แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกาะลอย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกาะลอย แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2562

อาศรมฤๅษีที่ศรีราชา (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๑๔๕) MO Memoir : Thursday 3 January 2562

ในส่วนคำนำของหนังสือ "บันทึกการเดินทางสู่ลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน ประเทศสยาม" ที่นายเฮอร์เบิร์ท วาริงตัน สมิท (Herbert Warington Smyth) เขียนบันทึกไว้ในปีพ.ศ. ๒๔๓๕ ที่กรมศิลปากรจัดพิมพ์เผยแพร่นั้น ให้ประวัติของนายสมิทเอาไว้ว่า เป็นนักธรณีวิทยาชาวอังกฤษที่ได้รับการว่าจ้างจากรัฐบาลสยามให้เข้ามารับราชการในกรมราชโลหกิจและภูมิวิทยา โดยรับหน้าที่เป็นผู้ช่วยเจ้ากรม (คือนายวอลเตอร์ เดอ มุลเลอร์ (W. De Muller) ชาวเยอรมัน) ตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๓๔ และภายหลังได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมต่อจากนายมุลเลอร์ระหว่างปีพ.ศ. ๒๔๓๘ - ๒๔๓๙

รูปที่ ๑ บันทึกของ Herbert Warington Smyth ที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยและจัดพิมพ์โดยกรมศิลปากรที่ผมมีอยู่ เล่มซ้าย "บันทึกการเดินทางสู่แม่น้ำโขงตอนบน ประเทศสยาม (Notes of a journey on the upper Mekong, Siam)" พิมพ์เผยแพร่เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๔๔ เล่มกลาง "ห้าปีในสยาม เล่ม ๑ (Five years in siam vol. 1)" พิมพ์เผยแพร่เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๔๔ และเล่มขวา "ห้าปีในสยาม เล่ม ๒ (Five years in siam vol. 2)" พิมพ์เผยแพร่เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๕๙

นายสมิทเป็นชาวต่างชาติผู้หนึ่งที่มีโอกาสได้เดินทางไปแบบที่อาจเรียกได้ว่าเกือบทั่วสยาม (ในบันทีกของเขาขาดก็แต่ดินแดนทางภาคตะวันตก) หนังสือ "Five years in Siam" ของเขาไม่ได้บอกเล่าแต่เรื่องทางธรณีวิทยาเพียงด้านเดียว แต่ยังประกอบไปด้วยนานาสาระที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์บ้านเมืองและชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านตามท้องถิ่นต่าง ๆ ที่เขาได้เดินทางผ่านไป นอกจากนี้ด้วยความที่เขามีความสามารถในการวาดภาพ ภาพเขียนของเขาจึงอาจถือได้ว่าเป็นการบันทึกสิ่งต่าง ๆ ที่เขาไปพบเห็น ไม่ว่าจะเป็น บุคคล สิ่งของ สถานที่ หรือสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ แม้ว่าในยุคของเขานั้นเริ่มมีการถ่ายภาพแล้วก็ตาม แต่ถ้าต้องแบกอุปกรณ์ถ่ายภาพติดตัวตลอดการเดินทางที่กินระยะเวลานานและไม่ได้เต็มไปด้วยความสะดวกสบายตลอดเส้นทาง ก็คงไม่ใช่เรื่องที่สะดวกนัก แต่ถึงกระนั้นภาพวาดของเขาก็ได้ช่วยให้เราได้เห็นภาพสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ภายนอกพระนครในยุคสมัยนั้น ที่ชาวต่างฃาติส่วนใหญ่ยังคงพำนักพักอาศัยอยู่ในเขตพระนครเป็นหลัก

รูปที่ ๒ ภาพอาศรมฤๅษีที่ศรีราชาที่ปรากฏในหน้า ๑๙๐ ของหนังสือ "ห้าปีในสยาม เล่ม ๒"

ในบันทึกของนายสมิทไม่ได้กล่าวไว้แน่ชัดว่าการเดินทางไปยังจันทบุรีและตราดนั้นเริ่มเมื่อใด แค่คงหลังจากที่ได้กลับมาถึงกรุงเทพในปีพ.ศ. ๒๔๓๗ หลังการเดินทางสำรวจชายฝั่งทะเลทั้งทางด้านตะวันออกและตะวันตกของภาคใต้ การเดินทางตามชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกนี้เป็นการเดินทางด้วยเรือ มีบันทึกกล่าวถึงสถานที่ต่าง ๆ ริมทะเล ไม่ว่าจะเป็น บางปลาสร้อย อ่างหิน (น่าจะเป็นอ่างศิลา) แหลมแท่น สีชัง ศรีราชา แหลมกระบัง (น่าจะเป็นแหลมฉบัง) เกาะคราม แสมสาร ไปเรื่อย ๆ จนถึงจันทบูรณ์ ตราด และคาบสมุทรกัมพูชา
 
ในหน้า ๑๙๐ ของหนังสือ "ห้าปีในสยาม เล่ม ๒" ฉบับที่แปลโดยกรมศิลปากรนั้น มีรูปที่ชื่อว่า "อาศรมฤษีที่ศรีราชา" โดยมีคำบรรยายที่แปลจากบันทึกของนายสมิทว่า

