วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เขียนไว้ เพื่อเตือนใจตนเอง (๑) MO Memoir : Tuesday 5 August 2557

"เราเก็บความรู้สึกดี ๆ ที่มีต่อกันตลอดช่วงเวลา ๓ ปีที่ผ่านมา ให้มันคงอยู่ต่อไปตลอดกาลจะดีกว่าไหม"

นั่นเป็นประโยคที่ผมมักจะบอกกับนิสิตของภาควิชา ที่เข้ามาสอบถามผมเรื่องการเรียนต่อปริญญาโท ว่าผมมีหัวข้อทำวิจัยเรื่องอะไรบ้าง และผมก็จะบอกกับนิสิตเหล่านั้นไปว่า เรื่องความรู้ ความสามารถ ของพวกคุณนั้น ผมไม่มีข้อสงสัยใด ๆ เชื่อมั่นในฝีมือ เพราะเห็นหน้ากันมาตลอด ๓ ปีที่ผ่านมาตั้งแต่เข้าภาควิชา แต่การเรียนปริญญาโทหรือปริญญาเอกนั้นมันแตกต่างกัน เวลาเรียนปริญญาตรี ถ้าไม่ชอบหน้าอาจารย์ผู้สอน ก็หลบหน้าได้ ย้ายไปเรียนห้องอื่นก็ได้ แต่พอมาเป็นระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอกแล้ว จะจบหรือไม่จบนั้น เรียกได้ว่าขึ้นอยู่กับอาจารย์ที่ปรึกษาเพียงคนเดียว
  
เห็นมาหลายรายแล้วด้วยว่า พอเรียนจบเมื่อใด ก็ถือว่าเลิกแล้วต่อกัน ไม่จำเป็นถึงที่สุดก็ไม่อยากเจอหน้า บางรายถึงขั้นเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์เพื่อไม่ให้อาจารย์ที่ปรึกษาติดต่อได้ (แต่เขากลับมาแจ้งหมายเลขใหม่ของเขาให้ผมทราบ และยังเล่น Facebook กับผมอยู่)
  
และเมื่อไม่นานมานี้ก็มีนิสิตปริญญาโทบางราย (ที่ไม่ได้เรียนกับผม) มาเปรย ๆ กับผมว่า  เขาเข้าใจความหมายของประโยคที่ผมเคยบอกเขาเมื่อสองปีก่อนหน้านั้นแล้ว

การสอนนิสิตปริญญาตรีนั้นเรียกว่าเป็นการให้ความรู้แก่นิสิต โดยนิสิตต้องสอบผ่านเกณฑ์ของวิชาต่าง ๆ นั้นให้ได้ ตัวอาจารย์เองไม่ได้ผลงานอะไรจากการสอบผ่านของนิสิต ไม่ได้อะไรจากข้อสอบที่นิสิตทำได้หรือไม่ได้ (นิสิตเยอะก็ต้องตรวจข้อสอบเยอะไปด้วย) ได้แต่เพียงภาระงานสอนเท่านั้น นิสิตสอบตกก็ต้องกลับมาให้อาจารย์สอนใหม่ ตกเยอะ ๆ ก็เป็นภาระให้อาจารย์ต้องเปิดคอร์สตาม (จะในภาคการศึกษาถัดมา หรือภาคฤดูร้อนก็ตามแต่) ให้กับนิสิตที่ตกอีก
  
แต่การสอนปริญญาโท-เอกนั้น อาจารย์ได้ประโยชน์จากผลงานที่นิสิตเป็นผู้ลงมือทำ ยิ่งมีนิสิตทำงานให้มาก ก็ยิ่งมีโอกาสมีผลงานมาก ยิ่งมีโอกาสก้าวหน้าในตำแหน่งทางวิชาการมากขึ้น ไม่ได้ประเมินที่จำนวนนิสิตจบ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่มักเห็นการเอาเกณฑ์การจบ (ที่อาจจะสูงกว่า) สำหรับนิสิตปริญญาเอกมาใช้กับนิสิตปริญญาโทของตัวเอง และเพิ่มเกณฑ์การจบขึ้นมาเองตามความพอใจ สำหรับนิสิตปริญญาเอกของตนเอง

ผมเคยตั้งคำถามนี้ในที่ประชุมหน่วยงานผู้ชอบแจกจ่ายทุนให้อาจารย์ไปหานิสิตเรียนปริญญาเอกช่วยทำวิจัย โดยดูที่จำนวนpaper ที่อาจารย์เคยตีพิมพ์และสัญญาว่าจะตีพิมพ์เป็นหลักในการให้ทุน ผมตั้งคำถามว่า ผมไม่รู้ว่านิสิตที่จบปริญญาโดยมีบทความวิชาการตีพิมพ์วารสารวิชาการต่างประเทศนั้น เขา "โง่" หรือ "ฉลาด" และอาจารย์ผู้นั้นทำถูกต้องหรือไม่ เพราะตามระเบียบการศึกษานั้น (ขึ้นอยู่กับธรรมชาติของวิชาด้วยว่าเป็นสายวิทย์หรือศิลป) การจบปริญญาเอกนั้นใช้เพียงแค่บทความวิชาการตีพิมพ์วารสารวิชาการระดับนานาชาติเพียงแค่ "๑ ฉบับ" เท่านั้น โดยไม่สนด้วยว่านิสิตจะมีชื่ออยู่ตรงไหนของบทความ ดังนั้นถ้าหากผลงานวิทยานิพนธ์ของนิสิตปริญญาโทผู้นั้นตีพิมพ์เป็นบทความได้ ก็ควรที่จะให้เขาได้รับปริญญาเอกไปเลย คำถามที่ผมสงสัยก็คือนิสิตคนดังกล่าวรู้หรือไม่ว่าเขาโดนอาจารย์ของเขานำเอาเงื่อนไขการจบระดับปริญญาเอกมาใช้กับเขา และไปเพิ่มจำนวนบทความ (ทำเองโดยไม่มีระเบียบรองรับ) ที่เขาต้องทำเพื่อใช้จบปริญญาเอก
  
คำถามดังกล่าวผมไม่ได้รับคำตอบ แต่ในใจตอนนั้นคิดว่ายังดีนะ ที่ไม่คลั่ง paper กันถึงขนาดกำหนดให้ senior project ต้องมีการตีพิมพ์บทความวิชาการในวารสารวิชาการนานาชาติ (แต่ตอนนี้ก็เห็นมีเกิดขึ้นแล้ว)
  
