แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การสอบวิทยานิพนธ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การสอบวิทยานิพนธ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2568

บทสนทนากับประธานการสอบวิทยานิพนธ์ MO Memoir : Friday 13 June 2568

อาจารย์ทำให้ผมมีเรื่องเขียนลง blog เลยครับ

เรื่องการเขียนวิทยานิพนธ์เนี่ยผมได้รับอิทธิพลมาจากประเทศอังกฤษที่ไปเรียนมาครับ

คือที่นั่นเล่มวิทยานิพนธ์ที่ส่งให้กรรมการอ่าน จะเข้าเล่มปกแข็งเดินตัวหนังสือสีทองเรียบร้อย ทำไว้อย่างน้อย ๔ เล่มคือสำหรับกรรมการสอบ ๒ ท่าน อาจารย์ที่ปรึกษา ๑ ท่าน และสำหรับส่งให้กับทางมหาวิทยาลัย

เรียกว่าสอบเสร็จก็ต้องสามารถส่งเข้าไปเก็บในห้องสมุดมหาวิทยาลัยได้เลย

ดังนั้นในการเขียน อาจารย์ที่ปรึกษาจึงย้ำความสำคัญว่า เขียนให้คนที่อ่านแล้วนั้นต้องไม่มีข้อสงสัยข้อซักถามในงานของเรา เพราะวิทยานิพนธ์คือสิ่งที่จะอยู่ในห้องสมุดตลอดไป คนที่มาอ่านทีหลังถ้าเขามีข้อสงสัยเขาไม่มีทางที่จะถามเราได้เพราะเขาไม่รู้ว่าเราอยู่ที่ไหน

ถ้ามีการพิมพ์ผิดหรือแก้ไขหน้าไหน ก็ต้องส่งเล่มนั้นไปให้ร้านที่เข้าเล่มทำการตัดหน้านั้นออกแล้วแทรกหน้าแก้ไขเข้าไป แต่มันจะทำใด้ถ้าหากมีการแก้เพียงแค่ไม่กี่หน้า (น่าจะไม่เกิน ๕ หน้าจาก ๒๐๐ หน้า) ถ้ามากกว่านั้นก็ต้องรื้อออกแล้วเข้าเล่มใหม่ (แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายสูงตามไปด้วย)

ผมเองถือว่ารูปเล่มที่ส่งให้กรรมการอ่านนั้น บ่งบอกว่าอาจารย์ที่ปรึกษามีมาตรฐานการทำงานอย่างไร (เพราะนิสิตต้องได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาก่อนจึงจะส่งเล่มให้กรรมการได้) และเห็นกรรมการคนอื่นเป็นอย่างไร

และมันก็ไม่ใช่หน้าที่ของกรรมการสอบที่จะต้องมาตรวจแก้ความไม่เรียบร้อยของวิทยานิพนธ์ให้กับนิสิตผู้สอบหรืออาจารย์ที่ปรึกษาของเขา ในส่วนของผมเองผมก็จะบอกกับนิสิตของตัวเองว่าต้องเขียนให้ได้แบบกรรมการอ่านแล้วต้องยอมรับในสิ่งที่เราเขียน ต้องไม่มีข้อสงสัยหรือการแก้ไขที่จุดใดในเล่ม ถือว่าเป็นการให้เกียรติกรรมการที่เขายอมเสียเวลามาอ่านงานของเราเพื่อเป็นกรรมการสอบเรา

เวลาอ่านแล้วเจอสิ่งที่ผิดหรือบกพร่องตรงไหน คือสามารถทำให้ดูดีดูเรียบร้อยกว่าเดิมได้ ก็จะทำเครื่องหมายไว้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่านิสิตที่รับเล่มผ่านการตรวจแก้ไปแล้ว ก็ทำการแก้ไขเฉพาะที่กรรมการท่านนั้นทำเครื่องหมายเอาไว้ก็พอ แต่ต้องกลับไปตรวจสอบเองใหม่หมดทั้งเล่มว่ายังมีที่อื่นที่หลุดรอดไปอีกหรือเปล่า ก็ขนาดตัวเองทำยังหลุดรอดมาได้ แล้วจะไปหวังว่าคนอื่นที่มาอ่านบ้างจะอ่านได้ละเอียดแบบไม่มีการหลุดรอดเลยได้ยังไง

ในการอ่านวิทยานิพนธ์นั้นผมแยกเป็นส่วน ๆ ดังนี้ครับ

ส่วนแรกคือการจัดรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นตัวอักษรและขนาด รูปแบบรูปภาพและตาราง (ความกว้างของแต่ละคอลัมน์ต้องเหมาะสมกับข้อความในคอลัมน์นั้น) ความคงเส้นคงว่าในการเขียนและใช้ภาษา (เช่น หัวข้อระดับเดียวกัน ต้องมีการย่อหน้าในระยะที่เท่ากัน การอ้างอิงรูปภาพจะใช้คำย่อ (Fig) หรือคำเต็ม (Figure) ก็ต้องใช้ให้เหมือนกัน ฯลฯ) รูปแบบการเขียนเอกสารอ้างอิง ลักษณะของภาษาที่ใช้เขียน เป็นต้น

ส่วนที่สองคือเนื้อหาที่ไม่เกี่ยวกับงานที่เขาทำ คือพวกบทนำและการทบทวนวรรณกรรม คือต้องแสดงให้เห็นว่ามันเกี่ยวโยงเข้ามาหาในสิ่งที่เขาทำได้อย่างไร ไม่ใช่ใส่ ๆ เข้ามาสักแต่ว่าเพื่อให้เล่มมันหนา ในกรณีของานที่มีความใหม่จริง ๆ นั้นก็ต้องแสดงให้เห็นได้ว่างานนี้ยังไม่มีใครเคยทำ และสิ่งที่จะทำนั้นทำไปเพื่ออะไร ในกรณีของงานที่เคยมีคนทำในลักษณะทำนองเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันมามากแล้ว ก็ต้องแสดงให้เห็นว่าทำไมมันยังมีช่อว่างให้ทำอีก และการเติมเต็มช่องว่างนั้นจะให้ประโยชน์อย่างไร

สองส่วนแรกนี้บ่งให้เห็นถึงความรู้ของผู้วิจัยในงานที่ตัวเองกำลังจะทำและงานที่เคยมีคนอื่นทำไว้ก่อนหน้า ถ้าชี้ประเด็นตรงจุดนี้ไม่ได้มันก็เหมือนกับการท่องจำสิ่งที่อาจารย์ที่ปรึกษาบอก เพื่อไปพูดให้กรรมการฟัง โดยที่คนพูดเองก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่ตัวเองพูดออกมา

ส่วนที่สามคือวิธีการทำทดลอง ซึ่งส่วนนี้ผมถือว่าสำคัญสุด เพราะถ้าวิธีการทำการทดลองมันน่าสงสัยหรือมันไม่ถูกต้อง ผลการทดลองที่ได้นั้นก็ไม่มีค่าควรแก่การนำมาพิจารณาใด ๆ

ส่วนที่สีคือผลการทดลองและการวิเคราะห์ ส่วนนี้มีค่าแก่การพิจารณาแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับส่วนที่สาม (วิธีการทดลอง) ส่วนมากที่เจอมาคือส่วนที่สามนั้นเขียนไม่ละเอียด หรือบางสิ่งที่ไม่ได้เขียนนั้นเป็นเพราะมันเป็นเทคนิคที่ใช้กันทั่วไป เป็นที่รู้จักกัน แต่วิธีการใช้ที่ "ถูกต้อง" นั้นกลับไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างไร ความผิดพลาดตรงนี้มันไปโผล่ที่ผลการทดลองที่ทำให้การวิเคราะห์ (ถ้าทำโดยละเอียดแบบไม่เข้างตนเอง) นั้นมีปัญหา ตัวอย่างเช่นการดุลมวลสารไม่ได้ ผลดุลมวลสารผิด เป็นต้น

เรื่องรูปแบบและเนื้อหาการเขียนนั้น กรรมการแต่ละคนก็มีความชอบที่แตกต่างกัน บางเรื่องกรรมการบางคนเห็นว่ามันควรจำเป็นต้องใส่ แต่กรรมการคนอื่นเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่คนในวงการเขารู้กันอยู่แล้ว ไม่ควรใส่มันให้เล่มมันรก การจะให้นิสิตไปแก้ไขตามความต้องการของกรรมการแต่ละคนเพื่อให้กรรมการทุกคนพึงพอใจนั้นเป็นเรื่องยาก