"เราหยุดเรือที่บางพระเพื่อรับเอาความแห้งและความอบอุ่นของแสงแดดยามเย็น และในตอนเช้าตรู่วันต่อมาเราก็ได้ออกเดินทางต่อมาตามชายฝั่งทะเลผ่านเจดีย์องค์เล็ก ๆ ที่สวยงามและวัดแห่งหนึ่งนอกเมืองศรีราชา มันเคยเป็นที่พักของฤษีชราผู้สันโดษ ซึ่งชื่อเสียงในด้านความศักดิ์สิทธิ์ของท่านนั้นขจรขจายไปไกล แต่ท่านก็ไม่ได้ดูน่าเลื่อมใสเท่าไหร่นัก เพราะว่าคงไม่มีใครที่อาศัยอยู่ที่นั่นแล้วจะสามารถเป็นอย่างอื่นไปได้นอกจากจะเป็นนักบุญ"

ดูจากคำบรรยายและรูปประกอบแล้ว สถานที่แห่งนี้ก็ควรที่จะเป็น "เกาะลอย" ที่รู้จักกันในปัจจุบัน

(หมายเหตุ : พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานสะกดว่า ฤษี หรือ ฤๅษี ไม่ได้ใช้สระอา "า" เหมือนดังที่ปรากฏในหนังสือแปล)

วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561

รถไฟเล็กลากไม้สายตะวันออก (ศรีราชา) ภาค ๑๑ (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๑๔๑) MO Memoir : Sunday 16 December 2561

ชั่วดินฟ้า รักเธอ เสมอใจ
ที่ฉัน.. รำพัน
ทุกวัน ฝันไปถึงเธอ
อยากให้เธอ หวานใจ
อยู่ใกล้ พรอดรัก
ร้อยเรียง ร่วมเคล้าเคียง ฉันและเธอ

 
เริ่มต้นเรื่องด้วยเนื้อเพลง "ชั่วฟ้าดินสลาย" ที่เป็นเพลงในภาพยนต์ชื่อเดียวกันที่ออกฉายเมื่อปีพ.ศ. ๒๔๙๘ ก็เป็นเพราะว่า ฉากเริ่มเรื่องของภาพยนต์เรื่องนี้เป็นภาพรถไฟของบริษัทศรีมหาราชาที่กำลังชักลากไม้ โดยทางชมรมคนรักศรีราชานำมาใช้เปิดการเสวนา "ย้อนอดีตบริษัทศรีมหาราชา" ณ ร้านอาหารเรือนน้ำซีฟู้ด ข้างสวนสาธารณะเกาะลอย เมื่อบ่ายวันวาน และผมก็มีโชคดีที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานเสวนาดังกล่าวด้วย


รูปที่ ๑ งานเสวนาในบ่ายวันเสาร์ที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๑ ณ ร้านอาหารเรือนน้ำซีฟู้ด ข้างสวนสาธารณะเกาะลอย คุณธนวิน (วินัย) ประณีตโยธิน ที่เล่าเรื่องรถไฟให้ผมฟังคือท่านผู้นั่งอยู่ทางซ้ายมือของผม (ที่ ๔ จากซ้าย) (ภาพจากเว็บชมรมคนรักศรีราชา http://www.konruksriracha.in.th)
 
ที่สำคัญก็คือในงานนี้มีผู้อาวุโสหลายท่านที่ทำงานอยู่กับบริษัทศรีมหาราชาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ จนถึงช่วงที่บริษัทปิดกิจการ ที่ได้มาให้ข้อมูลว่าแต่ละฉากที่ปรากฏในภาพยนต์นั้นเป็นบริเวณไหนของเส้นทางรถไฟ และยังได้มาเล่าถึงบรรยากาศการทำงานในสมัยนั้น ผมเองก็ได้มีโอกาสสนทนากับ คุณธนวิน (วินัย) ประณีตโยธิน ที่ท่านได้เห็นและทำงานกับรถไฟดังกล่าวตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ และบิดาของท่านก็ได้ทำงานกับบริษัทศรีมหาราชาด้วย ก็เลยได้มีโอกาสสอบถามบางเรื่องเป็นการส่วนตัว เลยขอนำมาบันทึกไว้ที่นี้กันลืม ที่สำคัญคือทั้งบิดาของท่านและตัวท่านเองได้ถ่ายรูปบรรยากาศการทำงานและเมืองศรีราชาในยุคสมัยนั้นเอาไว้ด้วย และได้มอบให้กับทางชมรมคนรักศรีราชาบันทึกเอาไว้ ตรงนี้ถ้าใครสนใจก็ลองไปดูที่หน้าเว็บของชมรมคนรักศรีราชาดูนะครับที่ URL http://www.konruksriracha.in.th แต่ละรูปมีคำอธิบายและช่วงเวลาที่บันทึกภาพด้วย


รูปที่ ๒ รถไฟลากไม้ศรีราชาขณะกำลังลากซุง ภาพนี้เป็นฉากเปิดเรื่องภาพยนต์เรื่อง "ชั่วฟ้าดินสลาย" ที่ออกฉายเป็นครั้งแรกในปีพ.ศ. ๒๔๙๘ ในฉากนี้หัวรถจักรนั้น "วิ่งไปข้างหน้า" ซึ่งตรงนี้ต้องขอย้ำนิดนึงว่าอาจไม่ใช่สภาพการทำงานจริง

