วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

แนวทางหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์นิสิตรหัส ๕๕ (ตอนที่ ๗) MO Memoir : Friday 8 February 2556

เนื้อหาในเอกสารฉบับนี้เกี่ยวข้องกับงานที่มอบหมายไปเมื่อเย็นวันอังคาร ที่ให้ทดสอบตัวเร่งปฏิกิริยา TS-1 ที่เตรียมได้ และการทดสอบระบบเครื่องปฏิกรณ์สำหรับการทำปฏิกิริยา

Memoir ที่เกี่ยวข้องกับการทดลองที่ควรอ่านก่อนทำการทดลองมีดังนี้
  
ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๒๑๒ วันเสาร์ที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๓ เรื่อง "การทำวิทยานิพนธ์ภาคปฏิบัติตอนที่ ๔ การใช้ประแจและการขันนอต" เนื้อหาส่วนนี้เกี่ยวข้องกับการปิดฝาเครื่องปฏิกรณ์ให้สนิทโดยไม่มีการรั่วซึม
  
ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๓๓๒ วันอังคารที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เรื่อง "แนวทางหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์นิสิตรหัส ๕๒ (ตอนที่ ๓๔)" เนื้อหาส่วนนี้เกี่ยวกับเทคนิคการฉีดสารเข้า autoclave ที่มีความดัน

๑. ตัวเร่งปฏิกิริยา

๑.๑ จากผล XRD ของ TS-1 ที่พวกคุณเตรียมได้นั้นจะเห็นพีคประหลาดที่มีขนาดใหญ่อยู่ 1 พีค ที่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นพีคอะไร พีคดังกล่าวจะส่งผลในด้านบวกหรือด้านลบต่อการทำปฏิกิริยาหรือไม่นั้นต้องทดสอบด้วยการทำปฏิกิริยาเท่านั้น

๑.๒ ตัวเร่งปฏิกิริยาที่เตรียมได้นั้นควรที่จะส่งไปวิเคราะห์พื้นที่ผิว BET ก่อนด้วย

๑.๓ แต่สำหรับการทำปฏิกิริยานั้น ให้ใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาที่เตรียมได้นั้นทดสอบก่อน ในขณะเดียวกันก็ให้เตรียมตัวเร่งปฏิกิริยา TS-1 ขึ้นมาใหม่ด้วย

๒. การทดสอบเครื่องปฏิกรณ์

๒.๑ ก่อนเริ่มการทดลองจริง ให้ทำการทดสอบระบบการทำปฏิกิริยาก่อน โดยทำทุกอย่างเหมือนจริง เว้นแต่ใช้น้ำแทนสารตั้งต้น และไม่มีการใส่ตัวเร่งปฏิกิริยา

๒.๒ วิธีการทดลองให้ใช้วิธีการที่กล่าวไว้ในวิทยานิพนธ์ของ ฤดีมาศ มโนศักดิ์ เรื่อง "ผลของไอออนต่อการออกซิไดซ์เบนซีนเป็นฟีนอลโดยไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์บนตัวเร่งปฏิกิริยาไททาเนียมซิลิกาไลท์-1" ปีการศึกษา ๒๕๕๔ แต่ในกรณีของพวกคุณนั้นให้ใช้น้ำแทนปริมาณเบนซีน และฉีดน้ำแทนการฉีด H2O2

  
เช่นในการทดลองนั้นเขาใช้น้ำ 120 ml กับเบนซีน 8.9 ml เติมเข้าไปใน reactor ก็ให้เปลี่ยนเป็นเติมน้ำ 120 + 8.9. = 128.9 ml แทน ขั้นตอนการคงอุณหภูมิไว้ที่ 70ºC เป็นเวลา 1 ชั่วโมงนั้นให้คงไว้เหมือนเดิม ขั้นตอนนี้ยังจำเป็นอยู่สำหรับการทดสอบการรั่วไหลของระบบ

๒.๓ จากนั้นเพิ่มอุณหภูมิไปจนถึงอุณหภูมิที่ใช้ในการทำปฏิกิริยาคือ 90ºC แล้วทำการฉีดน้ำ 1 ml แทนการฉีด H2O2
  
วิธีการฉีดน้ำ (หรือ H2O2 เมื่อทดลองจริง) ให้ทำตามวิธีการที่กล่าวไว้ใน Memoir ฉบับที่ ๓๓๒ ที่กล่าวไว้ข้างต้น

