แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เสียงดัง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เสียงดัง แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2564

การวินิจฉัยการเข้าข่ายสินค้าที่ใช้ได้สองทาง ตัวอย่างที่ ๖ Toshiba-Kongsberg Incident MO Memoir : Sunday 20 June 2564

ในช่วงเดือนตุลาคมปีค.ศ. ๑๙๓๗ (พ.ศ. ๒๔๘๐) Imperial Japanese Navy (IJN) ออกข้อกำหนดความต้องการเครื่องบินรบชนิดใหม่สำหรับประจำการบนเรือบรรทุกเครื่องบิน และส่งไปให้บริษัท Nakajima และ Mitsubishi พิจารณาออกแบบ จากข้อกำหนดที่เห็น ทางบริษัทNakajima เห็นว่าการบรรลุข้อกำหนดดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่าจะเป็นไปได้ จึงถอนตัวออกไป เหลือแต่เพียงบริษัท Mitsubishi ที่วิศวกรหัวหน้าทีมออกแบบ Jiro Horikoshi เห็นความเป็นไปได้ด้วยการนำเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่ในช่วงเวลานั้นมาใช้ สิ่งหนึ่งก็คือโลหะผสมอะลูมิเนียมที่มีน้ำหนักเบาและรับแรงดึงสูงที่ญี่ปุ่นพัฒนาขึ้นมาเอง ทำให้ลดน้ำหนักตัวเครื่องลงไปได้ และอีกสิ่งคือ "flush rivet" ที่เพิ่งจะมีการประดิษฐ์คิดค้นในสหรัฐอเมริกา

"flush rivet" คือหมุดที่หัวหมุดด้านหนึ่ง (ปรกติก็จะเป็นด้านนอก) เรียบเสมอไปกับพื้นผิว (แบบเดียวกับการใช้สกรูชนิด countersunk head กับรูชนิด countersink hole) ด้วยการใช้หมุดชนิดนี้ยึดแผ่นผนังลำตัวเครื่องบินเข้ากับโครงสร้าง ทำให้ผิวผนังด้านนอกมีความเรียบ ช่วยลดความเสียดทานกับอากาศ ทำให้เครื่องบินบินได้เร็วขึ้นและเดินทางได้ไกลขึ้น

ในกรณีของเรือผิวน้ำนั้น ความเรียบของลำตัวเรือส่วนที่จมอยู่ในน้ำก็มีความสำคัญ เพราะจะช่วยลดแรงเสียดทานในการเคลื่อนที่ได้ แต่ในกรณีของเรือดำน้ำนั้น ความเรียบของใบจักรเรือก็มีความสำคัญมากเช่นกัน เพราะไม่เพียงแต่จะทำให้ใบจักรทำงานได้ตามที่ออกแบบแล้ว ยังช่วยลดการเกิดเสียงด้วย ทำให้การตรวจจับนั้นทำได้ยากขึ้น

การขัดพื้นผิวโลหะให้เรียบนั้น ถ้าเป็นรูปร่างธรรมดาเช่นเป็นแผ่น การขัดก็จะไม่ยากอะไรนัก เพราะสามารถใช้เครื่องมือขัดอัตโนมัติทั่วไปได้ แต่ในกรณีของชิ้นงานที่มีรูปทรงโค้งไปมาในสามมิติ (เช่นใบจักรของเรือ) จำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่สามารถปรับมุมการขัดผิวไปตามรูปร่างพื้นผิวใบจักรได้ (จะใช้แรงงานขัดก็ได้ แต่ต้องเป็นแรงงานฝีมือและถ้าเป็นชิ้นงานขนาดใหญ่แบบใบจักรเรือขนาดใหญ่ ก็จะใช้เวลานาน) และนี่ก็เป็นที่มาของเหตุการณ์ Toshiba-Kongsberg Incident

กรณีของ Toshiba-Kongsberg Incident เป็นเหตุการณ์ที่เป็นข่าวขึ้นในเดือนธันวาคมปีค.ศ. ๑๙๘๕ (พ.ศ. ๒๕๒๘) (ตอนนั้นเป็นช่วงยุคสงครามเย็นและยังไม่มี EU List) กล่าวคือมีการพบว่าบริษัท Toshiba ของประเทศญี่ปุ่นได้ดำเนินการขายเครื่องขัดพื้นผิว และบริษัท Kongsberg ของประเทศนอร์เวย์ได้ดำเนินการขายระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมที่สามารถทำงานร่วมกับเครื่องจักรของบริษัท Toshiba ได้ ให้กับสหภาพโซเวียต ทำให้สหภาพโซเวียตสามารถขัดพื้นผิวใบจักรของเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ได้เรียบมากขึ้น ทำให้เสียงเรือเงียบขึ้น (ระยะตรวจจับได้ลดลงจาก 200 ไมล์เหลือ 10 ไมล์) ส่งผลต่อการตรวจจับที่ยากขึ้น โดยที่อุปกรณ์ทั้งสองนั้นเป็นอุปกรณ์ต้องห้ามไม่ให้ส่งไปยังประเทศที่เป็นคอมมิวนิสต์ตามข้อกำหนดของ COCOM (Coordinating Committee for Export to Communist Area) ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นสมาชิกอยู่ ผลของเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ประเทศญี่ปุ่นต้องมีการปรับปรุงมาตรการควบคุมการส่งออกขนานใหญ่ (รูปที่ ๑ และ ๒)

หัวข้อ 2B001 ใน Annex I ของ EU List กำหนดคุณสมบัติของเครื่องจักรกลที่ใช้ในการขึ้นรูปที่เกี่ยวข้องกับการกำจัดเนื้อวัสดุ เช่น เครื่องเจาะ, เครื่องกลึง, เครื่องขัดผิว ที่มีความแม่นยำสูงและสามารถนำมาประกอบกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อการควบคุมการทำงาน (ที่เรียกว่า CNC - Computer Numerical Control) ได้

2B001 Machine tools and any combination thereof, for removing (or cutting) metals, ceramics or "composites", which, according to the manufacturer’s technical specification, can be equipped with electronic devices for "numerical control", as follows:

รูปที่ ๑ ในปีค.ศ. ๑๙๘๗ มีการพบว่าเครื่องจักรที่สามารถขัดผิวโลหะให้เรียบมากได้ของญี่ปุ่น ถูกส่งไปสหภาพโซเวียตเพื่อใช้ขัดผิวใบพัดเรือดำน้ำให้เรียบมากขึ้นกว่าเดิม ทำให้เกิดเสียงน้อยลง ตรวจจับได้ยากขึ้น

รูปที่ ๒ มาตรการที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้ดำเนินการหลังเกิดเหตุการณ์ Toshiba-Kongsberg Incident

