กลับมาทำงานใหม่
ๆ เมื่อ ๓๐
ปีที่แล้วก็เห็นอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลท่านหนึ่งทำวิจัยเรื่องใช้แก๊สไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์แทนน้ำมันเบนซิน
รถที่ใช้ก็คือ Mazda
Familia เครื่องเบนซิน 1300
CC ซึ่งมันก็วิ่งได้โดยใช้ถังไฮโดรเจนบรรทุกไว้บนกระบะหลัง
แต่หลังจากนั้นเท่าที่ทราบก็ไม่เห็นใครทำวิจัยเรื่องทำนองนี้อีกเลย
เห็นมีแต่ข่าวรถใช้พลังน้ำที่บอกว่าไม่ง้อน้ำมันออกมาเป็นระยะ
แม้ว่าไฮโดรเจนจะเป็นแก๊สแบบเดียวกับมีเทนและแก๊สหุงต้มที่ต่างเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนเช่นเดียวกับน้ำมันเบนซิน
แต่พฤติกรรมการเผาไหม้ของแก๊สไฮโดรเจน
(โดยเฉพาะแก๊สไฮโดรเจนบริสุทธิ์)
แตกต่างจากไฮโดรคาร์บอนหลายด้าน
ทำให้เครื่องยนต์ที่ใช้ไฮโดรเจนบริสุทธิ์เป็นเชื้อเพลิงนั้นแตกต่างไปจากเครื่องยนต์ที่ใช้ไฮโดรคาร์บอนเป็นเชื้อเพลิง
U.S.
Department of Energy (https://www1.eere.energy.gov)
ได้จัดทำเอกสารเรื่อง
"Hydrogen Fuel
Cell Engines and Related Techgiesnology เผยแพร่ไว้เมื่อเดือนธันวาคม
ค.ศ.
๒๐๐๑ (พ.ศ.
๒๕๔๔)
โดยใน Module
3 เรื่อง "Hydrogen
use in internal cumbustion engines" ในหัวข้อ
3.2 (รูปที่
๑)
มีการกล่าวถึงคุณสมบัติการเผาไหม้ของไฮโดรเจน
ซึ่งบรรยายให้เห็นถึงปัญหาและข้อควรระวังในการนำเอาไฮโดรเจนมาใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์สันดาปภายใน
(เครื่องเบนซิน)
แต่การทำความเข้าใจเนื้อหาตรงนี้จำเป็นต้องมีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับเครื่องยนต์เบนซินและทางเคมี
ดังนั้นวันนี้ก็เลยขอเอาเฉพาะหัวข้อนี้มาขยายความเพื่อให้ผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจได้ดีขึ้น
รูปที่ ๑
หัวข้อ 3.2
ของ Module
3 ที่เกี่ยวกับคุณสมบัติการเผาไหม้ของไฮโดรเจน
เอกสารชุดนี้แยกเป็นไฟล์
pdf จำนวน
๑๑ ไฟล์ตามจำนวน Module
เรื่องที่นำมาเล่าในวันนี้สามารถดาวน์โหลดเอกสารต้นฉบับได้ที่
https://www1.eere.energy.gov/hydrogenandfuelcells/tech_validation/pdfs/fcm03r0.pdf
ต่อไปจะเป็นการขยายความหัวข้อย่อยแต่ละข้อเรียงลำดับไป
-
Wide range of flammability
Flammability
คือช่วงความเข้มข้นของสารในอากาศที่สามารถลุกติดไฟได้
เมื่อโมเลกุลเชื้อเพลิงส่วนหนึ่งเริ่มเกิดการเผาไหม้
ความร้อนที่ปฏิกิริยาคายออกมาต้องมากพอที่จะไปกระตุ้นให้โมเลกุลเชื้อเพลิงโมเลกุลอื่นเกิดปฏิกิริยาตามมา