ผมเคยบอกกับผู้ที่มีได้ชื่อว่าเป็นนักวิจัยอาวุโสผู้หนึ่งว่า ในมุมมองของผม การสอนที่ประสบความสำเร็จนั้นไม่ใช่การตั้งเกณฑ์การจบให้สูงกว่ามาตรฐาน การที่เกณฑ์บอกว่าต้องการเพียงแค่บทความเดียวเพื่อสำเร็จการศึกษา แต่อาจารย์ที่ปรึกษาไปตั้งเองว่าต้องไม่ต่ำกว่า ๓ นั้น ไม่เช่นนั้นจะไม่ให้จบ ผมถือว่าเป็นการกระทำที่มิชอบ ไม่ใช่สิ่งที่คนที่เรียกตนเองว่า "อาจารย์" พึงกระทำ เป็นสิ่งที่ผมรับไม่ได้ แต่ถ้านิสิตเขาอยากทำเพิ่มขึ้นเองโดยไม่มีการบังคับหรือกดดัน แต่มันเกิดจากความต้องการของเขาเอง นั่นถือว่าการสอนประสบความสำเร็จ เพราะผู้สอนนั้นสามารถกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความอยากเรียนรู้อย่างต่อเนื่องในศาสตร์สาขานั้น
  
ตัวอย่างวิธีการกระตุ้นให้ผู้เรียนขยันเรียนที่เห็นได้ชัดคือการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี ระเบียบกลาง (ที่ทุกมหาวิทยาลัยใช้ร่วมกันและปฏิบัติเหมือนกันหมด) กำหนดไว้เพียงแค่ถ้าผลการเรียนเฉลี่ยของทุกวิชารวมกัน (โดยเรียนผ่านทุกวิชา) ได้ไม่ต่ำกว่า ๒.๐๐ ก็สามารถสำเร็จการศึกษาได้ แต่เขาใช้การกระตุ้นด้วยการกำหนดผลการเรียนเฉลี่ยที่สูงขึ้นไปอีก ที่จะทำให้ได้คำว่า "เกียรตินิยม" ปรากฏในใบปริญญาบัตรด้วย (ตรงนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละมหาวิทยาลัยว่าจะกำหนดที่ใด)

นิสิตเป็นคนรับทุน ไม่ใช่อาจารย์ ดังนั้นถ้านิสิตเรียนไม่จบ นิสิตต้องเป็นผู้ชดใช้ทุน ไม่ใช่อาจารย์ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะเห็นว่านิสิตที่ "เผลอ" รับทุนเข้ามาแล้ว โดยคิดว่าจะจบได้ตามเกณฑ์ของมหาวิทยาลัย กลับต้องมาเจอกับเกณฑ์การจบตามความพึงพอใจของอาจารย์ ต้องระทมทุกข์แค่ไหนกว่าจะเรียนจบ โดยเฉพาะพวกที่โดยใช้ให้ทำผลงานตีพิมพ์ตั้งแต่เริ่มเข้าเรียน เพื่อให้อาจารย์มีผลงานเอาไปอวด แต่นิสิตเองไม่มีเวลาที่จะดูหนังสือสอบ Qualify พอสอบ Qualify ไม่ผ่านก็ต้องพ้นสภาพนิสิต ทุนที่รับมาก็ต้องชดใช้ (อาจารย์ไม่เกี่ยว) ส่วนผลงานที่ทำไปก่อนหน้านั้นคนทำก็เอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ แต่อาจารย์ยังเอาไปใช้ขอความดีความชอบของตัวเองได้อยู่
  
ผมเคยบอกกับนิสิตเหล่านี้ว่า ความก้าวหน้าในอาชีพของนักวิจัยที่เรียกตัวเองว่าอาจารย์นั้น ขึ้นอยู่กับจำนวนบทความตีพิมพ์ที่มีชื่อเขา ไม่ได้ขึ้นกับจำนวนนิสิตที่ทำบทความให้เขา ถ้าเขากำหนดขึ้นมาว่าถ้าไม่ได้ ๑๐ papers จะไม่ให้จบ คุณฝืนทำไปได้แค่ ๙ papers แล้วโดดตึกตาย อาจารย์เขาก็ยังเอา ๙ papers ที่คุณทำไว้ก่อนหน้านั้นไปขอความดีความชอบได้ เรื่องการตายของคุณมันไม่ส่งผลอะไรต่อการเลื่อนตำแหน่งของเขา หรือคุณทำได้ ๙ papers แล้วทนอยู่ต่อไม่ไหวต้องลาออกไป อาจารย์เขาก็เอา ๙ papers นั้นไปของความดีความชอบได้เช่นกัน ส่วนคุณก็ต้องไปชดใช้ทุนที่คุณได้รับมา อาจารย์เขาไม่ต้องเสียอะไรซักบาท
  
และที่สำคัญนั้น ในหลาย ๆ ทุนนั้น อาจารย์เขาได้เงินค่า "ที่ปรึกษา" ให้กับนิสิตเป็นรายเดือนด้วย ยิ่งเขามีนิสิตหลายคนเขาก็ยิ่งได้เงินตรงนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ (หลายรายอยู่ในหลักแสนต่อเดือน) ส่วนเขาจะให้คำปรึกษาหรือไม่นั้นมันอีกเรื่องหนึ่ง เวลาที่นิสิตเรียนไม่จบนิสิตก็ต้องชดใช้เงินค่าใช้จ่ายรายเดือนที่แหล่งทุนให้ แต่ตัวอาจารย์เองไม่ต้องคืนเงินที่รับมาทุกเดือนนะ

ด้วยเหตุนี้ผมจึงมักเปรย ๆ กับนิสิตหลายรายที่มาปรึกษากับผมว่า "ก่อนลงนามรับทุน อ่านสัญญาให้ดีก่อน"

ด้วยเหตุนี้เวลาที่มีนิสิตที่สนใจจะทำวิจัยระดับปริญญาโทกับผม และมีโอกาสมาพบกับผมก่อนการสอบ ผมจะบอกกับเขาเสมอว่าให้หาโอกาสไปคุยกับนิสิตคนที่กำลังเรียนอยู่กับผมก่อน เพราะจะได้รู้นิสัยการทำงานของผมว่าเป็นอย่างไร เพราะถ้านิสัยการทำงานไม่ตรงกันมันจะวุ่น เครียดทั้งสองฝ่าย คนที่ไม่ชอบคิด ชอบทำตามคำสั่ง ก็ต้องหาอาจารย์ที่ปรึกษาที่สั่งอย่างเดียว ส่วนคนที่ชอบคิดก็ต้องหาอาจารย์ที่ปรึกษาที่เปิดโอกาสให้เขาแสดงความคิดเห็นและทดสอบความคิดของเขา
  