ประเด็นนี้อาจารย์ที่ปรึกษาควรต้องเข้ามามีบทบาทครับ ถ้าตรงไหนเขาเห็นว่าไม่ควรต้องแก้ เขาก็ต้องชี้แจงให้เหตุผลเพื่อให้กรรมการคนอื่นเห็นชอบด้วยว่าการแก้ไขตรงจุดนี้มันไม่จำเป็น เพราะเขาเป็นคนเห็นชอบในสิ่งที่นิสิตของเขาเขียนมาแต่แรกแล้วว่าสิ่งที่นิสิตของเขาเขียนนั้นมันสามารถใช้สอบได้แล้ว ประเด็นตรงนี้ผมจึงมองว่าเป็นส่วนที่กรรมการสอบที่มีความเห็นแตกต่างกันนั้นต้องมาคุยกันว่าจะมีข้อยุติอย่างไร ถ้ากรรมการให้ความเห็นขัดแย้งกันในจุดเดียวกัน นิสิตก็ทำอะไรไม่ถูกแล้วครับ ไม่รู้ว่าควรจะทำตามที่อาจารย์คนไหนบอกดี

ในกรณีที่เป็นเป็นคำถามอยู่ในขณะนี้ผมก็มองอย่างนี้ครับ ในเมื่อคะแนนส่วนที่ไม่เห็นชอบนั้นมีน้อยกว่าคะแนนส่วนที่เห็นชอบ ก็ให้คนที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบนั้นเขาไปคุยกันเอง ว่ารูปแบบการเขียนแบบนี้ทำไมกรรมการที่เห็นชอบจึงไปเห็นชอบได้ หรือทำไมกรรมการที่ไม่เห็นชอบจึงไม่สามารถเห็นชอบได้

การให้คะแนนการสอบของภาควิชานั้น แยกเป็นส่วนรูปแบบการเขียนซึ่งก็คือส่วนที่หนึ่ง และส่วนที่สอง ตรงนี้เป็นการลงคะแนนเพื่อดูว่าวิทยานิพนธ์เล่มนี้เหมาะสำหรับใช้เป็นเล่มสอบหรือไม่

ส่วนที่สำคัญกว่าคือส่วนที่สาม และส่วนที่สี่ เพราะเป็นตัวบอกว่าจะสอบผ่านหรือสอบตก เพราะต่อให้ส่วนที่หนึ่งและสอง ทำมาเรียบร้อยสมบูรณ์แบบ แต่ส่วนที่สามและสี่มีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือ ผลสอบก็ออกมาตกได้ครับ เว้นแต่จะมีอะไรบางอย่างเป็นการเป็นพิเศษในหมู่กรรมการ เพื่อให้ผ่านด้วยคะแนนเสียงข้างมาก เรื่องนี้เคยเจอมากับตัวที่กรรมการสอบคนจับได้ว่าวิธีการทดลองและผลการทดลองในประเด็นที่สำคัญของงานของเขานั้นมัน "มั่ว" และไม่ให้ผ่าน (ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น) แต่สามคนที่เหลือให้ผ่าน งานนี้เนี่ยนิสิตผู้สอบมีบทความตีพิมพ์ไปแล้ว ๓ บทความครับ แต่พอมาเจอกรรมการสองคนจับความผิดพลาดได้ ที่เตรียมจากจะให้คะแนนระดับดีมาก ก็กลายเป็นเพียงแค่ผ่านแทนครับ

ผมเคยเป็นประธานกรรมการสอบของนิสิตปริญญาโทรายหนึ่ง ที่ทำวิจัยร่วมกับสายการแพทย์ และมีอาจารย์ทางด้านนั้นมาเป็นกรรมการสอบด้วย วิทยานิพนธ์ของเขานั้นทำได้ดีครับ แต่ก่อนเสร็จสิ้นการสอบก็มีการบอกว่าถ้าทำเพิ่มเรื่องนั้นเรื่องนี้อีกหน่อยก็จะตีพิมพ์บทความระดับนานาชาติได้แล้ว และจะได้ผลสอบเป็นดีมากได้ ซึ่งอาจารย์ที่ปรึกษาก็เห็นชอบด้วยครับ แต่สิ่งที่เขาจะให้นิสิตทำเพิ่มนั้น ผมในฐานะประธานฟังแล้วมันมากเกินไป คือจะให้ไปทำการทดลองกับสัตว์ทดลอง ซึ่งท้ายสุดต้องฆ่าทิ้งทุกตัวที่นำมาทำการทดลอง

ผมในฐานะประธานก็เลยบอกในที่ประชุมว่า ที่นี่คือคณะวิศว ขอให้พิจารณาด้วยว่าขอบเขตงานที่จะให้เขาทำเพิ่มนั้นมันใช่ขอบเขตงานวิศวหรือเปล่า ทางคณะนี้ไม่ได้ทำการสอนและฝึกให้นิสิตทำการทดลองเช่นนั้น ในเมื่ออาจารย์ที่ปรึกษาเขาเห็นชอบแล้วว่างานที่นิสิตส่งมาสอบนั้นเพียงพอต่อการสอบจบปริญญาโทแล้ว (การมีบทความตีพิมพ์ระดับนานาชาติเป็นเกณฑ์จบปริญญาเอกครับ) ก็ขอให้กรรมการให้คะแนนโดยใช้ผลงานที่เขานำเสนอ ถ้าคิดว่าไม่เพียงพอ ไม่ควรให้ผ่าน ก็ให้คะแนนไม่ผ่านได้เลย แต่ต้องชี้แจงด้วยว่าทำไมถึงไม่ให้ผ่าน และถ้าเห็นว่าให้ผ่านได้ ก็ขอให้พิจารณาด้วยว่าจะให้เพียงแค่ผ่าน หรือดี (ให้ดีมากไม่ได้เพราะไม่มีบทความตีพิมพ์ระดับนานาชาติ)

เวลาที่นิสิตมาปรึกษาผมเรื่องการเลือกกรรมการ ผมจะบอกว่าให้เลือกประธานให้ดี เพราะเขาต้องเป็นคนคุมเกมส์ คุมกติกาการสอบ ถ้าประธานอยู่ใต้อิทธิพลของอาจารย์ที่ปรึกษาเมื่อใด ก็เสี่ยงดวงกันเอาเองว่าจะโชคดีโชคร้าย อย่างเช่นในกรณีข้างบน ถ้าประธานคุมเกมส์ คุมกติกาไม่ได้ นิสิตก็แย่ แต่บางรายก็คิดว่ามันจะเป็นการดี เพราะจะทำให้ได้คะแนนเสียงว่าสอบผ่านมาตุนเอาไว้ในมืออีก ๑ เสียงนอกเหนือจากอาจารย์ที่ปรึกษา

*******************

บ่ายวันนั้น ประธานสอบวิทยานิพนธ์ส่งข้อความถามผมว่า จะให้นิสิตส่งเล่มวิทยานิพนธ์มาให้ตรวจสอบใหม่ไหม (เป็นครั้งที่สาม) เพราะดูเหมือนว่าผมจะเป็นเสียงส่วนน้อยที่บอกว่าวิทยานิพนธ์เล่มนั้นไม่เหมาะสมที่จะส่งเข้าสอบ ตอนเย็นผมก็ตอบกลับไปว่าเห็นข้อความแล้ว แต่ขอเวลารวบรวมความคิดหน่อย แล้วจะตอบกลับไปตอนดึก ๆ หรืออย่างช้าก็เช้าวันรุ่งนี้ และข้างบนทั้งหมดก็เป็นสิ่งที่ผมตอบกลับไป

ไม่กี่วันถัดมาผมก็ได้พบปะกับประธานกรรมการสอบ เราได้พูดคุยกัน ผมก็บอกกับอาจารย์ท่านนั้นไปว่า สิ่งที่น่าห่วงกว่ารูปเล่มก็คือวิธีการทดลองและผลการทดลอง เพราะโดยความเห็นส่วนตัวแล้วถ้าไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันมาได้อย่างไร ผลสอบก็คงยากที่จะผ่าน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเสียงของกรรมการส่วนใหญ่

แล้วผมก็เล่าให้อาจารย์ผู้เป็นประธานนั้นฟังว่า ที่เคยผ่านมานั้น ถ้าเห็นว่าความผิดพลาดตรงนั้นมันไม่มาก ก็จะให้รีบไปทำการทดลองซ่อมให้เสร็จก่อนสอบ แต่ถ้าเห็นว่ามันมากเกินกว่าที่จะรับได้หรือดูแล้วเห็นว่าไม่น่าจะแก้ไขเสร็จทันก่อนสอบ ก็จะแนะนำให้ยกเลิกการสอบไปเลย ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับนิสิตมากกว่า

ตอนนี้ก็ได้แต่รอดูว่า ท้ายสุดจะลงเอยอย่างไร

วันพุธที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2564

แนวทางหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์นิสิตรหัส ๖๒ (ตอนที่ ๖) MO Memoir : Wednesday 30 June 2564

เอกสารฉบับนี้แจกจ่ายเป็นการภายใน ไม่นำเนื้อหาลง blog

เนื้อหาในเอกสารฉบับนี้เกี่ยวกับคำถามบางคำถามที่มีการถามในการสอบวิทยานิพนธ์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2563

แนวทางหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์นิสิตรหัส ๖๑ (ตอนที่ ๙) MO Memoir : Thursday 19 March 2563


