แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ V2O5 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ V2O5 แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

แนวทางหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์นิสิตรหัส ๕๖ (ตอนที่ ๔) MO Memoir : Wednesday 18 February 2558

เอกสารฉบับนี้แจกจ่ายเป็นการภายใน ไม่นำเนื้อหาลง blog
 

รูปที่ ๑ เปรียบเทียบพีค NO ที่อุณหภูมิ 450ºC เมื่อไม่มี NH3 (เพื่อให้ความเข้มข้น NO ขาเข้าเท่ากับขาออก) กับเส้น NO ที่อุณหภูมิห้อง (ยังไม่เกิดปฏิกิริยา SCR)


รูปที่ ๒ เปรียบเทียบปริมาณ NO ที่อุณหภูมิต่าง ๆ กันของตัวเร่งปฏิกิริยา V2O5/TiO2 เมื่อใช้ซ้ำสองครั้ง

วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2557

Selective Catalytic Reduction of NO in Gas Turbine Exhaust Gas with NH3 MO Memoir : Friday 1 February 2556

บทความที่แนบมาด้วยเป็นบทความที่เขียนลงวารสารวิชาการปทุมวัน ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๕ ประจำเดือนกันยายน-ธันวาคม ๒๕๕๕ ในหัวข้อเรื่อง "การเลือกรีดิวซ์ไนโตรเจนมอนออกไซด์ในแก๊สไอเสียเครื่องยนต์กังหันแก๊สด้วยแอมโมเนีย" หรือ "Selective Catalytic Reduction of NO in Gas Turbine Exhaust Gas with NH3" ซึ่งสามารถ download ได้ที่นี่ บทความ SCR

ส่งมาให้กลุ่ม DeNOx เพื่อเอาไว้ใช้เป็นเอกสารอ้างอิง

วันพุธที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2556

แนวทางหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์นิสิตรหัส ๕๕ (ตอนที่ ๗) MO Memoir : Wednesday 20 March 2556

เอกสารฉบับนี้แจกจ่ายเป็นการภายใน ไม่นำเนื้อหาลง blog
เนื้อหาในเอกสารฉบับนี้เกี่ยวข้องกับงานของกลุ่ม DeNOx ที่จะกระทำในเฟสต่อไป

วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2554

แนวทางหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์นิสิตรหัส ๕๓ (ตอนที่ ๑๐) MO Memoir : Friday 30 December 2554


เนื้อหาในเอกสารฉบับนี้เกี่ยวกับความเป็นมาของงานที่กำลังกระทำอยู่ เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันสำหรับผู้ที่กำลังจะทำการสอบโครงร่างวิทยานิพนธ์ในปีหน้า (อันที่จริงก็สัปดาห์หน้านั่นแหละ) และขอให้นิสิตรหัส ๕๔ ศึกษาทำความเข้าใจเอาไว้ด้วย เพราะอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าก็ต้องรับช่วงงานต่อแล้ว

เนื้อหาในเอกสารนี้นำลง blog เพียงบางส่วน

. การกำจัด NOx ด้วยปฏิกิริยา NH3 SCR

ผมจะเริ่มจากการปูพื้นฐานทั่วไปก่อนนะ แล้วค่อยให้รายละเอียดว่างานของแต่ละคนนั้นมีจุดที่แตกต่างกันตรงไหน 
 
พร้อมกันนี้ผมได้แนบไฟล์ประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม เรื่อง

(ก) "กำหนดมาตรฐานการควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียจากโรงไฟฟ้า" ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๓๙ และ

(ข) "กำหนดมาตรฐานการควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียจากโรงไฟฟ้าใหม่" ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๕๓

มาให้ด้วยเพื่อที่พวกคุณจะได้มองเห็นภาพของงานที่เรากำลังทำอยู่ได้ชัดเจนขึ้น ปัจจุบันประกาศทั้ง ๒ ฉบับนี้ยังมีผลบังคับใช้อยู่ ผม download มาจาก http://www.pcd.go.th/download/regulation.cfm?task=s2)

ขอเริ่มเป็นข้อ ๆ ไปก็แล้วกัน

๑.๑ องค์ประกอบของแก๊สที่เกิดจากการเผาไหม้นั้นขึ้นอยู่กับเชื้อเพลิงที่ใช้ (ถ่านหิน น้ำมัน และแก๊ส) ถ่านหินจัดว่าเป็นเชื้อเพลิงที่มีสัดส่วนไฮโดรเจนต่ำสุด ในขณะที่แก๊สธรรมชาติจัดว่าเป็นเชื้อเพลิงที่มีสัดส่วนไฮโดรเจนสูงสุด ดังนั้นถ้าพิจารณากันตามนี้ แก๊สที่เกิดจากการเผาถ่านหินก็ควรที่จะมีปริมาณไอน้ำต่ำสุด ในขณะที่แก๊สที่เกิดจากการเผาแก๊สธรรมชาติควรจะมีปริมาณไอน้ำสูงสุด

๑.๒ ในทางทฤษฎีนั้น เพื่อให้การเผาไหม้มีประสิทธิภาพสูงสุด (อุณหภูมิแก๊สร้อนที่ได้จากการเผาไหม้สูงที่สุด) ปริมาณอากาศที่ใช้ต้องอยู่ที่ stoichiometric ratio ซึ่งการเผาไหม้ในสภาวะนี้จะเรียกว่า stoichiometric combustion แต่ในทางปฏิบัตินั้นเพื่อให้การเผาไหม้เกิดได้สมบูรณ์ จะต้องใช้อากาศที่ "มากเกินพอ" อยู่เล็กน้อย

๑.๓ ในภาวะที่มีอากาศมากเกินพอนั้น แก๊สร้อนที่เกิดจากการเผาไหม้จึงถือได้ว่าปราศจาก CO และเชื้อเพลิงที่เผาไหม้ไม่หมด

