แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ชื่อหายก็เคยเกิดเรื่องแล้ว แล้วถ้าชื่อเกินล่ะ MO Memoir : Tuesday 26 May 2558

สำหรับผู้ที่เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่ตำแหน่งทางวิชาการยังไม่ขึ้นไปจนถึงตำแหน่งสูงสุดนั้น ความก้าวหน้าในการเลื่อนตำแหน่งทางวิชาการนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยที่สำคัญดังนี้คือ

(ก) การมีผลงานทางวิชาการเผยแพร่ และ
(ข) สัดส่วนงานของตัวเองในผลงานที่มีการเผยแพร่ไปนั้น

ปี พ.ศ. ๒๕๔๖ มีหนังสือตอบกลับจากสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (หน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลการทำงานของสถาบันการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ที่เกิดจากการยุบรวมทบวงมหาวิทยาลัยและหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลสถาบันการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยของกระทรวงศึกษาธิการเข้าด้วยกัน) โดยอ้างไปถึงหนังสือหนังสือทบวงมหาวิทยาลัยในปีพ.ศ. ๒๕๔๓ (เรียกว่าถามไป ๓ ปีกว่าถึงได้คำตอบ) เรื่องการแบ่งสัดส่วนผลงานทางวิชาการระหว่างอาจารย์และนิสิตผู้มีชื่อปรากฏในผลงานนั้น
   
รายละเอียดของเรื่องราวเป็นอย่างไรก็ลองอ่านเองในรูปที่แนบมาให้ดูก็แล้วกัน ซึ่งเป็นตัวอย่างกรณีของ "ชื่อหาย"

ก่อนหน้านี้ไม่กี่ปี เคยมีนักวิจัยอาวุโสท่านหนึ่งกระซิบถามผมถึงเรื่องการทำงานของนักวิจัยอาวุโสอีกท่านหนึ่ง ว่าทำงานเองหรือเปล่า หรือจ้างให้คนอื่นทำให้ เพราะเวลาให้นำเสนอผลงานวิจัยที่รับทุนไป ถามอะไรก็ตอบไม่ได้ หรือให้บรรยายเรื่องหนึ่งก็ไปบรรยายในอีกหัวข้อหนึ่งแทน ผมก็ตอบกลับไปตามที่ผมทราบมาก็คือ 
   
"เป็นอย่างที่อาจารย์คิดนั่นแหละครับ"

เมื่อกลางปีที่แล้วผมมีโอกาสได้อ่านวิทยานิพนธ์ของนิสิตปริญญาเอกรายหนึ่งก่อนเขาสอบ ซึ่งตามเกณฑ์การสำเร็จการศึกษาแล้วเขาต้องมีผลงานตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติอย่างน้อย ๑ เรื่อง ซึ่งนิสิตคนนี้ก็ผ่านตามเกณฑ์ดังกล่าว และยังมีผลงานที่นำไปนำเสนอในที่ประชุมวิขาการตามที่ต่าง ๆ (ทั้งในและต่างประเทศ) อีก ๕-๖ แห่ง
  
แต่ที่สะดุดตาผมมากก็คือ "ชื่อ" ชื่อหนึ่งของผู้ที่มีส่วนร่วมในผลงานวิชาการที่เป็นผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ เพราะเมื่อเทียบชื่อบทความที่เอาไปนำเสนอและตีพิมพ์ และชื่อผู้มีส่วนร่วมที่ปรากฏในบทความที่เอาไปนำเสนอและตีพิมพ์นั้น ต่างสอดคล้องกันเป็นอย่างดี แสดงให้เห็นการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เว้นแต่บทความตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาตินั้นมีรายชื่อหนึ่งปรากฏโผล่ขึ้นมา โดยเท่าที่ผมทราบก็คือบุคคลในรายชื่อนั้นไม่ได้ทำงานวิจัยที่เกี่ยวข้องใด ๆ กับบทความนั้น ไม่ได้มีส่วนร่วมในการเป็นที่ปรึกษาร่วมในงานวิจัยของนิสิต และชื่อบุคคลดังกล่าวก็ยังไม่มีปรากฏในกิตติกรรมประกาศของวิทยานิพนธ์ของเขาด้วย
  
ก่อนสอบวันหนึ่งผมมีโอกาสได้พบกับนิสิตรายนั้น ผมก็เลยมีโอกาสได้ถามเขาเรื่องนี้ คำตอบที่เขาให้มาก็คือ
  
"อาจารย์ที่ปรึกษาบอกให้ใส่เข้าไป"
"ในฐานะอะไรเหรอ" ผมถามต่อ
"อาจารย์ที่ปรึกษาบอกว่าในฐานะผู้ให้ทุน"
  
ทันทีที่ผมถาม นิสิตก็ตอบกลับได้ทันที แสดงว่าเขาก็ตั้งข้อสงสัยตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว และได้มีการซักถามตัวอาจารย์ที่ปรึกษาของเขาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ทำไมต้องใส่ชื่อบุคคลดังกล่าว และใส่ในฐานะอะไร แต่เมื่ออาจารย์ที่ปรึกษาบอกให้ใส่เข้าไป นิสิตก็เลยจำเป็นต้องใส่ (กลัวว่าจะไม่จบ) นิสิตผู้นั้นได้รับทุนวิจัยจากแหล่งอื่น และระหว่างการทำวิจัยก็ไม่ได้มีการติดต่ออะไรกับอาจารย์ผู้นั้นเลย
    


และจะว่าไปแล้วถ้าอยู่ในฐานะ "ผู้ให้ทุน" (ซึ่งนิสิตก็ไม่รู้ว่าทุนนั้นไปที่ไหน แต่ไม่ได้มาที่เขาแน่) มันก็ควรไปปรากฏอยู่ในส่วนของ "กิตติกรรมประกาศ" ไม่ใช่ในส่วนผู้เขียนบทความ หรือแม้แต่ผู้ที่ให้คำปรึกษาแนะนำ ข้อคิดเห็นต่าง ๆ ในการทำวิจัย โดยบุคคลผู้นั้นไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในงานวิจัยดังกล่าวโดยตรง ก็มักจะไปมีชื่อปรากฏแค่ส่วนของ "กิตติกรรมประกาศ" แค่นั้นเช่นกัน ไม่ใช่มาปรากฏเป็นชื่อเข้าของบทความ
  