. ไม่มีดับไฟ แค่ราไฟทิ้งเอาไว้ทั้งคืน

"เวลาติดเครื่องใช้เวลานานไหมครับ แล้วเอาน้ำเอาฟืนที่ไหนเติม" นี่คือคำถามหนึ่งที่ผมถามคุณธนวิน
คุณธนวินเล่าว่ารถไฟจะไม่ดับไฟ แต่จะหรี่ไฟเอาไว้ทั้งคืน คือรถไฟจะวิ่งเฉพาะเวลากลางวัน ฟืนที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงเป็นฟืนจากโรงเลื่อยที่ต้องบรรทุกไปให้พอทั้งเที่ยวไปและกลับ (ไม่มีการเติมฟืนหรือหว่างทาง) ฟืนที่ใช้ก็คือเศษไม้ที่เหลือจากการแปรรูปไม้ ส่วนน้ำนั้นจะเติมเต็มไปจากโรงเลื่อย และมีจุดเดิมน้ำเป็นระยะระหว่างทาง
 
เนื่องด้วยรถไฟไม่ได้วิ่งเร็ว ถ้าเดินทางไกลและไปถึงปลายทางตอนเย็นก็จะหยุดพักที่นั่น ระหว่างนั้นก็จะราไฟ คือทำให้ไฟอ่อนลงหรือไหม้ช้าลงเพื่อให้อยู่ได้ทั้งคืน พอเช้าจะเริ่มออกเดินทางก็ค่อยเร่งไฟขึ้นใหม่ ก็ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง หัวรถจักรจะมีพนักงานขับรถ ๑ คน และผู้ช่วยใส่ฟืน (และ "โรยทราย" ที่เดี๋ยวจะเล่าต่อ) อีก ๑ คน

รูปที่ ๓ ท้ายขบวนของรถไฟลากไม้จะมีตู้โดยสารขนาดเล็กสำหรับขนคนออกจากป่าและส่งเสบีงเข้าป่า

รูปที่ ๔ ฉากเมื่อรถไฟมาถึงโรงเลื่อย ในภาพยนต์นั้นมีคนถือปืนลูกซองติดรถมาด้วย คุณธนวิน เล่าให้ฟังว่า แต่ก่อนนั้นในป่าที่ทำไม้อยู่ข้างในยังมีเสืออยู่ บ้านชาวบ้านที่เข้าไปปลูกในป่ายังต้องยกพื้นเรือนสูง กันเสือปีนเข้าบ้าน
 
. ไม้ที่ไม่ใช่ไม้สัก

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ (พิมพ์ครั้งที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๔๖) ให้ความหมายของ "กระยาเลย" เอาไว้ไว่า "ว. ต่าง ๆ ปะปนกัน, (ใข้แก่ต้นไม้มีแก่น แต่ไม่รวมไม้สัก)" (ว. คือคำวิเศษณ์) ดังนั้นคำว่า "ไม้กระยาเลย" คือไม้ใด ๆ ที่ไม่ใช่ไม้สัก ตอนแรกผมยังคิดว่า "กระยาเลย" เป็นต้นไม้ชนิดหนึ่งด้วยซ้ำไป เพิ่งจะมาทราบความหมายจากงานเสวนาเมื่อวานเมื่อ อาจารย์ภารดี มหาขันธ์ อธิบายให้ฟัง

รูปที่ ๕ ฉากภายในโรงเลื่อยบริษัทศรีมหาราชาที่ปรากฏในภาพยนต์เรื่อง "ชั่วฟ้าดินสลาย" (พ.ศ. ๒๔๙๘)

. เดินหน้าไป ถอยหลังกลับ

"หัวรถจักร กลับหัวอย่างไรหรือครับ มีการใช้วงเวียนหรือรางสำหรับกลับหัวหรือเปล่า" นี่เป็นอีกคำถามหนึ่งที่ผมถามคุณธนวิน แต่คำตอบและคำอธิบายที่ได้รับก็ทำเอาแปลกใจไปเหมือนกัน คือตอนขาออกจากโรงเลื่อยที่ศรีราชานั้นจะเดินหน้าและลากรถเปล่าไป พอจะลากไม้กลับก็เพียงแค่ปลดหัวรถจักรออกจากทางด้านหัวขบวน แล้วย้ายมาต่อทางด้านท้ายขบวน (เมื่อมองจากทิศโรงเลื่อยออกไป) แล้วก็วิ่งถอยหลังลากไม้กลับมายังโรงเลื่อย ส่วนเหตุผลที่ทำเช่นนี้ก็คือตอนกลับรถจะหนักมากขึ้น ทำให้ต้องการแรงฉุดลากในการออกตัว (คิดว่าความหมายก็คือแรงบิดที่จะทำให้รถเริ่มเคลื่อนที่) เพิ่มมากขึ้น การถอยหลังจะออกตัวได้ง่ายกว่า ทำนองเดียวกับรถ (ที่ใช้เกียร์ธรรมดา) ที่มีปัญหาเวลาขึ้นเนินสูงไม่ไหวก็จะให้ถอยหลังขึ้น (เพราะเกียร์ถอยหลังมีการทดรอบมากว่าเกียร์ ๑)
 