๑.๔ เช่นเดียวกัน ในทางทฤษฎีนั้น ประสิทธิภาพของวัฏจักรกำลังต่าง ๆ จะขึ้นอยู่กับผลต่างระหว่างอุณหภูมิของแหล่งให้ความร้อนและอุณหภูมิของแหล่งรับความร้อน ยิ่งผลต่างนี้มีค่ามากเท่าใด ประสิทธิภาพก็จะสูงขึ้น แต่เนื่องจากแหล่งรับความร้อนมักจะเป็นน้ำระบายความร้อน และอุณหภูมิของน้ำระบายความร้อนที่ใช้กันจะมีอุณหภูมิประมาณอุณหภูมิห้อง ดังนั้นการเพิ่มประสิทธิภาพจึงต้องไปที่การทำให้อุณหภูมิของแหล่งให้ความร้อนมีค่ามากที่สุดเท่าที่จะทำได้

๑.๕ แต่ปฏิกิริยาการเกิด NOx ก็จะสูงมากตามอุณหภูมิด้วย ดังนั้นยิ่งแก๊สที่เผาไหมม้มีอุณหภูมิสูงมากเท่าใด ปริมาณ NOx ที่เกิดขึ้นก็มากตามไปด้วย

๑.๖ NOx ที่กล่าวถึงในข้อ ๑.๕ นั้นเป็นตัวที่เกิดจาก N2 กับ O2 ในอากาศ แต่ยังมี NOx อีกส่วนหนึ่งที่เกิดจากสารประกอบไนโตรเจนที่มีอยู่ในเชื้อเพลิง ซึ่งสารประกอบพวกนี้มักจะมีอยู่แล้วในถ่านหินและน้ำมันเตา ปริมาณที่มีอยู่จะขึ้นอยู่กับชนิดของถ่านหินและน้ำมันที่เอามาเผาไหม้ ดังนั้นถ้าเราไปดูมาตรฐาน NOx สูงสุดที่อนุญาตให้ปล่อยทิ้งได้ จะพบว่าของถ่านหินและน้ำมันเตาจะสูงกว่าของแก๊สธรรมชาติ

๑.๗ อีกแนวทางในการลดการเกิด NOx ได้แก่การลดอุณหภูมิแก๊สร้อนที่เกิดจากการเผาไหม้ให้ต่ำลง ซึ่งอาจทำโดยการใช้อากาศมากเกินพอ หรือโดยการฉีดไอน้ำเข้าไป แต่การทำดังกล่าวก็จะทำให้ประสิทธิภาพการเผาไหม้ลดลงไปด้วย

๑.๘ องค์ประกอบในแก๊สร้อนที่ออกจากเตาเผา และองค์ประกอบในแก๊สปล่อยทิ้งสู่บรรยากาศทางปล่องนั้น "ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน" เพราะในระหว่างทางนั้นอาจมีการผสมอากาศหรือแก๊สอื่น (เช่นไอน้ำ) เข้าไป เพื่อทำให้ความเข้มข้นของสารพิษต่าง ๆ ในแก๊สนั้นลดลง แต่ปริมาณไม่ได้ลดลงนะ เพราะปริมาตรแก๊สปล่อยทิ้งจะมากขึ้น ดังนั้นเพื่อป้องกันการโกงดังกล่าว ในมาตรฐานจึงต้องกำหนดไว้ว่าการวัดนั้นต้องทำที่ "สภาวะแห้ง" และ "ปริมาตรอากาศส่วนเกินในการเผาไหม้" หรือ "ปริมาตรออกซิเจนส่วนเกินในการเผาไหม้" เอาไว้ด้วย

๑.๙ ในภาวะที่มีออกซิเจนมากเกินพอในแก๊สปล่อยทิ้งนั้น เราไม่สามารถนำตัวเร่งปฏิกิริยา 3-way catalyst ที่ใช้กับรถยนต์ (เครื่องยนต์เบนซิน) มาใช้ได้ เพราะตัวเร่งปฏิกิริยาพวกนั้นจะทำงานได้กับไอเสียที่ได้จากการเผาไหม้ในภาวะที่มีออกซิเจน "พอดี" กับการเผาไหม้เท่านั้น เพราะตัวเร่งปฏิกิริยาดังกล่าวใช้ไฮโดรคาร์บอนที่หลงเหลือจากการเผาไหม้ในการรีดิวซ์ NOx ที่เกิดขึ้น แต่ในภาวะที่มีออกซิเจนและ NOx อยู่ร่วมกันนั้น ตัวเร่งปฏิกิริยาดังกล่าวจะทำปฏิกิริยาระหว่างไฮโดรคาร์บอนกับออกซิเจนก่อน โดยที่ NOx ไม่สามารถเข้าร่วมทำปฏิกิริยาได้จนกว่าออกซิเจนจะหมด ดังนั้นถ้านำเอามาใช้กับแก๊สปล่อยทิ้งจากโรงไฟฟ้าที่มีความเข้มข้นออกซิเจนหลาย % (เช่น 15% ในกรณีของเรา) ในขณะที่มี NOx ต่ำมาก (แค่ระดับ ppm ดังเช่นกรณีของเรา)

๑.๑๐ ตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับการกำจัด NOx จากไอเสียดังกล่าวที่ถูกพัฒนาขึ้นมาในยุคแรกคือ V2O5 บนตัวรองรับต่าง ๆ โดยใช้ NH3 เป็นสารรีดิวซ์

๑.๑๑ Alumina เป็นตัวรองรับที่มีพื้นที่ผิวสูงและทนอุณหภูมิสูง แต่ไม่ทนต่อ SO2 ในแก๊ส ส่วน TiO2 (anatase) แม้ว่าจะมีพื้นที่ผิวต่ำกว่าและทนอุณหภูมิได้ต่ำกว่า แต่สามารถทนต่อ SO2 ในแก๊ส ดังนั้นการที่จะเลือกใช้ตัวรองรับเป็นตัวใดนั้นจึงต้องดูองค์ประกอบของแก๊สด้วย