สาเหตุนั้นเกิดจากผู้ที่มีชื่อปรากฏ "เกิน" มานั้นไปขอรับทุนวิจัย โดยทุนดังกล่าวมีเงื่อนไขว่าต้องมีการพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่ขึ้นมา และต้องมีบทความวิชาการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ และเพื่อจะให้ผู้ให้ทุนพิจารณา ก็เลยมีการสัญญาจำนวนบทความวิจัยที่จะทำ (ซึ่งแน่นอนว่าจะใส่ตัวเลขเยอะ ๆ เอาไว้ก่อน)
  
แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือไม่สามารถหาผู้ที่ทำวิจัยในสาขาเดียวกันหรือใกล้เคียงกันมาร่วมในคณะนักวิจัยได้ ก็เลยใช้วิธีการทำนองว่าไปดึงใครต่อใครให้เข้ามาร่วม (โดยไม่สนว่าจะทำงานในสาขาที่แตกต่างกันมากแค่ไหน) โดยมีข้อแม้ว่าถ้าหากอาจารย์ผู้มาร่วมงานนั้นมีการตีพิมพ์ผลงานในรูปแบบวารสารวิชาการระดับนานาชาติที่มีชื่อของเขาปรากฏด้วยเมื่อใด ก็มารับเงิน (ที่ตั้งอยู่ในงบประมาณทุนที่ขอ) ไปจากเขา ส่วนระหว่างนั้นอาจารย์คนดังกล่าวจะไปทำอะไรเรื่องอะไรเขาไม่สน และนั่นก็เป็นที่มาตรงที่ว่าทำไปชื่อบุคคลที่ "เกิน" มานั้นไม่มีปรากฏในผลงานที่เอาไปนำเสนอในที่ประชุมวิชาการ หรือถูกกล่าวถึงในวิทยานิพนธ์ของนิสิตผู้ทำงานวิจัยดังกล่าวเลย

งานนี้ก็คงได้แต่รอดูว่า ถ้าอาจารย์ที่ปรึกษาของเขานำเอาผลงานฉบับดังกล่าวไปยื่นขอเลื่อนตำแหน่งทางวิชาการ นิสิตคนดังกล่าว (ซึ่งสำเร็จการศึกษาไปแล้ว) จะทำอย่างไร อาจจะมีกรณีแปลก ๆ เกิดขึ้นใหม่อีกก็ได้

วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เขียนไว้ เพื่อเตือนใจตนเอง (๕) MO Memoir : Friday 29 August 2557

ถ้าเปลี่ยนมุมมองเป็น "การเอาผลงานที่คนอื่นเป็นผู้ทำ ไปขึ้นรางวัลหรือรับผลตอบแทนนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ดี"
ก็จะเห็นว่ามันมีเหตุการณ์ที่มีพฤติกรรมทำนองเดียวกันนี้ที่นอกเหนือไปจากการ "ลอกการบ้าน" "รับจ้างทำการบ้าน" หรือ "รับจ้างทำวิทยานิพนธ์"

อันที่จริงเรื่องนี้ก็ร่างเอาไว้ตั้งแต่ต้นเดือนแล้ว ยังไม่ได้ลงมือเขียนให้จบสักที บังเอิญตอนนี้มันมีเรื่องเกี่ยวกับการลอกการบ้านของนักเรียนและการรับจ้างทำวิทยานิพนธ์ปรากฏเป็นข่าว ก็ถือโอกาสจบเรื่องสักที
     
การที่ครูบาอาจารย์คิดว่าการที่นักเรียนไม่ได้ทำการบ้านเอง แต่ใช้การลอกการบ้านเพื่อนมาส่ง หรือไปให้คนอื่นทำการบ้านให้เพื่อให้มีการบ้านส่งนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะในมุมมองของครูบาอาจารย์นั้นคิดว่าแม้ว่านักเรียนจะมีความรู้ในการบ้านที่ได้รับมอบหมาย แต่ความรู้ดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการลงมือปฏิบัติหรือคิดด้วยตนเอง ดังนั้นพฤติกรรมดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม

ดังนั้นการที่อาจารย์มหาวิทยาลัยให้คนอื่น (ซึ่งอาจเป็นนิสิตบัณฑิตศึกษาหรือ Postdoc) ทำวิจัยให้ โดยไม่สนใจว่าเขาจะทำอย่างไร สนแต่ว่าพอเขาได้ผลออกมาแล้วก็ให้มาบอกหน่อยว่าทำอย่างไร และได้ผลออกมาอย่างไร เพื่อที่อาจารย์ผู้นั้นจะได้นำไปพูดต่อในงานสัมมนาหรือรายงานต่อแหล่งที่ให้ทุน มุมมองของผมมันก็ไม่ได้แตกต่างไปจากการที่นิสิตนักศึกษาไปจ้างให้คนอื่นทำวิทยานิพนธ์ให้ แล้วให้ผู้รับจ้างนั้นมาอธิบายวิธีการและผลที่ได้ เพื่อให้นิสิตนักศึกษาผู้นั้นนำไปบอกต่อให้กับกรรมการสอบ

สิ่งที่เคยประสบพบเห็นก็มีตั้งแต่ปล่อยให้นิสิตบัณฑิตศึกษาทำวิจัยไปตามยถากรรม มีปัญหาอะไรก็ไม่รับฟัง บอกให้ไปหาคนอื่นหรือไปหาวิธีแก้เองเอง สิ่งเดียวที่บอกกับนิสิตของตัวเองก็คือ "ถ้าไม่มี paper ก็ไม่จบ"  

ตอนทำแลปอาจารย์อยู่ไหนก็ไม่รู้ นิสิตได้แต่ร้องโอดครวญว่าไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร ต้องไปขอให้คนอื่นช่วยเหลือ แต่ตอนที่ผลงานนิสิตที่นิสิตกระทำสำเร็จด้วยความช่วยเหลือของคนอื่น (ที่ไม่ใช่อาจารย์ที่ปรึกษาของนิสิตเอง) ได้รับรางวัล กลับปรากฎตัวอาจารย์ที่ปรึกษาเด่นชัดอยู่หน้ากล้อง เผลอ ๆ มีการจัดฉากลวงโลกด้วยเพื่อประกอบการรับรางวัล  