๒.๔ สำหรับในขั้นตอนการทดสอบเครื่องปฏิกรณ์นี้ อาจผลัดเปลี่ยนกันทดลองฉีดน้ำเข้าเครื่องปฏิกรณ์หลาย ๆ ครั้งเพื่อให้เกิดความชำนาญ
  
septum ที่ใช้ในการปักเข็มนั้นเป็นชนิดเดียวกับที่ใช้กับ GC ถ้ามันใช้งานมานานแล้วหรือผ่านการฉีดซ้ำหลายครั้งก็จะรั่วได้ ดังนั้นถ้าพบว่าเกิดการรั่วไหลที่ septum ก็ให้เปลี่ยน septum ตัวใหม่

๒.๕ เมื่อเสร็จสิ้นการทดลองฉีดน้ำเข้าเครื่องปฏิกรณ์แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องรอ 2 ชั่วโมง ให้ทดลองทำการหยุดปฏิกิริยาด้วยการนำเครื่องปฏิกรณ์มาแช่ในอ่างน้ำแข็งได้เลย (เตรียมทำน้ำแข็งไว้ล่วงหน้าในช่องแข่แข็งก่อนก็ดี)
 
ในการนี้ไม่จำเป็นต้องทำการเติมเอทานอลเพื่อทำการประสานเฟส

๓. การทำปฏิกิริยาไฮดรอกซิเลชันของเบนซีนไปเป็นฟีนอล

๓.๑ ที่ให้ทำการทดลองนี้เพราะตัวเร่งปฏิกิริยาที่พวกคุณเตรียมนั้นเป็นชนิดเดียวกับที่ฤดีมาศใช้คือ TS-1 ส่วนปฏิกิริยาการออกซิไดซ์โทลูอีนไปเป็นเบนซัลดีไฮด์นั้นเราใช้ตัวเร่งปฏิกิริยา Al-TS-1

๓.๒ การทดลองให้กระทำเลียนแบบการทดลองของฤดีมาศ โดยทำการทดลองที่อุณหภูมิทำปฏิกิริยา 90ºC และใช้น้ำเปล่าเป็นตัวกลางในการทำปฏิกิริยา

๓.๓ GC ที่พวกคุณใช้นั้นอาจต้องใช้ GC-8A ที่ปรับตั้งระบบขึ้นมาใหม่ ของเดิมใช้ GC-9A ที่อยู่อีกห้องหนึ่ง แต่ขณะนี้ GC-9A มีปัญหาเรื่องพัดลม oven ไม่หมุน ทำให้อุณหภูมิใน oven ระหว่างการทำ temperature programmed นั้นไม่สม่ำเสมอ ส่งผลต่อเวลาที่พีคออกจากคอลัมน์
  
ดังนั้นพวกคุณคงต้องทดสอบหา retention time ของสารแต่ละตัว และ calibration curve ของสารแต่ละตัวด้วย

๔. นอตสำหรับปิดฝาเครื่องปฏิกรณ์

๔.๑ ในที่นี้ขอใช้ภาษาไทยที่เรียกสั้น ๆ ว่า"นอต" ซึ่งจะตรงกับภาษาอังกฤษว่า "bolt" หรือแปลเป็นไทยว่า "นอตตัวผู้"
  
ขอย้ำก่อนว่านอตที่ใช้นั้นต้องใช้เกลียวที่ถูกต้อง ถ้าหมุนด้วยมือแล้วพบว่าไม่สามารถไปต่อได้แสดงว่าเกลียวผิดขนาด ห้ามฝืนหมุนต่อไป เพราะจะทำให้เกลียวตัวเมียเสียได้ การแก้ปัญหาจะวุ่นวายขึ้นไปอีก เพราะจะต้องทำการคว้านรูใหม่ และต้องเปลี่ยนไปใช้นอตขนาดใหญ่ขึ้น แต่ความหนาผนังของเครื่องปฏิกรณ์จะบางลงไปอีก

