วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ทำความรู้จักกระบวนการผลิตเอทิลีน ตอนที่ ๑ ภาพรวมทั่วไปของกระบวนการ MO Memoir : Tuesday 9 February 2559

เมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้วเมื่อประเทศไทยนำแก๊สธรรมชาติจากอ่าวไทยขึ้นมาใช้งานเป็นครั้งแรกนั้น แก๊สธรรมชาติที่ได้จัดว่าเป็นชนิด "Wet gas" คือมีสารประกอบไฮโดรคาร์บอนหนักที่ควบแน่นได้ปนอยู่ด้วย (พวกตั้งแต่ C3 ขึ้นไป) และยังจัดว่าเป็นประเภท "Sour gas" เพราะมีแก๊สกรดคือ CO2 ผสมรวมอยู่ในปริมาณที่สูง
 
โรงแยกแก๊สที่ตั้งขึ้นมานั้นก็เพื่อทำการแยกเอาโพรเพน (propane C3H8) และบิวเทน (butane C4H10) มาผลิตเป็นแก๊สหุงต้มสำหรับใช้ในครัวเรือนในประเทศ ส่วนแก๊สที่เหลือก็ส่งไปเป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตไฟฟ้าที่โรงจักรไฟฟ้าบางปะกง โรงจักรไฟฟ้าพระนครใต้ และเป็นเชื้อเพลิงให้กับโรงงานปูนซิเมนต์ที่สระบุรี
 
สารสำคัญอีกตัวหนึ่งที่มีอยู่ในแก๊สธรรมชาติของไทยคืออีเทน (ethane C2H8) ที่พบว่ามีอยู่ในปริมาณที่มากเพียงพอสำหรับใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตเอทิลีน (ethylene C2H4) เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีนั้น ในช่วงแรกยังไม่มีการแยกเอาออกมาใช้งาน ด้วยเหตุผลที่ว่ายังไม่มีอุตสาหกรรมปิโตรเคมีรองรับ แม้ว่าในขณะนั้นประเทศไทยจะมีโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกชนิด HDPE (High density polyethylene - พอลิเอทิลีนความหนาแน่นสูง) และ LDPE (Low density polyethylene - พอลิเอทิลีนความหนาแน่นต่ำ) แล็วก็ตาม แต่ก็พึ่งพาการนำเข้าเอทิลีนจากต่างประเทศ
 
กลุ่มโรงงานปิโตรเคมีกลุ่มแรกที่ตั้งขึ้นที่มาบตาพุดนั้นประกอบด้วยโรงงานผลิตโอเลฟินส์ (เอทิลีน โพรพิลีน และไฮโดรเจน) โรงงานผลิตเม็ดพลาสติกชนิด HDPE LLDPE (Linear low density polyethylene - พอลิเอทีนความหนาแน่นต่ำโครงสร้างเส้นตรง) PP (Polypropylene พอลิโพรพิลีน) และPVC โดยโรงงานผลิตโอเลฟินส์นั้นจะรับเอาอีเทนและโพรเพนจากโรงแยกแก๊สมาผลิตเป็นเอทิลีนและโพรพิลีน (propylene C3H6) กระบวนการที่เลือกใช้คือ thermal cracking (ให้ความร้อนสูงจนโมเลกุลแตกออก) ของบริษัท Lummus ที่ใช้สำหรับผลิตเอทิลีนเป็นหลักและผลิตโพรพิลีนร่วม และกระบวนการที่มีชื่อทางการค้าว่า "Oleflex" ของบริษัท UOP ที่ใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาในการเปลี่ยนโพรเพนเป็นโพรพิลีน กำลังการผลิตที่วางแผนในขณะนั้นคือผลิตเอทิลีน ๒๖๕,๐๐๐ ตันต่อปีและโพรพิลีน ๑๐,๐๐ ตันต่อปี (คิดว่าคงจำตัวเลขไม่ผิด แต่ถ้าเป็นปัจจุบันคงต้องสร้างกันขนาดเกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ ตันต่อปีจึงจะคุ้มค่า)
 
หลังจากที่เลือกกระบวนการแล้ว ก็ได้มีการส่งทีมวิศวกรไปฝึกอบรมความรู้เกี่ยวกับกระบวนการผลิตเอทิลีนโดยให้ทางบริษัท Lummus เป็นผู้จัดหลักสูตรการฝึกอบรม ผมเองในฐานะวิศวกรจบใหม่ในขณะนั้นแม้ว่าจะไม่ได้มีโอกาสร่วมในการฝึกอบรมดังกล่าว (เขาจัดขึ้นก่อนผมเรียนจบ) เพียงแค่ได้มีโอกาสได้ไปชะเง้อดูการก่อสร้างโรงงานโอเลฟินส์อยู่ข้างรั้ว แต่ก็ได้มีโอกาสพบปะกับวิศวกรรุ่นพี่ที่ได้ไปเข้าร่วมการอบรมนั้น และได้รับการถ่ายถอดความรู้จากรุ่นพี่เหล่านั้นมาบางส่วน 
  