และถ้าปฏิกิริยาเกิดต่อเนื่องไปได้เรื่อย
ๆ ก็จะเกิดการเผาไหม้ขึ้น
ในกรณีที่ความเข้มข้นเชื้อเพลิงต่ำเกินไป
ความร้อนที่เชื้อเพลิงที่เริ่มเกิดการเผาไหม้คายออกมาจะไม่เพียงพอที่จะทำให้ปฏิกิริยาการเผาไหม้เลี้ยงตัวเองได้
ในทางตรงกันข้ามถ้าความเข้มข้นเชื้อเพลิงสูงเกินไป
ออกซิเจนในอากาศจะไม่เพียงพอที่จะทำให้ปฏิกิริยาการเผาไหม้เลี้ยงตัวเองได้
ไฮโดยเจนมีช่วง
flammability ระหว่าง
4 - 75 vol%
ส่วนน้ำมันเบนซินจะอยู่ระหว่าง
1.4 - 7.6 vol%
ช่วงความเข้มข้นที่มีอากาศมากเกินพอสำหรับการเผาไหม้เชื้อเพลิงได้สมบูรณ์เรียกว่า
"ส่วนผสมบาง"
หรือ "lean"
ช่วงความเข้มข้นที่มีอากาศไม่เพียงพอสำหรับการเผาไหม้เชื้อเพลิงได้สมบูรณ์เรียกว่า
"ส่วนผสมหนา"
หรือ "rich"
ความเข้มข้นที่ปริมาณออกซิเจนในส่วนผสมสามารถเผาไหม้เชื้อเพลิงได้พอดีในทางทฤษฎี
(คือออกซิเจนมากพอที่จะเปลี่ยนคาร์บอนเป็น
CO2
และไฮโดรเจนเป็น H2O
โดยไม่มีออกซิเจนเหลือ)
เรียกว่า "stoichiometric
ratio"
เครื่องยนต์ดีเซลทำงานในช่วงปริมาณอากาศมากกว่าปริมาณที่สามารถทำให้น้ำมันเผาไหม้ได้สมบูรณ์
(แต่ที่มันเกิดควันดำได้ก็เพราะมันมีเรื่องการผสมเข้ากับอากาศที่ไม่ดีและเผาไหม้ยังไม่ทันหมดก็ถูกไล่ออกจากกระบอกสูบแล้ว)
ส่วนเครื่องยนต์เบนซินในยุคก่อนจะบังคับติดตั้งเครื่องกรองไอเสีย
(catalytic
converter) ถ้าเป็นช่วงเร่งเครื่องก็จะทำงานที่ส่วนผสมหนา
ถ้าเป็นช่วงขับรถใช้ความเร็วคงที่
(เช่นบนทางหลวง)
ก็จะทำงานที่ส่วนผสมบาง
แต่พอต้องติดเครื่องกรองไอเสียแล้วก็ต้องบังคับให้ทำงานที่ส่วนผสม
stoichiometric ratio
การที่เชื้อเพลิงสามารถเผาไหม้ได้ด้วยส่วนผสมที่บางก็มีข้อดีบางประการเช่น
ติดเครื่องได้ง่ายเมื่ออากาศเย็น
(ตรงนี้มักจะเป็นปัญหาของเชื้อเพลิงเหลวเพราะต้องใช้การระเหยให้กลายเป็นไอก่อน),
ประหยัดเชื้อเพลิง
แต่จะใช้ส่วนผสมได้บางแค่ไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าต้องการพลังงานเท่าใด
ถ้าต้องการพลังงานมากก็ต้องใช้เชื้อเพลิงในปริมาณมากขึ้น
-
Low ignition energy
ส่วนผสมที่มีความเข้มข้นของเชื้อเพลิงอยู่ในช่วง
flammability limit
จะสามารถลุกติดไฟได้ถ้าได้รับพลังงานกระตุ้น
โดยพลังงานกระตุ้นนั้นอาจมาในรูปของ
ความร้อน (การทำให้ส่วนผสมทั้หงมดร้อนขึ้น),
เปลวไฟ,
ตัวเร่งปฏิกิริยา,
พื้นผิวโลหะร้อนเช่นขดลวดความร้อน,
หรือประกายไฟ