คุณธนวินยังเล่าให้ฟังว่า ทางบริษัทมีการจ้างควาญช้างมาจากสุรินทร์และแรงงานจากเขมร จะใช้ช้างชักลากไม้มายังบริเวณสถานีรถไฟ ก่อนใช้กว้าน (winch) ชักรอกยกขึ้นวางบนแคร่รถ (ดูรูปที่ ๑ นะครับ มันจะรองรับแค่ปลายทั้งสองด้านของท่อนซุง) บางสถานีก็จะมีแค่ที่ใช้กำลังจากไอน้ำช่วยยกขึ้นวาง
 
. โรยทรายกันลื่น

หน้าที่อีกหน้าที่หนึ่งของผู้ช่วยคนขับซึ่งนอกจากการใส่ฟืนแล้วก็คือการต้องมาโหนอยู่ทางด้านหน้าของรถเพื่อโรยทรายบนราง โดยเฉพาะตอนลงเนินและลากไม้ซุงมาด้วย การโรยทรายก็เพื่อให้รางมีความฝืด ช่วยลดความเร็วและหยุดรถ โดยผู้ช่วยคนขับต้องมาโหนอยู่ทางด้านหน้าของขบวน (คือด้านที่รถกำลังเคลื่อนที่ไปดังเช่นในรูปที่ ๖ ข้างล่าง แต่ถ้าดูจากหัวรถจักรก็จะเป็นด้านหลัง เพราะรถจักรวิ่งถอยหลัง
ถ้าพลาดตกลงมาก็มีสิทธิโดยรถไฟทับ แขนขาด ขาขาด ได้ ซึ่งก็มีเกิดขึ้นหลายครั้ง หลังจากรักษาหายแล้วทางบริษัทก็จะรับกลับเข้ามาทำงานต่อโดยมอบตำแหน่งเป็นนายสถานีต่าง ๆ แทน

รูปที่ ๖ ภาพจากปฏิทินพ.ศ. ๒๕๖๒ ที่ทางชมรมคนรักศรีราชาจัดทำ เป็นภาพที่ผู้ช่วยคนขับกำลังโรยทรายบนรางเพื่อช่วยชะลดความเร็วของรถ โดยเฉพาะเวลาที่วิ่งลงเนินและลากไม้มาด้วย

. มาทีต้องระวังไฟไหม้ หยุดทีก็มาเก็บฟืน

ช่วงเวลานั้นบ้านเรือนชาวบ้านที่สร้างอยู่ข้างทางรถไฟก็จะใช้หลังคามุงแฝกซึ่งติดไฟง่าย สำหรับบ้านที่อยู่ใกล้ทางรถไฟ โดยเฉพาะบริเวณช่วงที่ไต่ขึ้นเนิน รถไฟจำเป็นต้องมีการเร่งไฟเพื่อเร่งไอน้ำ ช่วงนี้ก็จะมีลูกไฟปลิวหลุดออกมาทางปล่องได้ และถ้าปลิวไปลงหลังคาบ้านชาวบ้าน ก็จะทำให้ไฟไหม้บ้านได้ ดังนั้นสำหรับชาวบ้านที่อยู่ข้างทางรถไฟ พอรถไฟวิ่งผ่านมาทีก็ต้องออกมาคอยระวังลูกไฟที่อาจปลิวใส่หลังคา แต่ถ้าขบวนรถไฟมาหยุดแถวใกล้ ๆ บ้าน ก็จะออกมาเห็นเศษไม้ตามข้างทางเพื่อเอาไปทำเป็นฟืนหรือเผาถ่าน
 
ในระหว่างงานเสวนา ผู้เข้าร่วมเสวนาหลายท่านได้เล่าถึงอุบัติเหตุที่รถไฟชนกัน มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก จุดที่เกิดอุบัติเหตุนั้นดูเหมือนผู้อาวุโสหลายท่านยังสามารถระบุตำแหน่งได้อยู่ แต่ช่วงเวลาที่เกิดนั้นไม่ชัดเจนว่าเกิดเมื่อใดกันแน่ แต่ถ้าเทียบกับอายุของท่านผู้เข้าฟังรายหนึ่งที่ผู้อาวุโสระบุว่าตอนนั้นผู้เข้าฟังรายนั้น (ที่บ้านอยู่แถวที่เกิดเหตุ) ยังเป็นเด็กอยู่ ยังไม่น่าจะจำความอะไรได้ดี ก็คาดว่าน่าจะราว ๆ ๕๐ ปีที่ผ่านมา

รูปที่ ๗ หน้าหนึ่งของปฏิทินพ.ศ. ๒๕๖๒ ที่จัดทำโดยชมรมคนรักศรีราชา

. หัวรถจักรก็มีชื่อ พอวันหยุดช้างก็พาคนเที่ยว

หัวรถจักรไอน้ำทุกหัวต่างมีชื่อเรียก เช่น เกาะลอย, ศรีราชา, หุบบอน ฯลฯ (รายชื่อเต็มหาอ่านได้ในปฏิทินครับ) แต่พอมีการขายไปบ้างตอนหลังก็เลยเปลี่ยนมาเรียกเป็นหมายเลขแทน
 
ในภาค ๒ ของบทความชุดนี้ (วันจันทร์ที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๕๕) ผมได้กล่าวถึงนิยายของ เหม เวชกร ที่บรรยายถึงการนั่ง "รถยนต์ราง" ของพวกผู้ตรวจงานบริษัทที่เข้าไปตรวจงานในป่ายุบ (อยู่ทางบ้านบึง) ซึ่งจากการค้นคว้าของทางชมรมคนรักศรีราชาก็พบว่านอกจากทางบริษัทศรีมหาราชาจะมีหัวรถจักรไอน้ำ ๑๓ หัวแล้ว ก็ยังมีรถยนต์รางที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลขับเคลื่อนอีก ๒ คน ดังนั้นรถยนต์รางที่ เหม เวชกร กล่าวถึงในนิยายก็น่าจะเป็น ๑ ใน ๒ คันนี้
 
