แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิธีการทดลอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิธีการทดลอง แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ตัวอย่างทดสอบที่ใกล้เคียงกับคนมีชีวิตมากที่สุด MO Memoir : Friday 21 August 2563

ตอนไปเรียนที่อังกฤษเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๓๒ นั้น กฎหมายจราจรของอังกฤษบังคับเฉพาะคนนั่งเบาะหน้าเท่านั้นที่ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย ช่วงเวลานั้นก็มีสารคดีหนึ่งออกมา เป็นผลจากการติดตามว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ลดน้อยลงหรือไม่เมื่อบังคับให้คาดเข็มขัดนิรภัย ผลที่ออกมาก็คือยังคงเป็นเหมือนเดิม

สาเหตุที่ทำให้อัตราการเสียชีวิตไม่ลดลงอย่างที่ควรเป็นก็คือ พอคนขับคิดว่าตัวเองได้รับการปกป้อง ก็เลยขับรถแบบสุ่มเสี่ยงมากขึ้น เป็นผลให้อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนั้นรุนแรงตามไปด้วย และยังทำให้ผู้ที่นั่งเบาะหลังเสียชีวิตเพิ่มขึ้น (เพราะกฎหมายไม่ได้บังคับให้ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย) และยังทำให้การเสียชีวิตของผู้ที่นั่งเบาะหน้าไม่ลดลงอย่างที่ควรเป็น ทั้ง ๆ ที่เขาคาดเข็มขัดนิรภัย เพราะเมื่อเกิดการชน คนที่นั่งเบาะหลังจะปลิวมาอัดเบาะหน้าให้พับกดผู้ที่นั่งเบาะหน้า

ส่วนหนึ่งในสารคดีนี้ที่จำได้ก็คือการไปติดตามการเกิดอุบัติเหตุ ณ สามแยกแห่งหนึ่ง เดิมทีสายแยกแห่งนี้มีพุ่มไม้บังมุมมอง ทำให้รถที่วิ่งมาในแนวตรงมองไม่เห็นรถที่มาจากเส้นตั้งฉาก และรถที่มาจากเส้นตั้งฉากก็มองไม่เห็นรถที่มาทางแนวตรง ทำให้มีคนคิดว่าถ้าเอาต้นไม้ออกเพื่อให้คนขับรถที่ขับมาจากแต่ละด้านมองเห็นอีกด้านชัดเจนขึ้นว่ามีรถมาหรือไม่ การเกิดอุบัติเหตุก็น่าจะลดลง

เอาเข้าจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เขากลับพบว่าตอนที่มีพุ่มไม้นั้น คนขับจะลดความเร็วลงเมื่อถึงทางแยก แต่เมื่อเอาพุ่มไม้ออกไป คนขับกลับประมาทมากขึ้น คือนอกจากจะไม่ลดความเร็วแล้ว อาจจะยังไม่หยุดดูด้วยว่าอีกทางมีรถมาหรือไม่

รูปที่ ๑ ข่าวเกี่ยวกับการเปิดเผยการทดสอบการชน ณ ในประเทศเยอรมันและอเมริกาที่ใช้ศพคนเป็นตัวอย่างทดสอบ

วิทยากรคนหนึ่งที่ให้สัมภาษณ์ในสารคดีดังกล่าวยังตั้งเปรยเล่น ๆ ขึ้นมาทำนองว่า "ถ้าเราเปลี่ยนจากถุงลมนิรภัย เป็นเหล็กแหลมที่จะพุ่งออกมาแทงทะลุอกคนขับ เวลาที่รถมีการชน อุบัติเหตุการชนน่าจะลดลงได้"

ถ้าพูดถึงการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ยากจะทำซ้ำหรือยังไม่มีใครทำซ้ำ ที่ได้เกิดขึ้นในศตวรรษที่ ๒๐ ก็น่าจะมีอยู่สัก ๔ เรื่องด้วยกัน

เรื่องแรกคือการทดลองเพื่อหากระสุนปืนพกที่ดีที่สุดสำหรับยิงคน ที่การทดลองครั้งแรกนั้นนำไปสู่การเกิดกระสุนขนาด .45 AUTO หรือ 11 มม. และมีการทำซ้ำใหม่ในการทดลองที่เรียกว่าStrasbourg test ในอีก ๘๐ ปีถัดมา ซึ่งเรื่องนี้ได้เคยเล่าไว้ในเรื่อง "การค้นหากระสุนปืนพกที่ดีที่สุดสำหรับหยุดคน" เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๓

จะว่าไปการนำศพมาทดสอบด้วยการยิงนั้น ในบ้านเราก็เคยมีครับ คือเหตุการณ์กรณีสวรรคตของรัชกาลที่ ๘ ที่มีการยิงด้วยระยะและมุมต่าง ๆ กัน เพื่อเปรียบเทียบบาดแผลและเส้นทางกระสุน

รูปที่ ๒ รูปนี้เป็นการนำเหตุการณ์ทดสอบมาใช้เป็นหัวข้ออภิปรายในการเรียนของสถาบันแห่งหนึ่ง

การทดลองที่สองเห็นจะได้แก่การทดลอง "ทางการแพทย์" ของกองทัพเยอรมันและญี่ปุ่น ที่กระทำโดยใช้คนเป็น ๆ มาทำการทดลอง ซึ่งหลังสงครามสิ้นสุดลง ผลการทดลองต่าง ๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่ก็ถูกเก็บไว้โดยไม่เปิดเผย และยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่ามีคุณค่าที่จะนำมาใช้หรือไม่ สำหรับคนที่สนใจเรื่องนี้ก็สามารถลองอ่านเรื่องย่อ ๆ เพิ่มเติมได้ใน wikipedia ในหัวข้อ "Nazi human experimentation"

การทดลองที่สามจัดว่าเป็นการทดลองทางการแพทย์จริง ๆ และเป็นการทดลองที่กระทำอย่างเปิดเผย เรียกว่าคนทำโดนด่าเละตลอดการทดลอง แต่เมื่อได้ผลการทดลองออกมาก็มีการนำไปใช้กันอย่างแพร่หลาย การทดลองนี้เป็นการทดลองของ Master (อาจารย์) และ Johnson (ผู้ช่วยวิจัย) ที่เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกายมนุษย์ในระหว่างกระบวนการมีเพศสัมพันธ์ สำหรับคนที่สนใจเรื่องนี้ก็สามารถลองอ่านเรื่องย่อ ๆ เพิ่มเติมได้ใน wikipedia ในหัวข้อ "Masters and Johnson"

การทดลองที่สี่เป็นการทดลองที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษสุดท้ายของศตวรรษที่ ๒๐ คือการทดลองเพื่อทดสอบว่าในความเป็นจริงนั้น อุปกรณ์ที่เราเชื่อว่าสามารถลดอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับผู้โดยสารรถนั้นทำงานได้ดีจริงแค่ไหน และเพื่อให้ได้ผลที่เชื่อว่าจะใกล้เคียงกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับคนจริงในขณะที่เกิดการชน จึงได้มีการนำเอา "ศพ" ที่ได้รับบริจาค (ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก) มาเป็นหุ่นทดสอบการชน

การทดลองนี้ไม่รู้ว่าใช้ชื่อการทดลองว่าอะไร รู้แต่ว่าหาข้อมูลย้อนหลังไม่ค่อยได้ ที่หาได้ก็มีข่าวย้อนหลังที่นำมาแสดงในรูปที่ ๑ และมีการนำเรื่องดังกล่าวมาใช้เป็นหัวข้ออภิปราย (น่าจะเป็นในเชิงจริยธรรม) ในการเรียนของสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง (ตามลิงก์ที่อยู่ในรูป)

จะว่าไปเรื่องการนำศพที่ได้รับบริจาคมาเพื่อการศึกษาทางการแพทย์ มาทำโน่นทำนี่โดยมีเหตุผลว่าเพื่อการศึกษานั้นก็มีการทำกันหลายรูปแบบ บางรูปแบบก็ได้รับการตอบรับที่ดี (คิดว่าคงเป็นอย่างนั้น) เช่นโครงการที่มีชื่อว่า "Visible human project" ที่นำศพบริจาคมาทำการแช่แข็ง จากนั้นจึงค่อย ๆ เจียรออกในแนวขวางทีละนิด (ในระดับไม่เกิน 1 มิลลิเมตรต่อครั้ง จากศีรษะจรดปลายเท้า) แล้วถ่ายรูปและสแกนภาพตัดขวางของร่างกายส่วนนั้นเอาไว้


บางที การทดลองใด ๆ ควรที่จะกระทำหรือมีความเหมาะสมหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าการกระทำเช่นนั้นเกิดในยุคสมัยใด ใครเป็นผู้กระทำ และผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการกระทำนั้นคือใคร

วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562

รวมบทความชุดที่ ๒๔ ประสบการณ์การทำการทดลอง MO Memoir : Tuesday 1 October 2562 MO Memoir


"สิบมือคลำ ไม่เท่าทำเอง"

รู้วิธีทำไข่เจียวไหมครับ
        
แล้วทำไข่เจียวเป็นไหมครับ
     
เอาแบบฟู ๆ นุ่ม ๆ นะครับ ไม่ใช่ออกมาแบน ๆ แบบไข่สำหรับทำผัดไทยห่อไข่
      
ถ้ามั่นใจว่าทำเป็นและรู้วิธีการ ลองเขียนวิธีทำออกมาเป็นตัวหนังสือซิครับ เอาแบบว่าไม่ว่าใครที่ไหนบนโลกนี้เอาไปทำก็ตาม ต้องออกมาเหมือนกันหมด จะทำแบบฟองเดียวหรือหลายฟอง ก็ให้ออกมาเหมือนกันหมด โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะใด ๆ ทั้งสิ้น
           