มาถึงเวลานี้วิศวกรรุ่นพี่เหล่านั้นหลายท่านก็เกษียณอายุแล้ว และอีกหลายท่านก็คงอีกไม่กี่ปีก็จะเกษียณอายุ เลยจะขอถือโอกาสเอาความรู้ที่ได้รับถ่ายทอดมานั้นมาเรียบเรียงเพื่อให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ว่าในยุคสมัยนั้นเขาได้ไปเรียนรู้อะไรกันบ้าง (โดยจะพยายามแทรกคำอธิบายเพิ่มเติมตามความรู้ที่ตัวเองมีเพื่อให้ผู้ไม่มีประสบการณ์ทำความเข้าใจได้ดีขึ้น) ที่สำคัญคือคนที่ได้เข้าทำงานในช่วงที่ต้องทำการ "คัดเลือก" เทคโนโลยี เพื่อที่จะนำมาออกแบบและก่อสร้างนั้น เขาได้เรียนรู้อะไรกันบ้าง ซึ่งตรงนี้จะแตกต่างไปจากการได้เข้าทำงานกับโรงงานที่สร้างเสร็จแล้ว ที่ได้เรียนรู้เพียงว่าโรงงานนั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง และแต่ละส่วนทำหน้าที่อะไร มีข้อจำกัดในการใช้งานอะไร

อารัมภบทมาหน้ากระดาษนึงแล้ว ได้เวลาเข้าเรื่องสักที
 
"โอเลฟินส์ - Olefin" หมายถึงสารประกอบไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตัวที่มีพันธะคู่ระหว่างอะตอมคาร์บอน C=C คำนี้เป็นคำที่ใช้กันในภาคอุตสาหกรรม (ในตำราอินทรีย์เคมีจะเรียกว่า "อัลคีน - Alkene" แต่คำนี้ใช้เฉพาะในวงวิชาการเท่านั้น) โอเลฟินส์ตัวหลักที่สำคัญคือ เอทิลีน รองลงไปคือโพรพิลีน ตามด้วยบิวทีน (butene C4H8) และบิวทาไดอีน (C4H6) ในบรรดาโอเลฟินส์เหล่านี้ เอทิลีนเป็นตัวที่มีการผลิตขึ้นใช้งานมากที่สุด และยังถูกใช้เป็นตัววัดขนาดอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของประเทศต่าง ๆ ด้วย โดยดูจากปริมาณการใช้เอทิลีน
 
กระบวนการหลักที่ใช้ในการผลิตโอเลฟินส์สำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมียังคงเป็นกระบวนการให้ความร้อนที่สูงแก่สารประกอบไฮโดรคาร์บอนโมเลกุลใหญ่ ให้แตกตัวออกเป็นโมเลกุลที่เล็กลง (โดยอาจมีหรือไม่มีตัวเร่งปฏิกิริยาช่วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสารตั้งต้นและเทคโนโลยีการผลิตที่เลือกใช้) ผลิตภัณฑ์ที่ได้จะเป็นโอเลฟินส์ผสม (โดยหลัก ๆ ก็ในช่วง C2-C4) แก๊สไฮโดรเจน มีเทน และไฮโดรคาร์บอนหนัก (ในที่นี้หมายถึงตั้งแต่ C5 เป็นต้นไป) โอเลฟินส์ผสมที่ได้จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการกลั่นแยกเพื่อแยกองค์ประกอบต่าง ๆ (เอทิลีน โพรพิลีน และตัวที่หนักกว่า) ออกจากกัน ไฮโดรเจนบางส่วนถูกใช้ในกระบวนการผลิต (เช่นเปลี่ยนอะเซทิลีน (acetylene C2H2) ให้กลายเป็นเอทิลีน) และส่วนที่เหลือก็ส่งขายต่อ (เช่นขายให้กับโรงงานผลิตพอลิเอทิลีน เพื่อใช้เป็นตัวควบคุมความยาวสายโซ่พอลิเมอร์) ส่วนมีเทนและไฮโดรคาร์บอนหนักนั้นก็สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงให้ความร้อนภายในโรงงาน
 
การกระจายตัวของผลิตภัณฑ์ (โอเลฟินส์และไฮโดรคาร์บอนหนัก) ที่ได้ขึ้นอยู่กับสารตั้งต้นที่ใช้เป็นวัตถุดิบและสภาวะที่ใช้ในการทำปฏิกิริยา การเลือกใช้ไฮโดรคาร์บอนใดเป็นสารตั้งต้นนั้นมีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นแหล่งที่มาของวัตถุดิบ ราคาของวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ที่ได้ ค่าใช้จ่ายในการแยกผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ออกจากกัน ความต้องการผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของตลาด


รูปที่ ๑ อุณหภูมิและผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการ Thermal cracking ของอีเทน
 
ตัวอย่างเช่นในกรณีของการใช้อีเทนเป็นสารตั้งต้น (ดูรูปที่ ๑) จะได้สัดส่วนเอทิลีนในผลิตภัณฑ์ที่สูง แต่ก็ยังมีไฮโดรคาร์บอนหนัก (คือมีจำนวนอะตอม C ในโมเลกุลมากกว่าสารตั้งต้นคือเอทิลีนที่มีเพียง 2 อะตอม ที่บางทีเรียกว่า pyrolysis gas oil) เกิดขึ้นด้วย (เกิดจากปฏิกิริยาข้างเคียง) ถ้าใช้สารตั้งต้นที่เป็นไฮโดรคาร์บอนโมเลกุลใหญ่ขึ้นไปอีก สัดส่วนเอทิลีนที่ได้ก็จะลดลง และสัดส่วนโอเลฟินส์โมเลกุลใหญ่ก็จะเพิ่มขึ้น (เอกสารการอบรมของบริษัท Lummus ให้ข้อมูลไว้คร่าว ๆ ว่าถ้าใช้แนฟทาจะเกิด pyrolysis gas oil ประมาณ 3-8 wt% แต่ถ้าใช้ gas oil จะเกิดประมาณ 15-25 wt%)
 