ผมไม่เคยเห็นอาจารย์คนไหนที่เป็นคนที่ "ดี" ในสายตานิสิตทุกคน หรือเป็นคนที่ "เลว" ในสายตานิสิตทุกคน แต่สิ่งสำคัญคือการเรียนโท-เอกนั้นเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างนิสิตกับอาจารย์ ดังนั้นทั้งสองฝั่งต้องมีรูปแบบการทำงานที่สอดคล้องกันมันถึงจะอยู่ได้อย่างราบรื่น
  
มีนิสิตจำนวนไม่น้อยต้องไปอยู่ในอีกสภาพหนึ่งที่ไม่ได้คาดหวังเอาไว้เมื่อมาเรียนก็คือ อาจารย์ไม่ได้สนใจเลยว่าการทำงานของเขาประสบปัญหาอย่างไรบ้าง เขาขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องใดบ้าง ปล่อยให้ทำงานตามยถากรรม อาจารย์ที่ปรึกษาสนอยู่อย่างเดียวคือนิสิตมีผลแลปให้เขาตีพิมพ์ paper หรือส่งบริษัทที่รับทุนทำวิจัยหรือเปล่าแค่นั้นเอง
  
เคยมีนิสิตที่มีปัญหาเรื่องผลการทดลอง (โดยเฉพาะผลการวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือ) ไม่เป็นไปตาม "ความต้องการ" ของอาจารย์ที่ปรึกษาของเขา มาขอคำปรึกษากับผม และที่แย่ก็คืออาจารย์ที่ปรึกษาไม่รับฟังความคิดเห็นของเขา หรือให้คำปรึกษาใด ๆ บอกแต่เพียงอย่างเดียวว่าไปทำมาให้ได้ (ผลตามที่เขาต้องการ) แค่นั้นเอง
  
ผมก็ถามเขากลับไปว่า (แบบพูดทีเล่นทีจริงว่า) จริงหรือเปล่าที่อาจารย์ของคุณเขาไม่สนใจเลยว่าคุณจะทำการทดลองอย่างไร ไม่เคยมาดูเลยว่าคุณทำการทดลองอย่างไร รอฟังผลอยู่ที่ห้องทำงานหรือเวลาประชุมกลุ่มเท่านั้น ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงทำไมคุณไม่เปลี่ยน "วิกฤต" ให้เป็น "โอกาส" ล่ะ ด้วยการ "เขียน" ผลแลปให้เขาตามที่เขาต้องการเลย
  
ดูเหมือนว่าจะมีอยู่หลายรายเหมือนกันที่ทำตามที่ผมบอกข้างต้น ทำให้จบแบบ happy ending ไปทั้งสองฝ่าย คือนิสิตได้รับปริญญา ส่วนอาจารย์ก็ได้บทความไปขอความดีความชอบ
  
แต่ที่ผมคิดไม่ถึงก็คือ เคยมีนิสิตรายหนึ่งมาปรึกษากับผมเรื่องทำนองนี้ ผมก็บอกเขาไปตามย่อหน้าข้างต้น เขาก็ไม่ทำตาม (ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่ดี) แต่อาจารย์เขาทนไม่ไหว เลยบอกให้เขาทำอย่างที่ผมบอกข้างต้นซะเอง จะได้เขียน paper ได้สักที ส่วนอาจารย์รายนั้นจะทำอย่างนี้กับนิสิตรายอื่นของเขาหรือไม่นั้น ผมไม่ทราบ
  
เรื่องมันควรจะจบแค่นี้ถ้าหากว่าไม่มีการนำเอา "ผลการทดลอง" นั้นไปนำเสนอต่อบริษัทเพื่อขอทุนวิจัย แต่พอมีการเอาไปนำเสนอขอทุนวิจัยจากบริษัท เรื่องมันก็เลยแดงขึ้นมา เพราะไม่มีใครสามารถทำซ้ำผลการทดลองตามที่ได้ตีพิมพ์ในบทความนั้นได้ จะติดต่อนิสิตคนที่เขียนบทความนั้นก็ติดต่อไม่ได้ (ถึงได้เขาก็ไม่กลับมาให้เห็นหน้าหรอก) คนที่ซวยคือคนที่มารับช่วงงานต่อ เพราะไม่สามารถทำซ้ำ (สิ่งที่เรียกว่า) "ผลการทดลอง" ของคนก่อนหน้าได้

ตรงนี้ผมเองก็เคยมีประสบการณ์ตรงในการเป็นกรรมการสอบปกป้องวิทยานิพนธ์ของนิสิตปริญญาเอกผู้หนึ่ง ที่ตรวจพบว่าตัวเลขที่นำมาแสดงนั้นมีความขัดแย้งกัน สาเหตุเป็นเพราะระเบียบวิธีการทดลองนั้น "ใช้ไม่ได้" (มันไม่ได้เพียงแค่ผิดพลาดที่ทำให้ผลมันคลาดเคลื่อน แต่มันไม่ถูกต้องกับการทดลองนั้นเลย) นอกจากนี้ยังพบว่าตัวเลขบางตัวที่ปรากฏนั้นเป็นค่าที่ "คิดเองว่า" มันต้องเป็นเช่นนั้น ปัญหาตรงนี้เกิดจากอาจารย์ที่ปรึกษาไม่มีประสบการณ์การทำการทดลอง และไม่ได้สนใจว่าการทดลองจะเป็นอย่างไร ขอให้มีตัวเลขก็พอ นิสิตต้องไปออกแบบการทดลองเอง จะทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้เรียกได้ว่าได้ทำการทดลอง โดยไม่มีการตรวจสอบความถูกต้องของวิธีการ ขอเพียงแค่มีตัวเลขก็พอแล้ว
  
สำหรับผมแล้ว ถ้าระเบียบวิธีการทดลองนั้นผิดพลาด ผมแลปก็ไม่ต้องพิจารณาใด ๆ แล้ว (จะดูมันทำไปอีกกับตัวเลขที่ไม่มีความน่าเชื่อถือใด ๆ) ผมเองให้คะแนนสอบเป็น "ตก" แต่นิสิตคนนั้นก็ผ่านการสอบด้วยคะแนนเสียงข้างมากจากกรรมการ ที่เห็นว่าเขามีผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติถึง ๓ บทความ
  