จะว่าไปการขายเครื่องจักรกลดังกล่าวเริ่มตั้งแต่ปีค.ศ. ๑๙๘๑ (พ.ศ. ๒๕๒๔ - รูปที่ ๓) และทางบริษัท Toshiba ก็ได้ยื่นเรื่องขอทำการส่งเครื่องจักรไปยังสหภาพโซเวียต แต่รุ่นของเครื่องที่แจ้งให้กับทาง MITI (Ministry of International Trade and Industry) นั้นเป็นคนละรุ่นกับเครื่องที่ส่งจริง โดยบอกว่ารุ่นที่จะส่งออกนั้นไม่เข้าข่ายตามข้อกำหนดของ COCOM (แต่ที่ส่งออกจริงนั้นเข้าข่าย) และผู้เชี่ยวชาญที่ทำหน้าที่ตรวจสอบนั้นก็ไม่มีใครทักท้วง (รูปที่ ๔)

ถ้าจะถามว่าทำไมผู้เชี่ยวชาญถึงปล่อยให้ผ่านไปได้ เราลองมาดูตัวเลขคนทำงานและงานที่ต้องทำดูหน่อยดีกว่า ในขณะนั้นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบมีผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบเพียงแค่ ๓๐ คน แต่มีเอกสารที่ต้องตรวจสอบประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ รายการต่อปี (รูปที่ ๔) ถ้าคิดว่าทำงานทุกวันไม่มีวันหยุดก็ต้องตรวจสอบกันคนละกว่า ๑๘ รายการต่อวัน และถ้าในแต่ละวันทำงาน ๑๒ ชั่วโมง เวลาสำหรับการตรวจแต่ละรายการก็จะมีเพียงแค่ ๓๐-๔๐ นาทีเท่านั้นเอง

ในส่วนของทางนอร์เวย์นั้น ทาง Kongsberg ก็อ้างว่าเป็นการส่งไปใช้งานกับเครื่องจักรที่ไม่เข้าข่ายควบคุม ส่วนเป็นชิ้นส่วนอะไหล่ ใช้กับงานพลเรือนในเมือง Leningrad

อกสารในรูปที่ ๓-๖ นำมาจากบทความเรื่อง "Controlling the transfer of militarily significant technology: COCOM AFTER TOSHIBA" โดย J.E. Gregory ในวารสาร Fordham International Law Journal, Volume 11, Issue 4 (1987) (จาก https://ir.lawnet.fordham.edu/cgi/viewcontent.cgi?article=1199&context=ilj)

หลังตรวจพบเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งสองบริษัทก็โดนลงโทษจากรัฐบาลของประเทศตัวเอง แต่จากบทความที่นำมาแสดงในรูปที่ ๖ นั้น ก็มีข้อมูลที่น่าสนใจคือ ญี่ปุ่นและนอร์เวย์ไม่ได้เป็นแค่สองประเทศที่ฝ่าฝืนข้อตกลง COCOM แต่ยังมีประเทศอื่นกระทำอีก ไม่ว่าฝรั่งเศสที่ฝ่าฝืนเป็นประจำ, อิตาลี หรืออังกฤษเองก็ตาม และยังมีอีกหลายประเทศที่พยายามหาทางหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว ถ้าหากว่าการปฏิบัติตามข้อตกลงนั้นขัดแย้งกับสถานการณ์ในประเทศ (อังกฤษเองเคยพยายามขายเครื่องบินรบขึ้นลงแนวดิ่ง Harrier ให้กับจีนคอมมิวนิสต์ด้วยซ้ำ)

แม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนจะมี EU List และเป็นการส่งออกสินค้า (เครื่องจักรและซอร์ฟแวร์) ที่เป็นสินค้าควบคุม (ตามเกณฑ์ COCOM ในยุคนั้น) แต่ก็ได้แสดงให้เห็นช่องโหว่ในการกำกับดูแล ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการขอใบอนุญาตของทางญี่ปุ่น ที่จำนวนเจ้าหน้าที่มีน้อยมากเมื่อเทียบกับงานที่ต้องทำ (ยังไม่รวมถึงการตรวจสอบสินค้าที่ส่งจริงนั้นตรงกับสินค้าที่ขออนุญาตหรือไม่), การที่ผู้ส่งออกจงใจให้ข้อมูลสินค้าที่ไม่เป็นจริง (ในกรณีของ Toshiba นั้นสิ่งที่ขอส่งออกกับสิ่งที่ส่งออกจริงเป็นสินค้าคนละตัวกัน และไม่มีการตรวจสอบสินค้าที่ส่งออกจริง ส่วนในกรณีของ Kongsberg นั้นอ้างการใช้งานสุดท้ายที่ไม่ตรงความจริง), และการเลือกปฏิบัติของประเทศสมาชิก (ที่ทำไมบางประเทศทำเป็นประจำแต่ไม่เห็นมีใครว่าอะไร เช่นกรณีของ Kongsberg นั้น ครั้งนี้ก็ไม่ใช่การกระทำคร้งแรก) นอกจากนี้รายชื่อสินค้าควบคุมในรายการของ COCOM นั้นค่อนข้างจะครอบคลุมมาก (อาจจะมากเกินไปด้วยซ้ำ) จนยากที่จะปฏิบัติตาม และบางสินค้าบางประเทศอาจเป็นว่าเป็นเพียงเทคโนโลยีขั้นต่ำหรือพื้นฐาน ที่ไม่ควรจะต้องเป็นสินค้าควบคุม

เรื่องนี้ยังสามารถอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่

https://www.kcl.ac.uk/news/the-toshiba-kongsberg-case

https://digitalcommons.wcl.american.edu/cgi/viewcontent.cgi?article=1673&context=auilr

https://www.globalsecurity.org/intell/world/russia/toshiba.htm

รูปที่ ๓

 

รูปที่ ๔

รูปที่ ๕

รูปที่ ๖

วันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ไม้หนีบผ้าเป็นเหตุ MO Memoir : Thursday 28 June 2555


เหตุเกิดตอนเช้าวันพุธที่ผ่านมา ระหว่างขับรถจากบ้านไปทำงาน

ในขณะที่รถวิ่งไปเรื่อย ๆ ก็รู้สึกว่ามีเสียงดังผิดปรกติเป็นจังหวะ ถ้ารถวิ่งช้า เสียงก็ดังห่าง ๆ แต่ถ้ารถวิ่งเร็วขึ้น เสียงก็ดังถี่ขึ้น แสดงว่าเสียงดังกล่าวน่าจะเกี่ยวข้องกับชิ้นส่วนที่การหมุน