รูปที่ ๒ เป็นตัวอย่างปริมาณการใช้สาธารณูปโภคต่อปริมาณเอทิลีนที่ผลิตได้เมื่อใช้สารตั้งต้นแตกต่างกัน จะเห็นว่าที่ปริมาณเอทิลีนที่ได้เท่ากัน (% weight ethylene) อีเทนและโพรเพน (หรือ LPG) จะใช้สาธารณูปโภคต่ำสุด ในขณะที่แนฟทา (naphtha ที่เป็นไฮโดรคาร์บอนที่หนักกว่า) และ gas oil (ที่เป็นไฮโดรคาร์บอนที่หนักขึ้นไปอีกนั้น) จะมีการใช้สาธารณูปโภคเพิ่มมากขึ้นไปอีก แต่ถ้าพิจารณาในแง่ของราคาวัตถุดิบและปริมาณโอเลฟินส์ C3 และ C4 (โพรพิลีนและบิวทีน) ที่ได้ gas oil เป็นตัวที่ถูกที่สุด และยังให้โอเลฟินส์ C3 และ C4 ได้มากสุด ในขณะที่สารตั้งต้นที่เป็นอีเทนและโพรเพนจะอยู่ฟากตรงข้ามกันโดยมีแนฟทาอยู่ตรงกลาง (

แนฟทาเป็นไฮโดรคาร์บอนที่มีขนาดโมเลกุลในช่วงน้ำมันแก๊สโซลีนและน้ำมันก๊าด ส่วน gas oil นั้นเป็นไฮโดรคาร์บอนในช่วงน้ำมันดีเซลลงไปถึงน้ำมันเตาเบา (ช่วงน้ำมันเตาหนักปานกลางไปจนถึงน้ำมันเตาหนักบางทีก็แยกเป็น vacuum gas oil เพราะได้จากการกลั่นในหอกลั่นสุญญากาศ
  
ที่เรียกว่า gas oil เป็นเพราะน้ำมันในช่วงนี้ในยุคสมัยหนึ่งนำไปใช้ในการผลิตแก๊สส่งไปเป็นเชื้อเพลิงหุงต้มและให้ความร้อนตามอาคารบ้านเรือน คือแต่เดิมนั้นในเมืองใหญ่ ๆ ของประเทศทางยุโรปจะมีการผลิตแก๊สที่เรียกว่า coal gas ที่ได้จากการเผาถ่านหินในที่อากาศจำกัด จะได้ถ่าน coke และแก๊สที่เกิดขึ้นที่เป็นแก๊สติดไฟได้ (ประกอบด้วยแก๊สพวก CO H2 CH4 CO2) จะถูกส่งไปตามท่อเพื่อใช้สำหรับจุดตะเกียงให้แสงสว่างตามท้องถนน (ก่อนยุคมีไฟฟ้าใช้) และใช้เป็นแก๊สหุงต้มและให้ความร้อนในครัวเรือน ต่อมามีการเปลี่ยนจากถ่านหินมาเป็นน้ำมัน ตะเกียงใช้แก๊สริมถนนถูกเปลี่ยนเป็นหลอดไฟฟ้า แต่ตามบ้านเรือนยังคงใช้แก๊สเพื่อการหุงต้มและให้ความร้อนอยู่ น้ำมันที่นำมาใช้ในการผลิตแก๊สนี้จึงเรียกว่า gas oil แต่ในปัจจุบันแก๊สจากน้ำมันนี้ถูกแทนที่ด้วยแก๊สมีเทน (CH4) แล้ว

ปฏิกิริยาการเปลี่ยนไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัวให้กลายเป็นโอเลฟินส์ (และแก๊สไฮโดรเจน) เป็นปฏิกิริยาดูดความร้อน ต้องใช้อุณหภูมิที่สูงในการทำให้โมเลกุลไฮโดรคาร์บอนแตกตัวออก อุณหภูมิที่ต้องใช้จะตรงข้ามกับขนาดโมเลกุลของสารตั้งต้น กล่าวคือโมเลกุลใหญ่จะแตกตัวง่ายกว่าโมเลกุลที่เล็กกว่า ดังนั้นการใช้อีเทนเป็นสารตั้งต้นจึงใช้อุณหภูมิการทำปฏิกิริยาที่สูงกว่าการใช้แนฟทาหรือ gas oil เป็นสารตั้งต้น 
  
ตัวอย่างเช่นในกรณีของการใช้อีเทนเป็นสารตั้งต้นนั้น จะเริ่มจากการอุ่นอีเทนให้ร้อนจนมีอุณหภูมิประมาณ 500-650ºC ในส่วน convection zone ของ fired heater จากนั้นจึงเข้าสู่ radiation zone เพื่อเกิดปฏิกิริยาการแตกตัว (cracking) และไหลออกมาที่อุณหภูมิอยู่ที่ระดับประมาณ 800-850ºC อุณหภูมิในส่วน radiation zone นั้นขึ้นอยู่กับรูปแบบการให้ความร้อนและการออกแบบขดท่อ แต่ทั้งนี้อุณหภูมิที่ผิวท่อไม่ควรเกิน 1100ºC
 