บริษัทศรีมหาราชานั้นนอกจากทำไม้แล้วยังมีบริการให้กับนักท่องเที่ยวด้วย โดยนักท่องเที่ยวสามารถนั่งรถไฟเข้าไปในป่าเพื่อไปนั่งช้าง (ที่วันทำงานก็ทำหน้าที่ลากไม้ พอวันหยุดก็มาเป็นพาหนะนำนักท่องเที่ยวชมป่า)

. เส้นทางสะพานขนไม้ลงเรือในทะเล

ทะเลช่วงระหว่างศรีราชากับเกาะลอยนั้นเวลาน้ำลงจะแห้งผาก เรียกว่าลงไปเดินเล่นได้ แต่พอพ้นจากเกาะลอยออกไปจะเป็นบริเวณน้ำลึกที่เรือสามารถเข้า-ออกท่าได้ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องสร้างสะพานรถไฟออกจากโรงเลื่อยไปยังเกาะลอย และต่อเลยเกาะลอยออกไปอีกประมาณ ๒๐๐ เมตร สะพานนี้จะถือว่าเป็นสะพานรถไฟข้ามทะเลแห่งแรกของไทยก็ได้ ก่อนที่จะถูกพายุพัดทำลายไปในปีพ.ศ. ๒๔๙๕ และก็ไม่มีการสร้างสะพานใหม่อีกเลย แนวเส้นสะพานนี้ปรากฏในแผนที่เก่าหลายฉบับ

รูปที่ ๘ หมายเลข 1 ทางด้านซ้ายคือบ้านพักรับรองบริษัทศรีมหาราชาเดิม หมายเลข 2 ทางด้านขวาคือร้านอาหารเรือนน้ำซีฟู้ดส่วนที่เป็นที่นั่งรับประทานอาหาร ส่วนหมายเลข 3 ที่อยู่ตรงกลางระหว่างบ้านพักรับรองและร้านอาหารคือแนวเส้นทางรถไฟไปยังเกาะลอยเดิม (หรืออยู่เลียบทางด้านขวาของสะพานเดินเข้าร้านอาหารในรูป)

งานเสวนาในบ่ายวันวานจัดที่ร้านอาหารเรือนน้ำซีฟู้ด (ทราบมาจากทางผู้จัดว่าท่านเจ้าของร้านให้ใช้สถานที่ฟรี) ร้านนี้อยู่สุดสวนสาธารณะเกาะลอยทางด้านทิศใต่ อยู่ริมคลองเยื้องกับโรงสูบน้ำของเทศบาล ด้านหน้าร้านจะมีหัวรถจักรจอดอยู่หัวหนึ่ง (ดูเพิ่มเติมได้จากภาค ๑๐ ของบทความชุดนี้)
ตำแหน่งที่หัวรถจักรนั้นจอดอยู่ก็คือแนวรางที่เดิมทอดต่อออกไปยังสะพานที่เชื่อมไปยังเกาะลอย แนวสะพานนี้จะผ่านด้านข้างของบ้านพักรับรองบริษัทศรีมหาราชา (เรียกว่าทางรถไฟผ่านหน้าบ้านพอดีก็ได้) ผู้อาวุโสหลายท่านที่ทำงานในช่วงที่สะพานดังกล่าวยังคงมีอยู่ (รวมถึงเจ้าของสถานที่ในปัจจุบัน) ต่างให้ข้อมูลตรงกันว่าแนวเดิมของสะพานก็คือช่วงระหว่างบ้านพักและอาคารที่เป็นร้านอาหารในปัจจุบัน (ดูรูปที่ ๘) ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนว่าตรงนั้นจะเป็นสถานที่ประกอบอาหารและที่ทำการของร้านอาหาร
 
ท่านเจ้าของร้านอาหารนอกจากจะใจดี ให้ใช้สถานที่ฟรีในการจัดงานแล้ว ก็ยังได้เปิดบ้านพักรับรองของบริษัทศรีมหาราชาให้เข้าชมด้วย เข้าใจว่าบ้านหลังนี้ก็ถูกนำมาใช้เป็นสภานที่ถ่ายทำภาพยนต์เรื่อง "ชั่วฟ้าดินสลาย" ที่ออกฉายในปีพ.ศ. ๒๔๙๘ ด้วย สภาพในบ้านเมื่อเทียบกับภาพยนต์ นั้นก็เรียกได้ว่ายังคงมีเค้าโครงเดิมอยู่ (ต่างกันก็ตรงที่เครื่องเรือน) อันที่จริงบ้านหลังนี้ตั้งอยู่ในทะเล แต่พอเอาไปเป็นฉากภาพยนต์ที่เนื้อเรื่องเกี่ยวกับการทำไม้ในสถานที่ที่ไม่ติดทะเล ก็เลยไม่มีโอกาสได้เห็นฉากที่มีทะเลปรากฏ
 