ว่าแต่คุณคิดว่าปัจจัยอะไรบ้างครับที่มันสามารถส่งผลหรือไม่ส่งผลต่อไข่เจียวที่จะได้
          
รูปร่าง/ขนาดภาชนะที่จะใช้ตีไข่, อุปกรณ์ที่จะใช้ตีไข่, เครื่องปรุงที่จะใส่ลงไป, ชนิดของน้ำมันที่ใช้ทอด, รูปทรงของกระทะที่ใช้ทอด, เตาที่จะใช้ทอด (เช่น แก๊ส, ไฟฟ้า, ถ่าน), อายุของไข่ที่จะเอามาทอด ฯลฯ
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมก็พบว่า สำหรับผู้ที่ได้คลุกคลีกับการทำการทดลองจริง (เอาแบบได้ไปลงมือปฏิบัตินะครับ ไม่ใช่แค่ยืนดูหรือรับฟัง) จะรู้ดีกว่าการทำให้ผลการทดลองนั้นทำซ้ำได้ ไม่ว่าใครก็ตามเป็นคนทำ มันเป็นเรื่องยาก เพราะที่สำคัญก็คือต้องทราบหลักการ และเขียนวิธีการที่เป็นกลาง โดยอิงจากตัวแปรที่ต้องไม่ขึ้นกับอุปกรณ์ที่ใช้ทดลอง เรียกว่าถ้าค่าตัวแปรดังกล่าวเหมือนกัน ผลการทดลองก็ต้องออกมาเหมือนกัน
         
แต่ผลการทดลองที่ได้มันขึ้นอยู่กับวิธีเก็บตัวอย่างไปวิเคราะห์ การทำงานของเครื่องวิเคราะห์ และการแปลผลการวิเคราะห์ด้วย จากประสบการณ์ที่ผ่านมาได้เห็นเหตุการณ์มากมากที่แสดงให้เห็นว่า เราสามารถแต่งผลการวิเคราะห์ให้ออกมาดังต้องการได้ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกับตัวเครื่องวิเคราะห์ หรือการแต่งผลการวัดก่อนทำการแปลผล
         
รวมบทความชุดนี้เป็นการรวบรวมสิ่งที่เขียนไว้ตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ของการเริ่มเขียน Memoir จนถึงปัจจุบัน หลากหลายเรื่องราวนั้นมันเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ที่ตกรุ่นไปแล้วแต่ก็ได้นำมาลงไว้ อย่างน้อยก็เป็นการบันทึกการทำงานของตัวเองกับนิสิตที่ทำงานร่วมกันในช่วงเวลานั้นว่าเราได้พบกับปัญหาอะไรบ้าง และเราได้ช่วยกันแก้ไขปัญหาเหล่านั้นด้วยวิธีใด เรื่องเหล่านี้อาจดูแล้วรู้สึกว่ามันน่าจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ควรค่าต่อการจดจำ แต่สำหรับคนที่อยู่ในช่วงเวลานั้นจะพบว่า ปัญหาเล็ก ๆ แบบนี้แหละที่ทำให้งานของเขาทั้งหมดไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ นอกจากนี้จะว่าไปหลายเรื่องมันก็เป็นเรื่องที่เกิดซ้ำขึ้นอีกหลายปีภายหลัง หรือเกิดขึ้นเป็นประจำในหลากหลายสถานที่
          
บางเรื่องถ้าอ่านแล้วไม่เข้าใจก็ไม่ต้องสงสัยนะครับว่าแล้วผมเอามาลงทำไม เพราะมันเป็นบันทึกการทำงานที่เป็นที่เข้าใจกันระหว่างผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์นั้น จะเรียกว่ามันเป็นความสุขเล็ก ๆ ที่เกิดจากการที่เราได้ช่วยแก้ปัญหาเล็ก ๆ ทีละเปลาะจนงานมันเดินต่อไปจนสำเร็จก็ได้ครับ


วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2562

แนวทางหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์นิสิตรหัส ๖๐ (ตอนที่ ๑๑) MO Memoir : Wednesday 26 June 2562

อย่างแรกเลยก็ต้องขอแสดงความยินดีกับสมาชิกกลุ่มทั้งสองรายที่ผ่านการสอบปกป้องวิทยานิพนธ์ไปเมื่อวันจันทร์และอังคารที่ผ่านมา ที่เหลือก็คงเป็นเพียงแค่การแก้เล่มแล้วส่งเท่านั้นเอง
 
ตอนที่ผมเรียนโทที่อังกฤษนั้น มหาวิทยาลัยที่ผมเรียน แม้ว่าจะมีการทำวิทยานิพนธ์ มีการทำเล่มปกแข็งส่ง แต่ไม่มีการสอบวิทยานิพนธ์แบบสอบปากเปล่า เขาเรียนโทกันปีเดียว ทั้งเรียนวิชาและทำวิทยานิพนธ์ไปพร้อมกัน ในขณะที่บางภาควิชาในมหาวิทยาลัยเดียวกันแท้ ๆ เปิดภาคเรียนมาก็เรียนกันอย่างเดียว ไปทำวิทยานิพนธ์กันอย่างเดียวช่วงประมาณ ๓ เดือนสุดท้ายแล้วก็ส่งเลย หัวข้อวิทยานิพนธ์ก็เป็นหัวข้อที่อาจารย์เข้ามีอยู่แล้ว แล้วเราก็เข้าไปเลือกสมัครทำ
 
พอผ่านเข้าเรียนปริญญาเอกก็ไม่มีวิชาเรียน เรียกว่าทำวิจัยกันอย่างเดียว แล้วก็มีการสอบหัวข้อ โดยหลัก ๆ ของการสอบหัวข้อก็คือ เราต้องนำเสนอให้ผู้ฟังเห็นว่าสิ่งที่เราคิดจะทำนั้นมันน่าสนใจตรงไหน และเรามีแนวทางจะทำอย่างไร ไม่ได้มีการกำหนดรายละเอียดไว้อย่างเฉพาะเจาะจง เรียกว่าให้การค้นพบมันนำพาไปเองว่า จากสิ่งที่เราค้นพบนั้นเราควรทำอะไรต่อไป
 
พออาจารย์ที่ปรึกษาเขาเห็นว่าเรามีผลงานมากพอที่จะสอบวิทยานิพนธ์ได้แล้ว เขาก็จะให้เราเริ่มเขียน สิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่เขาบอกผมก็คือ ผมไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับเขา เพราะเขาไม่ได้เป็นคนให้ผมผ่านหรือไม่ผ่าน กรรมการสอบต่างหากที่จะให้ผมสอบผ่านหรือไม่ผ่าน เพราะในการสอบนั้นอาจารย์ที่ปรึกษาไม่มีสิทธิให้คะแนนสอบ บาง College นั้นไม่ให้อาจารย์ที่ปรึกษาอยู่ในห้องสอบด้วยซ้ำ เรียกว่าจัดห้องสอบแยกให้ต่างหาก มีเฉพาะผู้เข้าสอบและกรรมการอีก ๒ ท่าน เป็นอาจารย์ของสถาบัน ๑ ท่านและจากภายนอกสถาบันอีก ๑ ท่านเท่านั้น แต่ใน College ที่ผมเรียนนั้นอาจารย์ที่ปรึกษาสามารถเข้าฟังการสอบได้ ถ้า "ผู้เข้ารับการสอบ" นั้นอนุญาต การที่เขาทำเช่นนี้ก็คือเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนนั้นมีสิทธิแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นที่ขัดใจอาจารย์ที่ปรึกษา
 
รูปแบบการเขียนก็ไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัว มีกฎง่าย ๆ อยู่เพียงว่า ใครก็ตามที่มาอ่านที่หลังแล้วต้องรู้เรื่อง ไม่ควรมีคำถามอะไรที่ตกค้าง เพราะวิทยานิพนธ์คือสิ่งที่จะค้างอยู่ในห้องสมุด ตัวผู้เขียนไม่รู้ว่าไปอยู่ไหนแล้ว ถ้าหากเขียนไม่ชัดเจนก็จะทำให้คนที่มาอ่านทีหลังนั้นสับสนได้ และที่สำคัญก็คือกรรมการสอบเขาอ่านอย่างละเอียด เรียกว่าถ้าใครสามารถเขียนได้แบบกรรมการสอบไม่มีข้อสงสัยใด ๆ ก็เรียกว่าสอบผ่านสบาย ซึ่งน้อยคนนักจะทำได้ สมัยผมเรียนก็เคยได้ยินเพียงรายเดียวจากผู้เข้าสอบที่ College อื่น ที่พอเริ่มสอบกรรมการสอบก็บอกโดยไม่ต้องมีการซักถามอะไรเลยว่าสิ่งที่เขาเขียนนั้นเขาเขียนไว้ดีมาก จนกรรมการสอบไม่มีคำถามอะไรจะถาม เรียกว่าให้ผ่านแล้วก็ได้ วันนั้นถือว่าเป็นการมาคุยกันเล่น ๆ เท่านั้น แต่สำหรับที่ภาควิชาเรานั้น ทำงานมาปีนี้เป็นปีที่ ๒๕ แล้ว เคยพบแค่รายเดียวเท่านั้น เป็นนิสิตจากอินโดนีเซียที่มาเรียนปริญญาโทที่ภาคเรา
 
การสอบวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่อังกฤษนั้นไม่มีการนำเสนอ กรรมการจะอ่านเล่มจนหมดก่อน จากนั้นจึงค่อยนัดวัดสอบ การต้องรอ ๒ ถึง ๓ เดือนหลังส่งเล่มก่อนได้สอบก็ถือว่าเป็นเรื่องปรกติ พอเริ่มการสอบเขาก็ซักถามกันทันที ผมทำทั้งการทดลองและ simulation คำถามที่น่าจะยากที่สุดเห็นจะได้แก่คำถามเกี่ยวกับเรื่อง simulation ที่ผมนำเสนอการนำเทคนิค moving finite element มาใช้ในการแก้ปัญหา กรรมการสอบที่เป็นกรรมการจากภายนอกเขาบอกผมว่า เขาไม่มีความรู้เรื่องนี้ ช่วยอธิบายเป็น "ภาษาง่าย ๆ" ให้เขาเข้าใจได้ไหม
 
การที่จะอธิบายอะไรสักอย่างเป็น "ภาษาง่าย ๆ" ให้คนอื่นเข้าใจได้ คุณจะต้องมีความเข้าใจเรื่องนั้นดี และต้องสามารถหาตัวอย่างประกอบที่ผู้ฟังสามารถมองเห็นภาพได้ด้วย

การสอบปกป้องวิทยานิพนธ์ วันจันทร์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๒ เวลา ๑๖.๐๐ - ๑๘.๐๐ น

ในการสอบปากเปล่า (ที่สามารถเขียนกระดานช่วยอธิบายได้) สองชั่วโมงของผมนั้น เนื้อหาที่โดนซักมากที่สุดคือ "วิธีการทำการทดลอง" (รวมทั้ง simulation ด้วย) เพราะถ้าวิธีการไม่ถูกต้องเหมาะสม ผลการทดลองก็ไม่ควรค่าแก่การพิจารณาใด ๆ แล้ว แต่ในภาควิชาเราที่เข้าสอบเป็นประจำ หรือในที่ประชุมวิชาการต่าง ๆ นั้นกลับพบว่าเราไปให้ความสำคัญมากกับผลการทดลองและข้อสรุปที่ได้ โดยไม่ได้สนใจตรวจสอบว่าผลการทดลองนั้นมันถูกต้องหรือไม่ และบางกลุ่มวิจัยก็มีปัญหาเรื่องวิธีการทดลอง (รวมทั้งวิธีการวิเคราะห์ตัวอย่าง) เป็นประจำ จนผมเลือกที่จะไม่ขอเป็นกรรมการสอบนิสิตกลุ่มนั้น เพราะรู้เบื้องหลังรายละเอียดการได้มาซึ่งผลการทดลองเหล่านั้นมากเกินไป แม้แต่งาน simulation ก็ยังสามารถจับได้ว่ามีการแต่งขั้นตอนการคำนวณ ด้วยการให้โปรแกรมหยุดการคำนวณก่อนที่จะลู่เข้าหาคำตอบของสมการ เพื่อให้ตัวเลขที่ได้จากการคำนวณออกมาตรงกับข้อมูลดิบที่เขามี
 
แม้แต่วิธีการวิเคราะห์ตัวอย่างนั้น แม้ว่าเราจะไม่ได้ทำการวิเคราะห์เอง แต่เราก็ต้องรู้ว่าการเตรียมตัวอย่างและรายละเอียดการวิเคราะห์นั้นเป็นอย่างไร เพราะในหลายเครื่องมือแล้ว มันไม่ได้มีวิธีเตรียมตัวอย่างเพียงวิธีเดียวที่ใช้ได้กับทุกตัวอย่าง แต่มันต้องปรับเปลี่ยนไปตามตัวอย่างที่จะทำการวิเคราะห์ หรือแม้แต่ตัวอย่างเดียวกัน ถ้าใช้วิธีเตรียมที่แตกต่างกัน ก็ให้ผลที่แตกต่างได้ อย่างเช่นการใช้เทคนิคการดูดซับไพริดีนร่วมกับ FT-IR ในการจำแนกประเภทของกรดบนพื้นผิวของแข็ง
 
ความเป็นกรดบนพื้นผิวของแข็งนั้นมี ๒ ประเภทคือ Brönsted (หมู่ไฮดรอกซิล -OH) หรือ Lewis (ไอออนบวกของโลหะ) ถ้าตัวอย่างนั้นสัมผัสกับความชื้นในอากาศจนอิ่มตัว พื้นผิวก็จะมีหมู่ -OH มาก (หมู่นี้เกาะกับไอออนบวกของโลหะ) การให้ความร้อนแก่ตัวอย่างก่อนทำการให้ตัวอย่างดูดซับไพริดีนสามารถทำให้หมู่ -OH สองหมู่หลอมรวมกันกลายเป็นโมเลกุล H2O ระเหยออกไป และเปิดไอออนบวก (กรดแบบ Lewis) สองไอออนขึ้นแทน เรียกว่ากรด Brönsted หายไป ๒ โดยได้กรด Lewis มาแทนสอง ส่วนที่ว่าหมู่ -OH จะหายไปมากน้อยเท่าใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าใช้อุณหภูมิสูงแค่ไหนในการเตรียมตัวอย่างก่อนการดูดซับไพริดีน ถ้าใช้อุณหภูมิสูงมากเป็นเวลานาน มันก็จะหายไปมาก ในเรื่องนี้ผมถึงบอกว่าอยากให้ผลการทดลองออกมาอย่างไรก็จัดให้ได้ ถ้าไม่อยากให้มีกรด Brönsted เลยก็ใช้อุณหภูมิสูงในการเตรียมตัวอย่าง แต่ถ้าอยากเห็นกรด Brönsted เยอะ ๆ ก็ให้ตัวอย่างจับความชื้นจนอิ่มตัวและใช้อุณหภูมิต่ำในการเตรียม และด้วยการวัดที่กระทำในสุญญากาศ (โดยผลที่ได้นั้นขึ้นอยู่กับวิธีเตรียม) จึงทำให้ผลที่ได้นั้นไม่สามารถเป็นตัวแทนสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในระหว่างการทำปฏิกิริยาได้เสมอไป โดยเฉพาะในกรณีของเราที่ในแก๊สมีไอน้ำที่ความเข้มข้นสูง ที่ปริมาณหมู่ -OH บนพื้นผิวนั้นจะอยู่ในสภาพสมดุลกับความชื้นในแก๊ส ซึ่งเป็นสภาวะที่แตกต่างไปจากที่ใช้ในการวิเคราะห์
 
วิทยานิพนธ์นั้นมันน่าเชื่อถือแค่ไหนนั้น มันต้องคุยกันเป็นชั่วโมง และวิธีการที่ได้มาซึ่งข้อสรุปนั้นต้องได้รับการตรวจสอบโดยละเอียด พวกคุณจบไปแล้วถ้าคิดจะนำงานวิจัยใครไปใช้ ควรที่จะต้องตรวจสอบผลของเขาด้วยว่าสามารถทำซ้ำได้ และวิธีการที่ใช้ในการวิเคราะห์นั้นถูกต้อง เพราะวิธีการวิเคราะห์ที่ผิดมันก็ให้ผลการวิเคราะห์ที่ผิด (ที่ทำซ้ำได้) ไม่ใช่ฟังเพียงแค่ข้อสรุปที่เขานำเสนอในเวลาเพียงแค่ไม่กี่นาที โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพสังคมปัจจุบันที่เน้นการสื่อสารด้วยการทำ infographic หรือสไลด์เพียงแค่ไม่กี่ภาพที่พยายามดึงดูดให้ผู้รับสื่อนั้นเห็นด้วยกับสิ่งที่นำเสนอโดยต้องไม่คิดเป็นอย่างอื่น 
  
ถ้าคุณต้องการรับใครสักคนไปทำงานในตำแหน่งพนักงานขาย พวกนั้นเหมาะ แต่ถ้าคุณต้องอยู่ในฐานะผู้จ่ายเงินเพื่อจะซื้อสิ่งที่เขานำเสนอ สิ่งสำคัญที่พวกคุณต้องมีคือ "ฟังอย่างไรไม่ให้ถูกหลอก"


การสอบปกป้องวิทยานิพนธ์ วันอังคารที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๒ เวลา ๑๐.๐๐ - ๑๑.๓๐ น
 
Memoir ฉบับนี้คงเป็นฉบับปิดท้ายชุดบทความ "แนวทางหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์นิสิตรหัส ๖๐" และสิ่งสุดท้ายที่ขอฝากไว้ให้พวกคุณที่ผ่านการสอบแล้วก็คือ รูปถ่ายที่ถ่ายเอาไว้เมื่อวันสอบและเมื่อ ๑๘ เดือนที่แล้ว เพื่อให้พวกคุณพิจารณาเองว่า สิ่งที่พวกคุณบอกกับผมเอาไว้ว่า "กาลเวลาทำอะไรหนูไม่ได้หรอก แต่การเรียนปริญญาโทนี่ซิ" มันเป็นจริงแค่ไหน
  


วันพฤหัสบดีที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๖๐ ระหว่างเข้าฟังการสอบปกป้องวิทยานิพนธ์ของนิสิตรุ่นพี่

วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2560

แนวทางหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์นิสิตรหัส ๕๘ (ตอนที่ ๑๐) MO Memoir : Friday 27 January 2560