แต่เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ได้นั้น (โอเลฟินส์ต่าง ๆ) เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความว่องไวในการทำปฏิกิริยาสูงกว่าสารตั้งต้น ดังนั้นหลังจากเกิดผลิตภัณฑ์ที่ต้องการแล้วต้องหาทางลดอุณหภูมิของแก๊สร้อนนั้นให้เย็นตัวลงอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้เกิดการสลายตัวหรือทำปฏิกิริยาไปเป็นสารอื่นที่ไม่ต้องการ การลดอุณหภูมินี้กระทำด้วยการถ่ายเทความร้อนที่เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนต่าง ๆ (พลังงานความร้อนที่ระบายออกจากแก๊สร้อนถูกนำไปใช้งานต่าง ๆ ในโรงงาน เช่นเพื่อการผลิตไอน้ำความดันสูง หรือใช้ในการอุ่นสารอื่นให้ร้อนขึ้น) ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการเพิ่มความดันและการทำความเย็นเพื่อส่งไปทำการกลั่นแยกต่อไป
  
รูปที่ ๒ ปริมาณสาธารณูปโภคที่ต้องใช้ (ไม่รวม gas turbine) ต่อปริมาณเอทิลีนที่ผลิตได้ (S/O = Steam per Oil ratio)
 
โรงงานผลิตโอเลฟินส์เป็นโรงงานที่มีความซับซ้อนโรงงานหนึ่งในเรื่องของการจัดการพลังงาน เริ่มจากกระบวนการทำให้วัตถุดิบ (ที่มีอุณหภูมิต่ำที่อุณหภูมิห้องหรือต่ำกว่า) ร้อนจนถึงอุณหภูมิการทำปฏิกิริยา (เช่นระดับ 1000ºC ในกรณีของอีเทน) จากนั้นก็ต้องลดอุณหภูมิลงต่ำลงอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะเข้าสู่ระบบอัดเพิ่มความดันและลดอุณหภูมิให้ต่ำลงไปจนอยู่ที่ระดับประมาณ -100ºC ที่ใช้ในการกลั่นแยกมีเทนและไฮโดรเจนออกจากผลิตภัณฑ์อื่น ตามด้วยการกลั่นแยกผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ และสารตั้งต้นที่ไม่ทำปฏิกิริยาออกจากกัน ผลิตภัณฑ์จะถูกส่งไปเก็บ ส่วนสารตั้งต้นที่ไม่ทำปฏิกิริยาจะถูกนำกลับไปทำปฏิกิริยาใหม่
 
ในแง่ของความดันนั้น เริ่มจากการทำปฏิกิริยาที่ความดันต่ำ (ปฏิกิริยาการแตกตัวมีจำนวนโมลเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นปฏิกิริยาจะดำเนินไปข้างหน้าได้ดีขึ้นถ้าสารตั้งต้นมีความดันย่อยที่ต่ำ ในทางปฏิบัติจะใช้การผสมไอน้ำเข้ากับไฮโดรคาร์บอน ซึ่งไม่เพียงแต่จะไปลดความดันย่อยของไฮโดรคาร์บอน แต่ยังช่วยลดการเกิด coke (สารประกอบคาร์บอนที่เป็นของแข็ง) สะสมบนผิวท่อด้วย ซึ่งการสะสมของ coke จะทำให้การถ่ายเทความร้อนแย่ลง) แต่ทั้งนี้จะต้องไม่ต่ำมากจนทำให้ความดันด้านขาเข้าของคอมเพรสเซอร์ที่ใช้ในการอัดเพิ่มความดันนั้นต่ำเกินไปจนคอมเพรสเซอร์ไม่สามารถดูดแก๊สได้ (เกิดปัญหา surging) และเมื่ออัดความดันขึ้นไปแล้วต้องมั่นใจว่าความดันนั้นสูงพอที่จะไหลผ่านกระบวนต่าง ๆ ที่อยู่ทางด้าน downstream ได้ตลอดโดยไม่จำเป็นต้องมีการใช้คอมเพรสเซอร์เพิ่มความดันอีก (พูดง่าย ๆ ก็คือความดันด้านขาออกของคอมเพรสเซอร์จะเป็นความดันที่สูงสุด และจะลดต่ำลงเรื่อย ๆ ตามหน่วยผลิตต่าง ๆ ทางด้าน downstream)

เพื่อให้เห็นภาพ ที่กำลังการผลิตระดับ ๓๐๐,๐๐๐ ตันต่อปี ความดันแก๊สด้านขาออกจาก fired heater จะอยู่ที่ประมาณ 2 bar.a (ความดันสัมบูรณ์) ความดันแก๊สก่อนเข้าคอมเพรสเซอร์จะอยู่ที่ประมาณ 1.38 bar.a และด้านขาออกของคอมเพรสเซอร์จะอยู่ที่ประมาณ 37.4 bar.a

ผลิตภัณฑ์ข้างเคียงชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยา thermal cracking คือสารประกอบไฮโดรคาร์บอนพันธะสามได้แก่ อะเซทิลีน (acetylene C2H2) และเมทิลอะเซทิลีน (methyl acetylene H3C-CCH หรือ propyne) สารเหล่านี้ก่อให้เกิดปัญหาในด้านเสถียรภาพและการทำปฏิกิริยากับโลหะบางชนิด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการกำจัดด้วยการใช้ปฏิกิริยาเติมไฮโดรเจน (hydrogenation) เพื่อเปลี่ยนอะเซทิลีนให้กลายเป็นเอทิลีน และเมทิลอะเซทิลีนให้กลายเป็นโพรพิลีน ส่วนจะทำการเติมไฮโดรเจนก่อนทำการกลั่นแยก หรือแยกผลิตภัณฑ์ออกเป็นส่วนต่าง ๆ แล้วค่อยทำการเติมนั้นขึ้นอยู่กับการออกแบบกระบวนการ
 