๑.๑๒ แต่ในขณะเดียวกัน V2O5 ก็เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ใช้ในการผลิตกรดกำมะถัน โดยสามารถออกซิไดซ์ SO2 ให้กลายเป็น SO2 ได้ ปฏิกิริยานี้เป็นปฏิกิริยาคายความร้อนถูกควบคุมด้วยสมดุลเคมี ดังนั้นถ้าพิจารณาจากแง่สมดุลเคมีแล้วปฏิกิริยานี้จะไปข้างหน้าได้มากที่อุณหภูมิต่ำ แต่ที่อุณหภูมิต่ำนั้นอัตราการเกิดปฏิกิริยาก็จะต่ำลงไปด้วย ด้วยเหตุนี้จึงไม่จำเป็นว่าจะเกิดการออกซิไดซ์ SO2 ไปเป็น SO2 ได้มากที่อุณหภูมิต่ำ

๑.๑๓ V2O5 จัดเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำงานได้ดีในช่วงอุณหภูมิปานกลาง (เอาเป็นว่าไม่เกิน 500ºC ก็แล้วกัน) ในช่วงอุณหภูมิสูงพวก WO3 จะทำงานได้ดีกว่า ดังนั้นอย่าแปลกใจว่าทำไมในช่วงหลังจึงมีการพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาที่ใช้ WO3 เกิดขึ้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า WO3 ดีกว่า V2O5 แต่เป็นเพราะมีการออกแบบโรงไฟฟ้าที่แก๊สปล่อยทิ้งมีอุณหภูมิสูงมาก (พวกมีแต่กังหันแก๊สโดยที่ยังไม่มีระบบกังหันไอน้ำร่วม) เพราะถ้าเอา WO3 มาใช้ในช่วงอุณหภูมิปานกลาง มันก็ทำงานสู้ V2O5 ไม่ได้

๑.๑๔ ในทำนองเดียวกัน MoO3 ก็เป็นตัวที่ทำงานได้ดีกว่า V2O5 ในช่วงอุณหภูมิต่ำ (เอาเป็นว่าไม่เกิน 250ºC ก็แล้วกัน) แต่ถ้าอุณหภูมิสูงขึ้นก็ทำงานสู้ V2O5 ไม่ได้

๑.๑๕ ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยา V2O5- WO3 สำหรับการทำงานในช่วงอุณหภูมิปานกลางถึงสูง (ถ้าเป็นช่วงอุณหภูมิสูงจะไม่มี V2O5 หรือมีอยู่น้อยมาก) และตัวเร่งปฏิกิริยา V2O5- MoO3 สำหรับการทำงานในช่วงอุณหภูมิต่ำถึงปานกลาง

๑.๑๖ ด้วยเหตุนี้เราจึงได้คิดที่จะลองนำโลหะออกไซด์ทั้ง ๓ ชนิดมารวมกัน เพื่อที่จะดูว่าช่วงความสามารถในการทำปฏิกิริยาของตัวเร่งปฏิกิริยาตัวใหม่นี้จะเป็นอย่างไร 

๑.๑๗ เป็นที่ทราบกันมานานแล้ว (อย่างน้อยก็กว่า ๒๐ ปีแล้ว) ว่า V2O5 ที่เคลือบลงไปบนพื้นผิว TiO2 (anatase) จะแตกต่างไปจากบนพื้นผิวอื่น โดยบนพื้นผิว TiO2 (anatase) V2O5 จะกระจายตัวออกเป็นชั้นบาง ๆ ที่เรียกว่า monolayer (มีเพียงชั้นเดียว) ก่อน จนกว่าพื้นผิวจะถูกปกคลุมเอาไว้ทั้งหมด จากนั้นจึงค่อยก่อตัวเป็นผลึก แต่ถ้าเป็นบนพื้นผิวอื่นจะเกาะรวมตัวกันเป็นผลึกได้ตั้งแต่แรก

๑.๑๘ และมีรายงานด้วยว่า V2O5 และ MoO3 สามารถรวมตัวกันเป็นออกไซด์ผสมตัวใหม่ โดยการเกิดออกไซด์ผสมตัวใหม่นี้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ถ้าใช้อุณหภูมิสูงก็จะเกิดได้ดีขึ้น

๑.๑๙ ส่วนออกไซด์ผสมระหว่าง V2O5 และ WO3 หรือ WO3 และ MoO3 นั้นผมเองยังไม่เคยค้นดู ขอให้พวกคุณลองไปดูกันหน่อยแล้วกันว่ามันเกิดได้หรือเปล่า

ข้อ ๑.๑ ถึง ๑.๑๙ ที่กล่าวมาข้างบนนั้นเป็นการปูพื้นฐานเผื่อต้องใช้ในการบรรยายให้กรรมการสอบได้เห็นภาพที่มาที่ไปของงานที่เรากำลังทำวิจัยอยู่

๑.๒๐
๑.๒๑ 
๑.๒๒ 
๑.๒๓
๑.๒๔ 
๑.๒๕ 

๑.๒๖ ปัญหาที่ทั้งสองคนมีร่วมกันก็คือจะวิเคราะห์ได้อย่างไรว่ามีสารประกอบโลหะออกไซด์ตัวใหม่เกิดขึ้น หรือผลการทำปฏิกิริยาที่แตกต่างกันนั้น (ถ้ามันแตกต่างกัน) เกิดจากอะไร วิธีการวิเคราะห์ที่ผมเห็นว่าควรต้องเตรียมทำก็มี XRD FT-IR และ H2-TPR

๑.๒๗ ในกรณีของ XRD นั้นผมยังสงสัยอยู่ว่าถ้าหากเกิดออกไซด์ผสมตัวใหม่ขึ้นจริง จะมองเห็นพีคหรือไม่ และถ้าหากเรามองเห็นพีค เราจะสามารถระบุได้หรือไม่ว่าเป็นพีคของอะไร ดังนั้นในขณะนี้ผมจึงยังไม่คาดหวังอะไรจากเทคนิคนี้มากนั้น

๑.๒๘ ในกรณีของ FT-IR นั้นผมคิดว่ามีโอกาสสูงกว่าที่จะเห็นความแตกต่าง เพราะจากประสบการณ์เท่าที่ผ่านมานั้นพบว่าในกรณีของออกไซด์ที่ไม่ก่อโครงสร้างเป็นผลึกเช่นกรณีของ V2O5 บน TiO2 ที่ V2O5 ก่อตัวเป็นชั้น monolayer บน TiO2 นั้น XRD ไม่สามารถตรวจจับการมีอยู่ของ V2O5 ได้ แต่ FT-IR สามารถตรวจจับได้