เรื่องเสียงที่ดังผิดปรกติในขณะขับรถนี้เจอมาหลายอย่างแล้ว เสียงตลับลูกปืนสายพานแตกก็เป็นอีกแบบหนึ่ง เสียงตลับลูกปืนล้อแตกก็เป็นแบบหนึ่ง เสียงยางรองแท่นเครื่องขาดก็เป็นอีกแบบหนึ่ง เสียงเพลาขับถ่วงมาไม่ดีก็เป็นอีกแบบหนึ่ง (ของรถขับเคลื่อนล้อหลัง) แต่เสียงที่ได้ยินคราวนี้มันแตกต่างออกไป

เสียงที่ดังนั้นมีลักษณะเป็นเสียงทุ้มความถี่ต่ำ ไม่ใช่เสียงความถี่สูงที่เกิดจากการสึกหรอของชิ้นส่วนที่เป็นโลหะ เช่นตลับลูกปืน แต่ทำให้ผมนึกถึงชิ้นส่วนที่ทำจากยาง เช่นพวกสายพานและล้อรถ

ในช่วงที่รถติดก็ได้ทดลองเข้าเกียร์ว่างและเร่งเครื่องดู ก็ไม่ได้ยินเสียงดังกล่าว ทำให้เชื่อว่าเสียงนั้นไม่น่าจะดังมาจากสายพาน และเมื่อฟังดูดี ๆ ในขณะที่รถวิ่งก็รู้สึกว่าเสียงนั้นน่าจะมาจากล้อหน้าด้านซ้าย

ระหว่างขับรถไปทำงานก็คิดไว้ในใจด้วยว่าคงได้มีรายการเสียค่าซ่อมกันอีกแล้ว

พอถึงที่จอดรถที่ทำงาน ก็เดินตรวจล้อก่อนเลย ก็พบวัตถุสีชมพูปักติดอยู่ตรงล้อหน้าด้านซ้าย ซึ่งเมื่อดึงออกมาดูก็พบว่าเป็น “ไม้หนีบผ้า” ตัวมันเองโดนรถบดซะเละ แต่ตัวแกนสปริงนั้นปักเข้าไปในเนื้อยาง (โชคดีตรงที่เป็นตำแหน่งที่เป็นสันนูนของลายดอกยาง) ก็เลยดึงออกมาและลองขับรถไปรอบ ๆ บริเวณที่จอดรถอีกครั้ง ก็พบว่าเสียงดังกล่าวหายไป

เพิ่งเจอฤทธิ์เดชของไม้หนีบผ้าก็คราวนี้แหละ

 นี่แหละตัวไม้หนีบต้นเหตุ

วันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เสียงดัง-เสียงระเบิด MO Memoir : Friday 11 May 2555


ผมเคยพูดเรื่องเกี่ยวกับเสียงใน Memoir ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๖๗ วันพฤหัสบดีที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๒ เรื่อง "เสียงอะไรดัง" แต่คราวนั้นเป็นกรณีเครื่องมือมีปัญหา

มาคราวนี้ก็มีโอกาสได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับเสียงอีก แต่คราวนี้เป็นเสียงดังที่มีคนบอกว่าเป็น "เสียงระเบิด"

มีคนให้คำนิยามว่า "การระเบิด - Explosion" คือการที่มีการเพิ่มปริมาตรขึ้นอย่างรวดเร็ว (มักเกี่ยวข้องกับการเพิ่มปริมาตรแก๊ส) และมีการปลดปล่อยพลังงานจำนวนมากในเวลาอันสั้น บางรายก็จะแยกการระเบิดออกเป็นสองแบบก่อน คือ (๑) การระเบิดที่เกิดโดยธรรมชาติ เช่นภูเขาไฟระเบิด อุกาบาตพุ่งชนโลก และ (๒) การระเบิดที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์

ในหนังสือของ Bailey & Murry (รูปที่ ๑) ได้แบ่งการระเบิดที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์นั้นยังแบ่งออกเป็น ๓ รูปแบบคือ 
 
(ก) การระเบิดของอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear explosion)
(ข) การระเบิดทางกายภาพ (Physical explosion) และ
(ค) การระเบิดทางเคมี (Chemical explosion)

แต่ที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุที่เกิดในโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไปจะมีเพียงสองอันหลังคือ (ข) การระเบิดทางกายภาพและ (ค) การระเบิดทางเคมี


การระเบิดทางกายภาพเกิดจากการที่ภาชนะที่กักเก็บสารภายใต้ความดันนั้นเกิดการพังทลายลงอย่างกระทันหัน ทำให้สารที่อยู่ภายใน (ซึ่งอาจเป็นแก๊สอัดความดัน หรือสารที่เป็นของเหลวภายใต้ความดันแต่จะกลายเป็นแก๊สที่ความดันบรรยากาศ) ขยายตัวและเพิ่มปริมาตรอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างของการระเบิดทางกายภาพได้แก่ การระเบิดของยางล้อรถยนต์ การระเบิดของหม้อไอน้ำ การระเบิดของถังแก๊ส เป็นต้น

การระเบิดทางเคมีเกิดจากการที่สารเคมีเกิดการสลายตัว (เช่นพวกวัตถุระเบิด ดินขับในกระสุนปืน) หรือทำปฏิกิริยากันอย่างรวดเร็ว กลายเป็นแก๊สร้อนในปริมาณมาก (เช่นการระเบิดของเชื้อเพลิงไฮโดรคาร์บอนที่ผสมกับอากาศ) และมีการคายความร้อนออกมาเป็นจำนวนมากในเวลาอันสั้น สิ่งที่มักเกิดควบคู่กับการระเบิดทางเคมีคือการเกิด "คลื่นกระแทก - Shock wave" คลื่นกระแทกคือคลื่นที่ตัวกลางที่คลื่นเคลื่อนที่นั้นมีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติอย่างรวดเร็ว (เช่นอุณหภูมิ ความดัน) ในทิศทางการเคลื่อนที่ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั้นถ้าพูดเป็นภาษาคณิตศาสตร์ก็คงต้องบอกว่าเป็นฟังก์ชันที่ไม่ต่อเนื่อง (รูปที่ ๒)

รูปที่ ๒ ตรงเส้นสีม่วงคือหน้าคลื่นกระแทกที่เคลื่อนจากซ้ายไปขวา ตรงบริเวณดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงความดันกระทันหัน (หรือถ้าเป็นแก๊สร้อนก็จะมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิกระทันหัน) โดยทางด้านซ้ายของเส้นสีม่วงตรงจุดต่อกับเส้นสีแดงนั้น (ตำแหน่ง x) มีความดัน P2 ส่วนทางด้านขวาของเส้นสีม่วงตรงจุดต่อกับเส้นสีน้ำเงินนั้นมีความดัน P1 ถ้าพูดกันตามภาษาคณิตศาสตร์จุด x ก็เป็นจุดที่ความดันมีการเปลี่ยนแปลงแบบไม่ต่อเนื่อง

