แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รถไฟพระพุทธบาท แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รถไฟพระพุทธบาท แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2561

เส้นทางรถไฟที่หายไป (๒) (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๑๔๔) MO Memoir : Thursday 27 December 2561

พักหลัง ๆ นี้เห็นมีรูปแบบการส่งต่อข้อความแบบหนึ่งเกิดขึ้น ก็คือการบอกว่าสิ่งที่ใครต่อใครเชื่อกันอยู่นั้นมันผิด ที่ถูกต้องเป็นอย่างนี้ ประเภทที่เรียกว่าพอใครสักคนไปเจอเรื่องอะไรบางอย่างที่ไม่เหมือนกับที่เคยได้ยินมาหรือที่เคยเชื่อกันอยู่ ก็จะรีบแชร์ต่อว่าเป็นข้อมูลใหม่ โดยไม่ได้มีการตรวจสอบความถูกต้องของสิ่งที่ได้เห็นนั้นว่ามันถูกต้องหรือไม่
 
ถ้าเป็นการศึกษาประวัติศาสตร์ก็ยิ่งยากเข้าไปอีก เพราะนอกจากต้องอ่านตัวผู้บันทึกแล้ว ก็ยังต้องพิจารณากันอีกว่า สิ่งที่บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรนั้นคือความจริงทั้งหมดที่ผู้บันทึกนั้นต้องการส่งต่อ หรือมีการซ่อนข้อเท็จจริงอันอื่นที่ไม่อาจกล่าวออกมาโดยตรงได้ หรือในบางครั้งข้อมูล ณ เวลาที่ทำการรวบรวมนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปจากสภาพความเป็นจริง ณ เวลาที่ตีพิมพ์เอกสารฉบับดังกล่าว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในกรณีหลังนี้คือแผนที่ต่าง ๆ
 
หน่วยทำแผนที่หลักในอดีตคงหนีไม่พ้นหน่วยแผนที่ของทางทหาร ในส่วนภูมิภาคอินโดจีนนี้ยังสามารถหาแผนที่ทหารที่จัดทำโดยกองทัพสหรัฐได้ทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นแผนที่ที่จัดทำเมื่อสหรัฐเริ่มเข้ามามีบทบาทในสงครามเวียดนาม ประเทศไทยในฐานะที่ตั้งฐานทัพหลายแห่งของสหรัฐก็เลยได้รับการแผนที่ไปด้วย แผนที่ชุดหนึ่งที่มีการจัดทำในช่วงเวลาดังกล่าวเห็นจะเป็นชุดที่มีรหัส L509 ที่มีทั้งฉบับที่กองทัพสหรัฐจัดพิมพ์ และกรมแผนที่ทหารของไทยจัดพิมพ์ซ้ำโดยมีการให้ชื่อสถานที่เป็นภาษาไทยกำกับ และยังมีการปรับปรุงข้อมูลบางจุดให้ตรงกับความเป็นจริง (คงในฐานะเจ้าของพื้นที่) โดยเฉพาะสิ่งก่อสร้างที่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้รวดเร็วและรื้อถอนออกไปได้รวดเร็ว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเส้นทางรถไฟ ดังนั้นใน Memoir ฉบับนี้ถือเสียว่าเป็นการรวบรวมแผนที่ที่พบจากแหล่งต่าง ๆ ส่วนที่ว่าข้อมูลของฉบับไหนจะถูกต้องมากกว่ากันนั้นคงต้องให้ผู้อ่านพิจารณาเพิ่มเติมเอาเอง เพราะความเห็นของผมก็ใช่ว่าจะต้องถูกต้องเสมอไป ผมทำเพียงแค่ตั้งประเด็นคำถามเท่านั้นเอง

รูปที่ ๑ แผนที่ทหารรหัส L509 จัดทำโดยกองทัพสหรัฐ ฉบับจัดพิมพ์ครั้งแรก (เข้าใจว่าเป็นดังนี้) บอกว่ามีการใช้ข้อมูลตั้งแต่ปีค.ศ. ๑๙๕๒ (พ.ศ. ๒๔๙๕) และนำมาประมวลผลในปีค.ศ. ๑๙๕๘ (พ.ศ. ๒๕๐๑)
 