๑.๒๙ ส่วน H2-TPR นั้น (งานส่วนนี้ยังไม่ต้องกล่าวถึงในการสอบโครงร่าง) เป็นตัวบอกว่าออกไซด์ของเรานั้นถูกรีดิวซ์ได้ง่ายหรือยาก ซึ่งการวิเคราะห์ความยากง่ายในการหลุดออกของ O2- นั้นจะให้ข้อมูลที่ดีถ้าหากปฏิกิริยาของเรานั้น สารตั้งต้นต้องมีการมาดึงเอาออกซิเจนออกจากโครงร่างผลึกของตัวเร่งปฏิกิริยาโดยผ่านทางแบบจำลอง REDOX แต่ที่ผ่านมานั้นมีผู้เสนอว่าปฏิกิริยา SCR นี้มันผ่านทางแบบจำลอง Rideal ซึ่งเป็นปฏิกิริยาระหว่างโมเลกุลที่ถูกดูดซับบนพื้นผิวกับโมเลกุลในเฟสแก๊สที่วิ่งเข้ามาชน ซึ่งพิจารณาเพียงแค่แง่มุมนี้การวัด H2-TPR ก็ไม่น่าจะให้ข้อมูลสำคัญใด ๆ

๑.๓๐ แต่ถ้ามองจากมุมมองที่ว่า NH3 ต้องลงไปเกาะบนพื้นผิวก่อน ตำแหน่งที่ NH3 ลงไปเกาะนั้นจะมีส่วนที่เป็น Lewis acid site หรือตำแหน่งที่เป็นไอออนบวกของโลหะ ความยากง่ายในการรีดิวซ์ออกไซด์ของโลหะบนพื้นผิวจะทำให้เลขออกซิเดชันของไอออนบวกของโลหะ V Mo และ W แตกต่างกันไป ซึ่งอาจทำให้ความสามารถของตัวเร่งปฏิกิริยาในการดูดซับ NH3 แตกต่างกันไปด้วย และอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ตัวเร่งปฏิกิริยามีความว่องไวที่แตกต่างกันได้

ในส่วนของกลุ่ม DeNOx นั้นของฝากเอาไว้แค่ ๓๐ ข้อนี้ก่อน

. ปฏิกิริยา Hydroxylation

ผมขอเริ่มด้วยการปูพื้นฐานทั่วไปซ้ำอีกครั้ง เพราะอันที่จริงเรื่องนี้ก็ได้กล่าวไปเยอะแล้วใน Memoir ฉบับที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์ของนิสิตรหัส ๕๒ (ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนั้นพวกคุณสนใจอ่านกันแค่ไหน)

๒.๑ เป็นที่ทราบว่าพื้นผิวของ TS-1 นั้นเป็นพื้นผิวที่ชอบโมเลกุลไม่มีขั้ว แต่ในการทำปฏิกิริยาของเรานั้นสารตั้งต้นของเราเป็นโมเลกุลที่มีเฉพาะโครงสร้างที่ไม่มีขั้ว (ไฮโดรคาร์บอน) และโมเลกุลที่มีเฉพาะโครงสร้างที่มีขั้ว (H2O2)

๒.๒ ดังนั้นถ้าตัวเร่งปฏิกิริยาของเราสัมผัสกับไฮโดรคาร์บอนมากเกินไป ปฏิกิริยาจะไม่สามารถเกิดได้ เพราะ H2O2 จะไม่สามารถเข้าไปถึงพื้นผิวได้

๒.๓ แต่พอเรามาแก้ปัญหาด้วยการใช้น้ำเป็นตัวกลางในการทำปฏิกิริยา (จากเหตุผลด้าน ความปลอดภัย ความสะดวกในการปั่นกวน ตัดปัญหาเรื่องการแยกตัวทำละลายประสานเฟส เป็นสิ่งที่หาได้ง่าย ฯลฯ) ก็เกิดปัญหาที่ตรงข้ามกันคือเรามีแต่ H2O2 บนพื้นผิว โดยมีไฮโดรคาร์บอนอยู่น้อยมาก ทั้งนี้เป็นเพราะไฮโดรคาร์บอนละลายน้ำได้น้อยมาก

๒.๔ แต่จากงานของศราวดีเราพบว่าถ้าเราสามารถเพิ่มปริมาณ (ปริมาณ = ความเข้มข้น x ปริมาตรน้ำ) ของไฮโดรคาร์บอนที่ละลายอยู่ในเฟสน้ำได้ ปฏิกิริยาจะดำเนินไปข้างหน้าได้ดีขึ้น

๒.๕ ที่ผ่านมานั้นเราพบว่าการเพิ่มปริมาณทำได้โดยการเพิ่มปริมาตรน้ำที่ใช้เป็นตัวกลาง (ในกรณีนี้ความเข้มข้นคงที่) และ/หรือโดยการเพิ่มอุณหภูมิการทำปฏิกิริยา (ในกรณีนี้ความเข้มข้นเพิ่มสูงขึ้น) เพราะที่อุณหภูมิสูงขึ้นไฮโดรคาร์บอนจะละลายน้ำได้มากขึ้น

๒.๖ ต่อมาเราพบว่าการที่น้ำนั้นมีสารประกอบไอออนิกบางชนิดละลายอยู่ อัตราเร็วในการละลายของไฮโดรคาร์บอนเข้าไปในเฟสน้ำ และความความข้นอิ่มตัวของไฮโดรคาร์บอนในเฟสน้ำจะเปลี่ยนไป จึงทำให้เราเกิดแนวความคิดขึ้นมาว่าถ้าเราละลายสารประกอบไอออนิกบางตัวเข้าไปในเฟสน้ำ จะส่งผลต่อการเกิดปฏิกิริยาอย่างไร