เอกสารฉบับนี้แจกจ่ายเป็นการภายใน ไม่นำเนื้อหาลง blog

เนื้อหาในเอกสารฉบับนี้เกี่ยวกับการเตรียมการสอบโครงร่างวิทยานิพนธ์ในสัปดาห์หน้า เป็นการสรุปสิ่งที่ได้เล่าให้ฟังไปเมื่อช่วงก่อนเที่ยงวันนี้

วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2562

แนวทางหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์นิสิตรหัส ๖๐ (ตอนที่ ๑๑) MO Memoir : Wednesday 26 June 2562

อย่างแรกเลยก็ต้องขอแสดงความยินดีกับสมาชิกกลุ่มทั้งสองรายที่ผ่านการสอบปกป้องวิทยานิพนธ์ไปเมื่อวันจันทร์และอังคารที่ผ่านมา ที่เหลือก็คงเป็นเพียงแค่การแก้เล่มแล้วส่งเท่านั้นเอง
 
ตอนที่ผมเรียนโทที่อังกฤษนั้น มหาวิทยาลัยที่ผมเรียน แม้ว่าจะมีการทำวิทยานิพนธ์ มีการทำเล่มปกแข็งส่ง แต่ไม่มีการสอบวิทยานิพนธ์แบบสอบปากเปล่า เขาเรียนโทกันปีเดียว ทั้งเรียนวิชาและทำวิทยานิพนธ์ไปพร้อมกัน ในขณะที่บางภาควิชาในมหาวิทยาลัยเดียวกันแท้ ๆ เปิดภาคเรียนมาก็เรียนกันอย่างเดียว ไปทำวิทยานิพนธ์กันอย่างเดียวช่วงประมาณ ๓ เดือนสุดท้ายแล้วก็ส่งเลย หัวข้อวิทยานิพนธ์ก็เป็นหัวข้อที่อาจารย์เข้ามีอยู่แล้ว แล้วเราก็เข้าไปเลือกสมัครทำ
 
พอผ่านเข้าเรียนปริญญาเอกก็ไม่มีวิชาเรียน เรียกว่าทำวิจัยกันอย่างเดียว แล้วก็มีการสอบหัวข้อ โดยหลัก ๆ ของการสอบหัวข้อก็คือ เราต้องนำเสนอให้ผู้ฟังเห็นว่าสิ่งที่เราคิดจะทำนั้นมันน่าสนใจตรงไหน และเรามีแนวทางจะทำอย่างไร ไม่ได้มีการกำหนดรายละเอียดไว้อย่างเฉพาะเจาะจง เรียกว่าให้การค้นพบมันนำพาไปเองว่า จากสิ่งที่เราค้นพบนั้นเราควรทำอะไรต่อไป
 
พออาจารย์ที่ปรึกษาเขาเห็นว่าเรามีผลงานมากพอที่จะสอบวิทยานิพนธ์ได้แล้ว เขาก็จะให้เราเริ่มเขียน สิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่เขาบอกผมก็คือ ผมไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับเขา เพราะเขาไม่ได้เป็นคนให้ผมผ่านหรือไม่ผ่าน กรรมการสอบต่างหากที่จะให้ผมสอบผ่านหรือไม่ผ่าน เพราะในการสอบนั้นอาจารย์ที่ปรึกษาไม่มีสิทธิให้คะแนนสอบ บาง College นั้นไม่ให้อาจารย์ที่ปรึกษาอยู่ในห้องสอบด้วยซ้ำ เรียกว่าจัดห้องสอบแยกให้ต่างหาก มีเฉพาะผู้เข้าสอบและกรรมการอีก ๒ ท่าน เป็นอาจารย์ของสถาบัน ๑ ท่านและจากภายนอกสถาบันอีก ๑ ท่านเท่านั้น แต่ใน College ที่ผมเรียนนั้นอาจารย์ที่ปรึกษาสามารถเข้าฟังการสอบได้ ถ้า "ผู้เข้ารับการสอบ" นั้นอนุญาต การที่เขาทำเช่นนี้ก็คือเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนนั้นมีสิทธิแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นที่ขัดใจอาจารย์ที่ปรึกษา
 
รูปแบบการเขียนก็ไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัว มีกฎง่าย ๆ อยู่เพียงว่า ใครก็ตามที่มาอ่านที่หลังแล้วต้องรู้เรื่อง ไม่ควรมีคำถามอะไรที่ตกค้าง เพราะวิทยานิพนธ์คือสิ่งที่จะค้างอยู่ในห้องสมุด ตัวผู้เขียนไม่รู้ว่าไปอยู่ไหนแล้ว ถ้าหากเขียนไม่ชัดเจนก็จะทำให้คนที่มาอ่านทีหลังนั้นสับสนได้ และที่สำคัญก็คือกรรมการสอบเขาอ่านอย่างละเอียด เรียกว่าถ้าใครสามารถเขียนได้แบบกรรมการสอบไม่มีข้อสงสัยใด ๆ ก็เรียกว่าสอบผ่านสบาย ซึ่งน้อยคนนักจะทำได้ สมัยผมเรียนก็เคยได้ยินเพียงรายเดียวจากผู้เข้าสอบที่ College อื่น ที่พอเริ่มสอบกรรมการสอบก็บอกโดยไม่ต้องมีการซักถามอะไรเลยว่าสิ่งที่เขาเขียนนั้นเขาเขียนไว้ดีมาก จนกรรมการสอบไม่มีคำถามอะไรจะถาม เรียกว่าให้ผ่านแล้วก็ได้ วันนั้นถือว่าเป็นการมาคุยกันเล่น ๆ เท่านั้น แต่สำหรับที่ภาควิชาเรานั้น ทำงานมาปีนี้เป็นปีที่ ๒๕ แล้ว เคยพบแค่รายเดียวเท่านั้น เป็นนิสิตจากอินโดนีเซียที่มาเรียนปริญญาโทที่ภาคเรา
 
การสอบวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่อังกฤษนั้นไม่มีการนำเสนอ กรรมการจะอ่านเล่มจนหมดก่อน จากนั้นจึงค่อยนัดวัดสอบ การต้องรอ ๒ ถึง ๓ เดือนหลังส่งเล่มก่อนได้สอบก็ถือว่าเป็นเรื่องปรกติ พอเริ่มการสอบเขาก็ซักถามกันทันที ผมทำทั้งการทดลองและ simulation คำถามที่น่าจะยากที่สุดเห็นจะได้แก่คำถามเกี่ยวกับเรื่อง simulation ที่ผมนำเสนอการนำเทคนิค moving finite element มาใช้ในการแก้ปัญหา กรรมการสอบที่เป็นกรรมการจากภายนอกเขาบอกผมว่า เขาไม่มีความรู้เรื่องนี้ ช่วยอธิบายเป็น "ภาษาง่าย ๆ" ให้เขาเข้าใจได้ไหม
 
การที่จะอธิบายอะไรสักอย่างเป็น "ภาษาง่าย ๆ" ให้คนอื่นเข้าใจได้ คุณจะต้องมีความเข้าใจเรื่องนั้นดี และต้องสามารถหาตัวอย่างประกอบที่ผู้ฟังสามารถมองเห็นภาพได้ด้วย

การสอบปกป้องวิทยานิพนธ์ วันจันทร์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๒ เวลา ๑๖.๐๐ - ๑๘.๐๐ น

ในการสอบปากเปล่า (ที่สามารถเขียนกระดานช่วยอธิบายได้) สองชั่วโมงของผมนั้น เนื้อหาที่โดนซักมากที่สุดคือ "วิธีการทำการทดลอง" (รวมทั้ง simulation ด้วย) เพราะถ้าวิธีการไม่ถูกต้องเหมาะสม ผลการทดลองก็ไม่ควรค่าแก่การพิจารณาใด ๆ แล้ว แต่ในภาควิชาเราที่เข้าสอบเป็นประจำ หรือในที่ประชุมวิชาการต่าง ๆ นั้นกลับพบว่าเราไปให้ความสำคัญมากกับผลการทดลองและข้อสรุปที่ได้ โดยไม่ได้สนใจตรวจสอบว่าผลการทดลองนั้นมันถูกต้องหรือไม่ และบางกลุ่มวิจัยก็มีปัญหาเรื่องวิธีการทดลอง (รวมทั้งวิธีการวิเคราะห์ตัวอย่าง) เป็นประจำ จนผมเลือกที่จะไม่ขอเป็นกรรมการสอบนิสิตกลุ่มนั้น เพราะรู้เบื้องหลังรายละเอียดการได้มาซึ่งผลการทดลองเหล่านั้นมากเกินไป แม้แต่งาน simulation ก็ยังสามารถจับได้ว่ามีการแต่งขั้นตอนการคำนวณ ด้วยการให้โปรแกรมหยุดการคำนวณก่อนที่จะลู่เข้าหาคำตอบของสมการ เพื่อให้ตัวเลขที่ได้จากการคำนวณออกมาตรงกับข้อมูลดิบที่เขามี
 