ในหัวข้อนี้เป็นเรื่องของการใช้ประกายไฟในการจุดระเบิด
ซึ่งก็คือการใช้หัวเทียนจุดระเบิด
ค่าพลังงานที่ใช้ในการจุดส่วนผสม
อากาศ +
ไฮโดรเจน
ให้ลุกติดไฟนั้นมีค่าน้อยกว่าค่าพลังงานที่ใช้ในการจุดส่วนผสม
อากาศ +
น้ำมันเบนซินประมาณ
10 เท่า
(ในบทความใช้คำว่า
one order of
magnitude) พลังงานกระตุ้นที่ต่ำนี้ทำให้สามารถจุดติดไฟได้ง่าย
(ถ้าเป็นรถยนต์ก็คือสตาร์ทติดง่าย)
แต่ก็มีข้อเสียคือถ้าไปสัมผัสกับพื้นผิวที่ร้อนจัด
(หรือจุด
hot spot)
ในเครื่องยนต์
ส่วนผสมดังกล่าวก็จะชิงติดไฟขึ้นเอง
ซึ่งตรงนี้จะก่อปัญหาในการเผาไหม้ได้
เพราะการเผาไหม้เชื้อเพลิงในกระบอกสูบนั้น
ส่วนผสมที่ยังไม่เผาไหม้ต้องรอให้เปลวไฟที่แผ่กระจายมาจากหัวเทียนเป็นตัวจุดระเบิด
เพื่อให้หน้าคลื่นการเผาไหม้แผ่ออกไปในทิศทางเดียวกัน
ข้อเสียอีกข้อหนึ่งของไฮโดรเจนคือ
โลหะบางชนิดเช่นพลาทินัม
(Pt)
เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้ไฮโดรเจนเกิดการเผาไหม้ได้
และหัวเทียนบางชนิดก็มีการใช้พลาทินัมทำเขี้ยวหัวเทียน
ดังนั้นหัวเทียนที่ใช้ในการจุดระเบิดส่วนผสมไฮโดรเจนจึงต้องไม่มีโลหะที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่สามารถทำให้ส่วนผสมลุกติดไฟได้เองโดยไม่พึ่งประกายไฟที่เขี้ยวหัวเทียน
-
Small quenching distance
ในการทำงานของเครื่องยนต์เบนซินนั้น
จะทำการผสมเชื้อเพลิงกับอากาศเข้าเป็นเนื้อเดียวกันก่อน
จากนั้นจึงให้นส่วนผสมนี้ไหลเข้ากระบอกสูบผ่านทางวาล์ไอดี
(intake valve)
ที่เปิดอยู่
จากนั้นจึงทำการอัดส่วนผสมให้มีปริมาตรเล็กลงก่อนที่จะทำการจุดระเบิด
เมื่อเริ่มเกิดการเผาไหม้
เปลวไฟจะแผ่กระจายออกไปจากเขี้ยวหัวเทียน
แต่เมื่อเปลวไฟเข้าไปใกล้กับผนังโลหะ
(ไม่ว่าจะเป็น
ลูกสูบ,
ผนังกระบอกสูบ)
เปลวไฟจะดับเนื่องจากสูญเสียความร้อนให้กับผนัง
(คือเปลวไฟไม่เข้าไปสัมผัสกับผนัง)
ระยะทางจากผนังถึงตำแหน่งที่เปลวไฟดับนี้คือ
quenching distance
ไฮโดรเจนมีค่า
quenching distance
นี้ที่เล็ก
กล่าวคือเปลวไฟไฮโดรเจนจะดับใกล้กับผนังมากกว่าเปลวไฟไฮโดรคาร์บอน
สิ่งนี้อาจก่อให้เกิดปัญหาได้คือถ้าวาล์วไอดีนั้นไม่ได้ปิดสนิท
เปลวไฟมีโอกาสสูงที่จะวิ่งย้อนออกทางท่อไอดีที่เรียกว่าเกิด
"back fire"
ได้
-
High autoignition temperature
Autoignition
temperature
คืออุณหภูมิที่สารนั้นสามารถลุกติดไฟได้เองโดยไม่ต้องใช้พลังงานจากเปลวไฟหรือประกายไฟ
ตัวอย่างเช่นค่า autoignition