สิ่งปนเปื้อนอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องทำการกำจัดก่อนการลดอุณหภูมิได้แก่ ไอน้ำ แก๊สกรดพวก CO2 และ H2S เพราะสารเหล่านี้เมื่อเย็นลงจะกลายเป็นของแข็งและสามารถอุดตันระบบและก่อให้เกิดการกัดกร่อนได้ ไอน้ำเข้าไปอยู่ในระบบตั้งแต่ตอนที่ผสมไอน้ำเข้ากับไฮโดรคาร์บอนก่อนป้อนเข้า fired heater และที่ quench tower ที่ลดอุณหภูมิแก๊สร้อนด้วยการสัมผัสกับน้ำโดยตรง CO2 เป็นแก๊สที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาข้างเคียง (ออกซิเจนมาจากน้ำที่ผสมเข้าไป) ส่วนสารประกอบกำมะถันนั้นอาจติดมากับตัวไฮโดรคาร์บอนที่ใช้เป็นวัตถุดิบ หรือไม่ก็จากสารที่เติมเข้าไปก่อนเข้า fired heater (เติมเพื่อลดการเกิด coke ซึ่งเรื่องนี้จะมาขยายความอีกทีตอนกล่าวถึงเรื่อง thermal cracking)
 
การเก็บวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์นั้นที่จะใช้ถังเก็บ โดย C2 (ทั้งอีเทนและเอทิลีน) จะเก็บในรูปแบบของเหลวด้วยการลดอุณหภูมิลงต่ำและเก็บในถังเก็บความดันบรรยากาศ ส่วน C3 และ C4 (โพรเพน โพรพิลีน บิวเทน บิวทีน) จะเก็บในรูปแบบของเหลวโดยใช้ถังเก็บภายใต้ความดันที่อุณหภูมิห้อง (แต่ถ้ามีปริมาณมากก็อาจเก็บในรูปแบบของเหลวด้วยการลดอุณหภูมิลงต่ำและเก็บในถังเก็บความดันบรรยากาศแทน) ไฮโดรเจนนั้นจะเก็บในรูปของแก๊สในถังความดันสูง มีเทนจะถูกดึงเอาไปเป็นเชื้อเพลิงให้ความร้อนในโรงงาน ส่วนไฮโดรคาร์บอนหนักนั้นอาจนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงหรือนำไปทำอย่างอื่น 
  
ฉบับนี้ขอจบลงดื้อ ๆ ตรงนี้ครับ

วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

แนวทางหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์นิสิตรหัส ๕๗ (ตอนที่ ๒๗) MO Memoir : Saturday 6 February 2559

เอกสารฉบับนี้นำเนื้อหาลง blog เพียงบางส่วน

จากการสอบโครงร่างวิทยานิพนธ์ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา  ทำให้พอจะมองเห็นปัญหาบางอย่าง จึงขอแนะนำให้ผู้ที่ทำการสอบไปแล้วและผู้ที่กำลังจะทำการสอบในอีกไม่กี่วันข้างหน้า  รวมทั้งนิสิตรหัส ๕๘ ด้วย อ่าน Memoir ฉบับต่าง ๆ ที่แสดงไว้ข้างล่าง เพื่อเป็นการทบทวนพื้นฐานและจะได้มองเห็นภาพงานที่ทางกลุ่มเราได้เคยทำวิจัยกันมาได้ชัดเจนขึ้น

ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๗๓ วันศุกร์ที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เรื่อง "GHSV หรือ WHSV"
ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๗๔ วันเสาร์ที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เรื่อง "ตัวไหนดีกว่ากัน(Catalyst)"
ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๗๕ วันอาทิตย์ที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เรื่อง "การปรับ WHSV"
ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๘๐ วันเสาร์ที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เรื่อง "ปฏิกิริยาเอกพันธ์และปฏิกิริยาวิวิธพันธ์ในเบดนิ่ง"
ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๙๔ วันอาทิตย์ที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ เรื่อง "การเผาแก๊สธรรมชาติ"
ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๑๑๙ วันเสาร์ที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๔ เรื่อง "เชื้อเพลิงกับไอเสีย(แหล่งกำเนิดอยู่กับที่)"
ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๓๘๐ วันศุกร์ที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๔ เรื่อง "แนวทางหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์นิสิตรหัส๕๓ (ตอนที่๑๐)"

. ที่มาของปัญหาที่กำลังศึกษาอยู่ในขณะนี้


........ 