เอกสารฉบับนี้แจกจ่ายเป็นการภายใน ไม่นำเนื้อหาลง blog
 
เนื้อหาในเอกสารฉบับนี้เกี่ยวกับการสอบโครงร่างวิทยานิพนธ์ในช่วงเช้าวันนี้ ซึ่งหลายเรื่องที่ต้องทบทวนและทำความเข้าใจให้ตรงกัน


วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2558

แนวทางหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์นิสิตรหัส ๕๗ (ตอนที่ ๑๗) MO Memoir : Tuersday 20 October 2558

เอกสารนี้แจกจ่ายเป็นการภายใน ไม่นำเนื้อหาลง blog

เนื้อหาในเอกสารนี้ส่วนหนึ่งเป็นข้อสรุปผลการประชุมที่ได้จากการประชุมในช่วงบ่ายวันจันทร์เวลา ๑๕.๐๐ - ๑๖.๐๐ น ที่ห้องเรียนใหญ่ชั้น ๑๐ อาคารวิศว ๔ ที่ผ่านมา


วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2558

แนวทางหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์นิสิตรหัส ๕๗ (ตอนที่ ๘) MO Memoir : Saturday 6 June 2558

เอกสารฉบับนี้แจกจ่ายเป็นการภายใน ไม่นำเนื้อหาลง blog
  
เนื้อหาในเอกสารฉบับนี้เกี่ยวกับงานที่ได้กระทำไปในช่วง ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมา เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความเข้มข้นสารตั้งต้นด้านขาเข้าที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2558

นั่งเฝ้าหน้าเครื่องหน่อยก็ดีนะ (การทำวิทยานิพนธ์ภาคปฏิบัติ ตอนที่ ๖๙) MO Memoir : Wednesday 1 April 2558

มันเป็นการทดลองง่าย ๆ ที่มองดูเผิน ๆ มันไม่ยากหรอกครับ แต่พอลองทำจริงแล้วปรากฏว่าทำไม่ได้สักที
  

เริ่มจากสัปดาห์ที่แล้วที่ให้ลงมือปฏิบัติด้วยเรื่องง่าย ๆ ด้วยการให้ขันนอต ๖ ตัวเพื่อปิด autoclave จากนั้นก็อัดแก๊สไนโตรเจนเข้าไป 5 barg แล้วทดสอบดูว่ารั่วหรือไม่
  
ปล่อยให้ทำกันเองพักใหญ่ ก็ปรากฏว่าทำกันไม่สำเร็จ ขันยังไงก็รั่ว ก็เลยต้องบอกวิธีการที่ถูกต้องให้ทำ การขันนอตมันไม่ใช่สักแต่ว่าใช้แรงบิดอัดลงไป มันต้องมีการสังเกตและใช้ความรู้สึกด้วย ว่าควรจะขันเท่าใด และทำอย่างไรจึงจะให้นอตขันแน่นเท่ากันทุกตัว (เป็นเพียงแค่นอตตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีประแจทอร์คให้ใช้)
  
การทดลองต่อไปก็คือให้นำเอา autoclave ไปต้มในน้ำที่อุณหภูมิ 80ºC ใช้เพียงหม้อกับ hot plate โดยให้คงอุณหภูมิไว้ให้ได้ที่ 80ºC นาน 1 ชั่วโมง ให้ทำกันตั้งแต่ก่อนเที่ยง ปรากฏว่า ๔ ชั่วโมงผ่านไปก็ยังทำไม่สำเร็จ คือ ถ้าไม่สูงเกินไปก็ต่ำเกินไป
  
พอมาบ่นให้ผมฟัง ผมก็บอกว่าพวกคุณมีกันตั้ง ๔ คน ให้ปรับอุณหภูมิให้นิ่งเพียงแค่ชั่วโมงเดียวยังทำไม่ได้ แล้วก็ชี้ให้ดูรุ่นพี่ที่กำลังทำแลปอยู่ว่า คนนั้นเขาทำแลปคนเดียว เฝ้ากัน ๓ วัน ๒ คืน เขายังทำได้

ในใจคิดว่าเพียงแค่นี้ยังทำไม่ได้ แล้วจะไปทำการทดลองที่เป็นวิทยานิพนธ์ของตัวเองได้อย่างไร ในเมื่อการทดลองของการทำวิทยานิพนธ์นั้นมันใช้เวลานานกว่านี้อีก และตัวเองต้องรับผิดชอบการทดลองทั้งหมด โดยอาจไม่มีคนอื่นคอยช่วยเหลือด้วย

การเรียนรู้ภาคปฏิบัตินั้นมันไม่ใช่สักแต่ว่าทำตามขั้นตอนที่ระบุ แต่มันยังรวมถึงการสังเกตการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ด้วยการใช้ประสาทสัมผัสต่าง ๆ รับรู้ว่าสภาพแวดล้อมของการทำการทดลองนั้นส่งผลใด ๆ หรือไม่ต่อการทดลองของเรา สภาพการทำงานปรกตินั้นเป็นอย่างไร (เช่นเสียงการทำงานของอุปกรณ์ที่ทำงานตามปรกติ การทำงานของสวิตช์ควบคุมอุณหภูมิ ฯลฯ) มันไม่ใช่แค่เปิดเครื่องทิ้งไว้แล้วก็หายหัวไปโดยไม่สนใจดูแล (มันทำได้ก็ต่อเมื่อมันเป็นระบบที่มีการควบคุมอัตโนมัติและผ่านการทดสอบมาแล้วว่ามีความไว้วางใจได้สูง แต่ถึงกระนั้นก็ยังต้องมีการตรวจสอบเป็นระยะว่าทุกอย่างยังทำงานปรกติอยู่) กะว่ากลับมาอีกทีก็เก็บผลการทดลองเลย

ในกรณีนี้ความร้อนจาก hot plate นั้นจ่ายให้กับน้ำในหม้อ น้ำในหม้อก็รับความร้อนมาจาก hot plate และสูญเสียความร้อนออกสู่บรรยากาศรอบข้าง แต่บรรยากาศรอบข้างนั้นมันเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาต่าง ๆ ของวัน (ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิหรือกระแสลมที่พัดผ่าน) และแต่ละวันก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้นระดับการเปิด hot plate ที่เหมาะสมในวันหนึ่งอาจจะใช้ไม่ได้ในวันอื่น ๆ ที่มีสภาพอากาศที่แตกต่างไป มันต้องมีการปรับแต่ง
  
ช่วงที่ผ่านมาสังเกตเห็นว่าพอเปิด hot plate แล้วก็เข้าไปนั่งจับกลุ่มกันอยู่ในห้องพักที่เป็นห้องแอร์ (ที่อยู่อีกฟากหนึ่งของห้องทดลอง) อีกสักครึ่งชั่วโมง (บางครั้งดูเหมือนจะนานกว่านั้น) ก็ค่อยโผล่ออกมาดูว่าอุณหภูมิได้ที่หรือยัง ถ้ายังไม่ได้ที่ก็ทำการปรับ hot plate แล้วก็กลับเข้าไปนั่งแช่กันต่อในห้องแอร์ใหม่ ก็เพราะทำแลปกันแบบนี้ ก็เลยทำการทดลองไม่สำเร็จสักที
  
การทดลองนี้มันเสร็จสิ้นได้ง่ายเพียงแค่ยอมมา "นั่งเฝ้าหน้าเครื่อง" แล้วคอยสังเกตการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ จากนั้นก็ทำการปรับระดับการให้ความร้อนของ hot plate ให้เหมาะสม เช่นถ้าพบว่าอุณหภูมิเพิ่มเร็วเกินไปก็ลดระดับการให้ความร้อนของ hot plate ถ้าพบว่าอุณหภูมิตกลงอย่างช้า ๆ ก็ค่อย ๆ เพิ่มระดับการให้ความร้อนของ hot plate ทีละน้อย ๆ เพื่อหยุดการลดลงของอุณหภูมิ ฯลฯ การทำเช่นนี้เป็นสิ่งจำเป็นในการเรียนรู้พฤติกรรมของระบบที่เราทำการศึกษา จะได้รู้ว่าอัตราเร็วในการตอบสนองของระบบนั้นช้า-เร็วเพียงใด และมีสิ่งรบกวนใดบ้างที่ส่งผลต่อการควบคุมการทำงานของระบบ และส่งผลรบกวนนั้นมากน้อยเพียงใด การทำเช่นนี้มันไม่ได้เป็นเพียงแค่ "สิ่งจำเป็น" และ "สำคัญ" สำหรับ "มือใหม่" ผมเองขนาดทำงานกับแก๊สโครมาโทกราฟมานานกว่า ๒๐ ปี ยังต้องมานั่งเฝ้าหน้าเครื่องอยู่เป็นระยะเวลาที่เปลี่ยนแปลงสภาวะของการทดลอง

ทีนี้ก็เหลือแต่เพียงแค่ผู้ที่ต้องทำการทดลองต้องเลือกเอาเองแล้วว่า จะทำอย่างไรต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เขียนไว้ เพื่อเตือนใจตนเอง (๒) MO Memoir : Thursday 7 August 2557

"สำคัญสุดคือวิธีการทดลอง ถ้าวิธีการทดลองผิดพลาด ผลการทดลองก็ไม่มีค่าควรแก่การพิจารณา"

ตอนเรียนอยู่อังกฤษ เมื่อเริ่มเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกนั้น อาจารย์ที่ปรึกษาให้คำแนะนำสั้น ๆ สำหรับการเขียนเอาไว้ว่า "เมื่อคนอ่านเขาอ่านแล้ว เขาต้องไม่มีคำถามหรือข้อสงสัยใด ๆ ในสิ่งที่เราทำ"
  