๔.๒ เครื่องปฏิกรณ์ของเรานั้นจะใช้นอตทั้งหมด 6 ตัวในการปิดฝา โดย 4 ตัวจะเป็นตัวสั้น และ 2 ตัวเป็นตัวยาว นอกตัวสั้นที่ใช้นั้นต้องมีขนาดที่ไม่ยาวจนเกินไป เพราะถ้าขันเข้าไปจนลงสุดแล้วตัวหัวนอตยังไม่สัมผัสกับฝาบน มันก็จะไม่สามารถกดให้ฝาบนปิดสนิทได้ ถ้าเกิดปัญหาเช่นนี้หรือเกรงว่าจะเกิด ก็ให้ใช้แหวนรองเอาไว้ (ดูรูปที่ ๑)


รูปที่ ๑ (ซ้าย) นอตที่สั้นกว่าขนาดรูเล็กน้อยจะสามารถขันอัดให้ฝากดแน่นกับตัวเครื่องปฏิกรณ์ได้ (กลาง) แต่ถ้ายาวเกินไปจะทำให้ไม่สามารถขันอัดกดได้ (ขวา) การแก้ปัญหาคือใช้แหวนรอง แต่ถ้าต้องเสริมมากก็อาจใช้นอตขันแทนตัวเมีย (ดูรูปที่ ๒)

๔.๓ เราจะมีนอตตัวยาว 2 ตัววางอยู่ในตำแหน่งที่ตรงข้ามกัน (ส่วนจะอยู่รูไหนนั้นต้องดูตอนนำเครื่องปฏิกรณ์เข้าไปติดตั้งว่าวางตำแหน่งใดจึงจะไม่เกะกะกับระบบ piping) นอตสองตัวนี้มีไว้สำหรับใช้จับเมื่อต้องการยกเครื่องปฏิกรณ์ขึ้นจาก oil bath

๔.๔ ในการขันนอตตัวยาว (ดูรูปที่ ๒ ประกอบ) เราจะเอานอตตัวเมียขันเข้าไปก่อน จากนั้นก็ขันนอตตัวยาวเข้าไปในรูจนสุด แล้วหมุนคลายออกเล็กน้อย จากนั้นขันนอตตัวเมียอัดลงไป ตรงนี้เราอาจใช้แหวนรองช่วยด้วยก็ได้

๔.๕ นอตตัวเมียนั้นจะมีผิวสองด้านไม่เหมือนกัน ด้านหนึ่งจะเรียบแบน อีกด้านหนึ่งจะมีการปาดมุมให้มน ด้านที่เรียบแบนจะเป็นด้านที่กดลงไปบนตัวแหวน

รูปที่ ๒ การขันนอตบนฝาเครื่องปฏิกรณ์ความดัน

วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ป่าปอยเปต จังหวัดพิบูลสงคราม ป่าโรเนียนโดนซอม จังหวัดพระตะบอง (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๓๖) MO Memoir : Tuesday 5 February 2556

ความขัดแย้งระหว่างไทยกับฝรั่งเศสมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ ที่ฝรั่งเศสพยายามเข้ามายึดครองดินแดนต่าง ๆ ในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเมืองขึ้น สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะฝรั่งเศสต้องการหาทางเข้าไปมีอิทธิพลในจีน ซึ่งในขณะนั้นอังกฤษได้ปกครองอินเดีย (รวมพม่าด้วย) และเกาะฮ่องกง ทำให้อังกฤษมีฐานที่มั่นสำหรับเข้าไปในจีนทั้งทางบก (พม่า) และทางเรือ 
   
ฝรั่งเศสเองนั้นมองว่าแม่น้ำโขงน่าจะเป็นอีกเส้นทางหนึ่งที่สามารถใช้เดินเรือเข้าไปในจีนได้ จึงได้หาทางเข้ายึดครองดินแดนที่อยู่เคียงข้างลำน้ำโขง (แต่ต่อมาภายหลังพบว่าเส้นทางนี้ไม่สามารถใช้ได้) โดยเริ่มจากเข้ายึดเวียดนามก่อน ตามด้วยการเข้ายึดดินแดนในการปกครองของไทย (คือลาวและเขมร) และมีการขัดแย้งกับไทยที่รุนแรงในสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่เรียกว่ากรณี ร.ศ. ๑๑๒ (ปีค.ศ. ๑๘๙๓) ซึ่งเป็นครั้งที่ไทยเสียดินแดนให้กับฝรั่งเศสมากที่สุด
  