ตัวอย่างแรกคือแผนที่ทหารชุด L509 ที่จัดพิมพ์โดยกองทัพสหรัฐ (รูปที่ ๑ และ ๒) บริเวณจังหวัดสระบุรี ที่บอกว่าใช้ข้อมูลที่การเก็บรวบรวมเอาไว้ตั้งแต่ปีค.ศ. ๑๙๕๒ (พ.ศ. ๒๔๙๕) และนำมาประมวลผลในปีค.ศ. ๑๙๕๘ (พ.ศ. ๒๕๐๑) ในแผนที่นี้ยังปรากฏเส้นทางรถไฟเล็กสายพระพุทธบาท (จากบ้านท่าเรือไปยังพระพุทธบาท) โดยในเครื่องหมายในแผนที่ระบุว่าเป็นรางกว้างของ meter gauge (เส้นสีดำมีขีดขวาง) แต่ในประวัติศาสตร์ที่มีบันทึกไว้นั้นเส้นทางสายนี้มีความกว้างของรางแคบกว่า ๑ เมตร (อันที่จริงยุคนั้นมันมีข้อกำหนดด้วยว่าไม่ต้องการให้เอกชนสร้างทางรถไฟที่มีขนาดความกว้างเดียวกันกับของรถไฟหลวงด้วย)

รูปที่ ๒ แผนที่ ทหารรหัส L509 จัดทำโดยกองทัพสหรัฐ ฉบับจัดพิมพ์ครั้งแรก (รูปที่ ๑) บริเวณจังหวัดสระบุรี ระบุว่ายังมีเส้นทางรถไฟสายพระพุทธบาท (แนวเส้นประสีแดง) ที่มีขนาดรางกว้าง ๑ เมตร
  
แผนที่ในรูปที่ ๓ และ ๔ ก็เป็นแผนที่ชุด L509 เช่นกัน แต่จัดพิมพ์ใหม่โดยกรมแผนที่ทหารของไทย ในแผนที่ฉบับบริเวณจังหวัดสระบุรี (รูปที่ ๔) ปรากฏว่าเส้นทางรถไฟสายพระพุทธบาทหายไปแล้ว มีถนนปรากฏขึ้นแทน อันนี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า การอ้างอิงข้อมูลของอดีตนั้น แม้ว่ามองดูเผิน ๆ แล้วมันน่าจะเหมือนกัน (เพราะใช้ข้อมูลชุดเดียวกันแต่เป็นการพิมพ์ซ้ำ) แต่พอลงรายละเอียดไปยังผู้จัดพิมพ์แล้วกลับพบว่ามีความแตกต่างกันในบางจุด นั่นอาจเป็นเพราะว่าผู้ที่จัดพิมพ์ใหม่ (คือกรมแผนที่ทหาร) มีข้อมูลท้องถิ่นที่ถูกต้องมากกว่า ก็เลยทำการปรับแก้ข้อมูลเดิมในบางจุดให้ตรงกับความเป็นจริง กรณีของรถไฟเล็กลากไม้สายตะวันออก (ศรีราชา) ที่เคยนำมาแสดงให้ดูใน Memoir ฉบับเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๑ ก็เป็นแบบเดียวกัน (รูปที่ ๓ และ ๔ ใน Memoir ฉบับนั้น)

รูปที่ ๓ แผนที่ทหารรหัส L509 จัดพิมพ์ใหม่โดยกรมแผนที่ทหารของไทย (เป็นครั้งแรก)


รูปที่ ๔ แผนที่ทหารรหัส L509 บริเวณจังหวัดสระบุรีที่จัดพิมพ์ใหม่โดยกรมแผนที่ทหารของไทย (รูปที่ ๓) ในแผนที่นี้ไม่ปรากฏเส้นทางรถไฟสายพระพุทธบาทแล้ว แต่ปรากฏเป็นถนนแทน เส้นทางรถไฟย่อยอีกเส้นหนึ่งที่ปรากฏอยู่บริเวณเดียวกันคือเส้นทางรถไฟสายบ่อดินขาวที่ อ.บ้านหมอ (Ban Mo)
 