การสอบปกป้องวิทยานิพนธ์ของอังกฤษของสถาบันการศึกษาที่ผมไปศึกษา (สมัยเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว ส่วนตอนนี้ยังเหมือนเดิมหรือเปล่าผมก็ไม่รู้) นั้นจะใช้กรรมการสอบที่เป็นตัวแทนของสถาบัน ๑ คน และกรรมการจากต่างสถาบันอีก ๑ คน ส่วนตัวอาจารย์ที่ปรึกษานั้นบาง College ไม่อนุญาตให้อยู่ฟังการสอบ แต่บาง College ก็อนุญาตให้อยู่ฟังการสอบได้ ถ้าผู้สอบปกปกวิทยานิพนธ์นั้น "อนุญาต" อาจารย์ที่ปรึกษาของผมบอกกับผมว่า ผมไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับเขา ถ้ากรรมการสอบเขาเห็นด้วยกับสิ่งที่ผมทำ ผมก็สอบผ่าน
  
นั่นคือระบบการสอบแบบอังกฤษ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ทำวิทยานิพนธ์นั้นมีสิทธิในการนำเสนอความคิดเห็นที่แตกต่างไปจากสิ่งที่อาจารย์ที่ปรึกษาของตัวเองยึดถือ
  
การสอบตอนนั้นหลังจากเขียนวิทยานิพนธ์เสร็จ ก็ต้องพิมพ์ออกมา นำไปเข้าเล่มปกแข็ง ทำตัวหนังสือสีทองให้เรียบร้อย ทำขึ้นมาอย่างน้อย ๔ เล่ม ๒ เล่มสำหรับกรรมการสอบ ๑ เล่มสำหรับ College ที่เรียน และอีก ๑ เล่มสำหรับมหาวิทยาลัย (มหาวิทยาลัยในอังกฤษหลายแห่งประกอบด้วย College ย่อย ๆ เช่น London, Cambridge, Oxford ที่แต่ละ College ย่อย ๆ นั้นก็มีตำแหน่งที่ทำหน้าที่เหมือนกับอธิการบดีของมหาวิทยาลัย) ถ้าสอบผ่านโดยไม่มีการแก้ไข วิทยานิพนธ์ที่จัดทำขึ้นนั้นก็จะถูกส่งต่อเข้าห้องสมุดมหาวิทยาลัยได้เลย
  
ถ้ามีการแก้ไข (มักเป็นพิมพ์ผิดมากกว่า) เพียงแค่ไม่กี่หน้า (ดูเหมือนจะไม่เกิน ๔ หน้า) ก็สามารถส่งให้ร้านทำปกหนังสือตัดเฉพาะหน้าที่ต้องการแก้ไขออก แล้วติดหน้าที่แก้ไขแล้วเข้าแทน โดยไม่ต้องรื้อปกออกทำใหม่ แต่ถ้ามากกว่านั้นก็ต้องมีการรื้อปก ซึ่งก็เหมือนกับทำเล่มใหม่แต่ต้น
  
เจอแบบนี้เข้าเวลาตรวจทานแต่ละประโยค ต้องกลับไปหาพื้นฐานภาษาอังกฤษที่เคยเรียน ประโยคนั้นตัวไหนเป็นประธาน ตัวไหนเป็นกิริยา กิริยานั้นต้องมีกรรมรองรับหรือไม่ รูปแบบของกิริยารับกับประธานหรือไม่ กิริยารับกับรูปแบบประโยคที่เป็น passive voice หรือ active voice หรือไม่ ฯลฯ อ่านกันจำไม่ได้ว่ากี่รอบ แต่สุดท้ายก็ยังมีพลาดไปบ้างจนได้ โชคยังดีที่ยังไม่ต้องรื้อเล่มทำใหม่
  
หลังจากส่งวิทยานิพนธ์แล้วก็รอเวลาสอบ ปรกติก็ไม่เกิน ๓ เดือน กรรมการสอบเขาอ่านสิ่งที่เราเขียนซะทุกหน้า ตอนเข้าห้องสอบก็พอจะรู้แล้วว่าจะโดนหนักแค่ไหนโดยชำเลืองดูจากกระดาษที่เขาเหน็บมาในเล่มวิทยานิพนธ์ที่เราส่งให้เขา พอเริ่มการสอบก็ไม่ต้องมีการนำเสนอใด ๆ ทั้งสิ้น กรรมการเปิดฉากถามในสิ่งที่เขาสงสัยเลย เหตุผลที่เขาไม่ต้องมีการนำเสนอก่อนคิดว่าเป็นเพราะเขาถือว่าผู้เรียนนั้นเมื่อเขียนวิทยานิพนธ์แล้วก็จากไป มีอะไรสงสัยจะไปตามถามหาก็ไม่ได้ แต่ตัวเล่มวิทยานิพนธ์นั้นอยู่ประจำที่ห้องสมุดที่ใครต่อใครมาอ่านได้ ดังนั้นวิทยานิพนธ์เล่มนั้นจึงควรต้องสมบูรณ์แบบที่เรียกว่าเมื่อใครก็ตาม (ที่มีพื้นฐานทางด้านสาขาวิชานั้นบ้าง) อ่านแล้วไม่มีข้อสงสัยใด ๆ
  
งานที่ผมทำนั้นมีทั้งส่วนที่เป็น computer simulation ตอนนั้นต้องเขียนภาษา FORTRAN 77 โดยมี NAG library เป็นซอร์ฟแวร์ช่วยในการแก้ปัญหาระบบสมการพื้นฐาน (เช่นคำนวณเมทริกซ์) งานอีกส่วนนั้นเป็นการทดลองกับ pilot plat โดยนำเอาข้อมูลจากการทดลองที่ได้นั้นมาสร้างแบบจำลอง และทำการประมวลผลดูว่าสอดคล้องกันหรือไม่
  
และงานส่วนที่ผมโดนกรรมการซักหนักมากที่สุดในการสอบ ๒ ชั่วโมงนั้นก็คือ "วิธีการทดลองและการวัดผล"

ถ้าวิธีการทดลองหรือที่เรามักเรียกว่า set lab นั้นผิดพลาดหรือไม่น่าเชื่อถือ หรือวิธีการวัดผลมันไม่น่าเชื่อถือ ค่าที่วัดได้มามันก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเอาไปใช้งานต่อ ไม่ว่าจะเป็นการนำเอาไปสรุปผลการทดลองหรือการสร้างแบบจำลอง และตอนที่ผมทำการทดลองอยู่นั้น งานส่วนนี้ก็เป็นส่วนที่โดนอาจารย์ที่ปรึกษาตรวจสอบอยู่เสมอ เรียกว่าแต่ละขั้นตอนที่ทำอย่างนั้น ทำไปเพื่อวัตถุประสงค์ใด และมันให้ผลตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการหรือไม่
  
ที่วันนี้เขียนเรื่องนี้ก็เพราะหลังจากที่เขียนเรื่องการทำแลป (ในตอนที่ ๑) ไปได้ไม่กี่ชั่วโมง เพนกวินสาวที่อยู่บนเกาะใกล้ขั้วโลกเหนือ (อันที่จริงควรต้องเป็นหมีขั้วโลกจึงจะถูก) ก็แชร์ข่าวที่เพิ่งจะปรากฏไม่กี่นาทีก่อนหน้านั้นให้เห็น เนื้อข่าวเป็นอย่างไรก็ลองอ่านเองในบทความข้างล่างก่อนก็แล้วกัน


รูปที่ ๑ ข่าวการเสียชีวิตของนักวิจัยญี่ปุ่นรายหนึ่งจากการทำอัตวินิบาตกรรม อันเนื่องจากผลงานตีพิมพ์ที่เป็นที่สงสัย
เพื่อเป็นการปูพื้นฐานของความสำคัญของงานดังกล่าวก็ขออธิบายให้ฟังแบบคร่าว ๆ ตามความรู้ที่ผมมีก็แล้วกัน คือในการกำเนิดของสิ่งมีชีวิตที่สืบพันธุ์โดยที่ต้องนำยีน (gene) ครึ่งหนึ่งมาจากฝ่ายพ่อและอีกครึ่งหนึ่งจากฝ่ายแม่มาผสมกันนั้น กลายเป็นเซลล์ที่สมบูรณ์แบบ ๑ เซลล์ จากนั้นเซลล์นี้ก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นด้วยการแบ่งเซลล์ โดยในช่วงแรกเซลล์ที่แบ่งออกมานั้นจะมียีนที่เหมือนกัน ดังนั้นถ้าหากว่าตอนที่เซลล์นี้แบ่งจำนวนจาก ๑ เป็น ๒ และมีสาเหตุใดก็ตามที่ทำให้เซลล์สองเซลล์นี้แยกออกจากกัน ต่างเซลล์ต่างก็จะเริ่มต้นแบ่งตัวของมันอีกต่อไปเหมือน ๆ กัน ก็จะได้ฝาแฝดเหมือน
  