การขัดแย้งกับฝรั่งเศสที่รุนแรงอีกครั้งหนึ่งเกิดขึ้นในช่วงปลายปีพ.ศ. ๒๔๘๓ ภายหลังจากที่ฝรั่งเศสยอมแพ้แก่กองทัพเยอรมันในยุโรป รัฐบาลฝรั่งเศสภายหลังการยอมแพ้เยอรมันมีชื่อเรียกว่ารัฐบาลวิชีฝรั่งเศส (Vichy France) 
   
การรบทางบกเริ่มขึ้นในวันที่ ๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ฝ่ายไทยใช้กำลัง ๔๔ กองพันทหารราบ โดยมีการรบทางด้านลาวตอนเหนือ ลาวตอนใต้ และกัมพูชา โดยการรบที่หนักหน่วงที่สุดเกิดในแนวเส้นทางจากอรัญประเทศมุ่งหน้าไปทางปอยเปต ทหารฝ่ายฝรั่งเศสที่เข้ารบนั้นเป็นทหารอาณานิคม (ทหารอาณานิคมคือทหารที่ฝรั่งเศสเอาชาวประเทศที่อยู่ในการปกครองของฝรั่งเศสมาฝึกทหารโดยมีคนฝรั่งเศสบังคับบัญชา อังกฤษก็มีกองทหารแบบเดียวกัน)
  
การรบทางเรือเริ่มเกิดขึ้นในเช้าวันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ที่คนไทยรู้จักในนาม "ยุทธนาวีที่เกาะช้าง" ซึ่งในการรบครั้งนี้ไทยเสียเรือรบไป ๓ ลำคือ เรือหลวงธนบุรี เรือหลวงสงขลา และเรือหลวงชลบุรี


รูปที่ ๑ ทหารไทยเตรียมปืนต่อสู้อากาศยานเพื่อยิงเครื่องบินฝรั่งเศส (รูปไม่มีการระบุสถานที่) ในระหว่างกรณีพิพาทอินโดจีนในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ (รูปจาก http://www.ww2incolor.com/other/AA_Gun.html)

รูปที่ ๒ การจัดวางกำลังของไทยกับฝรั่งเศส (รูปจาก http://france1940.free.fr/images/FTW1.jpg) ตามแนวพรมแดนระหว่างไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศส สี่เหลี่ยมที่มีขีดสองขีดอยู่ด้านบนหมายถึงกองกำลังระดับกองพัน ถ้าเป็นกากบาทอยู่กลางสี่เหลี่ยมคือหน่วยทหารราบ และถ้าเป็นวงรีอยู่ตรงกลางสี่เหลี่ยมคือหน่วยยานเกราะ

จากเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงให้ทั้งสองฝ่ายยุติการรบ (ตอนนั้นญี่ปุ่นเข้ามามีกองกำลังอยู่ในอินโดจีนฝรั่งเศสแล้ว) และในอนุสัญญาสันติภาพที่ลงนามที่กรุงโตเกียวในวันที่ ๙ พฤษภาคมปีเดียวกันนั้น ทำให้ไทยได้ดินแดนบางส่วนกลับมา และได้จัดตั้งเป็นจังหวัดใหม่ขึ้น ๔ จังหวัด คือ จังหวัดนครจัมปาศักดิ์ จังหวัดลานช้าง จังหวัดพิบูลสงครามและจังหวัดพระตะบอง รวมเป็นพื้นที่ทั้งหมดประมาณ ๒๔,๐๓๙ ตารางกิโลเมตร ซึ่งจังหวัดดังกล่าวนี้ ไทยได้ปกครองเรื่อยมาจนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี พ.ศ. ๒๔๘๘

รูปที่ ๓ แผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดป่าสองข้างทางรถไฟสายอรัญประเทศ-มงคลบุรี หรือป่าปอยเปตในท้องที่ตำบลมรกฎ ตำบลบ้านจังหัน ตำบลศรีโสภณ ตำบลสวายจิก และตำบลทับไท อำเภอศรีโสภณ จังหวัดพิบูลสงคราม ให้เป็นป่าคุ้มครอง พุทธศักราช ๒๔๘๘ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๖๒ ตอนที่ ๓๘ วันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๘