แต่ไม่ว่าจะเป็นการระเบิดทางกายภาพหรือการระเบิดทางเคมี สิ่งที่มีควบคู่เสมอคือ "เสียงดัง"
เสียงดังไม่จำเป็นต้องเป็นเสียงระเบิด แต่เสียงระเบิดมักเป็นเสียงดัง
เสียงฟ้าร้อง ฟ้าผ่า เสียงบานประตูโดนลมพัดปิดกระแทก เสียงสิ่งของขนาดใหญ่ตกจากที่สูงลงกระทบพื้น ก็เป็นเสียงดัง แต่ไม่ใช่เสียงระเบิด
เสียงกระสุนปืนลูกกรด (.22LR) ยิงจากปืนยาว ก็เป็นเสียงระเบิด แต่มันไม่ค่อยดังเท่าไร

ทีนี้เราลองมาพิจารณาเนื้อหาข่าวในรูปที่ ๓ ที่ยังคงเกี่ยวข้องกับการระเบิดของโรงงานบีเอสทีอิลาสโตเมอร์จำกัดเมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ ๕ พฤษภาคมที่ผ่านมา ตรงที่มีพยานซึ่งเนื้อหาข่าวบอกว่าเป็นโฟร์แมนของโรงงานบอกเล่าว่า "... แต่ก็ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้น 3 ครั้ง โดยครั้งที่สองและสามดังมากขึ้นตามลำดับ ...." ซึ่งใน Memoir นี้เราจะลองเอาเนื้อข่าวดังกล่าวมาใช้เป็นโจทย์แบบฝึกหัดตั้งคำถาม โดยสมมุติว่าถ้าเราต้องการทราบสาเหตุของการระเบิด จากข้อมูลที่มีอยู่เพียงเท่านี้ เราควรต้องตั้งคำถามอะไรต่อไปอีก เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม

รูปที่ ๓ ข่าวจากหน้าเว็บโพสต์ทูเดย์ (http://m.posttoday.com/articlestory.php?id=152340) ผมเห็นว่ามีข้อมูลที่น่าสนใจอยู่ ๓ เรื่อง ตรงที่ขีดเส้นทึบเอาเอาไว้ ๔ เส้น ส่วนตรงที่เป็นเส้นประสีส้มนั้นเป็นเพียงแค่ "ความคิดเห็น" ของผู้ที่เล่าเหตุการณ์ ดังนั้นผู้อ่านจึงไม่ควรรีบด่วนสรุปว่าเกิดจากสาเหตุดังกล่าว

โดยปรกติในการสอบสวนนั้น พยานบุคคลจะมีน้ำหนักน้อยที่สุด พยานบุคคลจะน่าเชื่อถือก็ต่อเมื่อสามารถพิสูจน์ได้ว่าเขาอยู่ในเหตุการณ์นั้น และเขาไม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเหตุการณ์นั้น
สิ่งถัดมาที่เวลาผู้ที่ได้รับฟังข้อมูลต้องแยกแยะก็คือ ข้อมูลที่เขาบอกเล่านั้น ส่วนไหนได้มาจากประสบการณ์ตรงของเขาเอง ส่วนไหนที่เขาคิดไปเอง และส่วนไหนที่เป็นการได้ยินมาจากผู้อื่นเล่าให้ฟังแล้วนำมาบอกต่ออีกทอดหนึ่ง

เนื่องจากเราเองคงไม่สามารถไปพิสูจน์ได้ว่าพยานบุคคลดังกล่าวนั้นเห็นเหตุการณ์จริงหรือไม่ แต่ขอให้ถือว่าเนื้อหาข่าวนั้นรายงานในสิ่งที่พยานบุคคลดังกล่าวได้ให้ไว้ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงคำพูดใด ๆ

จะเริ่มจากเนื้อหาข่าวตรงที่ "... ไม่ได้อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ แต่ก็ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้น 3 ครั้ง..."

ในขณะที่เกิด "เสียงระเบิด" นั้น จะมีคนจำนวนมากที่ "เห็นเหตุการณ์" หรืออยู่ในบริเวณใกล้เคียงที่เกิดเหตุ แต่ไม่ได้เห็นว่าเหตุการณ์เกิดอย่างไรในขณะที่มันเกิด เห็นแต่สภาพหลังจากที่มันเกิดแล้ว แล้วก็สรุปเอาเองว่ามันเกิดจากอะไร การแยกแยะข้อเท็จจริงตรงนี้จะช่วยให้เราบอกได้ว่าข้อมูลไหนเป็นข้อมูลที่มาจากประสบการณ์ตรงของเขา (การเห็น การได้ยิน การรับรู้แรงกระแทก การรับรู้ถึงความร้อน/ความเย็นที่เกิด) และส่วนไหนเป็นข้อมูลที่เขาสรุปเอาจากสิ่งที่เขาได้รับจากประสบการณ์ตรงของเขา

แต่เราก็ต้องแยกออกมาก่อนว่าการที่เขาบอกว่าเขา "เห็น" นั้นเป็นการเห็นด้วยตา ว่ามันเกิดการระเบิดในขณะที่เขากำลังดูมันอยู่ หรือว่า

- กำลังหันหน้าไปทางอื่น พอได้ยิน "เสียงดัง" ก็เลยหันไปดู หรือ
- อยู่ในสถานที่ใกล้เคียงกัน พอได้ยิน "เสียงดัง" ก็เลยวิ่งไปดู หรือ
- เขาเพียงแต่ได้ยิน "เสียงดัง" แต่ไม่ได้เข้าไปดูว่าเสียงนั้นมาจากไหน แต่ก็สรุปด้วยตนเองว่าเสียงนั้นเป็น "เสียงระเบิด"

เวลาที่มีพวกคุณมีปัญหาอะไรเกี่ยวกับเครื่องมือที่พวกคณใช้การทดลองนั้น ผมมักจะบอกเสมอว่าให้ตั้งคำถามพื้น ๆ เอาไว้ก่อน คำถามพื้น ๆ นั้นจะต้องมีพื้นฐานอยู่บนข้อเท็จจริงของสิ่งที่เห็นจริง รู้สึกจริง หรือวัดจริง ซึ่งการตั้งคำถามดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้เรามองเห็นสาเหตุความเป็นไปได้ทั้งหมดของต้นตอปัญหา (ดูตัวอย่างใน Memoir ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๔๔๓ วันพุธที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เรื่อง "เมื่อระดับตัวทำละลายใน polymerisation reactor เพิ่มสูงขึ้น)

ในกรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน ผมเลยต้องแยกระหว่างคำว่า "เสียงระเบิด" กับคำว่า "เสียงดัง"