แม้แต่วิธีการวิเคราะห์ตัวอย่างนั้น แม้ว่าเราจะไม่ได้ทำการวิเคราะห์เอง แต่เราก็ต้องรู้ว่าการเตรียมตัวอย่างและรายละเอียดการวิเคราะห์นั้นเป็นอย่างไร เพราะในหลายเครื่องมือแล้ว มันไม่ได้มีวิธีเตรียมตัวอย่างเพียงวิธีเดียวที่ใช้ได้กับทุกตัวอย่าง แต่มันต้องปรับเปลี่ยนไปตามตัวอย่างที่จะทำการวิเคราะห์ หรือแม้แต่ตัวอย่างเดียวกัน ถ้าใช้วิธีเตรียมที่แตกต่างกัน ก็ให้ผลที่แตกต่างได้ อย่างเช่นการใช้เทคนิคการดูดซับไพริดีนร่วมกับ FT-IR ในการจำแนกประเภทของกรดบนพื้นผิวของแข็ง
 
ความเป็นกรดบนพื้นผิวของแข็งนั้นมี ๒ ประเภทคือ Brönsted (หมู่ไฮดรอกซิล -OH) หรือ Lewis (ไอออนบวกของโลหะ) ถ้าตัวอย่างนั้นสัมผัสกับความชื้นในอากาศจนอิ่มตัว พื้นผิวก็จะมีหมู่ -OH มาก (หมู่นี้เกาะกับไอออนบวกของโลหะ) การให้ความร้อนแก่ตัวอย่างก่อนทำการให้ตัวอย่างดูดซับไพริดีนสามารถทำให้หมู่ -OH สองหมู่หลอมรวมกันกลายเป็นโมเลกุล H2O ระเหยออกไป และเปิดไอออนบวก (กรดแบบ Lewis) สองไอออนขึ้นแทน เรียกว่ากรด Brönsted หายไป ๒ โดยได้กรด Lewis มาแทนสอง ส่วนที่ว่าหมู่ -OH จะหายไปมากน้อยเท่าใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าใช้อุณหภูมิสูงแค่ไหนในการเตรียมตัวอย่างก่อนการดูดซับไพริดีน ถ้าใช้อุณหภูมิสูงมากเป็นเวลานาน มันก็จะหายไปมาก ในเรื่องนี้ผมถึงบอกว่าอยากให้ผลการทดลองออกมาอย่างไรก็จัดให้ได้ ถ้าไม่อยากให้มีกรด Brönsted เลยก็ใช้อุณหภูมิสูงในการเตรียมตัวอย่าง แต่ถ้าอยากเห็นกรด Brönsted เยอะ ๆ ก็ให้ตัวอย่างจับความชื้นจนอิ่มตัวและใช้อุณหภูมิต่ำในการเตรียม และด้วยการวัดที่กระทำในสุญญากาศ (โดยผลที่ได้นั้นขึ้นอยู่กับวิธีเตรียม) จึงทำให้ผลที่ได้นั้นไม่สามารถเป็นตัวแทนสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในระหว่างการทำปฏิกิริยาได้เสมอไป โดยเฉพาะในกรณีของเราที่ในแก๊สมีไอน้ำที่ความเข้มข้นสูง ที่ปริมาณหมู่ -OH บนพื้นผิวนั้นจะอยู่ในสภาพสมดุลกับความชื้นในแก๊ส ซึ่งเป็นสภาวะที่แตกต่างไปจากที่ใช้ในการวิเคราะห์
 
วิทยานิพนธ์นั้นมันน่าเชื่อถือแค่ไหนนั้น มันต้องคุยกันเป็นชั่วโมง และวิธีการที่ได้มาซึ่งข้อสรุปนั้นต้องได้รับการตรวจสอบโดยละเอียด พวกคุณจบไปแล้วถ้าคิดจะนำงานวิจัยใครไปใช้ ควรที่จะต้องตรวจสอบผลของเขาด้วยว่าสามารถทำซ้ำได้ และวิธีการที่ใช้ในการวิเคราะห์นั้นถูกต้อง เพราะวิธีการวิเคราะห์ที่ผิดมันก็ให้ผลการวิเคราะห์ที่ผิด (ที่ทำซ้ำได้) ไม่ใช่ฟังเพียงแค่ข้อสรุปที่เขานำเสนอในเวลาเพียงแค่ไม่กี่นาที โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพสังคมปัจจุบันที่เน้นการสื่อสารด้วยการทำ infographic หรือสไลด์เพียงแค่ไม่กี่ภาพที่พยายามดึงดูดให้ผู้รับสื่อนั้นเห็นด้วยกับสิ่งที่นำเสนอโดยต้องไม่คิดเป็นอย่างอื่น 
  
ถ้าคุณต้องการรับใครสักคนไปทำงานในตำแหน่งพนักงานขาย พวกนั้นเหมาะ แต่ถ้าคุณต้องอยู่ในฐานะผู้จ่ายเงินเพื่อจะซื้อสิ่งที่เขานำเสนอ สิ่งสำคัญที่พวกคุณต้องมีคือ "ฟังอย่างไรไม่ให้ถูกหลอก"


การสอบปกป้องวิทยานิพนธ์ วันอังคารที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๒ เวลา ๑๐.๐๐ - ๑๑.๓๐ น
 
Memoir ฉบับนี้คงเป็นฉบับปิดท้ายชุดบทความ "แนวทางหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์นิสิตรหัส ๖๐" และสิ่งสุดท้ายที่ขอฝากไว้ให้พวกคุณที่ผ่านการสอบแล้วก็คือ รูปถ่ายที่ถ่ายเอาไว้เมื่อวันสอบและเมื่อ ๑๘ เดือนที่แล้ว เพื่อให้พวกคุณพิจารณาเองว่า สิ่งที่พวกคุณบอกกับผมเอาไว้ว่า "กาลเวลาทำอะไรหนูไม่ได้หรอก แต่การเรียนปริญญาโทนี่ซิ" มันเป็นจริงแค่ไหน
  


วันพฤหัสบดีที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๖๐ ระหว่างเข้าฟังการสอบปกป้องวิทยานิพนธ์ของนิสิตรุ่นพี่

วันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2562

วันอาทิตย์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560

แนวทางหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์นิสิตรหัส ๕๘ (ตอนที่ ๒๕) MO Memoir : Sunday 10 December 2560

เอกสารฉบับนี้แจกจ่ายเป็นการภายใน ไม่นำเนิ้อหาลง blog
 
เนื้อหาในเอกสารฉบับนี้เกี่ยวกับการสอบวิทยานิพนธ์เมื่อวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ที่ผ่านมา และเป็นฉบับปิดท้ายบทความชุด "แนวทางหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์นิสิตรหัส ๕๘" ด้วย




 

วันศุกร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

แนวทางหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์นิสิตรหัส ๕๘ (ตอนที่ ๑๙) MO Memoir : Friday 7 July 2560

เอกสารฉบับนี้แจกจ่ายเป็นการภายใน ไม่นำเนื้อหาลง blog

เนื้อหาในเอกสารฉบับนี้เกี่ยวกับคำถามบางคำถามที่เกิดขึ้นระหว่างการสอบปกป้องวิทยานิพนธ์เมื่อบ่ายวันวาน


วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2559

สงสัยปีนี้ต้องระวังหลังมากเป็นพิเศษ (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๑๐๐) MO Memoir : Wednesday 16 March 2559

อย่างที่ผมบอกพวกคุณในห้อง BET เมื่อบ่ายวันนี้แหละครับ เหตุการณ์นั้นมันก็เพิ่งจะครบรอบ ๓ ปีไปเมื่อเดือนที่แล้วนี้เอง เหตุการณ์จริงรู้สึกว่าจะเกิดราว ๆ หลังสี่ทุ่ม พอเช้าวันถัดมาทราบเรื่อง ก็เลยถือโอกาสไปถ่ายรูปสถานที่เกิดเหตุเก็บเอาไว้หน่อย (อันที่จริงมันมีคลิปวิดิโอกล้องวงจรปิดตอนเกิดเหตุเผยแพร่อยู่ใน YouTube ด้วยซ้ำ)

ผมแค่เอาภาพถ่ายเก่าที่เก็บไว้มาแบ่งปันให้ชมกัน อย่าคิดอะไรมากนะครับ ... ผมกลัว :) :) :)
รูปที่ ๑ ส่วนหนึ่งของเนื้อข่าวจาก http://www.thairath.co.th/content/327147

รูปที่ ๒ สถานที่เกิดเหตุก็อยู่ตรงแถว ๆ ตะแกรงเหล็กฝาท่อระบายน้ำกลางถนนข้าง ๆ รถที่จอดอยู่นั่นแหละครับ รูปเหล่านี้ถ่ายในวันรุ่งขึ้นหลังคืนเกิดเหตุ
 
รูปที่ ๓ คราบเลือดบริเวณที่เกิดเหตุ
 
รูปที่ ๔ คราบเลือดบริเวณที่เกิดเหตุ

รูปที่ ๕ คราบเลือดบริเวณที่เกิดเหตุ

รูปที่ ๖ คราบเลือดบริเวณที่เกิดเหตุ
 
รูปที่ ๗ คราบเลือดบริเวณที่เกิดเหตุ

รูปที่ ๘ ส่วนหนึ่งของเนื้อข่าวจาก http://www.komchadluek.net/detail/21030219/152168

วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เขียนไว้ เพื่อเตือนใจตนเอง (๑) MO Memoir : Tuesday 5 August 2557

"เราเก็บความรู้สึกดี ๆ ที่มีต่อกันตลอดช่วงเวลา ๓ ปีที่ผ่านมา ให้มันคงอยู่ต่อไปตลอดกาลจะดีกว่าไหม"

นั่นเป็นประโยคที่ผมมักจะบอกกับนิสิตของภาควิชา ที่เข้ามาสอบถามผมเรื่องการเรียนต่อปริญญาโท ว่าผมมีหัวข้อทำวิจัยเรื่องอะไรบ้าง และผมก็จะบอกกับนิสิตเหล่านั้นไปว่า เรื่องความรู้ ความสามารถ ของพวกคุณนั้น ผมไม่มีข้อสงสัยใด ๆ เชื่อมั่นในฝีมือ เพราะเห็นหน้ากันมาตลอด ๓ ปีที่ผ่านมาตั้งแต่เข้าภาควิชา แต่การเรียนปริญญาโทหรือปริญญาเอกนั้นมันแตกต่างกัน เวลาเรียนปริญญาตรี ถ้าไม่ชอบหน้าอาจารย์ผู้สอน ก็หลบหน้าได้ ย้ายไปเรียนห้องอื่นก็ได้ แต่พอมาเป็นระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอกแล้ว จะจบหรือไม่จบนั้น เรียกได้ว่าขึ้นอยู่กับอาจารย์ที่ปรึกษาเพียงคนเดียว
  
เห็นมาหลายรายแล้วด้วยว่า พอเรียนจบเมื่อใด ก็ถือว่าเลิกแล้วต่อกัน ไม่จำเป็นถึงที่สุดก็ไม่อยากเจอหน้า บางรายถึงขั้นเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์เพื่อไม่ให้อาจารย์ที่ปรึกษาติดต่อได้ (แต่เขากลับมาแจ้งหมายเลขใหม่ของเขาให้ผมทราบ และยังเล่น Facebook กับผมอยู่)
  
และเมื่อไม่นานมานี้ก็มีนิสิตปริญญาโทบางราย (ที่ไม่ได้เรียนกับผม) มาเปรย ๆ กับผมว่า  เขาเข้าใจความหมายของประโยคที่ผมเคยบอกเขาเมื่อสองปีก่อนหน้านั้นแล้ว

การสอนนิสิตปริญญาตรีนั้นเรียกว่าเป็นการให้ความรู้แก่นิสิต โดยนิสิตต้องสอบผ่านเกณฑ์ของวิชาต่าง ๆ นั้นให้ได้ ตัวอาจารย์เองไม่ได้ผลงานอะไรจากการสอบผ่านของนิสิต ไม่ได้อะไรจากข้อสอบที่นิสิตทำได้หรือไม่ได้ (นิสิตเยอะก็ต้องตรวจข้อสอบเยอะไปด้วย) ได้แต่เพียงภาระงานสอนเท่านั้น นิสิตสอบตกก็ต้องกลับมาให้อาจารย์สอนใหม่ ตกเยอะ ๆ ก็เป็นภาระให้อาจารย์ต้องเปิดคอร์สตาม (จะในภาคการศึกษาถัดมา หรือภาคฤดูร้อนก็ตามแต่) ให้กับนิสิตที่ตกอีก
  
แต่การสอนปริญญาโท-เอกนั้น อาจารย์ได้ประโยชน์จากผลงานที่นิสิตเป็นผู้ลงมือทำ ยิ่งมีนิสิตทำงานให้มาก ก็ยิ่งมีโอกาสมีผลงานมาก ยิ่งมีโอกาสก้าวหน้าในตำแหน่งทางวิชาการมากขึ้น ไม่ได้ประเมินที่จำนวนนิสิตจบ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่มักเห็นการเอาเกณฑ์การจบ (ที่อาจจะสูงกว่า) สำหรับนิสิตปริญญาเอกมาใช้กับนิสิตปริญญาโทของตัวเอง และเพิ่มเกณฑ์การจบขึ้นมาเองตามความพอใจ สำหรับนิสิตปริญญาเอกของตนเอง

ผมเคยตั้งคำถามนี้ในที่ประชุมหน่วยงานผู้ชอบแจกจ่ายทุนให้อาจารย์ไปหานิสิตเรียนปริญญาเอกช่วยทำวิจัย โดยดูที่จำนวนpaper ที่อาจารย์เคยตีพิมพ์และสัญญาว่าจะตีพิมพ์เป็นหลักในการให้ทุน ผมตั้งคำถามว่า ผมไม่รู้ว่านิสิตที่จบปริญญาโดยมีบทความวิชาการตีพิมพ์วารสารวิชาการต่างประเทศนั้น เขา "โง่" หรือ "ฉลาด" และอาจารย์ผู้นั้นทำถูกต้องหรือไม่ เพราะตามระเบียบการศึกษานั้น (ขึ้นอยู่กับธรรมชาติของวิชาด้วยว่าเป็นสายวิทย์หรือศิลป) การจบปริญญาเอกนั้นใช้เพียงแค่บทความวิชาการตีพิมพ์วารสารวิชาการระดับนานาชาติเพียงแค่ "๑ ฉบับ" เท่านั้น โดยไม่สนด้วยว่านิสิตจะมีชื่ออยู่ตรงไหนของบทความ ดังนั้นถ้าหากผลงานวิทยานิพนธ์ของนิสิตปริญญาโทผู้นั้นตีพิมพ์เป็นบทความได้ ก็ควรที่จะให้เขาได้รับปริญญาเอกไปเลย คำถามที่ผมสงสัยก็คือนิสิตคนดังกล่าวรู้หรือไม่ว่าเขาโดนอาจารย์ของเขานำเอาเงื่อนไขการจบระดับปริญญาเอกมาใช้กับเขา และไปเพิ่มจำนวนบทความ (ทำเองโดยไม่มีระเบียบรองรับ) ที่เขาต้องทำเพื่อใช้จบปริญญาเอก
  
คำถามดังกล่าวผมไม่ได้รับคำตอบ แต่ในใจตอนนั้นคิดว่ายังดีนะ ที่ไม่คลั่ง paper กันถึงขนาดกำหนดให้ senior project ต้องมีการตีพิมพ์บทความวิชาการในวารสารวิชาการนานาชาติ (แต่ตอนนี้ก็เห็นมีเกิดขึ้นแล้ว)
  
ผมเคยบอกกับผู้ที่มีได้ชื่อว่าเป็นนักวิจัยอาวุโสผู้หนึ่งว่า ในมุมมองของผม การสอนที่ประสบความสำเร็จนั้นไม่ใช่การตั้งเกณฑ์การจบให้สูงกว่ามาตรฐาน การที่เกณฑ์บอกว่าต้องการเพียงแค่บทความเดียวเพื่อสำเร็จการศึกษา แต่อาจารย์ที่ปรึกษาไปตั้งเองว่าต้องไม่ต่ำกว่า ๓ นั้น ไม่เช่นนั้นจะไม่ให้จบ ผมถือว่าเป็นการกระทำที่มิชอบ ไม่ใช่สิ่งที่คนที่เรียกตนเองว่า "อาจารย์" พึงกระทำ เป็นสิ่งที่ผมรับไม่ได้ แต่ถ้านิสิตเขาอยากทำเพิ่มขึ้นเองโดยไม่มีการบังคับหรือกดดัน แต่มันเกิดจากความต้องการของเขาเอง นั่นถือว่าการสอนประสบความสำเร็จ เพราะผู้สอนนั้นสามารถกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความอยากเรียนรู้อย่างต่อเนื่องในศาสตร์สาขานั้น
  
ตัวอย่างวิธีการกระตุ้นให้ผู้เรียนขยันเรียนที่เห็นได้ชัดคือการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี ระเบียบกลาง (ที่ทุกมหาวิทยาลัยใช้ร่วมกันและปฏิบัติเหมือนกันหมด) กำหนดไว้เพียงแค่ถ้าผลการเรียนเฉลี่ยของทุกวิชารวมกัน (โดยเรียนผ่านทุกวิชา) ได้ไม่ต่ำกว่า ๒.๐๐ ก็สามารถสำเร็จการศึกษาได้ แต่เขาใช้การกระตุ้นด้วยการกำหนดผลการเรียนเฉลี่ยที่สูงขึ้นไปอีก ที่จะทำให้ได้คำว่า "เกียรตินิยม" ปรากฏในใบปริญญาบัตรด้วย (ตรงนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละมหาวิทยาลัยว่าจะกำหนดที่ใด)