กรรมการสอบนั้นมีผลประโยชน์ร่วมกันได้นะครับ หลายครั้งที่ผมต้องไปนั่งเป็นประธานกรรมการสอบนิสิตปริญญาโท แล้วพบว่าสอบไปสอบมากลายเป็นว่าจะให้นิสิตนั้นต้องทำงานเพิ่มอีก ไม่ใช่นั้นไม่ให้จบ ทั้งนี้เพื่อที่จะได้มีผลงานตีพิมพ์บทความในวารสารวิชาการนานาชาติเพิ่มได้อีก จนผมในฐานะประธานต้องเข้าแทรกว่า ตรงนี้มันเป็นเงื่อนไขการจบปริญญาเอก ไม่ใช่ปริญญาโท และขณะนี้เรากำลังสอบนิสิตปริญญาโท ดังนั้นต้องใช้เกณฑ์มาตรฐานของนิสิตปริญญาโทมาใช้ในการสอบ และเมื่อนิสิตขอสอบปกป้องวิทยานิพนธ์นั้นแสดงว่าทั้งตัว "อาจารย์ที่ปรึกษา" และ "นิสิต" เองเห็นว่าผลงานนั้น "เพียงพอ" และ "เหมาะสม" แล้วสำหรับวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท แต่การแก้ไขเพิ่มเติมเล็กน้อยนั้นยังพอทำได้อยู่ จะให้ทำตรงไหนก็บอกมาเลย จะได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ในผลการสอบว่าต้องทำตามเงื่อนไขนี้ก่อนจึงจะให้ผ่าน แต่ถ้าคิดว่ายังขาดโน่นขาดนี่อีกเยอะ ก็ต้องให้สอบตกไปเลย (หรือไม่ก็ยกเลิกการสอบ ถ้านิสิตยังมีเวลาเหลือเรียนต่อ) และช่วยให้เหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษรด้วยว่าทำไมถึงให้ตก เพื่อที่เวลามีการร้องเรียนจะได้ตรวจสอบย้อนหลังได้
  
เมื่อการประเมินอาจารย์สนใจแต่เพียง "Output" มันก็ไม่แปลกที่จะมีการ "บิดเบือนกระบวนการ" ต่าง ๆ เพื่อให้ได้ output ออกมาให้ได้มากที่สุด โดยไม่สนใจว่าการกระทำเพื่อให้ได้ output นั้นมันเป็นการกระทำที่มี "คุณธรรม" และถูกต้องตามหลัก "จริยธรรม" หรือไม่

ผมว่าวิธีการที่ดีที่สุดในการสอน "คุณธรรมและจริยธรรม" ให้แก่นิสิตก็คือ

"ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง"

ที่เขียนเรื่องนี้ก็เพื่อ "เตือนใจตนเอง" ว่า สิ่งใดที่ได้ประสบมาและเห็นว่ามันไม่ดี ไม่เหมาะสมนั้น ก็อย่าพึงกระทำ การกระทำสิ่งใดทั้ง ๆ ที่เห็นว่ามันเป็นสิ่งไม่ดีนั้น มันแย่ยิ่งกว่าการทำโดยไม่รู้อีก และเป็นการแบ่งปันประสบการณ์ให้กับคนที่อ่อนประสบการณ์ (เช่นผมเมื่อเข้ามาทำงานใหม่) จะได้รับรู้ว่าผลประโยชน์เฉพาะตนที่คนอื่นหยิบยื่นให้ตรงหน้านั้น มันมีผลเสียระยะยาวในด้านอื่นอย่างไร ที่ผมขึ้นเลข (๑) กำกับไว้ที่หัวเรื่องก็เพื่อจะบอกให้รู้ว่ายังมีเรื่องอื่นที่จะเขียนอีก แต่ฉบับนี้เห็นว่าบ่นมายาวมากพอแล้ว ก็ต้องขอพักไว้ก่อน

เคยมีอาจารย์ในภาควิชามาปรึกษาหารือกับผมว่า ทำอย่างไรจึงจะสามารถชักจูงให้นิสิตของภาควิชาสนในเรียนต่อที่ภาควิชาให้มากขึ้น จะได้มีเด็กดี ๆ มาช่วยเป็นแขนขาทำงานวิจัยให้อาจารย์ ผมก็ตอบเขากลับไปว่า

"เราเคยมีช่วงเวลานั้น แต่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดนั้นมันผ่านไปแล้ว"

และผมเองก็ไม่คิดว่าจะได้เห็นช่วงเวลาเช่นนั้นกลับคืนมาอีกครั้งก่อนที่ผมจะเกษียณอายุราชการ

(รูปนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเนื้อเรื่อง เป็นเพียงแค่รูปตู้หนังสือในห้องทำงาน เอามาใส่เล่น ๆ เพราะเห็นหน้ากระดาษมันว่างอยู่)

วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2557

อุบัติเหตุระหว่างการเตรียมการ Start up และ Shut down MO Memoir : Friday 1 August 2557

หายหน้าไปอบรม Process Safety Management (PSM) ที่วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยเสีย ๓ วัน ก็ต้องนับว่าได้รับความรู้มากมายจากวิทยากรผู้รู้จริงในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านมีประสบการณ์การทำงานด้านปฏิบัติการมาก่อน จึงทำให้เข้าใจสภาพการทำงานของผู้ที่ต้องปฏิบัติงานจริง มุมมองทางด้านความปลอดภัยของท่านจึงแตกต่างไปจากผู้ที่ไม่เคยได้ลงมาทำงานจริงในกระบวนการผลิต
  
สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือกรณีศึกษาการเกิดอุบัติเหตุที่ท่านวิทยากรยกมาเล่าให้ฟัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ท่านมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง ผมก็เลยขอรวบรวมนำมาเขียนบันทึกไว้ แต่เนื่องจากท่านเล่าโดยไม่ได้วาดรูปอะไร เพียงแค่ทำไม้ทำมือประกอบ แต่ก็เห็นภาพได้ชัดเจนมาก ดังนั้นรูปต่าง ๆ ที่ผมวาดในที่นี้จึงเป็นการวาดขึ้นมาเอง โดยอิงจากเหตุการณ์ที่ได้รับฟังมา เพื่อให้ผู้อ่านที่ไม่ได้รับฟังข้อมูลโดยตรงนั้นเข้าใจได้มากขึ้น


รูปที่ ๑ ส่วนหนึ่งของหนังสือเกี่ยวกับความปลอดภัยในโรงงานที่ผมสะสมไว้ ที่ชอบมากที่สุดคือหนังสือที่เขียนโดย Trevor Kletz ผู้เขียนท่านนี้ทำหน้าที่เป็นวิศวกรด้านความปลอดภัยของบริษัท ICI แห่งสหราชอาณาจักรมาก่อน หลังเกษียณแล้วก็ได้รับเชิญให้ไปดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ที่ Loughborough University ของอังกฤษ เพิ่งจะถึงแก่กรรมเมื่อไม่นานนี้ ผมต้องยอมรับว่าหนังสือเหล่านี้ส่งผลต่อความคิดของผมในด้านการจัดการความปลอดภัยในการทำงานมาก