ถ้ามีพยานบุคคลบอกว่าเห็นอุปกรณ์หรือผนังอาคารแตกกระจายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยต่อหน้าต่อตา ตามมาด้วยหรือพร้อมกับการเกิดเสียงดัง ก็น่าเชื่อถือได้ว่าเขาได้เห็นการระเบิดเกิดขึ้นจริง

แต่ถ้าเขาเพียงได้ยินเสียงดัง พอเข้าไปดูแหล่งที่มาของเสียง แล้วพบว่าอุปกรณ์หรือโครงสร้างอาคารมีการพังทะลาย ตรงนี้ก็ต้องระวัง เพราะการที่เห็นอุปกรณ์หรือโครงสร้างอาคารพังทลายนั้นอาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่การระเบิดก็ได้ เช่น โครงสร้างรับน้ำหนักไม่ไหว พังลงมาเอง หรืออุปกรณ์ขนาดใหญ่ตกจากที่สูงลงมากระแทกพื้น (อาจเกิดได้ในระหว่างการยกขึ้นที่สูงด้วยการใช้รอกหรือเครน) ทำให้ตัวมันเองเสียหายและอุปกรณ์ที่อยู่ข้างล่างจุดตกนั้นเสียหายกระจัดกระจายไปด้วย

ซึ่งก่อนเกิดเหตุนั้นโรงงานอยู่ระหว่างการหยุดเดินเครื่องเพื่อทำการปรับปรุง/ซ่อมบำรุง (ที่เรียกว่า Shut down) ดังนั้นจึงควรต้องพิจารณาถึงการปฏิบัติงานที่โดยปรกติแล้วจะไม่มีการทำกันในระหว่างการเดินเครื่องปรกติ (เช่นเอารถเครนหรือใช้ปั้นจั่นยกของเพื่อติดตั้งอุปกรณ์)

ในกรณีของการระเบิดที่มีการลุกไหม้ตามมาด้วยนั้น เราก็ต้องแยกแยะว่า

(i) ไฟไหม้ที่เห็นนั้นเกิดจากการระเบิดโดยตรง เช่นมีเชื้อเพลิงรั่วไหล แล้วเชื้อเพลิงนั้นเกิดระเบิดขึ้น ทำให้เกิดไฟลุกไหม้ หรือ
(ii) ไฟไหม้นั้นไม่ได้เกิดจากการระเบิดโดยตรง แต่เป็นผลที่เกิดต่อเนื่องจากการระเบิด เช่นถังอากาศอัดความดันเกิดระเบิดขึ้น ชิ้นส่วนถังอากาศที่แตกกระจายนั้นไปทำให้ถังเชื้อเพลิงที่อยู่เคียงข้างกันได้รับความเสียหาย เชื้อเพลิงจึงรั่วไหลออกมาและเกิดการลุกติดไฟ

ซึ่งตรงนี้จะช่วยให้เราหาสาเหตุได้ว่าต้นตอที่แท้จริงของไฟไหม้อยู่ที่ไหน เพราะถ้าการรั่วไหลเกิดจากการที่ถังบรรจุเชื้อเพลิงนั้นรับความดันไม่ไหว หรือเกิดจากการเปิดวาล์วทิ้งไว้ ก็ต้องไปดูที่ระบบการปฏิบัติงานและการออกแบบระบบและอุปกรณ์

แต่ถ้าการรั่วไหลเกิดจากมีชิ้นส่วนโลหะขนาดใหญ่พุ่งเข้าชนจนถังเป็นรู อันนี้ก็ไม่รู้ว่าจะว่ายังไงเหมือนกัน เพราะมันไม่อยู่ในข้อกำหนดใด ๆ ของการออกแบบถังบรรจุ มันเหมือนกับการสร้างตึกที่มันมีข้อกำหนดให้ต้องพิจารณาเรื่องการรับแรงจากแผ่นดินไหว แต่ไม่มีข้อกำหนดให้ต้องพิจารณาเรื่องการรับผลกระทบจากเครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่พุ่งเข้าชน

ข้อมูลต่อไปที่จะนำมาพิจารณากันก็คือ "...แต่ก็ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้น 3 ครั้ง โดยครั้งที่สองและสามดังมากขึ้นตามลำดับ..."

โดยปรกติแล้วการระเบิดจากอุบัติเหตุในโรงงาน คงยากที่จะเกิดจากเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกันแต่บังเอิญมาเกิดในเวลาเดียวกันหรือใกล้เคียงกันมากจนเหมือนเป็นการระเบิดต่อเนื่องกัน ในกรณีที่ได้ยินการระเบิดติดต่อกันหลายครั้งนั้นมักจะเกิดจากการระเบิดจากครั้งแรก ทำให้เกิดความเสียหายในส่วนอื่นจนทำให้เกิดการระเบิดครั้งที่สอง ซึ่งอาจส่งผลทำให้ความเสียหายเกิดขึ้นเป็นวงกว้างอีกจนเกิดการระเบิดครั้งที่สาม

ถ้าการระเบิดครั้งที่สามเป็นการระเบิดครั้งที่ส่งเสียงดังมากที่สุด ดังนั้นเสียงของการระเบิดที่ผู้ที่อยู่นอกโรงงานได้ยินนั้นน่าจะเป็นเสียงของการระเบิดครั้งที่สามนี้

แต่ตรงนี้ต้องเข้าใจเรื่องการเดินทางของคลื่นเสียงนิดนึง เนื่องจากคลื่นเสียงสามารถเลี้ยวเบนและสะท้อนได้ ดังนั้นในบางครั้งจึงพบว่าผู้ที่อยู่ใกล้กับแหล่งกำเนิดเสียงและผู้ที่อยู่ห่างจากแหล่งกำเนิดเสียงไปไกลได้ยินเสียงนั้น แต่ผู้ที่อยู่ระหว่างกลางกลับไม่ได้ยินเสียง ซึ่งตรงนี้ต้องดูลักษณะภูมิประเทศประกอบด้วย และการเดินทางของเสียงยังขึ้นกับทิศทางลม (เสียงเดินทางในอากาศ) เสียงจะเดินทางไปในทิศทางใต้ลมได้ไกลกว่าทิศทางเหนือลม

ผมสงสัยว่าการระเบิดครั้งที่ส่งเสียงดังที่สุด เป็นการระเบิดของเชื้อเพลิงจำนวนมากที่รั่วออกมาผสมกับอากาศในบริเวณเปิด แล้วจึงเกิดการจุดระเบิด เกิดการระเบิดแบบที่เรียกว่า "Unconfined vapour cloud explosion" ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ต้องไปดูว่าเชื้อเพลิงเกิดการรั่วไหลเป็นจำนวนมากได้อย่างไร (แต่จากภาพความเสียหายที่เห็น ผมคิดว่าคงจะรั่วออกมาไม่มากเท่าไรก็ระเบิดแล้ว เรื่องนี้จะเอามาเล่าในตอนต่อ ๆ ไปซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีกี่ตอน) ซึ่งการรั่วไหลนี้อาจเกิดจากการระเบิดก่อนหน้าสองครั้ง (ถ้ามีการระเบิด ๓ ครั้งจริงอย่างที่พยานผู้อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุกล่าวอ้าง)

ข้อมูลสุดท้ายที่จะกล่าวถึงคือ "...ความแรงของการระเบิดทำให้รถกระบะคันหนึ่งถึงกับลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าสูง..."