ฝ่ายไทยเองเมื่อได้ดินแดนดังกล่าวมาปกครองก็มีการออกกฎหมายต่าง ๆ เพื่อบังคับใช้กับดินแดนเหล่านั้น ตัวอย่างหนึ่งที่นำมาแสดงคือแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ป่าปอยเปตเป็นป่าคุ้มครอง (รูปที่ ๓) ที่เลือกเอาแผนที่นี้มาก็เพราะมันติดต่อกับพรมแดนไทยในปัจจุบันทางด้านอรัญประเทศโดยมีเส้นทางรถไฟสายตะวันออกเป็นจุดสังเกต จะได้เทียบเคียงกับแผนที่ในปัจจุบันได้ว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในตำแหน่งใด


รูปที่ ๔ แผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดป่าโรเนียมโดนซอม ในท้องที่ตำบลภูมิเรียง และตำบลนาพะเนียด อำเภอไพริน ตำบลมรกต และตำบลเวรุวัน อำเภอพรมโยธี จังหวัดพระตะบอง ให้เป็นป่าคุ้มครองพ.ศ. ๒๔๘๘ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๖๒ ตอนที่ ๒๖ วันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ หน้า ๓๑๔ ในแผนที่นี้จะเห็นจังหวัดจันทบุรีอยู่ทางด้านซ้าย

ผมอ่านบทความที่เขียนเผยแพร่ในเว็บบางเว็บโดยชาวต่างชาติซึ่งต่างกล่าวว่ากองทัพไทยนั้นทำอะไรกองทัพฝรั่งเศสไม่ได้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็ต้องหาคำอธิบายให้ได้ว่าแล้วทำไมฝรั่งเศสจึงยอมยกดินแดนให้กับไทย ตรงนี้มีบางคนกล่าวว่าญี่ปุ่นกับฝรั่งเศสมีการเจรจาลับกัน โดยให้ฝรั่งเศสยกดินแดนให้ไทยส่วนหนึ่ง แต่ญี่ปุ่นจะป้องกันไม่ให้ไทยรุกล้ำไปมากกว่านั้น เรื่องเล่านี้จะจริงหรือไม่คงต้องหาหลักฐานมายืนยันกันอีกที แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งก็น่าคิดว่าเป็นไปได้ไหมว่าญี่ปุ่นอาจต้องการเอาใจไทย เพราะต้องการใช้ประเทศไทยเป็นฐานที่มั่นในการเดินทัพไปยึดพม่าและมลายูของอังกฤษ
   
รู้แต่ว่าภายหลังการเจรจาแล้วญี่ปุ่นได้เข้ามามีบทบาทให้อินโดจีนฝรั่งเศสมากขึ้น (ตอนนั้นไม่มีประเทศ ลาว เขมร และเวียดนาม แต่เรียกว่าอินโดจีนฝรั่งเศส) และใช้ที่ตั้งทางทหารในเวียดนามเป็นฐานในการส่งทหารเข้ายึดคาบสมุทรมลายูและส่งทหารผ่านไทยเข้าพม่าในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน (ดู Memoir ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๕๖๐ วันอังคารที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๖ เรื่อง "เหตุัผลที่ไทยต้องประกาศสงคราม (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๓๓)" ประกอบ)

เช้าวันวาน นั่งรถเมล์ผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไทย เห็นพวงมาลาที่วางเอาไว้เพื่อระลึกถึงวีรกรรมทหารผ่านศึก เมื่อวันที่ระลึกทหารผ่านศึก ๓ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ก็เลยขอเขียนเรื่องเข้ากับบรรยากาศหน่อย
อนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์และผู้เสียชีวิตในการรบครั้งนั้นก็คือ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

รูปที่ ๕ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิที่สร้างเป็นอนุสรณ์ให้กับผู้เสียชีวิตในการรบกับอินโดจีนฝรั่งเศสในปีพ.ศ. ๒๔๘๓-๒๔๘๔ จากรูปร่างที่ดูคล้ายเห็นขูดชาร์ป ทำให้บางคนเรียกว่าอนุสาวรีย์นี้ว่าอนุสาวรีย์เหล็กขูดชาร์ป ถ่ายเอาไว้ตอนเช้าวันวาน

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
http://www.militaryhistoryonline.com/20thcentury/francosiamese/default.aspx 
http://th.wikipedia.org/wiki/กรณีพิพาทอินโดจีน  ข้อมูล ณ วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๖