เส้นทางรถไฟอีกเส้นหนึ่งที่พบว่าข้อมูลที่ปรากฏในแผนที่ต่าง ๆ มีความขัดแย้งก็คือสาย หัวหวาย-ท่าตะโก ที่จังหวัดนครสวรรค์ (รูปที่ ๕-๑๐) เดิมเส้นทางรถไฟสายนี้เป็นเส้นทางรถไฟเล็กขนฟืน (ดู Memoir ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๗๓๕ วันศุกร์ที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๗ เรื่อง "รถไฟสายหัวหวาย-ท่าตะโกนครสวรรค์ (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๕๕)") ที่ดูเหมือนว่ามีความพยายามที่จะปรับปรุงให้กลายเป็นรางขนาดควากว้าง ๑ เมตร แต่สุดท้ายโครงการก็ถูกยกเลิกไปและรางก็ถูกรื้อทิ้ง
  
รูปที่ ๕ และ ๖ เป็นแผนที่ฉบับเดียวกัน (แยกส่วนมาขยาย) ตัวแผนที่ระบุว่าเป็น "แผนที่ยุทธการร่วม (ของหน่วยทางอากาศ)" ส่วนแผนที่ในรูปที่ ๗ นั้นต่อเนื่องกับแผนที่ในรูปที่ ๕ และ ๖ แต่ดูเหมือนว่าจะมีการจัดทำขึ้นภายหลังประมาณ ๑๐ ปี และไม่ได้มีการระบุว่าเป็นแผนที่สำหรับ "หน่วยทางอากาศ" แต่กลับบอกว่าสำหรับ "กิจการพลเรือน" แทน
 
รูปที่ ๕ เส้นทางรถไฟสาย หัวหวาย-ท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ คือแนวเส้นประสีแดงในกรอบสี่เหลี่ยมสีแดงด้านบน แผนที่ชุดนี้นำมาจาก https://911gfx.nexus.net/mapnd4703.html มีการระบุว่าเป็น "แผนที่ยุทธการร่วม (ของหน่วยทางอากาศ)" ข้อมูลภูมิประเทศมีการระบุว่าประมวลผลในเดือนสิงหาคม ค.ศ. ๑๙๗๔ (พ.ศ. ๒๕๑๗) และมีตราประทับเป็นภาษาไทยว่า "ข่าวสารเกี่ยวกับการบินถูกต้องถึง 23 JANURAY 1976" (พ.ศ. ๒๕๑๙)
  
รูปที่ ๖ แผนที่ฉบับเดียวกับรูปที่ ๕ แต่เป็นภาพขยายช่วงตอนบน แนวเส้นทางรถไฟสายนี้จะทอดไปทางตะวันออกจนตกขอบด้านขวาของรูปนี้ ก็จะวกกลับมาทางตะวันตกเพื่อกลับเข้ามายังท่าตะโกใหม่ ในแผนที่ระบุว่าเส้นทางในช่วงแรกจากหัวหวายนั้นก่อสร้างเสร็จแล้ว (เห็นได้จากแสดงด้วยเส้นทึบ) ส่วนเส้นทางในช่วงตอนกลางไปจนถึงท่าตะโกนั้นอยู่ระหว่างการก่อสร้าง (เห็นได้จากการแสดงด้วยเส้นประ) ในแผนที่นี้ หมายเลขเส้นทางหลวงที่ปรากฏระบุว่าอิงจากแผนที่ทางหลวงปีค.ศ. ๑๙๗๒ (พ.ศ. ๒๕๑๕)