temperature ของน้ำมันเบนซินอยู่ที่ประมาณ
280ºC
ส่วนของน้ำมันดีเซลอยู่ที่ประมาณ
210ºC
น้ำมันสองตัวนี้ถ้าต่างมีอุณหภูมิ
220ºC
ถ้ารั่วออกจากระบบท่อสัมผัสกับอากาศที่อยู่ภายนอก
น้ำมันดีเซลจะลุกติดไฟทันที
ในขณะที่น้ำมันเบนซินจะไม่ลุกติดไฟ
ค่า autoignition
temperature
ของแต่ละสารที่วัดได้นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างในการวัด
ดังนั้นอย่าแปลกใจถ้าพบว่าค่าที่ค้นได้จากแต่ละแหล่งนั้นไม่เท่ากัน
อย่างเช่นกรณีของไฮโดรเจน
ค่าที่มีรายงานไว้ที่เห็นก็อยู่ในช่วง
535-585ºC
เชื้อเพลิงที่มีค่าอุณหภูมินี้สูงจะเหมาะกับเครื่องยนต์เบนซิน
เพราะในระหว่างการเผาไหม้เชื้อเพลิงนั้นความดันและอุณหภูมิในกระบอกสูบจะเพิ่มสูงขึ้น
เชื้อเพลิงจะต้องไม่ชิงลุกติดไฟเอง
ต้องรอจนกว่าเปลวไฟที่แผ่มาจากหัวเทียนวิ่งมาถึง
ด้วยเหตุนี้ไฮโดรเจนจึงเหมาะกับเครื่องยนต์เบนซิน
แต่ไม่เหมาะกับเครื่องยนต์ดีเซล
เพราะเครื่องยนต์ดีเซลนั้นทำงานด้วยการอัดอากาศให้ร้อน
และเมื่อฉีดน้ำมันเข้าไป
น้ำมันจะต้องเกิดการเผาไหม้ทันที
ดังนั้นเชื้อเพลิงที่เหมาะกับเครื่องยนต์ดีเซลจึงควรต้องมีค่า
autoignition
temperature นี้ต่ำ
-
High flame speed at stoichiometric ratios
ในทางทฤษฎี
ในกรณีของวัฎจักรการทำงานของเครื่องยนต์เบนซินนั้น
(OTTO cycle)
เมื่อเกิดการจุดระเบิด
ความดันในห้องเผาไหม้จะเพิ่มสูงขึ้นทันที
(กราฟตั้งในแนวดิ่ง)
ในขณะที่ปริมาตรคงที่
ไฮโดรเจนกับอากาศที่
stoichiometric ratio
จะมีค่าความเร็วในการเคลื่อนที่ของเปลวไฟนี้สูงมาก
ประมาณ 10
เท่าของเปลวไฟที่เกิดจากไฮโดรคาร์บอน
(ในบทความใช้คำว่า
one order of
magnitude)
ทำให้เครื่องยนต์ไฮโดรเจนนั้นสามารถทำงานได้ใกล้เคียงกับวัฏจักรในอุดมคติ
แต่ถ้าส่วนผสมบางลง
ความเร็วในการเผาไหม้ก็จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
กล่าวคือในทางทฤษฎี
ประสิทธิภาพการทำงานของวัฏจักรในอุดมคติจะมีค่ามากที่สุด
แต่ในทางปฏิบัตินั้นจะมีการเบี่ยงเบนออกไป
ทำให้ประสิทธิภาพจริงนั้นต่ำกว่า
ดังนั้นถ้าสามารถทำให้เครื่องยนต์สามารถทำงานใกล้กับวัฎจักรในอุดมคติได้มากเท่าใด
ประสิทธิภาพก็จะยิ่งมากขึ้น
แต่ความเร็วในการเคลื่อนที่ของเปลวไฟสูง
ๆ ก็ใช้ว่าจะดี
ความเร็วในการเคลื่อนที่ที่ต่ำกว่าความเร็วเสียงจะเรียกว่าเป็น
"deflagration"
แต่ปฏิกิริยาการเผาไหม้เป็นปฏิกิริยาที่เร่งตนเอง