ในฉากหนึ่งของภาพยนต์นั้นมีฉากที่ ยุพดี นางเอกของเรื่อง เล่นเปียนโนและร้องเพลง "ชั่วฟ้าดินสลาย" ให้กับคนรักที่นั่งอยู่ในห้องฟัง ผมเข้าใจว่ามุมที่มีเปียนโนวางในฉากหนัง กับมุมบ้านปัจจุบันที่มีเปียนโนวางอยู่นั้น คือมุมเดียวกัน (คือทางด้านขวาของรูปที่ ๑๐ แต่ผมจงใจไม่ถ่ายรูปให้ติดมุมดังกล่าว)
ภาพยนต์เรื่องนี้มีผู้นำมาเผยแพร่ทาง YouTube แล้ว โดยมีคำบรรยายภาษาอังกฤษประกอบด้วย ใครสนใจก็ลองค้นดูเอาเองแล้วกันนะครับ แต่มันติด rate อยู่นิดนึง

รูปที่ ๙ จากห้องนั่งเล่นในบ้านพักรับรองบริษัทศรีมหาราชาเดิม มองออกไปจะเห็นเกาะลอย ทางด้านขวาของห้องนี้จะมีที่ตั้งเปียนโนอยู่ น่าจะเป็นมุมเดียวกับที่ปรากฏในภาพยนต์ "ชั่วฟ้าดินสลาย (๒๔๙๘)"
  
โดยส่วนตัวไม่ชอบเรื่องการจบเรื่องแบบเศร้า ๆ แต่สำหรับ Memoir ฉบับนี้ขอปิดท้ายบทเพลง "ชั่วฟ้าดินสลาย" ท่อนสุดท้าย และฉากสุดท้ายที่ปรากฏในภาพยนต์เรื่อง "ชั่วฟ้าดินสลาย" ที่ออกฉายในปีพ.ศ. ๒๔๙๘ ครับ

รูปที่ ๑๐ ภาพจากตอนจบของภาพยนต์เรื่อง "ชั่วฟ้าดินสลาย" ปีพ.ศ. ๒๔๙๘ ที่ยังคงเป็นฉากเส้นทางรถไฟลากไม้ศรีราชา



ก่อนเข้านอน ฉันวอน
ฝันไป เพ้อครวญ
ภาพรักหลอน ให้ชวน ละเมอ
อยากให้เป็น ของเธอ
ชั่วฟ้า... ดินได้
อย่ามี อันใดพรากไป ไกลกัน

วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

รถไฟเล็กลากไม้สายตะวันออก (ศรีราชา) ภาค ๑๐ (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๑๓๗) MO Memoir : Sunday 29 July 2561

สงสัยตั้งแต่ได้เห็นมาตั้งนานแล้วว่าเอาหัวรถจักรคันนี้มาจอดทิ้งไว้ตรงนี้ทำไม (รูปที่ ๑) ผ่านไปทีไรก็ไม่เห็นมีใครไปยุ่งอะไรกับมัน และแม้ว่าจะอยู่ใกล้กับป้ายโฆษณาร้าน แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่เกี่ยวอะไรกับร้านนั้น


รูปที่ ๑ หัวรถจักรไอน้ำ (ที่คงเป็นหัวรถจักรที่ใช้ในช่วงที่ยังมีการชักลากจูงไม้) ที่ถูกนำมาจอดทิ้งไว้ทางด้านริมคลองทางด้านทิศใต้ของสวนสุขภาพศรีราชา

เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา ระหว่างแวะไปค้นดูหนังสือเก่า ๆ ในห้องสมุดมหาวิทยาลัย ได้ได้พบกับหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "ทัศนาสารไทย จังหวัดชลบุรี" ฉบับของสำนักวัฒนธรรมทางศิลปกรรม สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ หนังสือเล่มที่ห้องสมุดมีนี้ไม่มีการระบุว่าพิมพ์โดยใครและพิมพ์เมื่อใด แต่หนังสืออีกเล่มหนึ่งในชุดเดียวกันที่เป็นของจังหวัดพระนครศรีอยุธยานั้นมีการระบุไว้ที่ปกหลังว่า จัดพิมพ์โดยโรงพิมพ์ภักดีประดิษฐ์ ถนนหลังวังบูรพา พระนคร โดยนายเฉลิม พันธุ์ภักดี ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา เลขที่ ๒๐ โทร 29715 พ.ศ. ๒๔๙๙ ดังนั้นหนังสือเล่มจังหวัดชลบุรีก็น่าจะจัดพิมพ์ในเวลาเดียวกัน
 
หนังสือเล่มนี้มีบันทึกเรื่องราวที่น่าสนใจของจังหวัดชลบุรีเอาไว้หลายอย่าง เหมือนกับเป็นการแนะนำตัวจังหวัดและสถานที่ท่องเที่ยว ที่หลายแห่งนั้นไม่มีให้เห็นหรือแทบจะไม่เป็นที่รู้จักกันแล้วในปัจจุบัน ยกเว้นแต่ในหมู่ผู้สูงวัยที่เกิดทันได้เห็น เอาไว้จะค่อย ๆ ย่อยออกมาเล่าให้ฟัง แต่วันนี้ขอเป็นเรื่องเกี่ยวกับรถไฟลากไม้ก่อน 