นิสิตเป็นคนรับทุน ไม่ใช่อาจารย์ ดังนั้นถ้านิสิตเรียนไม่จบ นิสิตต้องเป็นผู้ชดใช้ทุน ไม่ใช่อาจารย์ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะเห็นว่านิสิตที่ "เผลอ" รับทุนเข้ามาแล้ว โดยคิดว่าจะจบได้ตามเกณฑ์ของมหาวิทยาลัย กลับต้องมาเจอกับเกณฑ์การจบตามความพึงพอใจของอาจารย์ ต้องระทมทุกข์แค่ไหนกว่าจะเรียนจบ โดยเฉพาะพวกที่โดยใช้ให้ทำผลงานตีพิมพ์ตั้งแต่เริ่มเข้าเรียน เพื่อให้อาจารย์มีผลงานเอาไปอวด แต่นิสิตเองไม่มีเวลาที่จะดูหนังสือสอบ Qualify พอสอบ Qualify ไม่ผ่านก็ต้องพ้นสภาพนิสิต ทุนที่รับมาก็ต้องชดใช้ (อาจารย์ไม่เกี่ยว) ส่วนผลงานที่ทำไปก่อนหน้านั้นคนทำก็เอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ แต่อาจารย์ยังเอาไปใช้ขอความดีความชอบของตัวเองได้อยู่
  
ผมเคยบอกกับนิสิตเหล่านี้ว่า ความก้าวหน้าในอาชีพของนักวิจัยที่เรียกตัวเองว่าอาจารย์นั้น ขึ้นอยู่กับจำนวนบทความตีพิมพ์ที่มีชื่อเขา ไม่ได้ขึ้นกับจำนวนนิสิตที่ทำบทความให้เขา ถ้าเขากำหนดขึ้นมาว่าถ้าไม่ได้ ๑๐ papers จะไม่ให้จบ คุณฝืนทำไปได้แค่ ๙ papers แล้วโดดตึกตาย อาจารย์เขาก็ยังเอา ๙ papers ที่คุณทำไว้ก่อนหน้านั้นไปขอความดีความชอบได้ เรื่องการตายของคุณมันไม่ส่งผลอะไรต่อการเลื่อนตำแหน่งของเขา หรือคุณทำได้ ๙ papers แล้วทนอยู่ต่อไม่ไหวต้องลาออกไป อาจารย์เขาก็เอา ๙ papers นั้นไปของความดีความชอบได้เช่นกัน ส่วนคุณก็ต้องไปชดใช้ทุนที่คุณได้รับมา อาจารย์เขาไม่ต้องเสียอะไรซักบาท
  
และที่สำคัญนั้น ในหลาย ๆ ทุนนั้น อาจารย์เขาได้เงินค่า "ที่ปรึกษา" ให้กับนิสิตเป็นรายเดือนด้วย ยิ่งเขามีนิสิตหลายคนเขาก็ยิ่งได้เงินตรงนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ (หลายรายอยู่ในหลักแสนต่อเดือน) ส่วนเขาจะให้คำปรึกษาหรือไม่นั้นมันอีกเรื่องหนึ่ง เวลาที่นิสิตเรียนไม่จบนิสิตก็ต้องชดใช้เงินค่าใช้จ่ายรายเดือนที่แหล่งทุนให้ แต่ตัวอาจารย์เองไม่ต้องคืนเงินที่รับมาทุกเดือนนะ

ด้วยเหตุนี้ผมจึงมักเปรย ๆ กับนิสิตหลายรายที่มาปรึกษากับผมว่า "ก่อนลงนามรับทุน อ่านสัญญาให้ดีก่อน"

ด้วยเหตุนี้เวลาที่มีนิสิตที่สนใจจะทำวิจัยระดับปริญญาโทกับผม และมีโอกาสมาพบกับผมก่อนการสอบ ผมจะบอกกับเขาเสมอว่าให้หาโอกาสไปคุยกับนิสิตคนที่กำลังเรียนอยู่กับผมก่อน เพราะจะได้รู้นิสัยการทำงานของผมว่าเป็นอย่างไร เพราะถ้านิสัยการทำงานไม่ตรงกันมันจะวุ่น เครียดทั้งสองฝ่าย คนที่ไม่ชอบคิด ชอบทำตามคำสั่ง ก็ต้องหาอาจารย์ที่ปรึกษาที่สั่งอย่างเดียว ส่วนคนที่ชอบคิดก็ต้องหาอาจารย์ที่ปรึกษาที่เปิดโอกาสให้เขาแสดงความคิดเห็นและทดสอบความคิดของเขา
  
ผมไม่เคยเห็นอาจารย์คนไหนที่เป็นคนที่ "ดี" ในสายตานิสิตทุกคน หรือเป็นคนที่ "เลว" ในสายตานิสิตทุกคน แต่สิ่งสำคัญคือการเรียนโท-เอกนั้นเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างนิสิตกับอาจารย์ ดังนั้นทั้งสองฝั่งต้องมีรูปแบบการทำงานที่สอดคล้องกันมันถึงจะอยู่ได้อย่างราบรื่น
  
มีนิสิตจำนวนไม่น้อยต้องไปอยู่ในอีกสภาพหนึ่งที่ไม่ได้คาดหวังเอาไว้เมื่อมาเรียนก็คือ อาจารย์ไม่ได้สนใจเลยว่าการทำงานของเขาประสบปัญหาอย่างไรบ้าง เขาขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องใดบ้าง ปล่อยให้ทำงานตามยถากรรม อาจารย์ที่ปรึกษาสนอยู่อย่างเดียวคือนิสิตมีผลแลปให้เขาตีพิมพ์ paper หรือส่งบริษัทที่รับทุนทำวิจัยหรือเปล่าแค่นั้นเอง
  
เคยมีนิสิตที่มีปัญหาเรื่องผลการทดลอง (โดยเฉพาะผลการวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือ) ไม่เป็นไปตาม "ความต้องการ" ของอาจารย์ที่ปรึกษาของเขา มาขอคำปรึกษากับผม และที่แย่ก็คืออาจารย์ที่ปรึกษาไม่รับฟังความคิดเห็นของเขา หรือให้คำปรึกษาใด ๆ บอกแต่เพียงอย่างเดียวว่าไปทำมาให้ได้ (ผลตามที่เขาต้องการ) แค่นั้นเอง
  
ผมก็ถามเขากลับไปว่า (แบบพูดทีเล่นทีจริงว่า) จริงหรือเปล่าที่อาจารย์ของคุณเขาไม่สนใจเลยว่าคุณจะทำการทดลองอย่างไร ไม่เคยมาดูเลยว่าคุณทำการทดลองอย่างไร รอฟังผลอยู่ที่ห้องทำงานหรือเวลาประชุมกลุ่มเท่านั้น ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงทำไมคุณไม่เปลี่ยน "วิกฤต" ให้เป็น "โอกาส" ล่ะ ด้วยการ "เขียน" ผลแลปให้เขาตามที่เขาต้องการเลย
  
ดูเหมือนว่าจะมีอยู่หลายรายเหมือนกันที่ทำตามที่ผมบอกข้างต้น ทำให้จบแบบ happy ending ไปทั้งสองฝ่าย คือนิสิตได้รับปริญญา ส่วนอาจารย์ก็ได้บทความไปขอความดีความชอบ
  
แต่ที่ผมคิดไม่ถึงก็คือ เคยมีนิสิตรายหนึ่งมาปรึกษากับผมเรื่องทำนองนี้ ผมก็บอกเขาไปตามย่อหน้าข้างต้น เขาก็ไม่ทำตาม (ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่ดี) แต่อาจารย์เขาทนไม่ไหว เลยบอกให้เขาทำอย่างที่ผมบอกข้างต้นซะเอง จะได้เขียน paper ได้สักที ส่วนอาจารย์รายนั้นจะทำอย่างนี้กับนิสิตรายอื่นของเขาหรือไม่นั้น ผมไม่ทราบ
  
เรื่องมันควรจะจบแค่นี้ถ้าหากว่าไม่มีการนำเอา "ผลการทดลอง" นั้นไปนำเสนอต่อบริษัทเพื่อขอทุนวิจัย แต่พอมีการเอาไปนำเสนอขอทุนวิจัยจากบริษัท เรื่องมันก็เลยแดงขึ้นมา เพราะไม่มีใครสามารถทำซ้ำผลการทดลองตามที่ได้ตีพิมพ์ในบทความนั้นได้ จะติดต่อนิสิตคนที่เขียนบทความนั้นก็ติดต่อไม่ได้ (ถึงได้เขาก็ไม่กลับมาให้เห็นหน้าหรอก) คนที่ซวยคือคนที่มารับช่วงงานต่อ เพราะไม่สามารถทำซ้ำ (สิ่งที่เรียกว่า) "ผลการทดลอง" ของคนก่อนหน้าได้