๒.๗ แต่ทั้งนี้ในขณะนี้เรายังไม่มีข้อมูลว่าสารประกอบไอออนิกที่ละลายนั้นจะไปทำอะไรบ้างกับพื้นผิวของตัวเร่งปฏิกิริยา และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่เราเห็นนั้นเป็นผลจากพฤติกรรมการละลายที่เปลี่ยนแปลงไป หรือเกิดจากพื้นผิวตัวเร่งปฏิกิริยาเปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากมีไอออนบางตัวลงไปเกาะเพิ่มขึ้น

๒.๘
๒.๙ 
๒.๑๐ 
๒.๑๑
๒.๑๒ 
๒.๑๓ 
๒.๑๔ 
๒.๑๕ 
๒.๑๖ 
๒.๑๗ 
๒.๑๘ 
๒.๑๙ 

๒.๒๐ อีกสมมุติฐานหนึ่งที่ทั้งสองคนควรพิจาณาคือ เป็นไปได้ไหมว่าไอออนที่เราละลายเข้าไปในน้ำนั้น เข้าไปเกาะบนพื้นผิวของตัวเร่งปฏิกิริยา ทำให้พื้นผิวตัวเร่งปฏิกิริยาสามารถดูดซับH2O2 ได้ดีขึ้น จึงทำให้ปฏิกิริยาเกิดไปข้างหน้าได้ดีขึ้น

๒.๒๑ งานของพวกคุณทั้งสองคนเป็นการศึกษาผลของไอออน ดังนั้นสิ่งที่เราทำการปรับเปลี่ยนในการทำการทดลองคือชนิดของสารประกอบไอออนิกที่เรานำมาละลายน้ำ และอุณหภูมิการทำปฏิกิริยา โดยที่จะไม่ปรับเปลี่ยนชนิดตัวเร่งปฏิกิริยาหรือสัดส่วนสารตั้งต้นที่ใช้

๒.๒๒ โดยส่วนตัวผมคิดว่าในงานของพวกคุณ การวิเคราะห์ NH3-TPD คงไม่จำเป็น เพราะเราทำปฏิกิริยาในเฟสของเหลว พื้นผิวตัวเร่งปฏิกิริยามีน้ำปกคลุม แต่การวัด NH3-TPD นั้นเป็นการวัดในเฟสแก๊สและที่อุณหภูมิที่สูงกว่าที่ใช้ในการทำปฏิกิริยา ดั้งนั้นข้อมูลสภาพพื้นผิวที่ได้จากการวัด NH3-TPD อาจไม่สะท้อนภาพที่แท้จริงของพื้นผิวเมื่อมีของเหลวปกคลุมอยู่

ปี ๒๕๕๔ นี้ผมของปิดท้ายด้วย Memoir ฉบับนี้ หวังว่าพวกคุณทุกคนคงเที่ยวและพักผ่อนกันเต็มที่ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสอบในสัปดาห์หน้า ขอให้สุขสันต์วันปีใหม่กันทุกคน

วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2554

แนวทางหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์นิสิตรหัส ๕๒ (ตอนที่ ๓๑) MO Memoir : Tuesday 21 June 2554


เนื้อหาใน Memoir ฉบับนี้นำลง blog โดยมีการตัดทอนบางส่วนออกไป

เรื่องนี้เกี่ยวพันกับงานของสาวน้อยร้อยห้าสิบเซนฯโดยตรง คนที่จะรับช่วงงานต่อ (หวังว่าคงจะมีต่อ) ก็ขอให้อ่านให้ดีด้วย ส่วนใครอ่านแล้วไม่เข้าใจก็แวะเข้ามาที่แลปแล้วคอยฟังเอาก็แล้วกันว่ามีใครเขาทำอะไรกันบ้าง


. การวัดปริมาณ NH3 ด้วยการไทเทรต

เทคนิคนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรก็ลองไปอ่าน Memoir ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๔๗ วันเสาร์ที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๒ เรื่อง "Kjeldahl nitrogen determination method" และในไฟล์ "A guide to Kjeldahl nitrogen determination" ที่แนบมาด้วยเอาเองก็แล้วกัน

สิ่งที่อยากให้อ่านคือการดักจับ NH3 ซึ่งอาจทำได้โดยใช้สารละลาย boric acid (H3BO3) (ในกรณีของ direct titration) หรือสารละลายกรด H2SO4 (ในกรณีของ back titration)

สิ่งสำคัญคือต้องมั่นใจว่าสามารถดักจับ NH3 ที่อยู่ในฟองแก๊สที่ลอยผ่านสารละลายได้หมด ไม่เช่นนั้นจะได้ปริมาณ NH3 ที่น้อยกว่าความเป็นจริงมาก ยิ่งแก๊สไหลผ่านเร็วเท่าไร โอกาสที่ NH3 จะหลุดรอดออกไปก็จะมากขึ้น ในความเห็นผมการดักเก็บโดยเอาปลายท่อจุ่มลงในสารละลายกรดนั้นไม่น่าจะให้ผลดี เพราะเราใช้อัตราการไหลของแก๊สที่สูงเมื่อเทียบกับระดับความลึกของปลายท่อที่จุ่มอยู่ในสารละลายกรด


. สิทธิบัตรประเทศสหรัฐอเมริกาเลขที่ 7,316,988 วันที่ 8 มกราคม 2008 (.. ๒๕๕๑) เรื่อง "Gas turbine single plant modifying method, a catalyst re-using method and a re-produced catalyst"

สิทธิบัตรนี้กล่าวถึงตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับกำจัด NOx ที่อุณหภูมิสูง โดยเน้นไปที่แก๊สไอเสียที่ออกมาจากโรงไฟฟ้ากังหันแก๊ส โดยจดสิทธิบัตรตัวเร่งปฏิกิริยาที่ประกอบด้วยออกไซด์ WO3 และ MoO3 อย่างน้อยหนึ่งชนิดบน TiO2 และมี V2O5 ในปริมาณที่ไม่เกิน 0.5 wt% หรือต่ำกว่า โดยตัวเร่งปฏิกิริยาที่เหมาะสมควรมี V2O5 ในปริมาณที่ไม่เกิน 0.2 wt% หรือต่ำกว่า หรือไม่ก็ไม่มี V2O5 อยู่เลย