ถ้ามีรถจอดอยู่ (ต้องติดเครื่องยนต์ด้วยนะ) แล้วมีแก๊สรั่วไหลไปถึงรถแล้วแก๊สนั้นเกิดการลุกติดไฟ เปลวไฟก็จะวิ่งจากรถคันนั้นและทวีความเร็วสูงขึ้นจนเกิดการระเบิด ในกรณีเช่นนี้ผมว่ารถคันนั้นอาจจะยังคงอยู่ที่เดิมถ้าการระเบิดไม่แรง หรือไม่ก็กระเด็นไปทางด้านข้างเพราะแรงระเบิดมาทางด้านข้าง แต่รถจะลอยขึ้นได้ก็ต่อเมื่อแรงระเบิดเกิดขึ้นใต้ท้องรถ (แบบเดียวกับการวางระเบิดในสามจังหวัดชายแดนใต้) ถ้าการระเบิดเกิดขึ้นภายในตัวรถ รถก็จะแตกกระจายเป็นชิ้น ๆ ไปทั่วทุกทิศทาง

คำถามตรงนี้ก็คือที่บอกว่ารถลอยขึ้น เป็นการลอยขึ้นในลักษณะที่แรงระเบิดกระทำจากด้านใต้ท้องรถโดยตรง หรือกระทำทางด้านข้างทำให้รถปลิวกระเด็นออกไป ถ้าเป็นการกระทำทางด้านข้างให้รถปลิวกระเด็นออกไปก็จะทำให้บ่งบอกได้ว่าทิศทางของแรงระเบิดมาจากทางด้านไหน ซึ่งต้องเป็นด้านตรงข้ามกับทิศทางที่รถกระเด็น

ในข้อความดังกล่าวยังมีคำที่อาจทำให้คนอ่านเข้าใจแตกต่างกันคือคำว่า "สูง" ผมคิดว่าคงมีคนที่คิดว่าประโยคที่ว่า "...รถลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าสูง..." หมายถึงสูงขนาดต้องแหงนคอมองดู ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงมันอาจกระเด็นสูงขึ้นจากพื้น 1-2 เมตรเท่านั้นเอง ดังนั้นการจะนำเอาข้อมูลตรงนี้ไปใช้จึงควรต้องพิจารณาให้รอบคอบ

สำหรับเรื่องนี้คงพอแค่นี้ก่อน ฉบับหน้าเราค่อยมาคุยเรื่องอื่นกันต่อ แต่ยังเกี่ยวข้องกับการระเบิดอยู่ดี

วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เสียงอะไรดัง MO Memoir : Thursday 15 October 2552


รูปที่ 1 เครื่อง Powder XRD (X-ray Diffractometer) ที่ใช้ในห้องปฏิ่บัติการของเรา แหล่งกำเนิดรังสีเอ็กซ์จะอยู่ทางด้านซ้าย ตัวอย่างจะวางตรงกลาง และมีหัววัดรังสีเอ็กซ์ที่เลี้ยวเบนออกมาจากตัวอย่างทางด้านขวา โดยอุปกรณ์ทั้ง 3 ชิ้นจะติดตั้งอยู่บนวงล้อ (ตัวกลม ๆ) ที่เรียงซ้อนกันและมีการหมุนสัมพันธ์กัน

เครื่อง XRD (X-ray Diffractometer) ที่ใช้ในการวิเคราะห์โครงร่างผลึกโดยอาศัยรูปแบบการหักเหรังสีเอ็กซ์นั้นอาศัยหลักการที่ว่า รูปแบบ (ความแรงของสัญญาณที่วัดได้ ณ ตำแหน่งมุมต่าง ๆ) ของผลึกแต่ละชนิดต่างมีลักษณะเฉพาะตัวของมันเอง (เหมือนลายนิ้วมือของคน)

ตัวอุปกรณ์นั้นมีชิ้นส่วนเคลื่อนที่คือวงล้อที่เห็นเป็นวงกลมในรูป โดยจะมีวงล้อ 3 วงซ้อนกันอยู่โดยแต่ละวงล้อจะติดตั้ง แหล่งกำเนิดรังสีเอ็กซ์ ตัวอย่าง และหัววัดรังสี ในระหว่างการวิเคราะห์นั้นตัววงล้อแต่ละวงจะมีการหมุนที่สัมพันธ์กันตามรูปแบบที่ต้องการวิเคราะห์

การวิเคราะห์ตามปรกติที่นิสิตส่วนเกือบทุกคนในแลปเราใช้กันนั้น แหล่งกำเนิดรังสีเอ็กซ์จะมีการหมุนไปพร้อม ๆ กับหัววัดรังสี โดยจะทำมุมกับตัวอย่างเป็นมุมที่เท่ากัน (กล่าวคือถ้าแหล่งกำเนิดรังสีฉายรังสีที่ทำมุมตกกระทบ 30 องศากับตัวอย่าง หัววัดรังสีก็จะอยู่ในตำแหน่งที่ทำมุม 30 องศากับตัวอย่างด้วยเพื่อวัดรังสีที่สะท้อนออกมา ณ ตำแหน่งมุมนั้น ๆ)

เมื่อไม่นานมานี้นิสิตผู้ดูแลเครื่องมาปรึกษากับผมว่าเครื่องมีปัญหา โดยเล่าอาการว่าในระหว่างการวิเคราะห์นั้นมีเสียงดังผิดปรกติออกมาเป็นบางครั้ง เมื่อเรียกช่างมาดู ช่างบอกว่าเป็นเพราะบอร์ด (แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์) ที่ควบคุมการทำงานของวงล้อนั้นเสีย ทำให้ส่งสัญญาณไปควบคุมการหมุนของได้ไม่ดี เสนอให้เปลี่ยนบอร์ดใหม่ โดยราคาของบอร์ดใหม่อยู่ที่ประมาณ 300,000 บาท (สามแสนบาท) แต่ถ้าเปลี่ยนแล้วยังไม่หายเพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่บอร์ด ก็จะเอาบอร์ดตัวเก่าใส่ให้เหมือนเดิม และไม่คิดราคาบอร์ดตัวใหม่