ตรงนี้ผมเองก็เคยมีประสบการณ์ตรงในการเป็นกรรมการสอบปกป้องวิทยานิพนธ์ของนิสิตปริญญาเอกผู้หนึ่ง ที่ตรวจพบว่าตัวเลขที่นำมาแสดงนั้นมีความขัดแย้งกัน สาเหตุเป็นเพราะระเบียบวิธีการทดลองนั้น "ใช้ไม่ได้" (มันไม่ได้เพียงแค่ผิดพลาดที่ทำให้ผลมันคลาดเคลื่อน แต่มันไม่ถูกต้องกับการทดลองนั้นเลย) นอกจากนี้ยังพบว่าตัวเลขบางตัวที่ปรากฏนั้นเป็นค่าที่ "คิดเองว่า" มันต้องเป็นเช่นนั้น ปัญหาตรงนี้เกิดจากอาจารย์ที่ปรึกษาไม่มีประสบการณ์การทำการทดลอง และไม่ได้สนใจว่าการทดลองจะเป็นอย่างไร ขอให้มีตัวเลขก็พอ นิสิตต้องไปออกแบบการทดลองเอง จะทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้เรียกได้ว่าได้ทำการทดลอง โดยไม่มีการตรวจสอบความถูกต้องของวิธีการ ขอเพียงแค่มีตัวเลขก็พอแล้ว
  
สำหรับผมแล้ว ถ้าระเบียบวิธีการทดลองนั้นผิดพลาด ผมแลปก็ไม่ต้องพิจารณาใด ๆ แล้ว (จะดูมันทำไปอีกกับตัวเลขที่ไม่มีความน่าเชื่อถือใด ๆ) ผมเองให้คะแนนสอบเป็น "ตก" แต่นิสิตคนนั้นก็ผ่านการสอบด้วยคะแนนเสียงข้างมากจากกรรมการ ที่เห็นว่าเขามีผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติถึง ๓ บทความ
  
กรรมการสอบนั้นมีผลประโยชน์ร่วมกันได้นะครับ หลายครั้งที่ผมต้องไปนั่งเป็นประธานกรรมการสอบนิสิตปริญญาโท แล้วพบว่าสอบไปสอบมากลายเป็นว่าจะให้นิสิตนั้นต้องทำงานเพิ่มอีก ไม่ใช่นั้นไม่ให้จบ ทั้งนี้เพื่อที่จะได้มีผลงานตีพิมพ์บทความในวารสารวิชาการนานาชาติเพิ่มได้อีก จนผมในฐานะประธานต้องเข้าแทรกว่า ตรงนี้มันเป็นเงื่อนไขการจบปริญญาเอก ไม่ใช่ปริญญาโท และขณะนี้เรากำลังสอบนิสิตปริญญาโท ดังนั้นต้องใช้เกณฑ์มาตรฐานของนิสิตปริญญาโทมาใช้ในการสอบ และเมื่อนิสิตขอสอบปกป้องวิทยานิพนธ์นั้นแสดงว่าทั้งตัว "อาจารย์ที่ปรึกษา" และ "นิสิต" เองเห็นว่าผลงานนั้น "เพียงพอ" และ "เหมาะสม" แล้วสำหรับวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท แต่การแก้ไขเพิ่มเติมเล็กน้อยนั้นยังพอทำได้อยู่ จะให้ทำตรงไหนก็บอกมาเลย จะได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ในผลการสอบว่าต้องทำตามเงื่อนไขนี้ก่อนจึงจะให้ผ่าน แต่ถ้าคิดว่ายังขาดโน่นขาดนี่อีกเยอะ ก็ต้องให้สอบตกไปเลย (หรือไม่ก็ยกเลิกการสอบ ถ้านิสิตยังมีเวลาเหลือเรียนต่อ) และช่วยให้เหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษรด้วยว่าทำไมถึงให้ตก เพื่อที่เวลามีการร้องเรียนจะได้ตรวจสอบย้อนหลังได้
  
เมื่อการประเมินอาจารย์สนใจแต่เพียง "Output" มันก็ไม่แปลกที่จะมีการ "บิดเบือนกระบวนการ" ต่าง ๆ เพื่อให้ได้ output ออกมาให้ได้มากที่สุด โดยไม่สนใจว่าการกระทำเพื่อให้ได้ output นั้นมันเป็นการกระทำที่มี "คุณธรรม" และถูกต้องตามหลัก "จริยธรรม" หรือไม่

ผมว่าวิธีการที่ดีที่สุดในการสอน "คุณธรรมและจริยธรรม" ให้แก่นิสิตก็คือ

"ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง"

ที่เขียนเรื่องนี้ก็เพื่อ "เตือนใจตนเอง" ว่า สิ่งใดที่ได้ประสบมาและเห็นว่ามันไม่ดี ไม่เหมาะสมนั้น ก็อย่าพึงกระทำ การกระทำสิ่งใดทั้ง ๆ ที่เห็นว่ามันเป็นสิ่งไม่ดีนั้น มันแย่ยิ่งกว่าการทำโดยไม่รู้อีก และเป็นการแบ่งปันประสบการณ์ให้กับคนที่อ่อนประสบการณ์ (เช่นผมเมื่อเข้ามาทำงานใหม่) จะได้รับรู้ว่าผลประโยชน์เฉพาะตนที่คนอื่นหยิบยื่นให้ตรงหน้านั้น มันมีผลเสียระยะยาวในด้านอื่นอย่างไร ที่ผมขึ้นเลข (๑) กำกับไว้ที่หัวเรื่องก็เพื่อจะบอกให้รู้ว่ายังมีเรื่องอื่นที่จะเขียนอีก แต่ฉบับนี้เห็นว่าบ่นมายาวมากพอแล้ว ก็ต้องขอพักไว้ก่อน

เคยมีอาจารย์ในภาควิชามาปรึกษาหารือกับผมว่า ทำอย่างไรจึงจะสามารถชักจูงให้นิสิตของภาควิชาสนในเรียนต่อที่ภาควิชาให้มากขึ้น จะได้มีเด็กดี ๆ มาช่วยเป็นแขนขาทำงานวิจัยให้อาจารย์ ผมก็ตอบเขากลับไปว่า

"เราเคยมีช่วงเวลานั้น แต่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดนั้นมันผ่านไปแล้ว"

และผมเองก็ไม่คิดว่าจะได้เห็นช่วงเวลาเช่นนั้นกลับคืนมาอีกครั้งก่อนที่ผมจะเกษียณอายุราชการ

(รูปนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเนื้อเรื่อง เป็นเพียงแค่รูปตู้หนังสือในห้องทำงาน เอามาใส่เล่น ๆ เพราะเห็นหน้ากระดาษมันว่างอยู่)

วันจันทร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2556

เตือนแล้วไม่เชื่อ MO Memoir : Monday 18 March 2556

ไม่ตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้ในวันนี้ แต่หลังจากสอบตั้งแต่เช้าจนบ่ายสามคนรวดกว่า ๕ ชั่วโมง ก็เลยคิดว่าไม่เขียนไม่ได้

ในการสอบโครงร่างนั้นผมจะพิจารณาว่าหัวข้อที่จะทำวิจัยนั้นมีความหมาะสมหรือไม่ และผู้ทำวิจัยนั้นมีความชัดเจนในเรื่องที่ตัวเองจะกระทำมากเพียงใด คำถามต่าง ๆ ที่ถามไปนั้นเป็นเรื่องปรกติที่จะเป็นการตรวจสอบว่าผู้ทำวิจัยได้พิจารณาครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ อย่างกว้างขวางและมีความรู้พื้นฐานในเรื่องที่ตัวเองจะทำดีเท่าใด ผมว่าคนที่โดนกรรมการถามหนัก ๆ ตอนสอบโครงร่างนั้นเป็นผู้โชคดีมาก เพราะถ้าเขาตอบไม่ได้เขาก็มีเวลาไปเตรียมตัวเพื่อตอบคำถามดังกล่าวตอนสอบวิทยานิพนธ์ 
  
แต่บ่อยครั้งที่ผมพบว่าสิ่งที่กรรมการได้เตือนไปตอนสอบโครงร่างนั้นมักจะถูกละเลย จะด้วยเหตุผลใดก็ตามแต่ สุดท้ายก็ต้องมาเชือดกันตอนสอบวิทยานิพนธ์

. ๒๐ ปีที่แล้วทำได้ดีกว่านี้

ปฏิกิริยาที่เขานำเสนอคือการออกซิไดซ์ o-xylene ไปเป็น phthalic anhydride ซึ่งในโรงงานนั้นปฏิกิริยานี้จะเกิดใน multi-tubular fixed-bed reactor ที่มีการใช้เกลือหลอมเหลว (molten salt) เป็นตัวระบายความร้อน รูปร่างเครื่องปฏิกรณ์นั้นจะเป็นเสมือน shell and tube heat exchanger ที่วางตั้ง โดยมีตัวเร่งปฏิกิริยาบรรจุอยู่ในส่วน tube และเกลือหลอมเหลวอยู่ในส่วน shell


รูปที่ ๑ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิใน fixed-bed reactor ที่ใช้ผลิต phthalic anhydride จากการออกซิไดซ์ o-xylene เปรียบเทียบระหว่างข้อมูลจากการวัดจริงของ reactor ในโรงงานกับผลการทำนายด้วยแบบจำลอง
  