เพราะความร้อนที่ปฏิกิริยาคายออกมาทำให้อัตราการเกิดปฏิกิริยาเร็วขี้น
ดังนั้นเมื่อเปลวไฟเคลื่อนที่ออกไปก็จะเร่งความเร็วขึ้นเรื่อย
ๆ และเมื่อใดก็ตามที่ความเร็วนี้เร็วผ่านความเร็วเสียง
ก็จะกลายเป็น "detonation"
ที่มีอำนาจการทำลายล้างสูงกว่า
-
High diffusivity
ความสามารถในการแพร่จะลดลงเมื่อมวลโมเลกุลสารเพิ่มขึ้น
ไฮโดรเจนเป็นแก๊สที่มีมวลโมเลกุลต่ำสุด
จึงสามารถแพร่ได้เร็วที่สุด
ซึ่งก็มีตรงที่เวลาฉีดแก๊สไฮโดรเจนผสมเข้ากับอากาศ
ส่วนผสมจะกลายเป็นเนื้อเดียวกันได้อย่างรวดเร็ว
แต่การที่มันมีโมเลกุลเล็กและแพร่ได้ง่ายบางทีก็อาจเป็นข้อเสียได้
คือมันสามารถรั่วได้ง่าย
ตรงนี้ดูได้จากลูกโป่งสวรรค์ที่ทำจากยาง
ที่ในวันแรกจะยังคงลอยได้ดีอยู่
แต่พอวันรุ่งขึ้นมันก็เล็กลง
ในกรณีของไฮโดรเจนนั้นเชื้อเพลิงส่วนที่ไม่เผาไหม้
อาจหลุดรอดผ่านแหวนลูกสูบเข้าไปสะสมอยู่ในห้องข้อเหวี่ยง
(crankcase)
ของเครื่องยนต์ได้
และด้วยการที่ไฮโดรเจนต้องการพลังงานที่ไม่สูงในการจุดระเบิด
ดังนั้นจุดร้อนจัด (hot
spot)
ในห้องข้อเหวี่ยงก็อาจทำให้ไฮโดรเจนที่สะสมอยู่นั้นเกิดการระเบิดได้
ด้วยเหตุนี้เครื่องยนต์ที่ใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงจึงควรต้องมีวาล์วระบายความดันเพื่อระบายความดันออกจากห้องข้อเหวี่ยงด้วย
-
Very low density
ด้วยการที่ไฮโดรเจนมีความหนาแน่นต่ำมาก
(และไม่สามารถใช้ความดันอัดให้เป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้องได้)
ก่อให้เกิดปัญหาเรื่องการกักเก็บเพื่อให้มีปริมาณมากเพียงพอสำหรับระยะการเดินทาง
นอกจากนี้แม้ว่าไฮโดรเจนมีค่าพลังงานต่อหน่วย
"น้ำหนัก"
ที่สูงกว่าเชื้อเพลิงอื่น
แต่ค่าพลังงานต่อหน่วย
"ปริมาตร"
นั้นต่ำกว่ามาก (รูปที่
๓)
ส่งผลให้พลังงานที่ได้จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงนั้นต่ำกว่า
การพิจารณาว่าเครื่องยนต์ชนิดหนึ่งจะเหมาะสมกับการใช้งานหรือไม่โดยดูเพียงแค่กำลังที่เครื่องยนต์ผลิตได้นั้นไม่เพียงพอ
ในกรณีของยานพาหนะเช่นรถยนต์
ควรต้องพิจารณากำลังที่ได้ต่อหน่วยน้ำหนัก
(หรือปริมาตร)
ของ เครื่องยนต์ +
ระบบเก็บ-เติม-จ่ายเชื้อเพลิง
ด้วย เพราะรถยนต์นั้นมีพื้นที่สำหรับติดตั้งอุปกรณ์ที่จำกัด
ดังจะเห็นได้จากรถยนต์ที่ใช้แก๊สมีเทนเป็นเชื้อเพลิง
ที่ต้องติดตั้งถังบรรจุแก๊สความดันสูงที่มีน้ำหนักมากและจะกินพื้นที่ติดตั้งมากถ้าหากต้องการให้วิ่งได้ระยะทางเท่ากับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินด้วยการเติมเชื้อเพลิงเพียงครั้งเดียว