รูปที่ ๒ ในหน้าแรกของหนังสือเป็นแผนที่เส้นทางการเดินทางจากพระนครไปสัตตหีบ (สะกดตามแผนที่) ในแผนที่นี้ปรากฏเส้นทางรถไฟลากไม้อยู่ อ.โพธิ์ ที่ปรากฏในแผนที่คือ อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา ในปัจจุบัน

หลักฐานภาพถ่ายเก่าแสดงให้เห็นว่าในอดีตนั้นเคยมีสะพานรถไฟจากชายฝั่งไปยังเกาะลอยเพื่อใช้ในการขนถ่ายไม้ลงเรือ บริเวณจากชายฝั่งไปยังเกาะลอยนั้นถ้าใครได้ไปตอนน้ำลงสุดจะเห็นชัดว่าน้ำแห้งลงไปมากจนเดินเรือไม่ได้ จะมีบริเวณที่น้ำยังลึกพอที่จะเอาเรือเข้าเทียบได้ตลอดเวลาก็ที่เกาะลอย ดังนั้นเพื่อที่จะขนถ่ายสิ่งของลงเรือได้ตลอดเวลา (โดยไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำขึ้นน้ำลง) ก็ต้องไปสร้างท่าเรือที่เกาะลอยและสร้างเส้นทางลำเลียงไปยังเกาะลอย สะพานที่เราเห็นกันในปัจจุบันนั้นเป็นสะพานที่สร้างขึ้นภายหลังสะพานรถไฟและอยู่คนละตำแหน่งกัน คำถามก็คือแล้วสะพานรถไฟเดิมนั้นอยู่ที่ตำแหน่งใด
คำตอบของคำถามดังกล่าวปรากฏอยู่ในแผนผังเทศบาลตำบลศรีราชา ขนาดมาตราส่วน ๑ : ๔๐๐๐ ที่จัดทำโดยกรมโยธาเทศบาล ที่แนบมาในตอนท้ายของหนังสือดังกล่าว (รูปที่ ๓)

รูปที่ ๓ แผงผังเทศบาลตำบลศรีราชา ช่วงปีพ.ศ. ๒๔๙๙ หรือก่อนหน้านั้น

รูปที่ ๔ ภาพขยายตอนบนของแผนผังในรูปที่ ๓

แผนที่ของกรมโยธาเทศบาลฉบับนี้ไม่มีการระบุว่าจัดทำไว้เมื่อปีพ.ศ.ใด แต่เมื่อถูกนำมาตีพิมพ์ในหนังสือที่จัดพิมพิ์ในปีพ.ศ. ๒๔๙๙ ก็แสดงว่ามันต้องถูกจัดทำช่วงปีพ.ศ. ๒๔๙๙ หรือก่อนหน้านั้น ในแผนที่นี้ปรากฏตำแหน่งเส้นโรงเลื่อยและเส้นทางรถไฟไปยังเกาะลอย ตัวคลองที่อยู่ทางด้านทิศเหนือของโรงเลื่อยนั้นในแผนที่ปัจจุบันแทบไม่เห็นแล้ว แต่ตำแหน่งที่ตั้งปัจจุบันของโรงสูบน้ำของเทศบาลก็ตรงอยู่กับตำแหน่งที่เป็นปากคลอง (และอยู่คนละฟากคลองที่หัวรถจักรจอดอยู่) บริเวณที่เป็นโรงเลื่อยเดิมก็กลายเป็นห้างสรรพสินค้า พอเทียบตำแหน่งสะพานรถไฟในแผนที่กับภาพถ่ายดาวเทียมจาก google earth ก็พบว่าแนวสะพานนั้นควรจะอยู่ตรงบริเวณเส้นประสีเหลืองในรูปที่ ๖ โดยจุดตั้งต้นสะพานนั้นอยู่ตรงบริเวณที่มีหัวรถจักร (รูปที่ ๑) จอดทิ้งอยู่ 
  
และนี่ก็คงเป็นสาเหตุที่ว่า (ที่ผมคาดเดาเอาเอง) ว่าทำไมจึงมีหัวรถจักรจอดทิ้งเอาไว้ตรงนั้น ก็คงเป็นเพราะตรงนั้นมันเคยมีเส้นทางรถไฟเดิมอยู่ (ไม่ใช่การยกหัวรถจักรจากที่อื่นมาตั้งโชว์เหมือนที่อยู่หน้าเทศบาล) พอเส้นทางรถไฟถูกรื้อออกไปโดยไม่มีการขนย้ายหัวรถจักรคันดังกล่าวไปด้วย มันก็เลยถูกทิ้งเอาไว้ตรงนั้น

ในหนังสือทัศนาสารกล่าวถึงสะพานนี้ไว้ในหัวข้อเกาะลอยว่า 
  
"ที่เกาะนี้มีสะพานยาวทอดจากริมฝั่งทะเล ยื่นล้ำต้วเกาะออกไปอีกหลายร้อยเมตร รวมความยาวของสะพานซึ่งทอดจากชายฝั่งออกไปประมาณ ๑,๔๐๐ เมตร ตรงกลางสะพานวางรางรถไฟเล็ก ๆ ขนาดเท่ารถไฟเล็กในงานฉลองรัฐธรรมนูญ สำหรับบรรทุกไม้จากโรงเลื่อยที่ตั้งอยู่ในป่ามาลงเรือ เพื่อส่งออกไปจำหน่ายนอกเขตจังหวัดชลบุรี ผู้ที่จะไปเที่ยวเกาะลอยอาจจะอาศัยสะพานนี้เดินไปได้ เพราะสองข้างทางรถไฟมีไม้สะพานทอดออกไปกว้าง พอเดินได้อย่างสบายโดยไม่ต้องกลัวตก น่าเสียดายที่สะพานนี้ถูกพายุพัดพังทลายลงไปเสียหลายแห่ง เมื่อพ.. ๒๔๙๖ และในปัจจุบันกำลังสร้างขึ้นใหม่ยังไม่ตลอดถึงตัวเกาะ การที่จะเดินไปเที่ยวชมเกาะลอยจึงทำไม่ได้เหมือนอย่างแต่ก่อน