เคยมีผู้เปรย ๆ ให้ฟังถึงพฤติกรรมของอาจารย์บางราย ที่ไม่เคยโผล่หน้าเข้ามาดูเลยว่านิสิตทำแลปอย่างไร การทดลองมีปัญหาอย่างไร การวิเคราะห์ผลการแปลผลทำได้ถูกต้องหรือไม่ สนอย่างเดียวว่านิสิตมีผลงานให้เขาเอาไปตีพิมพ์ paper ได้หรือไม่เท่านั้น แต่พอตัวอาจารย์ได้รับรางวัลจาก "จำนวน" paper ที่ตีพิมพ์ กลับมีการจัดฉากแต่งตัวให้ช่างภาพถ่ายรูปไปทำข่าว เสมือนว่า "ปรกติ" เขาก็เข้ามาทำการทดลองหรือสอนนิสิตในห้องแลป

เดี๋ยวนี้เห็นมีรูปแบบใหม่ที่อาจารย์มหาวิทยาลัยใช้จ้างผู้อื่นให้ทำวิจัย เพื่อที่ตัวเองจะได้มี paper เอาไปขอความดีความชอบโดยไม่ต้องลงทุนศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง คือการเปิดรับ "Postdoc"

การทำ "Postdoc" นั้นเป็นการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมหลังจบปริญญาเอก มักจะเป็นการทำวิจัยเพื่อหาความรู้เพิ่มเติมเฉพาะทางจากอาจารย์ผู้มีความเชี่ยวชาญในด้านนั้น นั่นหมายถึงการที่ผู้ที่ไปทำ Postdoc นั้นไป "เรียนรู้" จากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในสิ่งที่ "ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง" ท่านนั้นมีความรู้
แต่ที่มีโอกาสได้เห็นคือการที่อาจารย์ที่ไม่คนทำวิจัยให้ หรือไม่ก็ไม่ได้มีความรู้ที่จะเรียกได้ว่ารู้จริงในด้านที่ตนอยากมีบทความที่มีชื่อตัวเองปรากฏ ทำการจ้างผู้ที่จบปริญญาเอกที่มีประสบการณ์เฉพาะทางในด้านดังกล่าว ให้มาทำวิจัยและตีพิมพ์บทความในหัวข้อที่อาจารย์ผู้จ้างนั้นกำหนด โดยแฝงมาในรูปของการจ้าง "Postdoc" พอผู้มาทำ "Postdoc" ได้ผลงานมาแล้วก็ให้มาเล่าต่อ (หรือจะเรียกว่าสอนหนังสือให้ก็ได้) ให้อาจารย์ผู้จ้างฟัง เพื่อที่อาจารย์ที่เป็นผู้จ้างนั้นจะได้เอาไปพูดต่อได้ถึงเรื่องราวที่ปรากฏในบทความที่มีชื่อเขาปรากฏ
  
เคยมีเมธีวิจัยอาวุโสผู้หนึ่ง มากระซิบถามความเห็นผมเกี่ยวกับผลงานของเมธีวิจัยอาวุโสอีกรายหนึ่งว่าเขาทำเองหรือไม่ หรือจ้างให้คนอื่นทำ เพราะเวลามีการนำเสนอผลงาน ผู้ฟังซักถามอะไรก็ตอบไม่ได้

เคยมีพนักงานบริษัทเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ที่ทางบริษัทจ้างอาจารย์ที่มีชื่อเสียงว่ามีผลงานวิจัยมากมาย โดยคาดหวังว่าจะเอาผลงานของอาจารย์ผู้นั้นไปประยุกต์ใช้กับงานของบริษัท ทุนวิจัยนื้ทางอาจารย์เองมีการขอตั้งค่าจ้าง "ผู้ช่วยวิจัย" เพื่อใช้จ้างนิสิตบัณฑิตศึกษาที่จะมาทำวิจัยให้กับหน่วยงานของทางบริษัท ทางบริษัทเองนั้นคาดหวังว่าอาจารย์จะเป็นผู้กำกับการทำวิจัย โดยมีนิสิตบัณฑิตศึกษาเป็นลูกมือ แต่พอถึงวันประชุมความก้าวหน้าทีไรกลับปรากฏว่าตัวอาจารย์เองมานั่งซักถามเด็กตัวเองให้ทางบริษัทฟังว่า ช่วงที่ผ่านมาเด็กของตัวเองได้ทำอะไรไปบ้าง (เพราะอาจารย์ไม่รู้เลย) ทำไมถึงทำอย่างนั้น (ก็เพราะอาจารย์ไม่รู้เหตุผลเหมือนกัน) ได้ผลการทดลองออกมาอย่างไร (ก็เพราะอาจารย์ไม่เคยเห็นผลการทดลองมาก่อน เพิ่งจะมาเห็นพร้อมกับทางบริษัทในวันนำเสนอความก้าวหน้า) ผลที่ได้สรุปได้ว่าอย่างไร พอทางบริษัทถามคำถามอาจารย์ก็โยนให้เด็กตอบ พอเด็กตอบไม่ได้ก็บอกให้เด็กไปหา paper มาอ้างอิง มีปัญหาอะไรก็โยนให้เด็กของตัวเองหมด ทำเหมือนกับว่าความรับผิดทั้งหมดอยู่ที่เด็กที่อาจารย์จ้างให้มาเป็น "ผู้ช่วยวิจัย" การกระทำดังกล่าวของอาจารย์ทำให้ทางบริษัทรู้ว่าที่ผ่านมานั้นอาจารย์ผู้นั้นไม่เคยสนใจเลยว่าเด็กของตัวเองทำงานอะไรบ้าง เพิ่งจะมารู้พร้อมกับทางบริษัทเขาก็วันประชุมรายงานความก้าวหน้านั่นแหละ
  
และสิ่งที่ทางบริษัทคาดหวังคือทางตัว "อาจารย์" เองควรเป็นผู้ที่ "ทำหน้าที่รายงานความก้าวหน้า" เพราะเขาจ้าง "อาจารย์" (ซึ่งเป็นคนที่มีชื่อระบุในสัญญา) ให้ทำงาน เขาไม่ได้จ้างนิสิตบัณฑิตศึกษาที่อาจารย์ขอตั้งงบเพื่อนำมาใช้เป็น "ผู้ช่วยวิจัย" สิ่งที่อาจารย์คนดังกล่าวควรต้องทำคือไปเคลียร์กันเองกับ "ผู้ช่วยวิจัย" ให้เรียบร้อยก่อนว่างานในช่วงที่ผ่านมานั้นได้ทำอะไรไปบ้าง และได้ผลและข้อสรุปอย่างไรบ้าง จากนั้นตัวอาจารย์เองจึงนำสิ่งที่ได้นั้นมารายงานให้ทางบริษัททราบอีกที ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ทางบริษัทเองจะด่า (ลับหลัง) อาจารย์ดังกล่าวให้กับนิสิตบัณฑิตศึกษาที่ทำวิจัยกับทางบริษัทดังกล่าวให้ฟังว่าตัวอาจารย์ผู้นั้น "ไม่มีพื้นฐานความรู้ในเรื่องที่ตัวเองทำวิจัย"