คอลัมน์ที่ 1 ของสิทธิบัตรในหัวข้อ 2 Description of the Prior Art กล่าวถึงที่มาที่ไปของปัญหาคือ โรงไฟฟ้ากังหันแก๊สเป็นโรงไฟฟ้าที่สร้างและดำเนินการได้ง่าย ซึ่งสำหรับระยะเวลาสั้น ๆ แล้วจะมีความเหมาะสม (เงินลงทุนต่ำ สร้างได้เร็ว แต่ประสิทธิภาพต่ำ) แต่ในระยะยาวแล้วจะมีข้อเสียด้านประสิทธิภาพและมักต้องปรับเป็นระบบ combined cycle (วัฏจักรร่วมที่ประกอบด้วยกังหันแก๊สและกังหันไอน้ำซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูงกว่า และใช้เวลาสร้างนานกว่า แต่ประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงกว่า ดู Memoir ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๙๔ วันอาทิตย์ที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ เรื่อง "การเผาแก๊สธรรมชาติ")

ตัวเร่งปฏิกิริยาตระกูล V2O5 นั้นเหมาะสมสำหรับการทำงานในช่วงอุณหภูมิ 200-450ºC และในช่วงอุณหภูมิสูงกว่า 450ºC จะถูกทำลายได้ง่าย ดังนั้นสิทธิบัตรฉบับนี้จึงได้นำเสนอตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับการทำงานกับแก๊สร้อนที่ออกจากกังหันแก๊สที่มีอุณหภูมิในช่วง 450-600ºC

ดังนั้นสำหรับโรงไฟฟ้ากังหันแก๊สที่ใช้ตัวเร่งปฏิกิริยา DeNOx ที่ทำงานที่อุณหภูมิสูง (ช่วง 450-600ºC) ซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่มี V2O5 อยู่น้อยมากหรือไม่มีเลย เมื่อปรับปรุงเป็นระบบ combined cycle จะทำให้แก๊สที่ออกมามีอุณหภูมิลดลง (อยู่ในช่วง 200-450ºC) ตัวเร่งปฏิกิริยาเดิม (ซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่มี V2O5 อยู่น้อยมากหรือไม่มีเลย) จะทำงานไม่ได้ ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนตัวเร่งปฏิกิริยาใหม่

ดังนั้นเพื่อลดการสิ้นเปลือง สิทธิบัตรฉบับนี้จึงได้นำเสนอให้นำเอาตัวเร่งปฏิกิริยาอุณหภูมิสูงที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว มาทำการเติม V2O5 เข้าไป (ในปริมาณตั้งแต่ 0.5 wt% ขึ้นไป) ซึ่งก็จะทำให้ได้ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำงานในช่วงอุณหภูมิปานกลาง (ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ ... a catalyst re-using method and a re-produced catalyst.)

ดังนั้นตอนนี้คงเข้าใจแล้วว่าทำไมเราจึงยืนที่ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ใช้ V2O5 เป็นตัวหลัก


. สิทธิบัตรประเทศสหรัฐอเมริกาเลขที่ 5,827,489 วันที่ 27 ตุลาคม 1998 (.. ๒๕๔๑) เรื่อง "V/Mo/W catalysts for the selective reduction of nitrogen oxides"

สิทธิบัตรฉบับนี้อ้างสิทธิตัวเร่งปฏิกิริยา DeNOx ที่ประกอบด้วย

(ก) support ที่เป็นสารประกอบ inorganic oxide ที่ประกอบด้วย alumina, aluminate, titanium dioxide และ/หรือ zirconium dioxide อย่างน้อยหนึ่งชนิด และ

(ข) catalytically active phase ที่ประกอบด้วย vanadium oxide และ/หรือ molybdenum oxide และ/หรือ tungsten oxide อีกอย่างน้อยหนึ่งชนิด

โดยที่พื้นผิวของ support มีการสร้างพันธะทางเคมีกับอะตอมโลหะ V และ/หรือ Mo และ/หรือ W

และตัวเร่งปฏิกิริยาจะไม่มีโครงสร้างผลึกที่เป็น V2O5 และ/หรือ MoO3 และ/หรือ WO3

ทั้งนี้เพื่อลดการเกิด N2O ที่เกิดจากการออกซิไดซ์ NH3 (ดูปฏิกิริยาที่เกิดในคอลัมน์ที่ 2 ของสิทธิบัตร)

ตัวเร่งปฏิกิริยาของสิทธิบัตรนี้สามารถทำงานที่อุณหภูมิตั้งแต่ 300ºC ขึ้นไป

สาเหตุที่ต้องการลดการเกิด N2O ก็เพราะเชื่อกันว่า N2O ส่งผลกระทบที่รุนแรงกว่าในฐานะที่เป็นแก๊สเรือนกระจก (greenhouse gas) และมีส่วนสำคัญในการทำลายโอโซน (คงเห็นเหตุผลแล้วนะว่าทำไปเขาจึงต้องการทราบการเกิด N2O และทำไมเราถึงต้องจัดการเรื่อง GC-2014 ECD ให้ได้ - เราในที่นี้หมายถึงกลุ่ม metal oxide นะ อย่าไปคาดหวังว่าผมจะไปให้คนอื่นมาทำให้)

ที่ทำให้ปวดหัวก็คือสิทธิบัตรฉบับนี้ไม่ได้บอกตรง ๆ ว่าควรมี V และ/หรือ Mo และ/หรือ W ในปริมาณ wt% เท่าใด แต่ดันบอกในรูปแบบว่าควรมีสัดส่วนโดยอะตอมเท่าไร ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวบอกไว้ในข้อขอถือสิทธิข้อ 14 ที่อยู่ในคอลัมน์ 12 ของสิทธิบัตร

อนึ่งเวลาอ่านสิทธิบัตรเรามักจะเจอคำว่า "...และ/หรือ... อย่างน้อยหนึ่งชนิด" เป็นประจำ การเขียนอย่างนี้เป็นเทคนิคการเขียนเพื่อให้ครอบคลุมให้กว้างที่สุด ตัวอย่างเช่นในข้อ (ข) ข้างบนจะครอบคลุมถึงการ