แต่เมื่อเซลล์แบ่งตัวไปได้ถึงระดับหนึ่ง ยีนในแต่ละเซลล์นั้นเริ่มมีการทำงานที่แตกต่างกัน (เช่นอาจเกิดจากการที่ยีนบางตัวในแต่ละเซลล์นั้นหยุดการทำงาน ซึ่งแต่ละเซลล์มียีนที่หยุดการทำงานที่ไม่เหมือนกัน) ทำให้แต่ละเซลล์มีพัฒนาการที่แตกต่างกันออกไป กล่าวคือเซลล์ต่าง ๆ จะมีการเปลี่ยนแปลงไปเพื่อไปเป็นอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย บางเซลล์พัฒนาต่อไปเป็นเซลล์สมอง บ้างก็ไปเป็นเซลล์กล้ามเนื้อ หัวใจ ลำไส้ ผิวหนังฯลฯ ส่วนอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เซลล์ที่มีจุดเริ่มต้นเดียวกันกลับมีการพัฒนาที่ไม่เหมือนกันนั้น ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่านักวิทยาศาตร์เขาระบุได้ชัดเจนหรือยัง
  
ลองนึกภาพการรักษาโรคในร่างกายของเราที่เกี่ยวข้องกับการชำรุดทรุดโทรมของอวัยวะ ถ้าเราสามารถสร้างอวัยวะนั้นขึ้นมาใหม่จากเซลล์ของเราเองได้ โดยนำเอาเซลล์ของเราเองนั้นมาเลี้ยงให้โตเป็นอวัยวะต่าง ๆ และนำไปปลูกถ่ายแทนของเดิมที่ชำรุดหรือมีปัญหา หรือไม่ก็ฉีดให้มันเข้าไปเติบโตร่วมกับของเดิมที่มีปัญหา ก็น่าจะเป็นแนวทางการรักษาหลายโรคที่ปัจจุบันยังไม่มีแนวทางรักษา และถ้าเป็นอวัยวะที่เติบโตมาจากเซลล์ของผู้ป่วยเอง ปฏิกิริยาการต่อต้านจากร่างกายก็จะไม่เกิดขึ้นด้วย
  
แม้ว่าทุกเซลล์ของร่างกายจะมียีนที่เหมือนกัน แต่หน้าที่การทำงานของยีนในแต่ละเซลล์นั้นไม่เหมือนกัน แต่ถ้าเราสามารถไป reset การทำงานของยีนในแต่ละเซลล์ใหม่ได้ โดยให้มันเป็นเสมือนเซลล์เริ่มต้นตอนที่มันเริ่มปฏิสนธินั้น ดังนั้นถ้าเรานำเซลล์ผิวหนังของใครสักคนสัก ๑๐ เซลล์ไปแยกเลี้ยงให้เจริญเติบโตขึ้นมาใหม่ เราก็จะได้คน ๆ นั้นขึ้นมาใหม่อีก ๑๐ คน นั่นก็คือการโคลนนิ่ง (cloning) นั่นเอง นั่นคือความหมายของข้อความที่ว่า "reprogram mature animal cells back to an embryonic-like state" ที่ขีดเส้นใต้ไว้ในรูปที่ ๑


รูปที่ ๒ รูปนี้นำมาจาก URL เดียวกับรูปที่ ๑ คือรูปในข่าวนั้นเป็นแบบ slide show มี ๒ ภาพ รูปนี้เป็นรูปที่ ๑ โดยมีคำบรรยายรูปว่าYoshiki Sasai, deputy director of the Riken's Center for Developmental Biology, attends a news conference in Tokyo, in this photo taken by Kyodo April 16, 2014. REUTERS/Kyodo
  
แต่การโคลนนิ่งเองก็ยังมีคำถามที่ต้องตอบก็คือ อายุของเซลล์นั้นเริ่มนับจากไหน เมื่อ reset เซลล์ใหม่ก็เริ่มนับอายุเริ่มต้นใหม่ไหม หรือยังนับจากการเกิดครั้งแรกของมัน
  
ตอนที่สอบสัมภาษณ์เพื่อเลื่อนขั้นใบประกอบวิชาชีพนั้น ผู้สัมภาษณ์ถามผมว่าในความเห็นของผมนั้น คิดว่าทางมหาวิทยาลัยควรต้องมีการปรับปรุงอย่างไรในเรื่องการทำวิจัย ผมก็ตอบเขาไปว่าต้องพร้อมที่จะให้ "ตรวจสอบ" หมายถึงการทำวิจัยต่าง ๆ นั้นต้องพร้อมที่จะให้ผู้ว่าจ้างตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นส่วนวิธีการหรือการแปลผล ว่าได้ดำเนินการอย่างถูกต้องและเหมาะสมหรือไม่ และผลการทดลองดังกล่าวควรต้องสามารถทำซ้ำได้ด้วยผู้อื่น ด้วยเครื่องมือคนละชิ้น แต่ใช้ระเบียบวิธีการเดียวกัน ซึ่งจะทำให้ได้ผลงานที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงในทางปฏิบัติได้
  
แต่การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโดยสถาบันต่าง ๆ ที่ชอบจัดอันดับ (และมหาวิทยาลัยของไทยก็มันตามเขาไปด้วย) ไม่ได้ให้ความสำคัญกับจำนวนผลงาน "ที่นำไปใช้งานได้จริงในทางปฏิบัติ" แต่ไปให้ความสำคัญกับ "จำนวนผลงานที่มีการตีพิมพ์" เสียมากกว่า ดังนั้นจึงไม่แปลที่จะเห็นว่าผู้บริหารจำนวนไม่น้อยจะหาทางกระตุ้นให้บุคคลากรในมหาวิทยาลัยทำอย่างไรก็ได้ให้มีผลงานตีพิมพ์เยอะ ๆ โดยเน้นที่จำนวนเป็นหลัก ไม่ได้สนใจในกระบวนการเท่าใดนัก
  
เชื่อว่าถ้ามีอาจารย์สักคนมีชื่อตีพิมพ์ในบทความได้ถึง ๓๖๕ บทความต่อปี ก็คงไม่แปลกที่จะเห็นสถาบันต่าง ๆ ยกย่องเชิดชูเกียรติว่าเป็นบุคคลที่ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ แต่ถ้าเราลองพิจารณาดูให้ดี ๓๖๕ บทความต่อปีก็เหมือนกับออกบทความ ๑ ฉบับต่อ ๑ วัน ในความเป็นจริงเขาสามารถเวลาที่ไหนมาทำงานดังกล่าวได้ เว้นแต่ว่าจะมีคนอื่นหลาย ๆ คนทำให้แล้วใส่ชื่อเขาเข้าไปเท่านั้นเอง (ลองเอาจำนวนบทความที่แต่ละคนตีพิมพ์ใน ๑ ปีมาหารจำนวนวันทำงานก็จะเห็นเอง)

ผลงานใดจะมีคุณค่าหรือไม่นั้นไม่ได้อาศัยคำบอกเล่าของผู้เขียนบทความหรือผู้ทำงานร่วมกับผู้เขียนบทความนั้น แต่ต้องมาจากคำบอกเล่าของคณะผู้วิจัยอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน ที่ได้มีการนำเอาผลงานของผู้เขียนบทความนั้นไปทำซ้ำได้และนำไปใช้งานได้จริง


รูปที่ ๓ รูปนี้นำมาจาก URL เดียวกับรูปที่ ๑ เช่นกัน โดยมีคำบรรยายรูปว่าYoshiki Sasai (R), deputy director of the Riken's Center for Developmental Biology, poses for a photo with Haruko Obokata, a scientist at the center, in front of a screen showing Stimulus-Triggered Acquisition of Pluripotency (STAP) cells, in Kobe, western Japan, in this photo taken by Kyodo January 28, 2014. REUTERS/Kyodo
  
การที่รีบประกาศเองว่าค้นพบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่เพื่อที่ตนเองจะได้มีชื่อเสียงก้องโลกก่อนที่ผลงานนั้นจะได้รับการตรวจสอบโดยผู้อื่น ซึ่งมาพบภายหลังว่าผลงานนั้นไม่มีใครสามารถทำซ้ำได้นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านั้นก็มีกรณีของ "Cold fusion" ที่เกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษในปีค.ศ. ๑๙๘๙ (พ.ศ. ๒๕๓๒) มาแล้ว (ช่วงนั้นผมเรียนอยู่ที่อังกฤษพอดีซะด้วย)
  
ผมเคยเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์นิสิตปริญญาเอกอยู่รายหนึ่ง (และรายเดียว) งานวิจัยที่เขาทำร่วมกับอาจารย์ชาวเยอรมันนั้นคล้ายคลึงกับงานวิจัยที่มีการตีพิมพ์ก่อนหน้าไม่นานนัก ที่มีการอ้างว่าผลที่ได้ออกมาดีมาก และมักมีการอ้างอิงอยู่เสมอ แต่ปรากฏว่าไม่สามารถมีใครทำซ้ำได้ อาจารย์ชาวเยอรมันเล่าให้ฟังว่าเขาเคยคุยกับบริษัทจ้างให้เขาทำงานวิจัยดังกล่าวและก็ทราบมาว่า บริษัทนั้นก็เคยทำซ้ำการทดลองที่มีการอ้างว่าได้ผลออกมาดีดังกล่าว และพบว่าไม่สามารถทำซ้ำได้ เพราะถ้ามันทำซ้ำได้จริงทางบริษัทก็คงจะไปซื้อลิขสิทธิ์จากผู้เขียนบทความนั้นแล้ว คงไม่มาจ้างให้อาจารย์เยอรมันผู้นี้มาทำวิจัยเรื่องนี้อีกหรอก
  