ที่สนุกก็คือด้วยการทำงานแบบถ้านิสิตไม่มีผลมาให้เขาตีพิมพ์ paper ได้ นิสิตก็จะเรียนไม่จบ มันก็เลยมีผลการทดลองที่ "ดี" จนสามารถตีพิมพ์ paper ได้เกิดขึ้น ถ้ามันจบแค่การตีพิมพ์ paper นั้นก็แล้วไป แต่นี่มีการนำเอาผลงานที่ตีพิมพืใน paper ดังกล่าวไปเสนอทางบริษัทเพื่อขอทุนทำวิจัยต่อยอดเพื่อนำไปใช้งาน พอได้ทุนมาปรากฏว่า ผลการทดลองที่คนก่อนหน้านั้น (ที่สำเร็จการศึกษาไปแล้ว) ไม่มีใครที่มาทีหลังสามารถ "ทำซ้ำได้" พอจะติดต่อกับคนที่ทำผลการทดลองที่ออกมา "ดี" นั้น เพื่อที่จะขอให้เขากลับมาทำการทดลองซ้ำว่าผลการทดลองที่ได้ตีพิมพ์ paper ไปนั้นเป็นของจริง ก็ไม่สามารถติดต่อได้อีก (เรื่องอะไรเขาจะกลับมาให้โง่)
  
วันหนึ่งมีพนักงานบริษัทที่ได้รับมอบหมายให้ทำซ้ำผลการทดลองที่อาจารย์คนดังกล่าวเอาไปตีพิมพ์ paper และเอามาเสนอให้กับทางบริษัทเพื่อนำไปพัฒนาต่อนั้น แอบมาปรึกษากับผมเรื่องผลการทดลองดังกล่าว เพราะงานดังกล่าวถูกโยนกันไปโยนกันมา เนื่องจากยังไม่มีใครในบริษัทสามารถทำซ้ำได้ (แม้แต่นิสิตบัณฑิตศึกษาของอาจารย์ผู้นั้นเอง) สิ่งแรกที่เขาเอามาให้ผมดูก็คือวิธีการทดลอง ผมอ่านเพียงแค่ไม่กี่บรรทัดผมก็ถามเขากลับไปว่า "สารเคมีตัวนี้ ที่ความเข้มข้นระดับนี้ มีขายด้วยเหรอ" หรือว่าเขาเตรียมขึ้นมาเป็นพิเศษ
  
มหาวิทยาลัยเน้นคะแนนการประเมินอาจารย์ไปที่ "จำนวน paper" โดยไม่สนใจ "process" หรือกระบวนการที่ทำให้ได้ paper นั้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดการ "abuse" ระบบการเรียนการสอน

ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน การพิจารณาต่อสัญญาจ้างงาน จำนวนผลตอบแทนที่จะได้รับจากทางมหาวิทยาลัย การมีชื่อเสียงในวงการวิจัย ได้มาจาก "จำนวน" ผลงานที่ตีพิมพ์เป็นหลัก การทำให้ได้มาซึ่งผลงานของอาจารย์ โดยไม่สนใจว่าข้อมูลต่าง ๆ ที่อาจารย์นำไปเสนอผลงานนั้นมาได้อย่างไร มันจึงไม่แปลกที่จะมีกรณีที่นิสิต "เขียน" ผลแลปขึ้นมาเองเพื่อให้สนองความพึงพอใจของอาจารย์ ทำให้มันเข้ากับทฤษฎีที่อาจารย์ตั้งไว้ เพื่ออาจารย์จะได้เขียน paper ได้ และจะได้ยอมให้เขาเรียนจบ ตัวมหาวิทยาลัยเองก็ดีใจที่จะมี paper จำนวนมากออกในนามมหาวิทยาลัย เพื่อที่จะได้ตำแหน่งที่สูงขึ้นในการจัดอันดับ เรียกว่าได้ประโยชน์กันทั้งตัวนิสิต อาจารย์ และทางมหาวิทยาลัยเอง
  
เคยมีนิสิตปริญญาเอกผู้หนึ่งมาปรับทุกข์กับผมเรื่องนี้ คือผลการทดลองของเขานั้นทำซ้ำได้ แต่มันไม่เป็นไปตามทฤษฎีที่อาจารย์ที่ปรึกษาของเขาตั้งไว้ เขาเคยเอาผลการทดลองนี้ไปปรึกษากับผู้อื่นมาแล้ว ซึ่งก็ได้รับคำอธิบายว่าผลการทดลองที่เขาได้มานั้นมันถูกต้องแล้ว และสามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีที่มีอยู่เดิมแล้ว ซึ่งไม่ใช่ทฤษฎีที่อาจารย์ที่ปรึกษาของเขานั้นพยายามจะตั้งขึ้นมาใหม่

ในสายวิชาชีพของเรานั้น ผู้ที่เรียนจบนั้นต้องสามารถ "คิดเป็น และทำเป็น" แต่ที่ผ่านมานั้นพบว่าตัวบัณฑิตที่จบไปนั้นจำนวนไม่น้อย "ทำอะไรไม่เป็น" พอไปทำงานก็มีการกล่าวพาดพิงว่าคนที่จบไปนั้นทำเป็นแต่งานบนกระดาษ ให้ลงมือปฏิบัติก็ทำอะไรไม่เป็น พอเรื่องนี้ได้ยินมาถึงทางภาควิชา ก็มีอาจารย์แก้ตัวแทนนิสิตว่า ที่นี่สอนให้คุณเป็นคนคิดเป็น สอนให้ใช้สมอง ไม่ได้สอนให้คุณลงมือปฏิบัติเป็น  

ผมเคยกล่าวกับอาจารย์สถาบันอื่นในที่ประชุมของสถาบันนั้นว่า อาจารย์คนใดที่กล่าวอย่างนั้นแสดงว่าอาจารย์ผู้นั้น "ทำอะไรไม่เป็น" นั่นเป็นข้อแก้ตัวของคนที่ทำได้เพียงแค่พูดไปตามที่ตำราเขียนเอาไว้