ระหว่างที่ฟังบรรยายไปผมก็นึกถึงเรื่องราวต่าง ๆ ในหนังสือต่าง ๆ ที่เขียนโดย Trevor Kletz มุมมองของ Trevor Kletz นั้นมองว่าเรื่องความปลอดภัยเป็นเรื่องที่ทุกส่วนขององค์กร ตั้งแต่ชั้นบนสุดคือผู้บริหารลงไปจนถึงชั้นล่างสุดคือผู้ปฏิบัติการ ต่างต้องมีส่วนเกี่ยวข้อง บุคคลนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกยุคแรก ๆ ที่เรียกร้องให้มีการนำเหตุการณ์การเกิดอุบัติเหตุมาเผยแพร่เพื่อไม่ให้ผู้อื่นทำผิดซ้ำเดิมอีก

เรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับ PSM ที่ผมได้รับฟังจากการอบรมต่างก็ปรากฏอยู่ในหนังสือของ Trevor Kletz นี้ไม่เล่มใดก็เล่มหนึ่ง เพียงแต่ว่าอาจใช้ภาษากันคนละรูปแบบ เพราะหนังสือเล่มแรกของ Trevor Kletz ที่เขียนเผยแพร่นั้นก็ออกมาเกือบ ๓๐ ปีแล้ว ก่อนจะมีระบบ PSM ออกมาเสียอีก
ผมเห็นด้วยที่ว่าหากเราได้เคยเรียนรู้ความผิดพลาดของบุคคลในอดีต และไม่ลืมความผิดพลาดนั้น โอกาสที่เราจะทำผิดพลาดซ้ำเดิมอีกก็จะลดน้อยลงไป ใน Memoir ฉบับนี้ก็เลยขอนำเอาเรื่องราวเกี่ยวกับอุบัติเหตุ ๓ เรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ที่วิทยากรนำมาเล่าให้ฟัง ส่วนมันจะเกิดที่บริษัทไหนคือใครเป็นคนทำคงไม่สำคัญหรอก เพราะกระบวนการหรือวิธปฏิบัติการทำนองเดียวกันกับระบบที่เกิดอุบัติเหตุที่จะเล่าให้ฟังมันก็มีอยู่ในหลายโรงงานเช่นกัน
  
และเนื่องจากในการบรรยายนั้นทางวิศวกรจะบรรยายเสมือนกับผู้ฟังมีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการอยู่แล้ว แต่ Memoir ฉบับนี้ตั้งใจจะเขียนให้คนที่ยังไม่มีประสบการณ์สามารถอ่านเข้าใจได้ ดังนั้นในบางจุดผมจะมีคำอธิบายเพิ่มเติมตรงตัวอักษรที่เป็นสีน้ำตาล

. Pipe rupture เนื่องจากความเย็นจัด

ในโรงงานแห่งหนึ่ง หลังเสร็จสิ้นการซ่อมบำรุงก็เริ่มเตรียมการเริ่มเดินเครื่องหรือ Start up โดยขั้นแรกก็คือการไล่อากาศออกจากระบบท่อและถังต่าง ๆ โดยใช้แก๊สไนโตรเจน ในกรณีของโรงงานนี้แก๊สไนโตรเจนที่ใช้ได้มาจากไนโตรเจนเหลว (อุณหภูมิ -196ºC) จากถังเก็บ โดยจะต้องระเหยไนโตรเจนเหลวนี้ให้กลายเป็นไอก่อนด้วยเครื่อง Vaporiser ที่ใช้อากาศเป็นตัวให้ความร้อนในการระเหย แก๊สไนโตรเจนที่ได้ (มีความดันประมาณ 7 barg) จะถูกส่งต่อเข้า nitrogen header เพื่อที่จะต่อท่อนำไปใช้ยังส่วนต่าง ๆ ของโรงงาน ตามแผนผังดังแสดงในรูปที่ ๒
  
โรงงานที่มีเกี่ยวข้องกับสารเคมีไวไฟเช่นโรงกลั่นน้ำมันหรือปิโตรเคมี ก่อนที่จะปล่อยสารเคมีไวไฟเหล่านี้เข้าสู่ระบบ (จะเป็นท่อ ถัง หรืออะไรก็ตามแต่) จำเป็นต้องมีการไล่อากาศออกจากระบบก่อนเพื่อกำจัดออกซิเจนในระบบ การไล่อากาศนั้นส่วนใหญ่จะกระทำโดยใช้แก๊สไนโตรเจนหรือไอน้ำ (ขึ้นอยู่กับระบบ) vessel ขนาดใหญ่ที่ปรกติในระหว่างการทำงานมีการฉีดไอน้ำเข้าไป (เช่นหอกลั่น) หรือยอมให้มีน้ำเข้าไปได้ ก็อาจทำการไล่อากาศด้วยไอน้ำก่อนเพื่อประหยัดไนโตรเจน พอไล่อากาศออกหมดแล้วก็ต้องป้อนไนโตรเจนเข้าไปเพื่อป้องกันไม่ให้ความดันใน vessel ลดต่ำลงเนื่องจากการควบแน่นของไอน้ำ
รูปที่ ๒ แผนผังระบบจ่ายแก๊สไนโตรเจนที่ผลิตจากไนโตรเจนเหลว สำหรับไล่อากาศ/ไฮโดรคาร์บอนออกจากระบบ
  
ถ้าเป็นโรงงานขนาดใหญ่หรือเป็นโรงงานที่อยู่เป็นกลุ่ม และมีการใช้แก๊สไนโตรเจนจำนวนมาก ก็มักมีการติดตั้งหอกลั่นแยกอากาศ (เรียกว่า cold box) โดยโรงงานอาจซื้อมาติดตั้งเอง หรือบริษัทผู้ทำธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตแก๊สมาทำการติดตั้งให้ และส่งขายโรงงานต่าง ๆ ผ่านทางระบบท่อ (ขายเหมือนน้ำประปา) สำหรับโรงงานที่ใช้ไม่มาก็อาจใช้การติดตั้งอุปกรณ์แยกอากาศที่เรียกว่า Pressure Swing Adsorption (PSA) หรือไม่ก็ซื้อมาในรูปของไนโตรเจนเหลว
  