ข้อเสนอนี้ฟังดูเข้าที แต่มันยังไงยังไงอยู่

ผมถามนิสิตผู้ดูแลว่าที่ว่าเสียงดังนั้น เสียงอะไรดัง หรือมันดังอย่างไร นิสิตผู้นั้นก็ไม่สามารถตอบได้ เนื่องจากไม่ได้เป็นผู้ประสบเหตุ เพียงแต่ได้รับแจ้งจากรุ่นน้องที่เป็นผู้ใช้เครื่อง คำถามต่อไปคือเสียงมันดังในขณะไหน เกิดขึ้นเมื่อวงล้ออยู่ที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งหรือเกิดขึ้นแบบเอาแน่เอานอนไม่ได้ ซึ่งก็ไม่ได้รับคำตอบอีก เพราะในระหว่างการวิเคราะห์นั้นนิสิตมักจะปล่อยให้เครื่องทำงานของมันเองโดยไม่ (เคยคิดจะแม้แต่เพียงสักครั้งเดียว) ดูการทำงานของมันเลยว่ามันทำงานได้เรียบร้อยหรือเปล่า

แล้วผมก็ยกตัวอย่างว่าเวลาที่เครื่องคอมพิวเตอร์มีปัญหามันก็ส่งเสียงดังได้ ซึ่งเสียงนั้นพอจะบอกที่มาของปัญหาได้ ตัวคอมพิวเตอร์เองมีแหล่งกำเนิดเสียงอยู่สองประเภทคือ ลำโพง และอุปกรณ์เคลื่อนไหว (เช่น พัดลม ฮาร์ดดิสก์ เครื่องอ่านแผ่นดิสก์ ซีดี) ซึ่งเสียงแต่ละชนิดมันไม่เหมือนกัน เช่นถ้ามีเสียงดัง แกรก แกรก หรือเสียงหวีดหวิว พวกนี้ควรจะเป็นปัญหาทางกล ที่เกิดจากการหมุนหรือการเคลื่อนที่ที่ผิดปรกติหรือมีปัญหาของชิ้นส่วนเคลื่อนที่ได้ แต่ถ้าเป็นเสียงดังประหลาดออกมาจากลำโพงนั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อาจเป็นเพราะตัวเมนบอร์ดติดต่อกับชิ้นส่วนต่าง ๆ มีปัญหา ก็เลยส่งเสียงเตือนออกมา ผมก็เคยมีปัญหาเรื่องนี้กับรถยนต์ที่ผมขับ ผมแจ้งช่างว่ามีเสียงดังผิดปรกติเวลาวิ่ง (ดังนั้นมันไม่ใช่เสียงเครื่องยนต์หรือสายพาน เพราะเสียงดังกล่าวทดสอบได้โดยการจอดรถอยู่กับที่ เข้าเกียร์ว่าง แล้วเร่งเครื่อง) เสียงที่ดังในระหว่างการขับที่เป็นไปได้คือเสียงลม (ซึ่งถ้าเป็นปัญหานี้จริงควรจะได้ยินกับรถทุกคันตั้งแต่ซื้อมา หรืออาจเกิดจากชิ้นส่วนบางชิ้นหลุดออก แล้วเกิดการปะทะของลม) เสียงยาง (ที่ใช้งานมานานจนเนื้อยางแข็งหรือหมดสภาพ) และเสียงลูกปืนล้อ (ที่แตก) ผมนั่งรถฟังเสียงไปกับช่างเป็นระยะทางกว่า 20 กิโลเมตร ช่างก็บอกว่าเป็นเสียงยางรถยนต์ แต่ผมก็ยืนยันว่ายางรถยนต์พึ่งจะเปลี่ยน และผมก็ยังได้ยินเสียงยางรถยนต์เวลาวิ่งยังดังเหมือนเดิม แต่มีเสียงนี้แทรกเข้ามา ตัวผมเองนั้นสงสัยว่าจะเป็นเสียงลูกปืนล้อ เพราะเคยมีปัญหาดังกล่าว แต่ครั้งนี้เสียงที่ดังมันไม่เหมือนกับเสียงโลหะบดสีกัน ผมก็เลยไม่แน่ใจ สุดท้ายช่างก็บอกว่าจะเอาล้อขึ้นปั่น แล้วก็พบว่าเสียงนั้นเป็นเสียงลูกปืนล้อแตกจริง ๆ

จากมุมมองของผมนั้น เนื่องจากเครื่อง XRD ไม่ได้มีลำโพงเหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ ดังนั้นผมจึงคิดว่าเสียงที่ดังออกมาควรเป็นปัญหาทางกลที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของวงล้อ และอุปกรณ์ดังกล่าวตั้งแต่ซื้อมาใช้งานเป็นเวลากว่า 10 ปีก็ไม่เคยมีการหล่อลื่นชิ้นส่วนนี้แต่อย่างไร ผมก็เลยสงสัยว่าปัญหาจะอยู่ที่การหล่อลื่นหรือเปล่า ก็เลยให้นิสิตลองติดต่อช่างว่าถ้าทำเพียงแค่ถอดชิ้นส่วนวงล้อมาหล่อลื่นใหม่จะเสียค่าใช้จ่ายเท่าใด ซึ่งก็ได้คำตอบกลับมาคืออยู่ในหลักพันบาท ผมก็เสนอให้เรียกช่างมาทำการหล่อลื่นก่อนแล้วรอดูว่าจะมีปัญหาใดหรือเปล่า

สิ่งที่น่าสนใจก็คือถ้าหากปัญหาอยู่ที่การวงล้อขาดการหล่อลื่น โดยที่ตัวบอร์ดไม่เกี่ยวข้องอะไร แต่เราเรียกช่างมาเปลี่ยนบอร์ดแทน (จ่ายตั้งสามแสนบาท) ปัญหาดังกล่าวจะหมดไปหรือไม่

คำตอบก็คือ "เป็นไปได้ทั้งสองอย่าง"

ถ้าช่างทำเพียงแค่ถอดบอร์ดเก่าออกแล้วใส่บอร์ดใหม่เข้าไปแทน แล้วเราก็เฝ้าช่างตลอดเวลาว่าให้ทำเพียงเท่านี้นะ แล้วทดลองเดินเครื่องเพื่อฟังเสียงดูว่าเกิดอะไรหรือเปล่า เราก็จะพบว่าปัญหาดังกล่าวยังอยู่ ดังนั้นเราก็ไม่ต้องจ่ายค่าบอร์ดตั้งสามแสนบาทตามราคาที่เขาเสนอ