เคยได้ยินเสียงบ่นจากอาจารย์เหมือนกันว่านิสิตทำอะไรไม่เป็น แต่พอถึงการสอนวิชาปฏิบัติการทีไร อาจารย์หายหัวประจำ ให้ครูปฏิบัติการหรือ TA (ทั้ง ๆ ที่โดยตำแหน่งแล้วเขาเหล่านั้นไม่ได้มีหน้าที่อะไรในการสอนทั้งสิ้น) ดูแลนิสิตแทน แต่ตัวอาจารย์เอง claim ภาระการสอนแลปเต็มเวลาครับ
  
ตอนที่ผมทำหน้าที่เป็นหัวหน้าดูแลห้องปฏิบัติการสำหรับสอนนิสิตปริญญาตรีนั้น มีอยู่วิชาหนึ่งที่ตามตารางสอนแล้วเริ่มตอนบ่ายสอง และควรเสร็จภายในห้าโมงเย็น แต่เอาเข้าจริงกว่าจะปิดแลปก็ร่วมสองทุ่ม พอถึงเวลาเบิกค่าล่วงเวลา เจ้าหน้าที่ห้องแลปก็ขอเบิกค่าล่วงเวลาจากอาจารย์ดังกล่าวจนถึงสองทุ่ม อาจารย์ผู้สอนวิชาดังกล่าวก็ไม่พอใจ มาโวยวายกับผม หาว่าเจ้าหน้าที่เขากรอกเอกสารเท็จเพื่อจะเอาเงินค่าล่วงเวลา ผมก็เลยย้อนถามกลับไปว่าแล้วอาจารย์รู้หรือเปล่าว่าเขาเลิกแลปกันเวลาใด อาจารย์อยู่สอนจนถึงกี่โมง ถามแค่นั้นอาจารย์ผู้นั้นก็เงียบไป ก็เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าแลปเลิกเวลาใด เขามาอธิบายวิธีการทำแลปให้นิสิตฟังเพียงแค่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ก็ออกจากแลปไปแล้ว พอสี่โมงเย็นก็กลับบ้าน (ตามตารางสอนวิชาดังกล่าวต้องเลิกห้าโมงเย็น และเขาควรจะอยู่จนเลิกแลปด้วย) ผมเองนั้นช่วงปีดังกล่าวกลับบ้านดึกเป็นประจำ ก็เลยรู้ว่าแลปวิชานั้นมันเลิกกันตอนสองทุ่มจริง

เมื่อการพิจารณาความดีความชอบของอาจารย์นั้นเน้นไปที่จำนวน paper ที่ตีพิมพ์ ซึ่งมันขึ้นอยู่กับจำนวนนิสิตบัณฑิตศึกษาที่อาจารย์แต่ละคนมีอยู่ในมือ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเรียนการสอนปริญญาตรีนั้นจึงแทบจะไม่อยู่ในสายตาของผู้บริหาร มันก็เลยดูแปลกครับที่อยู่ดี ๆ มาบอกให้ปรับปรุงวิธีการเรียนการสอนระดับปริญญาตรี (ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่ดี) แต่คนทำก็รู้ดีว่า ทำไปก็เอาไปหาความดีความชอบอะไรไม่ได้ การสอนปริญญาตรีเป็นงานที่เสียเวลา เอาเวลาไปทำ paper ดีกว่า เด็กจบปริญญาตรีที่จะมาเรียน โท-เอก ก็ให้คนอื่นเขาผลิตให้ดีกว่า อย่าไปเสียเวลาผลิตเอง
  
แต่มันก็มีข้อยกเว้นเหมือนกัน เช่นในหลักสูตรที่มีการจ่ายค่าสอนรายชั่วโมง พอเป็นวิชาบรรยายนี่แย่งกันใหญ่ ของฉันเนื้อหาเยอะ เดี๋ยวเด็กจะไม่มีความรู้ ต้องมีจำนวนสัปดาห์ที่ต้องสอนมาก ๆ (สอนสามชั่วโมงได้หกพันบาท หรือตกชั่วโมงละสองพันบาท) แต่พอเป็นส่วนของปฏิบัติการ (ได้ค่าสอนเพียงครึ่งเดียว แถมต้องตรวจรายงานอีก) กลับบอกว่าไม่มีอะไรจะสอน ไม่ต้องสอนแลปได้ไหม หรือขอแค่เป็นพิธีเพียงสัปดาห์เดียวก็พอ

เมื่อหน่วยงานเห็นเนื้อหาวิชาควรมีอยู่อย่างครบถ้วนบนอินเทอร์เน็ต
เมื่อผู้เรียนควรเข้าถึงเนื้อหาวิชานั้นได้จากทุกที่ผ่านทางอุปกรณ์ต่าง ๆ เพราะห้องเรียนจะไม่มีตัวจนอีกต่อไป
เมื่อผู้เรียนนั้นควรที่จะมีความสามารถในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง
แต่กลับมาถกเถียงกันว่าควรมีการเช็คชื่อเข้าเรียนหรือเปล่า
แถมการเชื่อมต่ออุปกรณ์สื่อสารไร้สายเข้ากับระบบเครื่องข่ายของหน่วยงานเองก็ต่อติดบ้างไม่ติดบ้าง

ผมสอนนิสิตวิชาบรรยาย ผมไม่เคยเช็คชื่อ เนื้อหาเรื่องราวที่จะสอนก็ไม่หวงอะไร แจกให้หมด แม้แต่ข้อสอบเก่า (ที่มักเป็นตัวลวงให้นิสิตทำข้อสอบไม่ได้เป็นประจำ) ถ้าสอบผ่านได้ก็ไม่ว่าอะไร

แต่วิชาปฏิบัติการผมจะเช็คชื่อและเข้มงวดเรื่องเวลาเรียน เพราะมันเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อเพื่อนร่วมชั้น และการลงมือปฏิบัตินั้นมันสอบด้วยการเฝ้ามองการกระทำ ไม่ใช่ดูจากคำตอบข้อเขียน