(คือถ้าแก้ปัญหาด้วยการติดตั้งถังแก๊สเพิ่ม
ก็จะสูญเสียพื้นที่ใช้สอยด้านอื่นแทน)
รูปที่ ๒
ความหนาแน่นพลังงานต่อหน่วยน้ำหนัก
(แกนนอน)
และต่อหน่วยปริมาตร
(แกนตั้ง)
ของเชื้อเพลิงชนิดต่าง
ๆ (รูปจาก
https://www.energy.gov/eere/fuelcells/hydrogen-storage)
-
การเกิด
Nitrogen
oxide (NO)
หัวข้อนี้ไม่มีอยู่ในเอกสารที่กล่าวถึงในตอนต้นเรื่อง
แต่เห็นว่าควรที่จะนำมารวมเอาไว้ในที่นี้ด้วย
นั่นก็คือองค์ประกอบของแก๊สไอเสียที่เกิดจากการเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้แก๊สไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิง
ไฮโดรเจนมักจะได้รับการกล่าวอ้างว่าเป็นเชื้อเพลิงที่ไม่ผลิตมลพิษเพราะไม่ผลิต
CO2
แต่ในความเป็นจริงด้วยอุณหภูมิที่สูงของการเผาไหม้
จะทำให้ไนโตรเจนและออกซิเจนในอากาศรวมตัวกันเป็นไนโตรเจนออกไซด์
(NO)
และปริมาณที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้น้อยไปกว่าที่เกิดจากเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินเป็นเชื้อเพลิง
(รูปที่
๓)
รูปที่ ๓
(ซ้าย)
ความเข้มข้นไนโตรเจนออกไซด์
(NOx)
ในไอเสียของเครื่องยนต์ไฮโดรเจน
(ขวา)
ความเข้มข้น ไนโตรเจนออกไซด์
(NOx),
คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO)
และไฮโดรคาร์บอนที่ไม่เผาไหม้
(HC)
ในไอเสียของเครื่องยนต์เบนซิน
เนื่องจากสารประกอบไนโตรเจนออกไซด์หลายขนิด
(สัดส่วนไนโตรเจนและออกซิเจนต่างกัน)
จึงเรียกรวม ๆ กันว่า
NOx (เมื่อ
x เป็นตัวเลข)
โดยตัวหลักที่มีมากที่สุดคือ
NO (จากบทความเรื่อง
"Hydrogen use
in internal combustion engine : A review" โดย
Murat CINIVIZ และ
Huseyin KOSE
ในวารสาร International
Journal of Automotive Engineering and Technologies, Vol 1, Issue 1,
pp. 1-15, 2012)
ในกรณีของเครื่องยนต์เบนซินนั้นสามารถใช้
catalytic converter
เพื่อทำให้ CO
และไฮโดรคาร์บอนทำปฏิกิริยากับ
NO เพื่อเปลี่ยน
NO
ให้กลายเป็นไนโตรเจนได้
(โดย
CO
และไฮโดรคาร์บอนจะกลายเป็น
CO2
และน้ำไป)
แต่ไอเสียของครื่องยนต์ที่ใช้แก๊สไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงจะไม่มีสารที่ทำหน้าที่เป็นตัวรีดิวซ์
NO ได้
จำเป็นต้องใช้วิธีการอื่นแทน
เช่นการใช้ระบบ Exhaust
gas recirculation (EGR) เช่นกรณีของที่ใช้กับเครื่องยนต์ดีเซล