ตอนที่ผมเห็นแบบจำลองเครื่องปฏิกรณ์ที่เขานำเสนอตอนสอบโครงร่าง (แบบจำลอง 1 มิติ และกลไกการเกิดปฏิกิริยาแบบง่าย ซึ่งไม่ตรงกับความจริง) ผมก็เตือนเขาเอาไว้แล้วว่าแบบจำลองของปฏิกิริยานี้มีคนเขาทำมากันเยอะแล้ว และพัฒนาไปถึงไหนต่อไหนแล้ว แบบจำลองที่เขานำมาเสนอนั้นมันย้อนหลังไปร่วม ๕๐ ปีที่แล้ว สมัยที่ยังใช้ analogue computer ในการคำนวณ ซึ่งในยุคสมัยนั้นมันเป็นสิ่งที่ยอมรับกันได้ แต่มันไม่ใช้ในยุคสมัยนี้ และเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วเขาก็แก้ปัญหาแบบจำลองของเครื่องปฏิกรณ์ดังกล่าวกันได้ด้วยไมโครคอมพิวเตอร์ที่ด้อยกว่าในปัจจุบันมาก แถมยังต้องเขียนโปรแกรมไม่ FORTRAN ก็ C แก้ปัญหากันเอง ไม่มีโปรแกรมสำเร็จรูปช่วยเหมือนในปัจจุบัน
  
รูปที่ ๑ ที่นำมาแสดงเป็นงานของนิสิตปริญญาโทรหัส ๓๙ ที่มาสอบวิทยานิพนธ์ในวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ เขาเขียนโปรแกรมภาษา C โดยใช้ระเบียบวิธี Finite difference แก้ปัญหาระบบสมการ 2 มิติ (คิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในแนวแกนและแนวรัศมี) โดยใช้แบบจำลองทางจลนศาสตร์ที่มีสารต่าง ๆ เกี่ยวข้องถึง 5 ตัว (สารตั้งต้น สารมัธยันต์ และผลิตภัณฑ์) แถมมีการปรับค่าความว่องไวของตัวเร่งปฏิกิริยาอีก ซึ่งเขาก็พบว่าสามารถสร้างแบบจำลองที่สามารถประมาณการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิในเครื่องปฏิกรณ์ของจริงได้ดี

อีกเรื่องที่เป็นปัญหาและเจอเป็นประจำคือพื้นฐานเรื่อง "จลนศาสตร์การเกิดปฏิกิริยา" กับ "สมดุลเคมี" นั้นไม่ดีพอ ทำให้เกิดความสับสนและเข้าใจผิดได้ โดยชอบเอาเรื่องสมดุลเคมีมาใช้อธิบายผลของอุณหภูมิต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี เรื่องนี้ผมได้เคยเล่าไว้แล้วใน memoir ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๒๔๐ วันศุกร์ที่ ๗ มกราคม ๒๕๕๔ เรื่อง "อุณหภูมิ อัตราการเกิดปฏิกิริยา สมดุลเคมี"

เรื่องนี้ได้เตือนเอาไว้ตั้งแต่ตอนสอบโครงร่างวิทยานิพนธ์แล้ว อาจารย์ที่ปรึกษาเขาก็ได้เตือนเอาไว้แล้วถึงพฤติกรรมที่มันไม่น่าจะถูกต้องของผลการคำนวณ แต่เขาก็ไม่เชื่อ จนกระทั่งมาถูกต้อนเข้ามุมในห้องสอบ

. เอา Level controller คุมอัตราการไหลของแก๊ส

รูปจาก ASPEN ในวิทยานิพนธ์ของเขานั้นบอกว่าผลิตภัณฑ์ไอยอดหอกลั่นประกอบด้วย HI H2O และ H2 ไอดังกล่าวถูกควบแน่นในเครื่องควบแน่นตัวที่หนึ่งด้วยน้ำหล่อเย็น ได้ผลิตภัณฑ์เป็นของเหลวทั้งหมด (เพราะมันออกทางด้านล่าง) ของเหลวที่ได้แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งส่งกลับเข้าหอกลั่นในฐานะ reflux และส่วนที่เหลือใช้ level controller คุมการป้อนเข้าเครื่องควบแน่นตัวที่สองเพื่อแยกออกเป็นผลิตภัณฑ์ H2 ที่เป็นแก๊สและ H2O ที่เป็นของเหลว

อ่านย่อหน้าบนแล้วรู้สึกว่ามันมีอะไรแปลก ๆ ไหม

level controller ใช้คุมระดับ "ของเหลว" ในการควบแน่นผลิตภัณฑ์ที่เป็นไอยอดหอกลั่นนั้นแก๊สไฮโดรเจนจะไม่ควบแน่นออกมา จะยังคงเป็นแก๊สอยู่ ดังนั้นสิ่งที่เขาเขียนในแบบจำลองว่าเอาของเหลวจากเครื่องควบแน่นตัวที่หนึ่งไปลดอุณหภูมิอีกด้วยเครื่องควบแน่นตัวที่สองนั้น จะเกิดการแยกออกเป็นแก๊สไฮโดรเจนและน้ำที่เป็นของเหลวจึงเป็นสิ่งที่ผิด (แต่ ASPEN มันดันคำนวณให้ได้)
  
ประเด็นตรงนี้มีกรรมการซักถามว่าแผนผังกระบวนการที่เขานำมาแสดงกับแผนผังที่ใช้ในการคำนวณจริงนั้นมันเหมือนกันหรือไม่ ก็ปรากฏว่าเขาไม่สามารถแสดงได้ เลยมีการขอให้วาดรูปให้ดู ก็ได้แผนยังออกมาดังรูปที่ ๒ ลองพิจารณาตรงสาย reflux ดูเอาเองก็แล้วกัน


รูปที่ ๒ รูปที่เขาเขียนตอบคำถามกรรมการว่า reflux อะไรกลับเข้าหอกลั่น ดูตรงสายไอที่เป็นผลิตภัณฑ์ยอดหอนะว่ามันแยกออกไปทางไหนบ้าง

. คล้ายไม่ได้แปลว่าเหมือนหรือใช้แทนกันได้

เรื่องนี้เจอประจำกับพวกทำ modelling แล้วไม่ยอมเขียนสมการขึ้นมาเองจากดุลมวลสารดุลพลังงาน แต่ใช้การไปค้นบทความดูว่ามีใครทำอะไรที่มัน "คล้าย" กับที่คิดจะทำไหม แล้วก็ลอกเอามาเลย
กว่าจะมาเป็นรูปสมการอนุพันธ์ได้นั้นมันต้องผ่านการตั้ง control volume แล้วทำดุลมวลสาร ดุลพลังงาน เติมข้อสมมุติเท่าที่จำเป็น และควรมีเหตุผลรองรับด้วยว่าการเติมข้อสมมุติแต่ละข้อนั้นทำไปด้วยเหตุผลใด
  
ดังนั้นการที่จะตอบว่าทำไมถึงเลือกสมการหน้าตาอย่างนี้มาใช้ มันต้องแสดงให้เห็นว่าที่มาที่ไปและเหตุผลรองรับมันเป็นอย่างไร ไม่ใช่ใช้การอ้างเอาว่ามีคนอื่นเขาเคยใช้สมการหน้าตาอย่างนี้ แล้วมันคล้าย ๆ กับงานที่ศึกษา ก็เลยหยิบมาใช้เลย โดยไม่ศึกษาว่าสมการที่หยิบมานั้นมันมีที่มาที่ไปอย่างไร

ถ้าเป็นนิสิตป.ตรี ตอบก็ยังพอให้อภัยได้ แต่นี่เป็นนิสิตป.เอก

อีกอย่างที่เจอประจำเวลาที่สอบนิสิตกลุ่มนี้ก็คือ เขาจะพูดแต่ระบบควบคุมที่เขาออกแบบ โดยไม่ศึกษาว่าระบบที่เขาจะควบคุมนั้น "แท้จริงแล้ว" มันมีที่มาที่ไปอย่างไร มันมีปัญหาอะไรบ้าง เป็นจริงอย่างที่เขาอ้างไหม และเคยมีการทำการแก้ไขอะไรไปบ้าง เพราะหลายครั้งการแก้ปัญหามันทำได้โดยไม่ต้องใช้การควบคุมที่ซับซ้อน และการที่ไม่สามารถอธิบายให้กรรมการสอบเห็นได้ว่าได้ศึกษาระบบดังกล่าวมาเป็นอย่างดี ทำให้กรรมการสอบเห็นว่ายังไม่เข้าใจเรื่องที่จะทำการศึกษาเลย แล้วดันจะมาออกแบบระบบควบคุมมันอีก

วันนี้หลังการสอบ กรรมการท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า หลายครั้งที่บอกนิสิตในที่ปรึกษาให้ไปศึกษาอะไรบ้าง บางครั้งถึงขนาดจัดเตรียมการไปเยี่ยมชมโรงงานเพื่อให้เห็นภาพงานที่ทำ พอถึงเวลานิสิตบอกว่าเขาไม่ต้องการสิ่งที่อาจารย์เตรียมให้

พวกนี้พอเห็นโลงศพแล้วจึงค่อยนึกได้ว่าไม่ควรปฏิเสธความปราถนาดีตอนนั้นของอาจารย์เลย