้องกลั่นต่อเนื่องหลายชั่วโมง ไม่ทราบแน่ชัดว่ามีอุปกรณ์ใดบ้าง แต่มีการใช้ hot pate ให้ความร้อน  ในรูปที่ ๑ นั้นตำแหน่งที่ตั้ง hot plate อยู่ตรงอีกฟากหนึ่งของบริเวณที่ตั้งถังสีแดง (ที่เห็นเป็นชุดเครื่องแก้วตั้งอยู่) โดยบริเวณที่ตั้งกล่องสีแดงนั้นมีกล่องโฟม (เป็นกล่องโฟมสี่เหลี่ยมแบบที่ใช้บรรจุน้ำแข็งทั่วไป) ตั้งวางอยู่ ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับ hot plate ที่ใช้งาน

 
ผู้ทำการทดลองเริ่มทำการทดลองในช่วงบ่าย แต่เหตุมาเกิดหลังเวลา ๒๒.๐๐ น ของคืนวันพุธที่ ๙ ที่ผ่านมา โดยนิสิตผู้อื่นที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงได้กลิ่นไหม้ จึงออกมาตรวจสอบ และพบว่าไฟกำลังลุกไหม้อยู่ใน hood ดังกล่าว และได้ทำการดับเพลิงด้วยเครื่องดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้ง เพลิงจึงสงบในเวลาอันสั้น
 
ผมเองไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าสาเหตุเกิดจากอะไร ส่วนสภาพที่เกิดเหตุในช่วงสายวันนี้ (หลังมีการเก็บกวาดไปบ้างแล้ว) ก็ดูในรูปต่าง ๆ เองก็แล้วกัน
 
รูปที่ ๑ บริเวณ hood ที่เกิดเหตุหลังได้ทำการรื้อเอาอุปกรณ์ที่ได้รับความเสียหายออกไปแล้ว


รูปที่ ๒ ภาพบริเวณ hood ที่เกิดเหตุ ก่อนจะรื้อเอาอุปกรณ์ที่ได้รับความเสียหายออกไป ภาพนี้ผมนำมาจากรายงานที่มีการแจ้งให้ทราบในช่วงเช้าวันนี้ พึงสังเกตตำแหน่งที่เกิดคราบเขม่า และสายยาง (เช่นเส้นที่ห้อยอยู่ทางด้านซ้ายของรูป) ที่ไม่ได้รับความเสียหายจากความร้อนเท่าใดนัก


รูปที่ ๓ บริเวณที่ตั้งของบริเวณที่ตั้งของกล่องโฟมที่เกิดเพลิงไหม้  พึงสังเกตว่ามีรอยไฟไหม้ที่พื้นด้วย


รูปที่ ๔  ชุดอุปกรณ์การกลั่นที่อยู่อีกฟากของกล่องโฟมตัวที่ก่อเหตุ

รูปที่ ๕ มองขึ้นไปด้านบน จะเห็นพลาสติกหุ้มโคมไฟฝั่งตรงข้ามเสียหายเนื่องจากแก๊สร้อนที่ลอยขึ้นบน

รูปที่ ๖ โคมไฟที่อยู่เหนือจุดเกิดเหตุ พลาสติกครอบโคมไฟร้อนจนย้อยลงมา

รูปที่ ๗ อีกมุมมองหนึ่งของโคมไฟที่อยู่เหนือจุดเกิดเหตุ ในวงสีเหลืองคือจุดดูดแก๊สออก พึงสังเกตความเสียหายเนื่องจากความร้อนของโคมพลาสติกหุ้มหลอดไฟ เทียบกับสายยางที่อยู่ที่ระดับต่ำกว่า แสดงให้เห็นถึงผลของแก๊สร้อนอุณหภูมิสูงที่ลอยขึ้นที่สูง

รูปที่ ๘ อีกมุมมองหนึ่งของโคมไฟที่อยู่อีกฟากของจุดเกิดเหตุ จะเห็นว่าได้รับความเสียหายจากแก๊สร้อนกว่าครึ่งโคม

รูปที่ ๙ เครื่องแก้วที่ถอดออกมาจากบริเวณที่เกิดเหตุ


- บันทึกรายละเอียดเพิ่มเติม (วันพุธที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๙)