รูปที่ ๗ แผนที่ชุดเดียวกันกับรูปที่ ๕ และ ๖ แสดงส่วนที่ตกขอบด้านขวาของรูปที่ ๖ โดยมีการระบุว่าเส้นทางอยู่ระหว่างการก่อสร้าง (นำมาจาก https://911gfx.nexus.net/mapnd4704.html) มีการระบุเอาไว้ว่า "จัดทำโดยกรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด เพื่อใช้ในกิจการพลเรือน รวบรวมในปีพ.ศ. 2526 จากข้อมูลล่าสุดที่มีอยู่" อันที่จริงหน้าเว็บหลักที่นำแผนที่เหล่านี้มา ดูเหมือนว่าจะใช้แผนที่ชุดเดียวกันแต่มีการจัดทำต่างเวลากัน (มีการปรับปรุง) ทำให้ข้อมูลระหว่างแผนที่นั้นไม่ต่อเนื่องกัน ตัวอย่างหนึ่งที่ผมพบจากหน้าเว็บนี้ก็คือแผนที่บริเวณจังหวัดชลบุรีที่ยังปรากฏว่ามีเส้นทางรถไฟเล็กลากไม้ (ศรีราชา) แต่ไม่ปรากฏเส้นทางรถไฟที่แยกจากฉะเชิงเทราไปยังสัตหีบ แต่แผนที่ต่อเนื่องช่วงสัตหีบระยองนั้นกลับปรากฏว่ามีเส้นทางรถไฟสร้างเสร็จเรียบร้อยไปจนถึงท่าเรือน้ำลึกสัตหีบแล้ว 

ส่วนแผนที่ในรูปที่ ๘ นั้นเป็นชุดที่มีการระบุว่าเป็น "TACTICAL PILOTAGE CHART" ซึ่งคงเน้นไปที่ความถูกต้องของขอบเขตการควบคุมการจราจรทางอากาศ ดังนั้นจึงอาจไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งก่อสร้างที่ไม่ได้เป็นจุดเด่นขนาดใหญ่บนพื้นดิน (เช่นแนวทางรถไฟย่อยที่ไม่ใช่เส้นทางหลัก) 

รูปที่ ๘ แผนที่ TACTICAL PILOTAGE CHART TPC K9-B (นำมาจาก http://legacy.lib.utexas.edu/maps/tpc/txu-pclmaps-oclc-22834566_k-9b.jpg) ภาพขยายส่วนบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ ในแผนที่นี้ปรากฏแนวเส้นทางรถไฟจากหัวหวายออกไป แต่ไปไม่ถึงท่าตะโก อนึ่งดูเหมือนว่าแผนที่ชุดนี้จะไปที่เน้นความถูกต้องของข้อมูลการเดินอากาศมากกว่าสิ่งก่อสร้างที่ปรากฏจริงบนพื้นผิว


รูปที่ ๙ เป็นรูปที่พิมพ์เผยแพร่ในหนังสือ "แผนที่ ๗๑ จังหวัดของประเทศไทย" เรียบเรียงโดย เจษฎา โลหะอุ่นจิต พิมพ์ที่ เอเซียการพิมพ์ ๕๓๗-๗ ถนนสันติภาพ วงเวียน ๒๒ กรกฎา พระนคร โทร ๒๓๐๑๙ นายบุญศักดิ์ ปิยะธนาพงษ์ ผู้พิมพ์โฆษณา พ.ศ. ๒๕๐๘ ในแผนที่ฉบับนี้ระบุเอาไว้ว่าเส้นทางรถไฟสายหัวหวาย-ท่าตะโก กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และดูเหมือนแนวทางที่ลากไว้นั้นจะเป็นแนวทางคร่าว ๆ (คือแทบจะลากตรงเชื่อมสองจุด)


 
รูปที่ ๙ แผนที่จังหวัดนครสวรรค์จากหนังสือ แผนที่ ๗๑ จังหวัดของประเทศไทย เรียบเรียงโดย เจษฎา โลหะอุ่นจิต พิมพ์ที่ เอเซียการพิมพ์ ๕๓๗-๗ ถนนสันติภาพ วงเวียน ๒๒ กรกฎา พระนคร โทร ๒๓๐๑๙ นายบุญศักดิ์ ปิยะธนาพงษ์ ผู้พิมพ์โฆษณา พ.ศ. ๒๕๐๘ ในแผนที่ฉบับนี้บอกว่าเส้นทางรถไฟสายหัวหวาย-ท่าตะโก (แนวเส้นประสีแดง) อยู่ระหว่างการก่อสร้าง