- มีเพียง vanadium oxide อย่างเดียว หรือ

- มีเพียง molybdenum oxide อย่างเดียว หรือ

- มีเพียง tungsten oxide อย่างเดียว หรือ

- มี vanadium oxide ร่วมกับ molybdenum oxide หรือ

- มี vanadium oxide ร่วมกับ tungsten oxide หรือ

- มี molybdenum oxide ร่วมกับ molybdenum oxide หรือ

- มีออกไซด์ทั้งสามชนิดร่วมกัน


. สิทธิบัตรประเทศสหรัฐอเมริกาเลขที่ 7,585,807 วันที่ 8 กันยายน 2009 (.. ๒๕๕๒) เรื่อง "Production of catalyst for removal of nitrogen oxides"

สิทธิบัตรฉบับนี้กล่าวถึงตัวเร่งปฏิกิริยา DeNOx ที่ใช้ TiO2 ที่เตรียมจาก hydrated titanium dioxide โดยมี WO3 และ CeO2 (cerium dioxide) เป็น active phase

ในส่วน Background art กล่าวไว้ว่าต้องการหาตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำงานที่อุณหภูมิสูง (450-600ºC) เพื่อใช้กับแก๊สร้อนที่ออกมาจากกังหันแก๊ส และในรูปที่ 3 ของสิทธิบัตร (ที่นำมาแสดงข้างล่าง) ก็แสดงให้เห็นการทำงานในช่วงอุณหภูมิ 350-600ºC และเห็นได้ชัดว่าที่ช่วงอุณหภูมิต่ำนั้นตัวเร่งปฏิกิริยาจะทำงานได้ไม่ดี


รูปที่ ๑ รูปแสดงความสามารถในการกำจัด NO เข้มข้น 200 ppm โดยใช้ NH3 เข้มข้น 240 ppm (รูปที่ 3 ของสิทธิบัตรเลขที่ 7,585,807) ออกซิเจน 10% และน้ำ 5%


อีกจุดที่น่าสังเกตคือการทดลองกำจัด NO นั้นใช้ NH3 มากกว่า NO อยู่ 20% กล่าวคือใช้แก๊สที่มี NO 200 ppm แต่มี NH3 240 ppm ซึ่งตรงจุดนี้ผมไม่แน่ใจว่าทำไปเพื่อให้ผลออกมาดูดีหรือต้องใส่มากเกินพอเพื่อเข้าไปชดเชย NH3 ที่สูญเสียไปกับปฏิกิริยากับออกซิเจน

ตรงหัวข้อ ii) ของคอลัมน์ 3 และต่อไปยังส่วนต้นของคอลัมน์ 4 ยังได้กล่าวถึงผลของ Ce ที่มีต่อโครงสร้าง TiO2 โดย Ce สามารถไปเร่งการเกิด sintering ของ TiO2 ได้ และดูเหมือนว่าจะไม่มีการกล่าวว่า TiO2 อยู่ในเฟสไหน


ทีนี้คงเห็นภาพแล้วนะว่าทำไมทางกลุ่มเราถึงไม่มุ่งไปทางการลดปริมาณ V ที่ใช้ให้เหลือน้อยที่สุด และทำไมเราไม่คิดที่จะเติม Ce เข้าไปในตัวเร่งปฏิกิริยาของเรา


คงจะเห็นแล้วว่าทำไปเวลาอ่านบทความพวกนี้ผมถึงบอกให้อ่านให้ดี อย่าอ่านแบบฉาบฉวยหรืออ่านเฉพาะบทสรุปโดยไม่ดูที่มาที่ไปของปัญหา การที่ผมไม่เพียงแต่จะต้องการให้พวกคุณอ่านเอง ผมยังต้องเอามาอ่านเองด้วยก็เพื่อเป็นการตรวจสอบว่าความเข้าใจภาษาของพวกคุณใช้ได้ ดังนั้นอย่าไปคิดว่าเมื่ออาจารย์อ่านและสรุปให้แล้วก็ไม่ต้องไปอ่านเอง รอสรุปจากอาจารย์ก็แล้วกัน

วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2554

วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ตัวไหนดีกว่ากัน (Catalyst) MO Memoir : Saturday 7 November 2552

ในการพูดคุยกับวิศวกรที่ทำงานอยู่ในโรงงานเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมานั้น มีอยู่ 3 หัวข้อด้วยกันที่ผมเห็นว่าเป็นประเด็นที่สำคัญและน่าสนใจ และควรที่จะทำความเข้าใจเพื่อที่จะได้มองเห็นมุมมองที่แตกต่างกันระหว่างผู้ที่ทำวิจัยและผู้ที่ทำงานจริง

เรื่องแรกคือ GHSV หรือ WHSV ที่ได้กล่าวไว้ใน Memoir ฉบับเมื่อวาน (MO Memoir 2552 Nov 6 Fri GHSV หรือ WHSV) เรื่องที่สองคือการเลือกตัวเร่งปฏิกิริยาซึ่งจะกล่าวถึงใน Memoir ฉบับนี้ และเรื่องที่สามคือเรื่องความเร็วการไหลซึ่งจะกล่าวถึงเป็นเรื่องถัดไป

ในการสังเคราะห์ตัวเร่งปฏิกิริยาตัวใหม่นั้น ผู้วิจัยมักเน้นไปที่การหาปริมาณองค์ประกอบที่ทำให้ได้ตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีความว่องไว (ต่อหน่วยน้ำหนักตัวเร่งปฏิกิริยา) มากที่สุด ในที่นี้สมมุติว่าเราเตรียมตัวเร่งปฏิกิริยา V2O5/TiO2 ขึ้นมา 2 ตัวที่มีปริมาณ V2O5 แตกต่างกัน โดยตัวแรกมี V2O5 2 wt% และตัวที่สองมี V2O5 4 wt% ซึ่งเมื่อนำไปทดสอบการทำปฏิกิริยา ปรากฏว่าได้ค่า conversion ที่อุณหภูมิต่าง ๆ กันดังแสดงในรูปข้างล่าง