. ตั้งเป้าค่า conversion ไว้ที่เท่าใด

นี่เป็นคำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นในการสอบเมื่อวันอังคารและวันพุธที่ผ่านมา

คำตอบก็คือ 100% ไม่ว่าจะเป็นปฏิกิริยากำจัด NO หรือการกำจัดเบนซีน แต่ตรงนี้มันขึ้นอยู่กับค่า WHSV (Weight hourly space velocity) ของระบบที่เราใช้ทดลองกับของโรงงานจริง

สำหรับ fixed bed reactor นั้นค่า conversion ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่สารตั้งต้นมีโอกาสสัมผัสกับตัวเร่งปฏิกิริยา (คือค่า WHSV นั่นเอง) ถ้าหากสารตั้งต้นมีโอกาสสัมผัสกับตัวเร่งปฏิกิริยานานขึ้น ค่า conversion ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ระบบที่เราใช้ทำการทดลองกับระบบจริงนั้นมีค่า WHSV แตกต่างกันอยู่ ตรงนี้ผมจำตัวเลขแน่นอนไม่ได้ แต่ดูเหมือนว่าระบบที่เราใช้ทดลองนั้นมีค่า WHSV สูงกว่าประมาณ 10 เท่า กล่าวคือแก๊สที่เป็นสารตั้งต้นที่เราใช้ทดลองนั้นมีเวลาสัมผัสกับตัวเร่งปฏิกิริยาน้อยกว่าระบบจริงประมาณ 10 เท่า

ดังนั้นถ้าหากในการทดลองของเรากับตัวเร่งปฏิกิริยาตัวหนึ่ง (ที่ใช้ค่า WHSV สูง) เราได้ค่า conversion มาที่ค่า ๆ หนึ่ง ค่า conversion ที่จะได้จริงในระบบจริง (ที่มีค่า WHSV ต่ำกว่า) ก็ควรที่จะต้องสูงกว่าด้วย

แต่ในการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบความว่องไว (activity) ในการทำปฏิกิริยาของตัวเร่งปฏิกิริยานั้น มันไม่เหมาะสมที่จะทำการเปรียบเทียบโดยให้ตัวเร่งปฏิกิริยาทุกตัวให้ค่า conversion อยู่ที่ระดับ 100% หรือใกล้เคียง 100% เพราะผลการทดลองที่ได้ไม่สามารถบอกได้ว่าที่เราเห็นค่า conversion เป็น 100% นั้นเป็นเพราะ
(ก) ตัวเร่งปฏิกิริยามีความว่องไวสูง หรือ
(ข) เราใส่ตัวเร่งปฏิกิริยาไว้มากเกินความจำเป็น

ยกตัวอย่างเช่นสมมุติว่าเราทำการทดลองเพื่อเปรียบเทียบตัวเร่งปฏิกิริยาสองตัวคือ A กับ B

- เริ่มต้นเราใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาในการทดสอบ 2 g แล้วพบว่าตัวเร่งปฏิกิริยาทั้งสองให้ค่า conversion เท่ากับ 100% กรณีเช่นนี้แสดงว่าเราใช้ตัวเร่งปฏิกิริยามากเกินไป

- พอเราลดน้ำหนักตัวเร่งปฏิกิริยาที่ใช้ในการทดสอบลงเหลือ 1 g แล้วพบว่าตัวเร่งปฏิกิริยา A ให้ค่า conversion ลดเหลือประมาณ 90% ในขณะที่ตัวเร่งปฏิกิริยา B ยังคงให้ค่า conversion เป็น 100% อยู่ ตรงนี้แสดงว่าตัวเร่งปฏิกิริยา B นั้นว่องไวกว่าตัวเร่งปฏิกิริยา A แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าว่องไวกว่ากี่เท่า (เพราะเรายังอาจใช้ตัวเร่งปฏิกิริยา B ในปริมาณที่มากเกินพอสำหรับทำให้เกิดค่า conversion 100%)

- แต่พอเราลดน้ำหนักตัวเร่งปฏิกิริยาที่ใช้ในการทดสอบลงเหลือ 0.5 g แล้วพบว่าตัวเร่งปฏิกิริยา A ให้ค่า conversion เป็น 45% และตัวเร่งปฏิกิริยา B ให้ค่า conversion เป็น 90% นั่นแสดงว่าตัวเร่งปฏิกิริยา B นั้นว่องไวกว่าตัวเร่งปฏิกิริยา A อยู่ 2 เท่า

ด้วยเหตุนี้การเปรียบเทียบความว่องไวในการทำปฏิกิริยาของตัวเร่งปฏิกิริยาจึงไม่ควรที่จะทำการทดลองในช่วงที่ให้ค่า conversion เป็น 100% เพราะมันไม่สามารถบอกอะไรได้


. ช่วงการทำงานของตัวเร่งปฏิกิริยา SCR

พฤติกรรมการทำปฏิกิริยาของตัวเร่งปฏิกิริยา SCR นั้นมีลักษณะคือ ที่อุณหภูมิต่ำจะไม่ทำปฏิกิริยากำจัด NO แต่ถ้าอุณหภูมิสูงเกินไปตัวเร่งปฏิกิริยาจะไปเพิ่ม NO จากการออกซิไดซ์แอมโมเนีย ดังนั้นถ้าเราทดสอบความว่องไวในการกำจัด NO ของตัวเร่งปฏิกิริยา SCR หลัก ๆ ๓ ตัวคือ V2O5 MoO3 และ WO3 เราจะเห็นช่วงอุณหภูมิการทำงานของตัวเร่งปฏิกิริยาแต่ละตัวอย่างคร่าว ๆ ดังแสดงในรูปที่ ๒ ข้างล่าง


รูปที่ ๒ ช่วงอุณหภูมิการทำงาน (คร่าว ๆ) ของตัวเร่งปฏิกิริยา V2O5 MoO3 และ WO3 ที่ใช้ในปฏิกิริยา SCR