มีบ้างเหมือนกันบางรายที่มาเรียนกับผม แล้วบ่นแบบน้อยใจว่าทำไมเพื่อน ๆ เขามีผลแลปกันเยอะกันแยะ ส่วนตัวเขาเองยังไม่ได้ผลที่เป็นชิ้นเป็นอันสักที มีแต่โดนผมตรวจสอบด้วยการให้ไปทำการทดสอบอย่างโน้นก่อนอย่างนี้ก่อน ผมก็ต้องมาอธิบายให้เขาฟังว่า "Set lab ผิด ผแลปไม่มีค่าแก่การพิจารณานะ" และยิ่งผลการทดลองยิ่งออกมาดีเท่าใด ก็ยิ่งต้องตรวจสอบความถูกต้องของการทำงานมากขึ้นเท่านั้น ก่อนที่จะเผยแพร่ผลงานดังกล่าวออกไป

เคยมีบริษัทหนึ่งมาคุยกับผมเรื่องการทำวิจัยกับอาจารย์ว่ามีคำแนะนำอะไรไหม ผมก็บอกว่าไม่ว่าคุณจะทำวิจัยกับใครก็ตามที่เขาอ้างว่าเขาเคยประสบความสำเร็จในการทำโน่นทำนี่มาแล้ว ก็ควรเริ่มต้นจากการทดลองทำซ้ำงานที่เขาอวดอ้างว่าเป็นความสำเร็จของเขาให้ได้ก่อน เพราะการทำซ้ำนั้นจะทำให้รู้ว่างานดังกล่าวทำได้จริงหรือไม่ และใครคือตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของงานดังกล่าว แล้วให้จ้างคนนั้นทำงาน


รูปที่ ๔ รูปนี้ถ่ายมาเล่น ๆ แค่เอามาประดับหน้าที่ว่างของบทความเท่านั้น
  
วันก่อนมีคนถามความเห็นเรื่องเกี่ยวกับการสอนชดเชยว่ามีความเห็นอย่างไร ความเห็นของผมก็คืออาจารย์มีหน้าที่ที่ต้องเข้าสอนและนิสิตก็มีหน้าที่ที่ต้องเข้าเรียนตามเวลาที่กำหนดไว้ในตารางสอน เว้นแต่จะมีเหตุจำเป็นหรือฉุกเฉินใด ๆ ที่ทำให้ทั้ง "สองฝ่าย" ไม่สามารถเรียนได้ในเวลาที่ตารางสอนกำหนด ก็ต้องมีการกำหนดวันสอนชดเชย แต่ทั้งนี้ควรจะต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองฝ่าย
  
แต่ถ้าเป็นกรณีที่อาจารย์เองไม่สามารถมาสอนได้ในกำหนดเวลา ตรงนี้ผมมองว่าเป็นความผิดของอาจารย์ และถ้าอาจารย์จะสอนชดเชยนั้นก็ต้องถามความเห็นของนิสิตก่อนว่าจะมาเรียนได้ในเวลาไหน ถ้าพบว่าไม่สามารถหาเวลาจัดสอนชดเชยให้กับนิสิตทั้งกลุ่มในครั้งเดียวได้ ต้องจัดสอนมากกว่า ๑ ครั้งก็ต้องทำ (แต่ไม่ใช่ถึงขั้นจัดสอนให้เป็นรายคน) และต้องไม่เอาเวลาสะดวกของตัวเองเป็นหลัก โดยไม่สนใจว่านิสิตจะมีกิจกรรมอื่นต้องทำหรือไม่
  
สำหรับวิชาที่ตารางสอนอยู่ในภาคการศึกษา การที่ผู้สอนจะไม่อยู่ช่วงเปิดภาคการศึกษาแล้วเรียกให้นิสิตมาเรียนก่อนเปิดภาคการศึกษานั้นผมมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม เพราะควรต้องนัดพบกับนิสิตตอนเปิดภาคการศึกษาก่อน ว่าจะมาเรียนชดเชยได้ในเวลาไหน และการสอนชดเชยนั้นก็ควรที่จะต้องเสร็จสิ้นก่อนกำหนดการสอบของมหาวิทยาลัย (และต้องมีเวลาให้ผู้เรียนได้ทบทวนเนื้อหาส่วนที่สอนชดเชยนั้นด้วย) และบางช่วงเวลามันก็ไม่เหมาะสมที่จะจัดสอนด้วย เช่นช่วงที่เป็นวันหยุดยาว (ไม่มีเรียน ไม่มีการทำงาน ไม่ได้หมายความว่านิสิตเขาไม่มีกิจกรรมอื่นทำ)
  
ผมเองก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยขาดสอน ครั้งสุดท้ายที่ขาดสอนนั้นก็เมื่อปีที่แล้ว เป็นสัปดาห์สุดท้ายของการเรียนพอดี และก็ไม่ได้สอนชดเชยด้วย เหตุผลก็เพราะว่าสอนเนื้อหาครบถ้วนแล้ว กะว่าคาบสุดท้ายจะมาทบทวนการทำโจทย์และให้นิสิตถามข้อสงสัยในโจทย์ที่ให้ไป และที่ขาดก็เพราะป่วยกระทันหัน ต้องไปนอนอยู่โรงพยาบาลร่วมสัปดาห์ ออกจากโรงพยาบาลก็ต้องมาพักฟื้นแผลผ่าตัดที่บ้านต่ออีก เรียกว่าพอมีหมออนุญาตให้กลับมาทำงานได้ก็ถึงวันกำหนดการสอบพอดี (วันมาคุมสอบแผลผ่าตัดยังมีผ้าก๊อซยัดเอาไว้ซับน้ำเหลืองอยู่เลย คุมสอบเสร็จก็ต้องไปให้หมอตรวจแผลที่โรงพยาบาลอีก)
  
อยู่ดี ๆ จะให้ผมไปสอนคุณธรรม จริยธรรม ให้กับนิสิต ผมว่ามันตลกนะ ผมมองว่าการกระทำของเด็กเป็นผลจากการลอกเลียนแบบพฤติกรรมของผู้ใหญ่ ถ้าเราคิดว่าพฤติกรรมของเด็กนั้นมีปัญหา สิ่งแรกที่ควรต้องแก้ไขก่อนก็คือพฤติกรรมของผู้ใหญ่ ไม่ใช่พฤติกรรมของเด็ก ถ้าอาจารย์มองว่าพฤติกรรมของเด็กมีปัญหา อาจารย์ก็ควรมองว่าพฤติกรรมของอาจารย์เองมีปัญหาหรือเปล่า เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้เขาลอกเลียนแบบหรือเปล่า จะไปสอนเขา จะไปให้เขาแก้ไข พฤติกรรม การกระทำ ที่เราเห็นว่าไม่ดี ไม่ชอบนั้น สิ่งแรกที่เราควรทำคือ "ต้องกลับมาพิจารณาตัวเอง" ก่อนว่าเรามีพฤติกรรมและการกระทำดังกล่าวให้เขาลอกเลียนแบบหรือเปล่า ไม่ใช่คิดว่าเด็กต้องมีพฤติกรรมไม่มีอย่างโน้นอย่างนี้ แล้วจะจัดการเขาอย่างไร จะวัดผลการพัฒนาด้านคุณธรรมและจริยธรรมของเด็กอย่างไร
    
เรื่องการสอนคุณธรรม จริยธรรมให้กับเด็กนี้ ผมยังมองว่าการที่ผู้ใหญ่ "ทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดี" มีค่ามากกว่า "คำพูดที่พร่ำสอน" ครับ

วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555

แนวทางหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์นิสิตรหัส ๕๔ (ตอนที่ ๒) MO Memoir : Sunday 5 August 2555


เอกสารฉบับนี้แจกจ่ายเป็นการภายใน ไม่นำเนื้อหาลง blog

เนื้อหาในเอกสารฉบับนี้เกี่ยวกับงานที่จะให้สาวน้อยร้อยห้าสิบเซนต์ (คนใหม่) และสาวน้อยหน้าบาน (คนใหม่) ดำเนินการก่อนในสัปดาห์นี้ ก่อนที่จะเริ่มทำการทดลองทดสอบตัวเร่งปฏิกิริยา

วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

แนวทางหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์นิสิตรหัส ๕๒ (ตอนที่ ๓๔) MO Memoir : Tuesday 12 July 2554


Memoir
ฉบับนี้ออกมาทดแทน Memoir ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๓๓๐ วันเสาร์ที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๔ เรื่อง "แนวทางหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์นิสิตรหัส ๕๒ (ตอนที่ ๓๓)"

และขอ "ยกเลิก" วิธีการฉีดสารละลาย H2O2 ที่กล่าวไว้ใน Memoir ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๓๓๐ วันเสาร์ที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๔ เรื่อง "แนวทางหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์นิสิตรหัส ๕๒ (ตอนที่ ๓๓)" และให้ใช้วิธีที่กล่าวไว้ใน Memoir ฉบับนี้ (๓๓๒) แทน


Memoir ฉบับนี้เป็นการบันทึกการการปรับปรุงวิธีการฉีดสารละลาย H2O2 เข้าไปใน pressurised reactor ที่เราใช้ทำปฏิกิริยา hydroxylation หลังจากที่ได้ทดลองปฏิบัติตามที่ได้เขียนไว้ใน Memoir ฉบับที่ ๓๓๐

ส่วนที่ทำการปรับปรุงคือ ข้อ (๕) (๗) (๙) และ (๑๔) โดยข้อความที่ทำการแก้ไขและ/หรือเพิ่มเติมเข้าไปจะพิมพ์ด้วย "ตัวหนาสีน้ำเงิน"