ผมเขียน Memoir แจกจ่ายนิสิตในที่ปรึกษาและนำขึ้น blog ให้สามารถอ่านได้จากทุกที่ มาปีนี้เป็นปีที่ ๗ แล้ว แต่หน่วยงานเพิ่งจะมารณรงค์ (แกม....) จะให้อาจารย์ในหน่วยงานทำแบบที่ผมทำมาก่อนหน้า โดยให้ไปใช้รูปแบบโปรแกรมที่เขาอยากจะใช้ (ทำนองว่าเพิ่งจะคิดทำในสิ่งที่คนอื่น ๆ หลายคนเขาทำไปก่อนหน้าแล้ว)

ทิ้งท้ายไว้หน่อยก็แล้วกันเรื่องการตรงต่อเวลา ซึ่งตอนแรกเขาคิดว่าจะใช้เรื่องการ "เข้าเรียนตรงเวลา" มาเป็นตัววัดความรับผิดชอบในหน้าที่ของนิสิต แต่ตอนนี้ไม่ใช้แล้ว ขอใช้เพียงแค่ "ส่งการบ้านให้ตรงเวลา" เท่านั้นเอง
  
สาเหตุก็คือในขณะที่ตัวผู้สอนเองกลับมีสารพัดข้ออ้างในการมาสาย และการขอไม่สอนตอน แปดโมงเช้า (อ้างว่าไม่สะดวกที่จะมา แต่กลับบังคับให้เจ้าหน้าที่ต้องมาทำงานตรงเวลา เช่นด้วยการสแกนลายนิ้วมือ) นอกจากนี้ยังไม่ยอมเลิกสอนตามเวลา สอนจนเลยกำหนดเวลา ทำให้นิสิตไปเข้าเรียนวิชาอื่นสาย อาจารย์ผู้อื่นที่จะมาใช้ห้องดังกล่าวก็ต้องเริ่มการสอนสายไปอีก เรียกว่าอะไรที่ทำแล้วเข้าตัวเอง อาจารย์ไม่ขอแตะ หาเฉพาะเรื่องที่จะเล่นงานได้เฉพาะนิสิตเท่านั้น


ที่เขียนมานี้ ก็เพื่อจะเตือนตนเองว่า อย่าเผลอทำตัวเป็นคนแบบ "ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง"

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๑๑ อย่าคิดว่าคนเก่งจะไม่โกง อย่าคิดว่าผู้บริหารจะให้ความเป็นธรรม MO Memoir : Wednesday 1 June 2554


"สิ่งที่อาจารย์จะต้องทำใจเผื่อไว้ก็คือ ในมุมมองของผู้บริหารนั้นทั้งสองคนต่างเป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัย ดังนั้นไม่ว่าใครจะได้รางวัล ผู้บริหารก็สามารถเอาไปคุยโอ้อวดได้โดยไม่ต้องสนว่าคนที่ได้รางวัลนั้นได้มาโดยวิธีใด ไม่ว่าจะโดยชอบหรือมิชอบก็ตาม นอกจากนี้ทั้งสองคนต่างเป็นคนทำ paper ให้กับมหาวิทยาลัย ถ้าเก็บทั้งสองคนไว้ได้ มหาวิทยาลัยก็จะมี paper มาก การจัดอันดันของมหาวิทยาลัยก็จะดี ซึ่งจะทำให้ผู้บริหารมีอะไรจะไปคุยโอ้อวด แต่ถ้าต้องเสียคนใดคนหนึ่งไป จำนวน paper ของมหาวิทยาลัยก็จะลดลง อันดับในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยก็จะต่ำลง ซึ่งเป็นผลเสียต่อชื่อเสียงผู้บริหาร ดังนั้นอย่าแปลกใจถ้าหากพบว่า ในกรณีของอาจารย์ทางผู้บริหารมหาวิทยาลัยเขาจะพยายามดึงเรื่องไม่ยอมทำอะไร เพื่อให้เรื่องมันเงียบหายไป ดังนั้นถ้าอาจารย์ไม่ต้องการให้เรื่องมันเงียบหายไป อาจารย์ก็ต้องขอให้อาจารย์อีกมหาวิทยาลัยหนึ่งเขาทำเรื่องร้องเรียนไปถึงอธิการบดีของเขา และให้ส่งเรื่องมาทางนี้ เพราะทางโน้นก็เป็นผู้เสียหายจากการกระทำของบุคคลคนนั้นเช่นกัน"


ข้อความข้างต้นผมเรียบเรียงขึ้นมาใหม่จากข้อความที่ได้บอกแก่อาจารย์ผู้หนึ่งที่เป็นรุ่นน้อง หลังจากได้รับฟังเรื่องการถูกกลั่นแกล้งของเขา ซึ่งผมทราบเรื่องดังกล่าวเมื่อตอนต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้เอง


เรื่องมีอยู่ว่าอาจารย์ผู้นี้ได้รับทุนวิจัยจากสกว. ซึ่งในเงื่อนไขการรับทุนดังกล่าวผู้รับทุนก็ต้องสัญญาว่าจะผลิต paper กี่ paper และใน paper เหล่านั้นก็ต้องมีการกล่าวขอบคุณสกว. ด้วย ในขณะเดียวกันทางสกว. ก็จะมีการพิจารณาผลงานและมอบรางวัลให้กับผู้มีผลงานดีเด่น โดยดูจากจำนวนครั้งที่ได้รับการอ้างอิง เรียกว่าใครมีจำนวนครั้งที่ได้รับการอ้างอิงมากที่สุดก็จะได้รางวัลไป

ช่วง ๒-๓ เดือนที่ผ่านมาอาจารย์ผู้นั้นพบว่าจาก paper ที่ส่งไปตีพิมพ์และทาง reviewer มีความเห็นให้ทำการแก้ไขนั้น มีผู้สวมรอยเป็นอาจารย์ผู้นั้น โดยใช้อีเมล์ที่มีชื่อ-นามสกุลของอาจารย์ผู้นั้น แต่ไปใช้เมล์ที่ไม่ใช่ของมหาวิทยาลัย (ใช้เป็นของ gmail หรือ hotmail) เขาไปทำการตอบคำถามและแก้ไขบทความตามที่ reviewer ได้ให้ความเห็นมา การแก้ไขดังกล่าวทำได้ดีซะจน reviewer กล่าวชมกลับมา (ซึ่งตรงจุดนี้แสดงให้เห็นว่าผู้กระทำดังกล่าวมีความเชี่ยวชาญในเรื่องเดียวกันกับที่อาจารย์ผู้นั้นทำวิจัยอยู่)