ในช่วงที่ผ่านมานั้นเราเห็นผลของปฏิกิริยาการออกซิไดซ์แอมโมเนียไปเป็น NO ได้ชัดเมื่อทำการทดลองเต็มรูปแบบคือป้อนทั้ง NH3 และ NO เข้าสู่ระบบ (ในอัตราส่วน 1:1 โดยโมล) แต่เมื่อเราป้อนแต่ NH3 โดยไม่ป้อน NO เข้าสู่ระบบกลับมองเห็นปฏิกิริยาดังกล่าวไม่ชัด ทั้งนี้เป็นเพราะเริ่มแรกนั้นเรามีแต่ NH3 แต่พอ NH3 บางส่วนถูกออกซิไดซ์ไปเป็น NO NO ที่เกิดขึ้นก็ทำปฏิกิริยาต่อกับ NH3 ที่หลงเหลือจากปฏิกิริยาการออกซิไดซ์แอมโมเนีย และหายไปจากระบบ ทำให้เรามองไม่เห็น NO ในแก๊สขาออก

ดังนั้นการวัดแต่ปริมาณ NO ในแก๊สขาออกจึงไม่สามารถบ่งบอกได้ชัดเจนว่าเกิดปฏิกิริยาการออกซิไดซ์แอมโมเนียไปเป็น NO ได้มากน้อยเท่าใด เพราะถ้าเกิด NO ไม่มากพอ มันก็จะถูก NH3 ที่หลงเหลืออยู่กำจัดไป วิธีการที่ดีกว่าในการวัดการเกิดปฏิกิริยาการออกซิไดซ์แอมโมเนียคือการวัดปริมาณ NH3 ที่หลงเหลืออยู่ในแก๊สขาออก ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการใช้เครื่อง GC-2014 เครื่องที่เราใช้วัดปริมาณ NO แต่ต้องเปลี่ยนไปใช้คอลัมน์ใน channel 2 และใช้ PDD (Pulsed discharge detector) เป็นตัวตรวจวัด

. การออกซิไดซ์เบนซีน/โทลูอีนไปเป็นคาร์บอนไดออกไซด์

ตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีความว่องไวสูงในการออกซิไดซ์สารอินทรีย์ต่าง ๆ ในเฟสแก๊สให้กลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์และไอน้ำ ได้แก่โลหะมีตระกูลเช่น Pt และ Pd ที่ใช้กันในเครื่องกรองไอเสียรถยนต์ (catalytic convertor) ตัวเร่งปฏิกิริยาเหล่านี้มีความว่องไวที่อุณหภูมิต่ำ แต่ถ้าหากแก๊สนั้นมีออกซิเจนมากเกินไป จะทำงานได้ไม่ดี เพราะตัวโลหะเองจะถูกออกซิไดซ์ไปเป็นโลหะออกไซด์ได้ที่อุณหภูมิสูง
ตัวเร่งปฏิกิริยาที่เป็นสารประกอบโลหะออกไซด์จะทำงานได้ดีกว่าในภาวะที่มีความเข้มข้นออกซิเจนสูง แต่ต้องการอุณหภูมิเริ่มต้นการทำงานที่สูงกว่า ในกรณีของระบบที่กลุ่มเรากำลังศึกษา (ออกซิเจนเข้มข้น 15 vol%) ตัวเร่งปฏิกิริยาโลหะออกไซด์จึงมีความเหมาะสมมากกว่า

อย่างไรก็ตามตัวเร่งปฏิกิริยาโลหะออกไซด์บางตัวเช่น V2O5 มีความสามารถในการทำปฏิกิริยาออกซิไดซ์บางส่วน (partial oxidation) กล่าวคือชอบที่จะออกซิไดซ์ไฮโดรคาร์บอนให้กลายเป็นสารประกอบออกซีจีเนต (oxygenate คือพวกที่มีออกซิเจนในโครงสร้างโมเลกุล) มากกว่าการทำให้มันสลายตัวกลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์และไอน้ำ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่สามารถออกซิไดซ์สารประกอบออกซีจีเนตให้กลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ เพียงแต่ต้องให้เวลามันทำปฏิกิริยานานเพียงพอ ในปฏิกิริยา partial oxidation สารอินทรีย์ใน fixed bed reactor นั้น แก๊สจะไหลผ่านเบดตัวเร่งปฏิกิริยาด้วยความเร็วที่สูง เช่นในกรณีของการออกซิไดซ์ o-xylene ไปเป็น phthalic anhydride นั้น แก๊สจะไหลผ่านเบดตัวเร่งปฏิกิริยาในเวลาประมาณ 0.2-0.3วินาที (ความเร็วเชิงเส้นของแก๊สอยู่ที่ประมาณ 10 m/s ผ่านชั้นเบดตัวเร่งปฏิกิริยาสูง 2.0-3.0 เมตร) ทั้งนี้เพื่อลดการ over oxidse ผลิตภัณฑ์ oxygenate ไปเป็น CO2

. ทำไมต้องเป็น anatase

catalyst support หลักที่ใช้กับตัวเร่งปฏิกิริยานี้มีอยู่ด้วยกัน ๓ ตัวคือ SiO2 gamma-Al2O3 และ TiO2 (แม้ว่าในยุคหลังจะมีการใช้โลหะออกไซด์ผสม เช่นโลหะออกไซด์ผสม CeO และ ZrO2 บ้างก็ตาม)
SiO2 และ gamma-Al2O3 เป็น catalyst support ที่มีพื้นที่ผิวสูง แต่ไม่ทนต่อ SO2 ดังนั้นถ้าแก๊สปล่อยทิ้งมี SO2 อยู่ด้วย (เช่นในกรณีงานที่กลุ่มเรากำลังศึกษาอยู่) ต้องหันไปใช้ TiO2 เป็น catalyst support แทน