รูปที่แสดงใน Memoir ฉบับนี้ (๓๓๒) ยังคงเป็นรูปเดียวกันกับที่แสดงไว้ในฉบับที่ ๓๓๐


รูปที่ ๑ ระบบท่อสำหรับป้อน N2 เพื่อเพิ่มความดันให้กับ autoclave และฉีดสารละลาย H2O2 เข้าไปข้างใน reactor หลังการปรับปรุงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา V1 V3 V4 และ V5 เป็น block valve ทำหน้าที่ปิด-เปิด ส่วน V2 เป็น three-way valve ทำหน้าที่เปลี่ยนทิศทางการไหล ในรูปแสดงตำแหน่ง V2 และทิศทางการไหลของแก๊ส N2 ในขณะทำการอัดความดันให้กับ autoclave โดยวาล์ว V2 อยู่ในตำแหน่งเชื่อมต่อระหว่างจุด a และ b ส่วนตำแหน่งเชื่อมต่อ b และ c จะใช้เพื่อทำการสมดุลความดันเพื่อให้ความดันเหนือผิวของเหลวเท่ากับความดันที่อยู่ใต้ผิวของเหลว ซึ่งจะทำให้ของเหลวไหลลงสู่ด้านล่างได้สะดวก


ขอเริ่มต้นจากการที่เราเติมทุกอย่างเข้าไปใน reactor (เว้นสารละลาย H2O2) และทำการต่อ reactor เข้ากับระบบโดยที่ยังไม่มีการอัดความดัน

ในขณะนี้ให้วาล์ว V1-V4 ทุกตัวอยู่ในตำแหน่ง "ปิด"


เริ่มทำการอัดความดันโดย

(๑) เปิดวาล์ว V1 และตั้งตำแหน่งวาล์ว V2 ให้แก๊สไหลเข้าทาง a และออกทาง b เพื่อให้แก๊สไนโตรเจนไหลเข้า reactor จนได้ความดันตามต้องการ ก็ให้ปิดวาล์ว V1

(๒) เปิดวาล์ว V3 เพื่อระบายแก๊สใน reactor ออก ขั้นตอนนี้ทำไปเพื่อไล่อากาศใน reactor ออก

(๓) ทำซ้ำขั้นตอน (๑) และ (๒) หลาย ๆ ครั้ง (ผมคิดว่าอย่างน้อย ๓ ครั้ง) เพื่อลด O2 ใน reactor ให้เหลือน้อยที่สุด

(๔) หลังจากไล่ O2 ครั้งสุดท้ายแล้ว ก็ทำการไล่อากาศออกจากตัวเร่งปฏิกิริยา ทำการเพิ่มความดันและทำการปั่นกวนให้ไฮโดรคาร์บอนละลายเข้าไปในเฟสน้ำจนอิ่มตัวตามขั้นตอนปฏิบัติตามปรกติ


ขั้นตอนการฉีดสารละลาย H2O2 (ที่ได้รับการปรับปรุงแล้ว)

(๕) ตรวจสอบว่าวาล์วต่าง ๆ อยู่ในตำแหน่งต่อไปนี้

- V1 V3 V4 และ V5 อยู่ในตำแหน่งปิด

- V2 อยู่ในตำแหน่งแก๊ส N2 จากถังไหลเข้า reactor (แต่ในความเป็นจริงไม่มีแก๊สไหล เพราะ V1 ปิดอยู่)

(๖) ในขณะนี้ท่อขาออกจากวาล์ว V2 (ท่อสีน้ำเงินในรูปที่ ๑) ด้านที่ต่อมายังท่อเชื่อมต่อระหว่างวาล์ว V4 และ V5 (ท่อสีชมพูในรูปที่ ๑) ควรจะมีความดันอยู่ที่ความดันบรรยากาศ

(๗) เปิดวาล์ว V4 จากนั้นใช้ syringe แทงผ่าน septum เพื่อฉีดสารละลาย H2O2 ให้เข้าไปค้างอยู่เหนือวาล์ว V5 ที่ปิดอยู่ โดยควรให้ปลายเข็ม syringe ลงไปต่ำกว่าระดับข้อต่อตัว T และระดับสารละลาย H2O2 ในท่อสีม่วงควรอยู่ต่ำกว่าข้อต่อตัว T ที่เชื่อมต่อระหว่างท่อสีม่วงและท่อสีน้ำเงิน แต่ถ้าไม่มั่นใจก็ควรยกระดับท่อสีน้ำเงินด้านที่ออกจากวาล์ว V2 ให้ยกตัวสูงขึ้นกว่าระดับข้อต่อตัว T และค่อยลดต่ำลงจนมาเชื่อมต่อเข้ากับข้อต่อตัว T

(๘) เมื่อฉีด สารละลาย H2O2 เข้าไปเรียบร้อยแล้ว ให้ถอด syringe ออก และปิดวาล์ว V4 ขณะนี้ความดันในเส้นท่อสีน้ำเงินและเหนือผิวสารละลาย H2O2 ที่อยู่ในเส้นท่อสีชมพูควรจะยังคงอยู่ที่ความดันบรรยากาศ


ขั้นตอนการป้อนสารละลาย H2O2 เข้าไปใน reactor

ดูรูปที่ ๒ ประกอบ

(๙) ปรับตำแหน่งวาล์ว V2 เพื่อเชื่อมจุดเชื่อมต่อ b และ c เข้าด้วยกัน เนื่องจากทางด้าน b จะมีความดันเท่ากับความดันใน reactor ในขณะที่ทางด้าน c มีความดันเท่ากับความดันบรรยากาศ (ดูข้อ (๘)) ดังนั้นแก๊สจะไหลจาก reactor (ตามแนวเส้นลูกศรสีเขียว) ไปตามท่อสีน้ำเงินเข้าไปในท่อสีชมพู ทำให้ความดันเหนือผิวสารละลาย H2O2 ที่อยู่ในท่อสีชมพูเท่ากับความดันใน reactor (ถ้าในท่อสีชมพูมีของเหลวอยู่สูงกว่าระดับจุดต่อท่อสีน้ำเงิน ของเหลวส่วนที่อยู่สูงกว่าระดับจุดต่อจะไม่ไหลลงข้างล่าง แต่จะค้างอยู่ระหว่างข้อต่อตัว T กับวาล์ว V4 และจะรั่วไหลออกมาถ้าทำการฉีดสารเป็นครั้งที่สอง)

(๑๐) เปิดวาล์ว V5 เนื่องจากความดันเหนือผิวสารละลาย H2O2 เท่ากับความดันใน reactor ดังนั้นผิวสารละลาย H2O2 ที่อยู่ในท่อสีชมพูจะสามารถไหลเข้าไปใน reactor ได้


รูปที่ ๒ เส้นทางการไหลของแก๊สและตำแหน่งวาล์ว V2 ในขณะที่ทำการฉีดสารละลาย H2O2 เข้าไป reactor


(๑๒) ถ้าเกรงว่าสารละลาย H2O2 ที่ฉีดเข้าไปนั้นจะไหลลงไปไม่หมด (เนื่องจากมีบางส่วนที่เปียกผิวท่อจะค้างอยู่บนผิวท่อ) ก็อาจทำการเติมน้ำกลั่นเพื่อชะล้างสารละลาย H2O2 ที่ค้างอยู่ตามผิวท่อ โดยย้อนกลับไปทำตั้งแต่ข้อ (๗) ใหม่ เพียงแต่เปลี่ยนเป็นน้ำกลั่นแทนสารละลาย H2O2

(๑๓) ในการเติมน้ำกลั่นครั้งที่สองนี้ ความดันในเส้นท่อสีน้ำเงินและสีชมพูจะเท่ากับความดันใน reactor ดังนั้นต้องระวังเมื่อเปิดวาล์ว V4 เพื่อแทง syringe แต่เนื่องจากปริมาตรของระบบท่อสีน้ำเงินและสีชมพูนั้นไม่มาก ประกอบกับไม่มีของเหลวอยู่ ดังนั้นถ้ามีการรั่วไหลในขณะที่แทง syringe ความดันก็ควรจะลดลงอย่างรวดเร็ว

(๑๔) ถ้าท่อสีชมพูของเรานั้นมีปริมาตรมากพอ ในขั้นตอนที่ (๗) นั้นเราอาจทำการเติมสารละลาย H2O2 เข้าไปก่อน จากนั้นจึงฉีดน้ำกลั่นตามเข้าไปทีหลัง โดยในการฉีดครั้งหลังนี้เวลาปัก syringe ไม่ควรปักลงไปจนสุดเหมือนครั้งแรก แต่ควรจะให้ปลายเข็มอยู่เหนือผิวสารละลาย H2O2 (แต่ก็ควรลงไปต่ำกว่าระดับข้อต่อตัว T) เพื่อให้ชั้นน้ำกลั่นลอยอยู่เหนือชั้นสารละลาย H2O2 ซึ่งเมื่อเราเปิด V5 เพื่อให้ของเหลวไหลลงไปข้างล่าง น้ำกลั่นก็จะชะสารละลาย H2O2 ที่เกาะอยู่บนผิวท่อลงไปด้วย

(๑๑) เมื่อสารละลายไหลเข้าไปจนหมดแล้วก็ให้ปิดวาล์ว V5 และปรับตำแหน่งวาล์ว V2 กลับไปยังตำแหน่งเชื่อมต่อจุด a และ b เข้าด้วยกัน (ตามรูปที่ ๑) ในขณะนี้ความดันในท่อสีน้ำเงินและท่อสีชมพูจะยังคงเท่ากับความดันใน reactor