ถัดจากนั้นผู้ที่สวมรอยก็เข้าไปขอแก้ไขข้อความในส่วนของกิตติกรรมประกาศ (Acknowledgement) โดยขอให้ลบข้อความกล่าวขอบคุณสกว. ออกไป การกระทำเช่นนี้จะทำให้อาจารย์ผู้นั้นไม่สามารถนำบทความดังกล่าวไปส่งเป็นผลงานที่สัญญาไว้กับสกว. ได้ ซึ่งจะทำให้สกว. มีภาพลบกับอาจารย์ผู้นั้น

มีการกระทำข้างต้นอยู่ ๒-๓ บทความ แต่ที่หนักที่สุดคือในบทความสุดท้ายที่มีการปลอมเป็นอาจารย์อีกมหาวิทยาลัยหนึ่งที่ทำวิจัยร่วมกับอาจารย์ผู้นั้น โดยผู้ที่สวมรอยคราวนี้ปลอมตัวเป็นอาจารย์อีกมหาวิทยาลัยหนึ่ง ส่งอีเมล์ไปถึงสำนักพิมพ์ ขอให้ "ลบ" ชื่ออาจารย์ตัวจริงที่เป็นเจ้าของบทความออกจากบทความนั้น (แสดงว่าตั้งใจจะให้คนสองคนทะเลาะกันโดยที่ต่างไม่รู้เรื่องอะไรเลย)

แต่คนที่ทำชั่วก็พลาดจนได้ เพราะเขาทิ้งร่องรอยการติดตามเอาไว้ในอีเมล์ ทำให้ระบุได้ว่าเขา "น่า" จะเป็นใคร ซึ่งก็เป็น "อาจารย์" ที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่อยู่ในอีกสถาบันหนึ่งที่มีระดับเทียบเท่าคณะ พอตรวจสอบประวัติ "อาจารย์" คนดังกล่าวจากหน้าเว็บของสถาบันนั้นก็พบว่า จบเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง วิทยานิพนธ์สมัยเรียนก็ได้รางวัล จบปริญญาเอกจากต่างประเทศ แถมยังเคยได้รับรางวัลประเภทนักวิจัยหรือนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ดีเด่นจากหน่วยงานแห่งหนึ่งที่ให้ทุนวิจัยด้วย ตอนแรกที่อาจารย์ผู้เสียหายเขามาเล่าให้ผมฟังนั้น เขายังบอกว่าไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็นคน ๆ นี้ได้ ทั้ง ๆ ที่คน ๆ นี้เขาเป็นคนเก่งแล้วเขาจะทำไปทำไป

ผมบอกกับอาจารย์ผู้เสียหายคนนั้นว่า อาจารย์ยังมีความเข้าใจไม่ถูกต้องอยู่ที่ว่าคนเก่งจะไม่โกง ผมมีประสบการณ์กับนิสิตที่เรียนเก่งมาเยอะ ผมไม่แปลกใจเลยว่าคนที่เรียนเก่งจะทำเช่นนี้ เพราะเขาต้องการเป็น "ที่หนึ่ง" ที่เหนือคนอื่นอยู่เสมอ เมื่อใดก็ตามที่เขารู้สึกว่าเขาจะไม่ได้เป็น "ที่หนึ่ง" เขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เป็น "ที่หนึ่ง" ไม่ว่าวิถีทางนั้นจะถูกต้องตามทำนองคลองธรรมหรือไม่ เพราะตอนนี้สังคมเรายกย่องกันว่าใครได้รางวัลอะไร โดยไม่ได้สนใจว่ารางวัลที่ได้มานั้นได้มา "โดยชอบ" หรือไม่ (และเมื่อทำการตรวจสอบจำนวนครั้งที่ได้รับการอ้างอิง ก็พบว่าบุคคลคนนั้นมีจำนวนครั้งที่ได้รับการอ้างอิง "น้อยกว่า" ของอาจารย์ผู้ถูกกลั่นแกล้งอยู่เพียงไม่กี่ครั้ง)


จากนั้นผมก็ได้บอกกับอาจารย์ผู้เสียหายดังกล่าวตามที่เขียนไว้ในย่อหน้าแรก


แล้วเหตุการณ์มันก็ดูเหมือนจะเป็นดังที่ผมเตือนให้ระวังไว้ เพราะทางผู้บริหารของสถาบันที่คนก่อเรื่องทำงานอยู่ไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ ทางมหาวิทยาลัยก็ดูเหมือนจะไม่กระตือรือร้นอะไร อ้างว่าตรวจสอบโน่นไม่ได้ ตรวจสอบนี่ไม่ได้

แต่อาจารย์ผู้ได้รับความเสียหาย (ของทั้งสองมหาวิทยาลัย) ก็ไม่ยอมแพ้ เดินเรื่องหาหลักฐานด้วยตนเอง จนในที่สุดได้ก็หลักฐานมัดตัวผู้ก่อเรื่องชัดเจน จนทางผู้บริหารไม่สามารถโต้เถียงว่าคน ๆ นั้นไม่ได้ทำพฤติกรรมดังกล่าว แต่ก็ยังพยายามจะไม่ทำอะไรโดยการให้ผู้ก่อเรื่องนั้นลาออกไปจากมหาวิทยาลัยอย่างเงียบ ๆ

ผมได้ยินเหตุการณ์นี้แล้วก็เลยสงสัยว่า ถ้าเช่นนั้นทางมหาวิทยาลัยมีการร่างจรรยาบรรณของคนทำหน้าที่อาจารย์ขึ้นมาทำไป มีการตั้งระเบียบการถอดถอนตำแหน่งทางวิชาการไว้ทำไม เพราะพอเกิดเรื่องก็ไม่ยอมทำ ถ้าผู้บริหารมหาวิทยาลัยเป็นเช่นนี้ต่อไปจะให้ความเป็นธรรมต่อคนในองค์กรหรือจะพูดว่าจะอยู่ในตำแหน่งผู้ชี้นำคนในสังคมได้อย่างไร