แต่เนื่องจากในขณะหนึ่งมีความต้องการใช้แก๊สไนโตรเจนจำนวนมากเกินคาด ทำให้ vaporiser ไม่สามารถระเหยไนโตรเจนให้กลายเป็นแก๊สที่มีอุณหภูมิสูงพอได้ทันเวลา จึงทำให้ไนโตรเจนเหลวและ/หรือแก๊สเย็นจัดหลุดรอดออกมาจาก vaporiser เข้าสู่ระบบท่อ downstream ที่ไม่ได้ออกแบบมาให้ทนอุณหภูมิเย็นจัด ผลจากอุณหภูมิเย็นจัดทำให้โลหะที่ใช้ทำท่อ carbon steel ขนาด 4 นิ้วเส้นหนึ่งสูญเสียความเหนียวและเปราะมากขึ้นเรื่อย ๆ (พูดง่าย ๆ ก็คือเริ่มเปลี่ยนเป็นมีคุณสมบัติคล้ายแก้ว) จนถึงจุด ๆ หนึ่งท่อเส้นนั้นก็แตกออก ส่งเศษโลหะกระจายออกไป
  
อุปกรณ์ที่สารด้านขาเข้าและขาออกมีอุณหภูมิแตกต่างกันมาก เช่นในกรณีของ vaporiser ที่กล่าวมาที่สารด้านขาเข้ามีอุณหภูมิต่ำมากในขณะที่สารด้านขาออกมีอุณหภูมิที่สูงกว่ามาก (เมื่อเทียบกับด้านขาเข้า) หรือในกรณีของการลดความร้อนที่สารด้านขาเข้ามีอุณหภูมิสูง ส่วนด้านขาออกมีอุณหภูมิที่ต่ำกว่า บ่อยครั้งที่ระบบท่อที่ใช้ทางด้านขาเข้าและขาออกจะทำจากโลหะต่างชนิดกัน เช่นท่อด้านขาเข้าเป็นด้านที่มีอุณหภูมิสูง จำเป็นต้องใช้โลหะที่ทนความร้อนได้สูง แต่เมื่อด้านขาออกมีอุณหภูมิต่ำกว่า ก็ใช้โลหะที่มีราคาถูกกว่าที่รับอุณหภูมิด้านขาออกนั้นได้ (แต่ไม่สามารถรับอุณหภูมิระดับด้านขาเข้าได้) ในการออกแบบและ/หรือใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ต้องคำนึงถึงโอกาสที่อุณหภูมิด้านขาออกไม่เป็นไปตามที่ออกแบบไว้ เช่นต่ำเกินกว่าที่โลหะที่ใช้ทำท่อด้านขาออกจะรับได้ (เช่นในกรณีที่เล่ามานี้) หรือสูงเกินกว่าที่โลหะที่ใช้ทำท่อด้านขาออกจะรับได้ เพราะถ้าเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นจะทำให้ท่อด้านขาออกเกิดความเสียหายได้

. Flash fire จากแก๊ส LPG รั่วออกทางท่อระบายน้ำออกจาก vessel

ระบบกำจัดแก๊สกรดออกจาก LPG (Liquified Petroleum Gas หรือแก๊สปิโตรเลียมเหลว) ประกอบด้วยหอสองหอที่มีขนาดไม่เท่ากัน โดยหอหนึ่งเตี้ยและอีกหอหนึ่งสูง และมีท่อเชื่อมต่อกันระหว่างหอทั้งสอง (แผนผังระบบดังกล่าวแสดงในรูปที่ ๓ ในหน้าถัดไป) หอหนึ่งเป็นหอที่ทำหน้าที่สัมผัสแก๊ส LPG ที่มีแก๊สกรดปะปนอยู่กับสารละลายด่าง ส่วนอีกหอหนึ่งเป็นหอที่ให้ความร้อนแก่สารละลายด่างที่มีแก๊สกรดละลายอยู่ เพื่อไล่แก๊สกรดออกจากสารละลายด่าง และนำสารละลายด่างกลับไปใช้งานใหม่
  
แก๊สกรด (sour gas) ก่อปัญหาให้เกิดการกัดกร่อนในระบบ ดังนั้นจึงมักต้องกำจัดออกจากสารก่อนที่จะส่งไปยังหน่วยการผลิตอื่น สำหรับอุตสาหกรรมกลั่นน้ำมันหรือปิโตรเคมี แก๊สกรดที่พบในระบบมักเป็น H2S หรือ CO2 ซึ่งถ้ามีความเข้มข้นสูงมักกำจัดด้วยการให้แก๊สไหลผ่านสารละลายเบส แต่ถ้ามีความเข้มข้นต่ำและ/หรือแก๊สมีปริมาณไม่มากก็อาจใช้การดูดซับด้วยเบสที่เป็นของแข็งแทน
  
หลังการหยุดเดินเครื่อง (Shut down) จำเป็นต้องทำการไล่แก๊สเชื้อเพลิง (รวมทั้งสารที่ติดไฟได้ที่อาจค้างอยู่ในระบบในรูปของของเหลวหรือของแข็ง) ในระบบออกให้หมดก่อน ในคืนหนึ่ง operator ผู้หนึ่งได้รับมอบหมายให้ทำ hydrocarbon free (คือกำจัดไฮโดรคาร์บอน) ออกจากหอทั้งสอง
  
ในกรณีนี้ทางโรงงานใช้วิธีการเติมน้ำผสมผงซักฟอก (ต้องเป็นผงซักฟอกชนิดใช้กับเครื่องซัก เพราะมีฟองไม่มาก ใช้ผงซักฟอกชนิดซักมือไม่ได้ เพราะมีฟองมากเกินไป) เข้าทางด้านล่างของหอหนึ่ง โดยเปิดวาล์วทางด้านบนของหอเอาไว้ เพื่อให้แก๊สที่ค้างอยู่ในหอระบายออกทางยอดหอในขณะที่ระดับน้ำเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นวิธีการที่ปฏิบัติที่โรงงานนี้ใช้กันตามปรกติและเคยใช้มาก่อนหน้านี้ น้ำที่เติมเข้าไปจะไหลเข้าสู่หออีกหอหนึ่งผ่านทางท่อเชื่อมต่อระหว่างหอทั้งสอง ผงซักฟอกที่ผสมเข้าไปในน้ำก็เพื่อทำการล้างคราบน้ำมันต่าง ๆ ที่อาจติดอยู่ภายในออกมาด้วย