ที่มาของต้นเพลิงคาดว่าน่าจะเกิดจากสายไฟฟ้าของ Hot plate ที่อยู่ในสภาพที่เสื่อมสภาพ มีความบกพร่องหลายจุดและใช้เทปพันสายไฟพันทับไว้ (ดูรูปที่ ๑๑) ประกอบกับเมื่อใช้ให้ความร้อนสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้จุดที่เป็นปัญหาเกิดการร้อนจัดจนลุกไหม้ และเนื่องจากตำแหน่งสายไฟที่เกิดการลุกไหม้นั้นอยู่ใกล้กับกล่องโฟม (ดูรูปที่ ๑๒) ทำให้เปลวไฟจากสายไฟที่ลุกไหม้ลามมายังกล่องโฟม
อุบัติเหตุเช่นนี้เป็นเสมือนอุบัติเหตุที่รอการเกิด เพราะมันเกิดจากอุปกรณ์ชำรุด แต่ไม่มีการซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพดี (หรือไม่ก็ห้ามการใช้งาน) มีการฝืนใช้งานต่อไปเรื่อย ๆ อาจเป็นเพราะเห็นว่า
 
- ก่อนหน้านี้ก็ยังคงใช้งานได้อยู่ และถ้าฉันเอามันมาใช้งานได้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
- แล้วทำไมฉันต้องไปเสียเวลาซ่อมให้มันอยู่ในสภาพดี เพราะอุปกรณ์นี้ก็มีคนอื่นใช้กันตั้งหลายคน ไม่ใช่ฉันใช้เพียงคนเดียว
- มันเป็นของส่วนกลาง ฉันไม่ใช่คนรับผิดชอบดูแลอุปกรณ์ตัวนี้
- ไม่รู้ว่าความไม่สมบูรณ์มากขนาดไหนที่ไม่ปลอดภัยต่อการใช้งาน
- ฯลฯ
 
สรุปว่าก็มีการใช้งานอุปกรณ์ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์ จนในที่สุดจุดที่บกพร่องก็ไม่สามารถรองรับการทำงานได้อีกต่อไป ปัญหาก็เลยเกิด

รูปที่ ๑๑ สายไฟของ Hot plate ที่เกิดการลุกไหม้ ฉนวนหายไป เหลือแต่ขดลวดทองแดง


รูปที่ ๑๒ คาดว่าสายไฟของ hot plate ส่วนที่อยู่ใกล้กล่องโฟมร้อนจัดจนลุกไหม้ ทำให้ไฟลุกไหม้กล่องโฟม

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เหตุเกิดศุกร์ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๑ MO Memoir : Wednesday 19 August 2558

เดือนหน้าก็จะครบรอบ ๗ ปีของเหตุการณ์ที่เกิด เหตุการณ์อะไรหรือครับ เชิญย้อนไปอ่านได้ที่ Memoir ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑๕ วันเสาร์ที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๑ เรื่อง "Pyrophoric substance" ที่ได้รายงานเหตุการณ์เอาไว้เกือบทั้งหมด แต่ไม่มีรูปสถานที่เกิดเหตุจริงประกอบ มาคราวนี้จึงขอนำเอาภาพความเสียหายมาให้ดูกัน ภาพที่ได้นำมาลงในที่นี้ผมไม่ได้เป็นคนถ่ายเอง (อันที่ผมถ่ายไว้อยู่ไหนก็ไม่รู้ มันเป็นกล้องฟิล์ม) แต่นิสิตปริญญาเอก (ในขณะนั้น) ที่อยู่ให้ห้องปฏิบัติการใกล้เคียงที่เข้าไปช่วยระงับเหตุนั้นถ่ายรูปเอาไว้หลังเหตุการณ์สงบใหม่ ๆ และได้สำเนารูปภาพดังกล่าวมาให้ผม (นิสิตผู้นี้ตอนนี้เขาเป็นอาจารย์สอนสาขาวิศวกรรมเคมีที่สถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่งในใจกลางกรุงเทพมหานคร)

เรื่องมันเริ่มจากการที่นิสิตนำเอากระดาษทิชชูที่ใช้ในการทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้งานกับสาร pyrophoric ชนิดหนึ่งออกจาก glove box สาร pyrophoric ตัวนี้ถ้าโดนน้ำหรือออกซิเจนจะเกิดปฏิกิริยารุนแรงลุกติดไฟได้เอง ดังนั้นขั้นตอนปฏิบัติตามปรกตินั้นเวลาจะเอาสิ่งของใด ๆ ที่สัมผัสกับสาร pyrophoric ฃนิดนั้นจะต้องทำการทำลายสารดังกล่าวให้หมดสิ้นก่อน ด้วยการทำปฏิกิริยากับเมทานอล "ในบรรยากาศของแก๊สเฉื่อย" แต่สิ่งที่เกิดคือการทำลายสารดังกล่าวไม่สมบูรณ์ (อาจเป็นเพราะเป็นสารที่นิสิตไม่มีประสบการณ์การใช้งานมาก่อน รับมาจากอาจารย์ที่ปรึกษาโดยไม่มีข้อมูลเตือนใด ๆ รู้แต่ว่าให้ทำเหมือนกับตัวที่เคยใช้อยู่ ก็เลยทำให้ไม่รู้ว่าปริมาณเมทานอลที่ต้องใช้ในการทำลายนั้นต้องใช้มากเท่าใด) ดังพอนำเอากระดาษทิชชูดังกล่าวออกจาก glove box สารที่ตกค้างอยู่จึงทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศแล้วเกิดไฟลุกไหม้
 
พอเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวนิสิตจึงทำการฉีด "เมทานอล" เข้าไปยังกระดาษทิชชูดังกล่าวเพื่อหวังที่จะ "ทำลาย" สาร pyrophoric ที่ตกค้างอยู่บนกระดาษทิชชูและกำลังทำปฏิกิริยาลุกไหม้กับออกซิเจนในอากาศ แต่คงลืมไปว่าวิธีการดังกล่าวใช้ได้ก็ต่อเมื่อมันอยู่ "ในบรรยากาศของแก๊สเฉื่อย" ไม่ใช่อยู่ "ในอากาศ" ผลก็คือมันก็เลยเกิดความเสียหายตามที่เห็นในภาพ 
   
ผมเองก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับแลปนี้ เพียงแต่มีนิสิตที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับแลปนี้ แต่ต้องเข้าไปช่วยดับเพลิงให้กับนิสิตของแลปนี้ ที่กำลังจะทำให้เพลิงมันแรงกว่าเดิมมากกว่าที่จะดับ เขาโทรตามผมให้ไปช่วยหน่อย ส่วนเหตุการณ์อื่นเป็นยังไงบ้างนั้นก็ขอให้ย้อนไปอ่าน memoir ที่เขียนเอาไว้เมื่อ ๗ ปีที่แล้วก็แล้วกัน
  
เหตุการณ์ครั้งนั้นอาจารย์ที่ปรึกษานิสิตเขียนรายงานส่งผู้บังคับบัญชาระดับสูงขึ้นไปว่านิสิตมีการปฏิบัติในสิ่งที่อาจารย์ไม่ได้บอกให้ทำ ซึ่งถ้าอ่านเผิน ๆ จะเข้าใจได้ว่านิสิตทำในสิ่งที่อาจารย์ไม่ได้บอก ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นเพราะในความเป็นจริงนั้นอาจารย์ "ไม่ได้บอกนิสิตเลย" ว่าในการนำสารนี้มาใช้งานควรปฏิบัติอย่างไร บอกแต่เพียงว่าทำเหมือนกับสารอื่นที่เคยทำมา นอกเหนือจากนี้นิสิตต้องไปหาวิธีปฏิบัติเอาเอง

รูปที่ ๑-๔ เป็นรูปที่ถ่ายในวันศุกร์ที่เกิดเหตุ ส่วนรูปที่ ๕ เป็นรูปที่ถ่ายในวันจันทร์เมื่อมีช่างมาทำการตรวจสอบความเสียหาย

รูปที่ ๑ สภาพที่เกิดเหตุ ถ่ายหลังเหตุการณ์สงบชั่วคราว ที่อยู่ข้างใต้คือปั๊มสุญญากาศ เหนือขึ้นมาคือส่วนติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน และที่เห็นมีด้ามจับสีแดงข้างขวาคือประตูสำหรับนำของเข้า-ออกตัว glove box ตัวที่อยู่ทางมุมล่างขวาของภาพคือเครื่อง voltage stabilizer
  

รูปที่ ๒ (บนและล่าง) ความเสียหายจากเพลิงไหม้ของแผงควบคุม
  

รูปที่ ๓ ปั๊มสุญญากาศที่ได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้ที่เกิดจากเมทานอล และมีการใช้เครื่องดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้งฉีด
  

รูปที่ ๔ (บน) ด้านบนที่เป็นที่ตั้งจอมอนิเตอร์ได้รับความเสียหายจากความร้อน (ล่าง) ประตูของช่องสำหรับนำของเข้า-ออกตัว glove box
  

รูปที่ ๕ (บนและล่าง) ถ่ายเมื่อวันจันทร์ที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๑ ช่างและนิสิตป.เอกช่วยกันเปิดฝาแผงควบคุมออกมาเพื่อตรวจสอบความเสียหายข้างใน