งานนี้มีการโทรมาต่อว่าอาจารย์ผู้เสียหายว่า "คนล้มอย่าข้าม" ด้วย ผมเห็นว่ามันเป็นคนละเรื่องกัน คนล้มอย่าข้ามนั้นมันเปรียบกับการซ้ำเติมผู้อื่นที่ได้รับความเดือดร้อน โดยที่ผู้นั้นไม่ได้มาทำร้ายอะไรเรา แต่สิ่งที่บุคคลคนนั้นทำมันเป็นการลอบทำร้ายผู้อื่นแล้วโดยเขาจับได้ คน "ทำผิด" หรือ "ทำชั่ว" จะได้รับการอภัยได้ก็ต่อเมื่อ "สำนึกผิด" และ "ได้รับการลงโทษ" แล้วเท่านั้นจึงจะถูกต้อง ไม่ใช่ว่าพอโดนจับได้ก็ขอโทษทีแล้วหายกัน ถ้าสังคมมีแต่ความคิดเช่นนี้เมื่อไรมันก็อยู่ไม่ได้ เพราะเป็นการสนับสนุนให้คนกระทำผิด เพราะถ้าจับไม่ได้ก็ได้กำไร จับได้ก็แต่ขอโทษทีแล้วก็หายกัน ไม่ได้ถูกลงโทษอะไร ก็ถือว่าเสมอตัว

ผมยังได้บอกอาจารย์ผู้เสียหายคนนั้นว่าถ้าพบว่าคนในสถาบันนั้นทำเรื่องทำนองนี้ละก็อย่าแปลกใจเลย เพราะว่าคนในสถาบันนั้นเขามีประวัติเช่นนี้มาตั้งแต่เริ่มตั้งสถาบันแล้ว พฤติกรรมรู้กันทั่วทั้งมหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยอื่น ๆ อีกหลายสถาบัน เรียกว่าก่อเรื่องราวตั้งแต่ตอนเริ่มตั้ง อยู่ได้ด้วยเงินโครงการที่ได้มาชนิดที่เรียกว่าอาจารย์สถาบันอื่นกล่าวว่า "เรื่องอย่างนี้คนดี ๆ ในสถาบันการศึกษาเขาไม่ทำกัน" และถ้าเขาต้องการโปรโมตตัวเองด้วยรางวัลที่จะได้มาโดยวิธีการแบบนี้ผมว่าก็ไม่เห็นเป็นเรื่องน่าแปลก อยากจะบอกว่างานนี้พฤติกรรมมันถ่ายทอดจากรุ่นก่อตั้งมาจนถึงรุ่นปัจจุบันเลย

มันทำให้ผมนึกสงสัยว่าในเมื่ออาจารย์ของสถาบันมีพฤติกรรมเช่นนี้ แล้วตัวลูกศิษย์จะเป็นเช่นไร เพราะจะว่าไปคนที่ก่อเรื่องนั้นก็จบจากสถาบันนั้นเหมือนกัน


อาทิตย์ที่แล้วผมได้ไปที่สภาวิศวกร ได้พบกับวิศวกรอาวุโสหลายท่านที่มีระดับเป็นวุฒิวิศวกรและเป็นสาขาเดียวกันกับของอาจารย์ผู้เสียหายและบุคคลผู้ก่อเรื่องนั้น ในการพบปะพูดคุยกันนั้นวิศวกรอาวุโสท่านหนึ่งก็ยังได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการกระทำดังกล่าวของผู้บริหารมหาวิทยาลัยต่อกรณีเช่นนี้ให้ฟัง งานนี้เรียกว่าคงเป็นที่รับรู้กันทั่วไปในวงการแล้ว

เรื่องเช่นนี้ต้องช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้รู้กันทั่ววงการวิชาชีพ คนเช่นนี้ขืนปล่อยเอาไว้จะเป็นอันตรายต่อสังคมและผู้อื่นได้ ต้องช่วยกันเตือนคนรู้จักให้ระมัดระวังเอาไว้ถ้าเจอะเจอ

วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2554

Reviewer's comments MO Memoir : Wednesday 20 April 2554

Battle for Berlin เริ่มในวันที่ ๑๖ เมษายน ค.ศ. ๑๙๔๕ (พ.ศ. ๒๔๘๙) สมรภูมินี้จัดได้ว่าเป็นสมรภูมิใหญ่ครั้งสุดท้ายของสงครามโลกครั้งที่สองในทวีปยุโรป เป็นการทุ่มกำลังครั้งสุดท้ายของทัพสหภาพโซเวียตในการเข้ายึดกรุงเบอร์ลิน สตาลิน (ผู้นำโซเวียตในขณะนั้น) เปิดช่องให้นายพลของเขาสองคนคือ Zhukov และ Konev แข่งขันกันนำกองทัพเข้ายึดกรุงเบอร์ลิน ในทำนองว่าใครเข้าไปถึงก่อนก็ได้ครองเมืองนั้น

ตลอดช่วงระยะเวลาสงครามโลกครั้งที่สองในทวีปยุโรป สงครามการรบระหว่างเยอรมันกับรัสเซีย (หรือสหภาพโซเวียต) ที่ทางฝ่ายเยอรมันเรียกว่าแนวรบด้านตะวันออกนั้น (Eastern front) เป็นสมรภูมิที่มีการใช้กำลังทหารมากที่สุดและมีการสูญเสียมากที่สุด เรียกได้ว่ายิ่งใหญ่กว่าการรบระหว่างเยอรมันกับพันธมิตรตะวันตกหลายเท่า แต่เหตุการณ์ทางแนวรบด้านนี้ไม่ได้รับความสนใจจากฮอลลีวู้ดในการนำมาสร้างเป็นภาพยนต์ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะคนอเมริกันไม่ใช่พระเอกก็ได้ ที่เห็นนำมาสร้างและนำมาฉายในบ้านเราก็มีเรื่อง Enemy at the gates ซึ่งเป็นการนำเหตุการณ์การเข้ายึดเมืองสตาลินกราดมาสร้าง


คลิปภาพยนต์ที่แนบมาด้วยผมเองก็ไม่ทราบว่าต้นฉบับเป็นหนังเรื่องอะไร รู้แต่ว่ามันเป็นภาษาเยอรมัน เดาว่าตัวต้นฉบับนั้นน่าจะเป็นเรื่องช่วงเหตุการณ์ Battle for Berlin ทางฝั่งเยอรมัน แต่ที่แน่ชัดก็คือมีคนนำฉากในภาพยนต์เรื่องนี้ไปใส่ "ซับนรก" กันมั่วไปหมด

เรื่องที่แนบมานี้ไปเจอโดยบังเอิญใน Youtube ในชื่อว่า "Scientific Peer Review, ca. 1945" ส่วนเนื้อหาจะเป็นอย่างไรนั้นขอให้ติดตามชมกันเองก็แล้วกัน


หวังว่าจะโดนใจใครก็ตามที่ต้องทำการเขียน paper ไม่ใช่นั้นจะไม่จบการศึกษา