รูปที่ ๓ แผนผังระบบกำจัดแก๊สกรดออกจากแก๊ส LPG

ในระหว่างการทำงานซึ่งเป็นกะกลางคืนนั้น operator ผู้หนึ่งรับอาสาขึ้นไปเฝ้าดู High point vent (จุด Vent บนยอดหอสูง) ว่าเติมน้ำเต็มหรือยัง หลังจากเติมน้ำเข้าไปสองคันรถ operator ที่เฝ้าดู High point vent เห็นน้ำล้นออกทางท่อ vent ที่อยู่ยอดหอสูงก็แจ้งลงมาทางด้านล่างว่าให้หยุดเติมน้ำเข้าหอได้ จากนั้นก็เริ่มทำการระบายน้ำทิ้งออกทางด้านล่างของหอโดยใช้ fire hose (สายยางดับเพลิง ที่ใช้สายยางดับเพลิงเพราะมันมีขนาดใหญ่) ต่อเข้ากับท่อ draine เพื่อระบายน้ำทิ้ง
  
การระบายน้ำในหอทิ้งเกิดต่อเนื่องเป็นเวลานานจน ๘ โมงเช้าก็มีการเปลี่ยนกะมาเป็นช่วงกลางวัน เริ่มมีผู้รับเหมาเขามาทำงานในโรงงาน ประมาณ ๑๐ โมงเช้าเริ่มมีแก๊ส LPG รั่วตามน้ำออกมา (ตรงนี้พึงระลึกว่าการระบายน้ำใช้เวลานาน จึงไม่มีใครไปเฝ้าท่อระบาย ได้แต่เปิดวาล์วทิ้งเอาไว้ให้น้ำไหลออกจากหอทั้งสองจนหมดเอง) เกิดเป็น vapour cloud (กลุ่มหมอกแก๊ส) unit supervisor ของบริเวณดังกล่าวพยายามที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหา แต่ในขณะที่เข้าไปอยู่ในบริเวณที่มีแก๊ส LPG ปกคลุม ก็เกิด flash fire เกินขึ้น ทำให้ Shift supervisor ดังกล่าวได้รับบาดเจ็บสาหัสจากไฟคลอก
  
LPG ที่รั่วออกมานั้นเป็นส่วนที่ตกค้างอยู่ในหอเล็กที่เตี้ยกว่าหอสูง เนื่องจากไม่ได้เปิด High point vent ด้านบนของหอเล็กเอาไว้ ดังนั้นพอเติมน้ำเข้าไปน้ำจึงไม่เข้าไปเต็มหอเล็ก LPG ที่ค้างอยู่ในทางด้านบนของหอเล็กจะถูกอัดด้วยแรงดันน้ำที่เติมเข้าไป และน้ำที่เติมเข้าไปจะล้นออกทางหอสูงแทน
  
ในกรณีนี้ผมสงสัยว่าทำไมเขาไม่ไล่ LPG ที่เป็นแก๊สในหอทั้งสองออกก่อน จากนั้นจึงค่อยเติมน้ำเข้าไป เพราะถ้าไม่ไล่ LPG ออกก่อนที่จะเติมน้ำ LPG ที่ค้างอยู่ในหอมันก็จะรั่วออกทาง High point vent ที่อยู่บนยอดหออยู่ดี หรืออาจเป็นว่าหอสูงเป็นหอที่ทำการไล่แก๊สกรดออกจากสารละลายด่าง จึงเป็นหอที่คาดว่าไม่ควรจะมี LPG อยู่ในหอ แต่หอเล็กที่เป็นหอสัมผัสแก๊ส LPG กับสารละลายด่างนั้นไม่ใช่
นอกจากนี้ก่อนการเติมน้ำเข้าจนเต็ม vessel นั้นต้องมั่นใจว่าโครงสร้างฐานรองรับ vessel นั้นสามารถรับน้ำหนัก vessel ที่มีน้ำบรรจุเต็มได้ เพราะหลาย vessel นั้นในขณะใช้งานปรกติอาจมีของเหลวอยู่เพียงเล็กน้อยหรือไม่มี แต่พอเติมน้ำเข้าไปจนเต็มจะทำให้น้ำหนักของ vessel + น้ำ นั้นเพิ่มมากขึ้น ถ้าฐานรองรับ vessel นั้นไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับน้ำหนักดังกล่าว ก็อาจเกิดความเสียหายได้
  
. Flash fire เนื่องจากเปลี่ยนกำหนดการซ่อมบำรุง

ในโรงงานแห่งหนึ่ง (ซึ่งไม่ใช่ทั้งโรงกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมี) มีกำหนดการซ่อมถัง (Tank) เก็บสารเคมีใบหนึ่งในวันเสาร์หลังการหยุดเดินเครื่อง แต่ภายในเย็นวันศุกร์นั้นได้มีการดำเนินการของ work permit (ใบอนุมัติให้เข้าทำงาน) จากบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องของโรงงานจนได้รับลายเซนต์ต่าง ๆ จนครบ
  
เรื่องความหมายของคำว่า "ถัง" ในภาษาไทย เวลาแปลกลับเป็นภาษาอังกฤษต้องระวัง เพราะคำภาษาอังกฤษที่ใช้แทนภาชนะเก็บของเหลวที่มีรูปทรง ขนาด และเก็บที่ความดันต่าง ๆ กันนั้น มีหลายคำ แต่พอแปลมาเป็นภาษาไทยเรากลับแปลแทนว่า "ถัง" เหมือนกันหมด เรื่องนี้เคยเล่าเอาไว้ใน Memoir ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๔๔๗ วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เรื่อง "ถัง" เนื่องจากในเหตุการณ์นี้ "ถัง" ที่เกี่ยวข้องตรงกับคำว่า "Tank" ในภาษาอังกฤษ ดังนั้นเพื่อป้องกันการเข้าใจผิดก็จะขอใช้คำว่าว่า "Tank" ในที่นี้
  
แต่ในช่วงคืนวันศุกร์นั้นเอง ได้มีการเปลี่ยนแปลงใหม่ โดยได้เลื่อนกำหนดการหยุดเดินเครื่องไปเป็นวันพุธ ดังนั้นในวันเสาร์โรงงานยังมีการเดินเครื่องตามปรกติ แต่ work permit ที่ได้ออกไปแล้วว่าอนุญาตให้ทำงานในวันเสาร์ได้นั้นไม่มีการถอนออก
  
เช้าวันเสาร์ผู้รับเหมาก็เข้ามารับงานซ่อม Tank ดังกล่าว แต่เนื่องจากพบว่าโรงงานยังไม่หยุดเดินเครื่องผู้รับเหมาก็เลยขออนุญาตเข้าไปเตรียมการสิ่งอื่นที่ยังไม่เกี่ยวกับตัว Tank โดยตรงเอาไว้ก่อน โดยใช้พื้นที่บริเวณข้าง Tank ที่จะซ่อมดังกล่าว
  