รูปที่ ๕ ภาพขยายตอนกลางของแผนผังในรูปที่ ๓

รูปที่ ๖ ภาพถ่ายดาวเทียมจาก google earth เทียบกับรูปที่ ๕ แนวเส้นประสีเหลืองคือแนวสะพานรถไฟเดิมที่ตั้งต้นจากบริเวณที่มีหัวรถจักรจอดทิ้งอยู่ โรงเลื่อยเดิมกลายเป็นห้างแปซิฟิค พาร์ค ศรีราชา

รูปที่ ๗ ภาพขยายตอนล่างของแผนผังในรูปที่ ๓

รูปที่ ๘ ภาพขยายบริเวณกรอบสีเหลืองในรูปที่ ๗ แผนที่นี้แสดงให้เห็นว่าบริเวณดังกล่าวเสมือนกับเป็นเกาะเล็ก ๆ อีกเกาะหนึ่งแบบเกาะลอย มีการระบุฃื่อสถานที่ว่า "แหลมฟาน" ปัจจุบันบริเวณนี้เป็นท่าเรือที่ใช้สำหรับการเดินทางไปยังเกาะสีชัง

ข้อความนี้ช่วยระบุว่าหนังสือฉบับนี้พิมพ์หลังปีพ.ศ. ๒๔๙๖ ซึ่งเป็นปีที่สะพานรถไฟดังกล่าวได้รับความเสียหายจากพายุ ก่อนที่ท้ายสุดจะถูกรื้อทิ้งไป
 
หนังสือเล่มนี้ยังได้เล่าถึงบรรยากาศบริเวณรอบสะพานดังกล่าวเอาไว้ว่า 
  
"ที่โขดหินตามชายหาดใกล้ ๆ สะพานยาวนี้ ท่าจะพบเด็กรุ่นสาวเป็นจำนวนมาก มาเที่ยวหาหอยนางรม วิธีหาหอยของเชาไม่มีอะไรมาก นอกจากกระป๋องใส่น้ำใบ ๑ กับค้อนเหล็กปลายแหลมด้ามแบน ๆ คล้ายไขควงอัน ๑ เท่านั้น เมื่อมีของสองอย่างนี้แล้วก็ไปเที่ยวนั่งทุบเปลือกหอยนางรม ซึ่งจับติดแน่นอยู่กับโขดหินที่ชายหาด พอทุบเปลือกหอยแตกก็เอาปลายค้อนแซะตัวหอยออกมาใส่กระป๋องน้ำ เมื่อเห็นว่าได้มากพอควรก็นำไปขายที่ตลาด วันหนึ่งเด็กรุ่นสาวเหล่านี้อาจหาเงินได้คนละหลาย ๆ บาททีเดียว นับว่าเป็นรายได้อย่างหนึ่งของเด็กรุ่นสาวในตำบลศรีราชา โดยไม่ต้องลงทุนแต่อย่างไร
  
บันทึกนี้แสดงให้เห็นว่าการเก็บหอยแต่ก่อนนั้นไม่ได้เก็บมาทั้งเปลือก คือทุบเปลือกให้แตกแล้วเอาแต่ตัวมาขาย ซึ่งจะว่าไปก็เป็นการดีเหมือนกัน เพราะเป็นการคืนเปลือกหอยให้ทะเล ส่วนเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับเด็กสาวเหล่านั้น เขาใช้ช่วงชีวิตเวลาเดียวกันนั้นไปทำอะไร หนงสือไม่ยักจะบอกเล่าเอาไว้
 
ในหนังสือดังกล่าวยังมีภาพของสถานที่เที่ยวสถานที่หนึ่งในอำเภอศรีราชาที่ระบุว่าเป็น "แหลมฟาน" (รูปที่ ๗ - ๙) ที่ปัจจุบันเป็นท่าเรือสำหรับการเดินทางข้ามไปยังเกาะสีชัง และถ้าพิมพ์หาใน google ก็จะเจอแต่รีวิวร้านอาหาร ไม่ใช่สถานที่สำหรับออกไปชมวิวทิวทัศน์ สำหรับภาพที่ปรากฏในหนังสือนั้นผมงสัยว่าอาจไม่ใช่ภาพถ่ายของ "แหลมฟาน" แต่เป็นภาพที่ไปยืนอยู่ที่แหลมฟานแล้วถ่ายวิวทิวทัศน์ที่มองเห็นจากแหลมฟานเข้าหาฝั่งมากกว่า

เรื่องเล่าเบา ๆ ในสัปดาห์หยุดยาว ๔ วันก็คงมีเพียงแค่นี้


รูปที่ ๙ ภาพ "แหลมฟาน" ที่ปรากฏในหนังสือทัศนาสารไทย จังหวัดชลบุรี