ซึ่งผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีปริมาณ V2O5 4 wt% นั้นมีความว่องไวสูงกว่าตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีปริมาณ V2O5 2 wt%

คำถามที่น่าสนใจคือตัวเร่งปฏิกิริยาตัวไหน "ดี" กว่ากัน

การใช้คำว่า "ดี" นั้นบางครั้งก็อาจทำให้ไขว้เขวได้ เพราะการที่จะบอกว่าสิ่งใด "ดี" หรือ "ไม่ดี" นั้นขึ้นอยู่กับเหตุผลในการพิจารณาว่าเรามองจากมุมใด บางครั้งถ้าใช้คำว่า "เหมาะสมที่จะนำมาใช้งาน" อาจทำให้เรามองเห็นภาพได้หลายภาพมากกว่า ดังเช่นในกรณีนี้

ถ้าเรามองในแง่ของความว่องไวในการทำปฏิกิริยาต่อหน่วยน้ำหนักของตัวเร่งปฏิกิริยา (ซึ่งในที่นี้อาจพิจารณาเป็นต่อหน่วยปริมาตรได้ เพราะตัวเร่งปฏิกิริยาทั้งสองใช้ TiO2 เป็น support เหมือนกัน และปริมาณ V2O5 ที่เติมเข้าไปก็ไม่ได้มากอะไร ดังนั้นจึงถือได้ว่าตัวเร่งปฏิกิริยาทั้งสองควรมีความหนาแน่นที่เท่ากัน ดังนั้นที่น้ำหนักเท่ากันก็ควรมีปริมาตรเท่ากันด้วย) เราก็จะเห็นว่าตัวที่มี V2O5 4 wt% นั้นดีกว่า เพราะที่ค่า conversion เท่ากันจะใช้ reactor ที่มีขนาดเล็กกว่า

ถ้าเราพิจารณาในแง่ของต้นทุนการผลิตตัวเร่งปฏิกิริยาแล้ว ตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีปริมาณ V2O5 4 wt% นั้นจะมีต้นทุนค่าสารเคมีในส่วนของ V2O5 เป็น 2 เท่าของตัวเร่งปฏิกิริยาที่มี V2O5 2 wt% แต่ความว่องไวของตัวเร่งปฏิกิริยาที่มี V2O5 4 wt% นั้นไม่ได้สูงเป็น 2 เท่าของตัวเร่งปฏิกิริยาที่มี V2O5 2 wt% ซึ่งอาจสูงกว่าเพียง (สมมุติว่า) 20% เท่านั้น ดังนั้นถ้าเลือกใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาที่มี V2O5 2 wt% ก็จะต้องใช้ reactor ที่มีขนาดใหญ่กว่าการใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาที่มี V2O5 4 wt% ประมาณ 20%

กล่าวโดยสรุปคือจากมุมมองของผู้ที่สังเคราะห์ตัวเร่งปฏิกิริยาเพื่อใช้งานเองแล้ว การใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาที่มี V2O5 4 wt% จะมีค่าใช้จ่ายสำหรับ TiO2 และขนาดเครื่องปฏิกรณ์น้อยกว่าการใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาที่มี V2O5 2 wt% แต่ตัวเร่งปฏิกิริยาที่มี V2O5 4 wt% จะมีค่าใช้จ่ายในด้านสารเคมีสำหรับเติมวานาเดียมสูงกว่าตัวเร่งปฏิกิริยาที่มี V2O5 2 wt% เกือบ 2 เท่า (ที่บอกว่าเป็นเกือบ 2 เท่าก็เพราะถ้าใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาที่มี V2O5 2 wt% จะต้องใช้ในปริมาณมากกว่าการใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาที่มี V2O5 4 wt% เล็กน้อย ซึ่งของตัวอย่างนี้คือต้องใช้ประมาณ 1.2 เท่า ดังนั้นค่าใช้จ่ายด้านสารเคมีสำหรับเติมวานาเดียมของตัวเร่งปฏิกิริยาที่มี V2O5 4 wt% ก็จะเป็น 2/1.2 เท่าของตัวเร่งปฏิกิริยาที่มี V2O5 2 wt%)

ปัจจัยต่อมาที่ควรนำมาพิจารณาคือ "มี" reactor ที่จะใช้ตัวเร่งปฏิกิริยานั้นอยู่แล้วหรือยัง ในกรณีของการเริ่มต้นจากศูนย์ เช่นเป็นการออกแบบหน่วยการผลิตใหม่ เราไม่มีข้อจำกัดเรื่องขนาดของเครื่องปฏิกรณ์ เราสามารถกำหนดขนาดเครื่องปฏิกรณ์ให้เหมาะสมกับตัวเร่งปฏิกิริยาที่เลือกใช้ได้ ดังนั้นในที่นี้การใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีอัตราการเกิดปฏิกิริยาต่อหน่วยน้ำหนักต่ำกว่า (เช่น V2O5 2 wt% ในที่นี้) แต่มีราคาถูกกว่าก็ "อาจจะ" คุ้มค่ากว่า

แต่ในกรณีที่มีเครื่องปฏิกรณ์อยู่แล้วและเป็นการนำตัวเร่งปฏิกิริยาตัวใหม่มาใช้ทดแทนตัวเดิม เราต้องมั่นใจว่าปริมาณตัวเร่งปฏิกิริยาตัวใหม่ที่สามารถให้ค่า conversion ได้เหมือนเดิมต้องสามารถบรรจุลงในเครื่องปฏิกรณ์เครื่องเดิมได้ หรือในกรณีที่ต้องการเพิ่มค่า conversion โดยไม่ต้องการเพิ่มขนาดเครื่องปฏิกรณ์ เราอาจเห็นว่าการใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีอัตราการเกิดปฏิกิริยาต่อหน่วยน้ำหนักสูงกว่า (เช่น V2O5 4 wt% ในที่นี้) แม้ว่าจะมีราคาสูงกว่าก็ "อาจจะ" เป็นทางเลือกเดียวก็ได้