สงสัยว่าคงใช้ work permit ที่ออกให้ในเย็นวันศุกร์ ที่ให้ทำงานกับตัว Tank โดยตรง โดย work permit ดังกล่าวออกบนข้อสมมุติที่ว่าเช้าวันเสาร์โรงงานจะหยุดเดินเครื่อง แต่ในความเป็นจริงนั้นไม่ใช่ ผู้รับเหมาจึงคิดว่าการเตรียมการทำงานอยู่ข้าง Tank โดยที่ไม่ได้ไปยุ่งอะไรกับ Tank โดยตรง จึงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร



รูปที่ ๔ แผนผังแสดง Tank ที่เกิดเหตุ (วาดขึ้นเองจากคำบรรยายที่ได้รับฟังมา)

Tank ดังกล่าวเป็นถังเก็บสารเคมีที่ติดไฟ แต่มีจุดเดือดไม่ต่ำมาก ด้านบนของฝาถังจะมีท่อ vent แบบงอเป็นรูปตัว J คว่ำเพื่อใช้ในการปรับความดันภายในถังเวลาที่ระดับของเหลวในถังเปลี่ยนไป แต่เนื่องจากไอสารเคมีที่อยู่ในถังเมื่อระเหยออกมาทางท่อ vent ดังกล่าวจะเกิดการควบแน่น หยดลงบนฝาถัง ทำให้ฝาถังเปรอะเปื้อน ทางโรงงานจึงได้ทำการต่อท่อสายยางจากท่อ vent ดังกล่าวลงมายังท่อ drain ที่อยู่ที่ระดับพื้นดินข้างถัง (ดูรูปที่ ๔ ประกอบ)
  
ในกรณีนี้แสดงว่าของเหลวที่อยู่ในถังนั้นเป็นของเหลวที่มี flash point สูงกว่าอุณหภูมิห้อง เพราะถ้าเป็นสารที่มี flash point ต่ำกว่าอุณหภูมิห้องนั้นสารเหล่านั้นจะมีจุดเดือดต่ำ ระเหยออกมาได้ง่าย ถ้าปล่อยให้ระเหยผ่านท่อ vent ออกมาตลอดเวลาก็จะเกิดเพลิงไหม้ได้ง่าย เรื่องรูปแบบหลังคาของ Tank เก็บของเหลวที่ความดันบรรยากาศ และเทคนิคการลดการระเหยของของเหลวใน Tank รวมทั้งการควบคุมความดันภายใน Tank เคยเล่าไว้ใน Memoir ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๓๐๑ วันศุกร์ที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๔ เรื่อง "การควบคุมความดันในถังบรรยากาศ (Atmospheric tank)"
  
ปลายของท่อสายยางที่ต่อจาก high vent ของ tank นั้น ปล่อยลงสู่รางระบายน้ำที่อยู่บริเวณด้านล่างของ Tank ซึ่งใกล้เคียงกับตำแหน่งที่ช่างเชื่อมทำงานอยู่ เมื่อช่างเชื่อมทำงาน เกิดมีประกายไฟตกลงไปในรางระบายน้ำนั้น ทำให้เกิด flash fire ขึ้น หัวหน้างานที่กำลังปีนขึ้น Tank อยู่ในขณะนั้นจึงพลัดตกลงมา และเสียชีวิตจากการตกกระแทกพื้น
  
เรื่องการที่เชื้อเพลิงเหลวที่ไม่ละลายน้ำและมีความหนาแน่นต่ำกว่าน้ำ แม้ว่าเชื้อเพลิงนั้นโดยปรกติจะมีจุดวาบไฟสูง แต่เมื่อลอยเป็นชั้นบาง ๆ อยู่บนผิวน้ำกลับสามารถจุดติดไฟได้ง่ายนั้น เคยเล่าเอาไว้แล้วเมื่อไม่นานมานี้ใน Memoir ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๘๑๔ วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๗ เรื่อง "Flooded drain"

การหามาตรการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ดังตัวอย่างที่ยกมานี้คงจะขึ้นอยู่กับว่าในการสอบสวนการเกิดอุบัติเหตุนั้น ผู้สอบสวนมองหาว่า "ความผิดพลาดของระบบงานอยู่ตรงไหน" หรือ "ใครเป็นคนผิด" เพราะด้วยมุมมองที่แตกต่างกันนั้นจะทำให้ได้ข้อสรุปที่แตกต่างกันไป การมองหาตัวผู้กระทำความผิดมักจะเป็นวิธีที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองนิยมใช้กัน แต่นั่นมันไม่ได้ช่วยในการป้องกันไม่ให้อุบัติเหตุเกิดซ้ำอีก วิธีการที่ดีกว่าคือการมองหาว่า "ความผิดพลาดของระบบงานอยู่ตรงไหน"
  
ตรงประเด็นนี้เราอาจลองเอาตัวอย่างที่ ๓ มาพิจารณาก็ได้ว่า ในความเห็นของคุณนั้นถ้าจะหาผู้กระทำความผิด ใครควรเป็นคนผิด (จะคนเดียวหรือหลายคนก็ได้) ผมลองยกตัวอย่างมาบางตัวอย่าง เช่น

- หัวหน้างาน ที่ขอเข้าไปทำงานในพื้นที่ที่ยังไม่ได้เตรียมความพร้อม
- พนักงานโรงงาน ที่ปล่อยให้ผู้รับเหมาเข้าไปทำงานในพื้นที่ที่ยังไม่ได้เตรียมความพร้อม
- ช่างเชื่อม เพราะเป็นผู้ทำให้เกิดประกายไฟ
- พนักงานโรงงาน (ใครก็ไม่รู้) ที่เป็นคนต่อท่อสายยางลงมาที่รางระบายน้ำข้าง Tank
- พนักงานโรงงาน (ใครก็ไม่รู้) ที่เป็นคนสั่งการให้ต่อท่อสายยางลงมาที่รางระบายน้ำข้าง Tank
- พนักงานโรงงาน (ใครก็ไม่รู้) ที่เป็นคนต้นคิดเรื่องต่อท่อสายยางลงมาที่รางระบายน้ำข้าง Tank
- เจ้าของโรงงาน ที่ปล่อยให้เกิดการทำงานโดยไม่ปลอดภัย
- ฯลฯ

โดยความเห็นส่วนตัวแล้วผมคิดว่าคำตอบของคำถามที่ถามมานั้นคงขึ้นอยู่กับว่า สังคมนั้นมีแนวความคิดเรื่อง "ความปลอดภัย" ในการทำงานอย่างไร ซึ่งมุมมองของสังคมตรงนี้ส่งผลให้ข้อสรุปที่ผู้สอบสวนอุบัติเหตุ (โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นฝ่ายปกครอง) ต้องหาให้ได้