TiO2 มีอยู่ด้วยกัน ๓ เฟส แต่ ๒ เฟสหลักที่ใช้กันมากคือ rutile และ anatase (อีกเฟสคือ brookite) เฟส rutile เป็นเฟสที่มีเสถียรภาพสูงสุดแต่มีพื้นที่ผิวต่ำสุด (ใช้ในการทำสีขาว ครีมทากันแดด) ในขณะที่เฟส anatase เป็นเฟสที่มีเสถียรภาพต่ำกว่าแต่มีพื้นที่ผิวสูงกว่า เฟส anatase จะเปลี่ยนไปเป็นเฟส rutile ได้ที่อุณหภูมิสูง ที่อุณหภูมิเกิน 550ºC anatase จะเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเป็น rutile อย่างช้า ๆ (ระดับเป็นหลายเดือน) แต่ถ้าเกินกว่า 600ºC จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วขึ้น (ระดับเป็นชั่วโมง)
การที่เราจึงไม่ได้ทำการวัดพื้นที่ผิวของตัวเร่งปฏิกิริยาหลังการใช้งาน ก็ด้วยเหตุผลที่ว่า

(ก) มันคงมีปริมาณที่ไม่มากพอที่จะวัด และ

(ข) ตัวเร่งปฏิกิริยาของเราผ่านอุณหภูมิที่สูง (500ºC) มาแล้วเป็นเวลาหลายชั่วโมงในระหว่างการเตรียม และเราได้ทดสอบแล้วว่าพื้นที่ผิวนั้นค่อนข้างคงที่ นอกจากนี้อุณหภูมิสูงสุดที่ทำการทดลองก็เพียงแค่ 450ºC เท่านั้นเอง

นอกจากนี้ anatase ยังมีพฤติกรรมพิเศษอีกพฤติกรรมหนึ่งคือมีอันตรกิริยาที่แรง (strong interaction) กับ V2O5 กล่าวคือบนพื้นผิว anatase นั้น V2O5 จะแผ่กระจายออกไปบนพื้นผิวเป็นรูปแบบที่เรียกว่า monolayer (คือมีความหนาเพียงชั้นเดียว) แทนที่จะเกาะรวมตัวกันเป็นผลึก V2O5 การแผ่กระจายออกไปของ V2O5 บนพื้นผิว anatse ทำให้จำนวนตำแหน่ง active site มีค่ามาก

ด้วยเหตุนี้ถ้าหากตัวเร่งปฏิกิริยาที่ใช้ anatase เป็น catalyst support มีปริมาณ V2O5 ยังไม่มากพอที่จะปกคลุมพื้นผิว anatase ได้ทั่วถึง เมื่อทำการวิเคราะห์ด้วยเทคนิค XRD จึงมองไม่เห็นผลึก V2O5 (เพราะมันยังไม่มี) ส่วนปริมาณ V2O5 (wt%) ที่ต้องใช้ในการปกคลุมพื้นผิว anatase อย่างทั่วถึงนั้นจะมีค่าเท่าใด ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ผิวของ anatase ที่ใช้เป็น catalyst support กล่าวคือถ้า anatase มีพื้นที่ผิวสูง ปริมาณ V2O5 ที่ต้องใช้ในการปกคลุมพื้นผิว anatase อย่างทั่วถึงก็จะสูงตามไปด้วย

ปรากฏการณ์ดังกล่าวทางกลุ่มเราเคยทำการทดลองเอาไว้นานแล้ว คือทำการเติม V2O5 ลงบน catalyst support ต่างชนิดกันแล้วนำไปวิเคราะห์ด้วย XRD จะพบว่าบน anatase นั้นจะต้องทำการเติม V2O5 ในปริมาณมากกว่าจึงจะเห็นการเกิดผลึก V2O5 ส่วนการกระจายตัวของ V2O5 บนพื้นผิว anatase วัดได้ด้วยเทคนิค FT-IR ที่แสดงให้เห็นว่าแม้ว่า XRD จะตรวจไม่พบผลึก V2O5 บนพื้นผิว anatase แต่การดูดกลืน IR นั้นมองเห็นอย่างชัดเจน

เรื่องสุดท้ายที่ขอบันทึกไว้ในที่นี้ (ด้วยหน้ากระดาษเหลือ) แม้ว่ามันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับงานวิทยานิพนธ์เลย ก็คือจำนวนครั้งการเข้าเยี่ยมชม blog ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คือเป็นครั้งแรกที่มีการเข้าเยี่ยมชมเกิน ๑,๐๐๐ ครั้งต่อวันติดต่อกันเป็นเวลา ๔ วันตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี (ช่วงวันศุกร์และเสาร์ปรกติก็มีการเข้าเยี่ยมชมต่ำอยู่แล้ว) โดยที่ก่อนหน้านั้นอาจมีแค่บางวันเท่านั้นเองที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมเกิน ๑,๐๐๐ ครั้ง แต่พอวันถัดไปก็ลดลง

วันจันทร์ที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ๑,๐๒๘ ครั้ง
วันอังคารที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ๑,๑๕๒ ครั้ง
วันพุธที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ๑,๐๖๖ ครั้ง
วันพฤหัสบดีที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ๑,๐๕๓ ครั้ง
วันศุกร์ที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ๗๗๑ ครั้ง

รวมในรอบ ๕ วันที่ผ่านมา ๕,๐๗๐ ครั้ง