แต่ถ้าเราไม่ได้จับตาการทำงานของช่างตลอดเวลา ช่างอาจไม่ได้ทำการเปลี่ยนเพียงแค่บอร์ด อาจทำโน่นทำนี่ เช่นถอดชิ้นส่วนมาประกอบใหม่ รวมทั้งทำการหล่อลื่นวงล้อด้วย เราก็จะพบว่าปัญหาเรื่องเสียงดังกล่าวมันหมดไป ช่างก็จะบอกเราว่าปัญหาอยู่ที่บอร์ด (ทั้ง ๆ ที่มันไม่เกี่ยวกันเลย) เราก็จะต้องจ่ายค่าบอร์ดสามแสนบาททั้ง ๆ ที่บอร์ดของเดิมมันไม่ได้เสีย

เป็นเรื่องปรกติที่อุปกรณ์ที่มีการเคลื่อนไหวมักเกิดการหลวมคลอนของนอตหรือชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ยึดตัวอุปกรณ์นั้นไว้ การหลวมคลอนดังกล่าวก็ทำให้เกิดเสียงดังได้ในระหว่างการเคลื่อนไหวของอุปกรณ์นั้น เมื่อเราทำการถอดอุปกรณ์ดังกล่าวออกมาแล้วประกอบเข้าไปใหม่ ในขณะประกอบเราก็ได้ทำการขันนอตหรือตัวยึดที่หลวมคลอนนั้นให้แน่นดังเดิม ดังนั้นเมื่อประกอบของเดิมกลับคืนเข้าไปใหม่เสียงดังนั้นก็จะหายไป ปัญหาบางอย่างเกิดที่ตัวยึดหลวมคลอนแค่นั้น แต่ช่างบอกว่าชิ้นส่วนนั้นเสีย (ทั้ง ๆ ที่ความจริงมันไม่เสีย เพียงแต่ว่ามันสั่นในขณะทำงานเพราะตัวยึดมันหลวม) เมื่อทำการถอดชิ้นส่วนเก่าออกเพื่อใส่ชิ้นส่วนใหม่เข้าไป ก็จะมีการขันตัวยึดที่หลวมนั้นให้แน่นดังเดิม เสียงที่ดังก็จะหายไป

สำหรับเครื่อง XRD เครื่องนี้หลังจากที่นิสิตได้เรียกช่างเข้ามาทำการหล่อลื่นการหมุนของวงล้อแล้ว เท่าที่ทราบในขณะนี้คือปัญหาดังกล่าวหายไป ยังไม่มีการแจ้งใด ๆ ว่ามีเสียงดังผิดปรกติเหมือนเดิมอีก

เครื่อง XRD เครื่องนี้เคยเกิดปัญหาแบบที่ผมอยากเรียกว่าปัญหา "โทษเครื่องไว้ก่อน ฉันไม่ผิด" เมื่อหลายปีที่แล้วมีการแจ้งว่าเครื่องมีปัญหา เนื่องจากไม่มีสัญญาณการหักเห ปัญหานี้เกิดขึ้นกับนิสิตเพียงรายเดียวเท่านั้น พอถามคนอื่นก็บอกว่าไม่เห็นจะมีปัญหาใด ๆ เรื่องทั้งเรื่องคือนิสิตดังกล่าวเตรียมผลึกตัวเร่งปฏิกิริยาขึ้นมาแล้วต้องการวิเคราะห์โครงร่าง แต่ผลการวิเคราะห์กลับไม่มีสัญญาณการหักเหใด ๆ เหมือนที่เขาเคยวัดได้ ผมก็เลยถามกลับไปว่าแล้วตัวอย่างที่คุณเตรียมมันมีความเป็นผลึกหรือเปล่าล่ะ เพราะคนอื่นเขาก็วัดได้ แสดงว่าปัญหามันไม่ได้อยู่ที่เครื่อง แต่อยู่ที่ตัวอย่างของคุณมากกว่าว่าเตรียมตัวอย่างออกมาแล้วไม่เป็นผลึก แต่เขาก็แย้งกลับมาว่าก็ผมเตรียมตามแบบนี้มันก็ควรจะต้องออกมาเป็นผลึก ผมก็แย้งกลับไปว่าถ้าคุณมั่นใจว่าคุณเตรียมแล้วออกมาเป็นผลึก แล้วคุณมาวัด XRD ทำไม การที่คุณนำตัวอย่างมาวัด XRD ก็เพื่อตรวจสอบว่าตัวอย่างที่เตรียมได้เป็นผลึกอย่างที่ต้องการหรือเปล่าไม่ใช่หรือ งานนี้ไม่มีการซ่อมเครื่อง แต่เขาก็ไม่กลับมาคุยอะไรกับผมอีกเลย

อีกปัญหาหนึ่งเกิดก่อนหน้านั้นอีก โดยมีลักษณะคล้าย ๆ กันคือวัดออกมาแล้วความแรงสัญญาณที่วัดได้นั้นต่ำมาก และเกิดขึ้นกับทุกคน ผมก็เลยขอให้นิสิตทำการวิเคราะห์ให้ดูและ "เฝ้าดู" การทำงานของเครื่อง จากการเฝ้าดูพบว่าในระหว่างที่เครื่องทำงานนั้น แหล่งกำเนิดรังสีเอ็กซ์นิ่งอยู่กับที่ ไม่มีการเคลื่อนไหว มีแต่หัววัดรังสีเท่านั้นที่หมุนไป พอไปตรวจสอบโปรแกรมควบคุมการทำงานของเครื่องก็พบว่ามีการเปลี่ยนรูปแบบการวัด จากปรกติที่ให้แหล่งกำเนิดรังสีและหัววัดรังสีเคลื่อนที่สัมพัทธ์กัน กลายเป็นกำหนดให้แหล่งกำเนิดรังสีอยู่กับที่และมีการเคลื่อนที่เฉพาะหัววัดรังสีเท่านั้น พอเปลี่ยนพารามิเตอร์ดังกล่าวกลับคืนเดิม เครื่องก็กลับมาเป็นปรกติเหมือนเดิม

นิสิตแต่ละรายยืนยันอย่าหนักแน่นว่า "ไม่" มีใครไปเปลี่ยนพารามิเตอร์ดังกล่าว ผมก็ถามกลับไปว่าแล้วพวกคุณมีใครเฝ้าเครื่องไว้ตลอด 24 ชั่วโมงหรือเฝ้าดูการกดปุ่มของแต่ละคนที่มาใช้เครื่องหรือเปล่า ถ้าคุณมั่นใจว่าไม่มีคนไปกดเปลี่ยน ก็ขอคำอธิบายที่เป็น "วิทยาศาสตร์" ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

ผมไม่ได้รับคำอธิบายที่เป็น "วิทยาศาสตร์" กลับมา