ส่วนรูปที่ ๑๐ นั้นถ่ายมาจาก "แผนที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดข้างเคียง" (เป็นแผนที่สำหรับติดผนัง) ที่จัดทำโดยศูนย์แผนที่พรานนกวิทยา ที่ติดไว้ที่ผนังห้องทำงานผม (ตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๔๐) แผนที่ฉบับนี้ผมซื้อมาจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ แล้วก็นำมาติดไว้ที่ผนังห้องทำงาน พอลองสังเกตดูก็พบว่ามีการระบุว่ามีเส้นทางรถไฟแยกจากหัวหวายไปยังท่าตะโก ข้อมูลในแผนที่ฉบับนี้ปรากฏว่ามีเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์แล้ว
 
แผนที่ประเทศไทยอีกฉบับหนึ่ง (ไม่ได้นำรูปมาแสดง) จัดทำโดยศูนย์แผนที่พรานนกวิทยาเช่นกัน และซื้อมาพร้อมกับแผนที่ฉบับในรูปที่ ๑๐ (และคิดว่าน่าจะจัดพิมพ์ในปีเดียวกันด้วย) กลับไม่ปรากฏแนวเส้นทางรถไฟจากหัวหวายไปยังท่าตะโก ทั้ง ๆ ที่ข้อมูลในแผนที่ฉบับนี้น่าจะเก่ากว่าอีก เพราะว่ายังไม่มีเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ปรากฏในแผนที่
 
นั่นแสดงว่าเอกสารที่จัดทำเผยแพร่ในเวลาเดียวกัน อาจใช้ข้อมูลที่มีความเก่า-ใหม่แตกต่างกันได้ ดังนั้นการดูเพียงแค่เวลาที่เอกสารนั้นออกเผยแพร่ จึงไม่เพียงพอที่จะยืนยันได้ว่าข้อมูลที่เห็นนั้นตรงกับความเป็นจริงในขณะนั้น

รูปที่ ๑๐ นำมาจาก "แผนที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดข้างเคียง" (เป็นแผนที่สำหรับติดผนัง) จัดทำโดยศูนย์แผนที่พรานนกวิทยา แผนที่นี้มีการระบุว่ามีเส้นทางรถไฟแยกจากหัวหวายไปยังท่าตะโก

รูปที่ ๑๑ เป็นแผนที่เส้นทางรถไฟขนอ้อยเข้าโรงงานน้ำตาลที่ อ.เกาะคา จังหวัดลำปาง ที่มีปรากฏใน "แผนที่ยุทธการร่วม (ของหน่วยทางอากาศ)" (รูปที่ ๑๐) แผนที่นี้ระบุว่าข้อมูลภูมิประเทศทำการประมวลผลในปีพ.ศ. ๒๕๑๖ แต่ข้อมูล ข่าวสารเกี่ยวกับการบินถูกต้องถึง ๒๔ ตุลาคม ๒๕๑๘ นั่นแสดงว่าแผนที่ประเภทนี้ เวลาปรับปรุงความถูกต้องจะเน้นไปที่วัตถุประสงค์การใช้งาน (คือเกี่ยวกับขอบเขตการควบคุมการจราจรทางอากาศ) เป็นหลัก ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการควบคุมการจราจรทางอากาศคงไม่ได้รับการปรับแก้ไขให้ถูกต้องบ่อยนัก

Memoir ฉบับนี้คงเป็นฉบับปิดท้ายปีพ.. ๒๕๖๑ ซึ่งถ้าหากไม่มีอะไรพิเศษก็คงจะออกฉบับต่อไปหลังปีใหม่เลย ท้ายสุดนี้ก็ขอให้ผู้ที่ติดตามอ่านหรือบังเอิญแวะผ่านเข้ามาเห็น มีความสุข สดชื่น สมหวังในสิ่งที่ดี ในปีหน้าก็แล้วกันครับ สวัสดีปีใหม่ครับ :) :) :)


รูปที่ ๑๑ "แผนที่ยุทธการร่วม (ของหน่วยทางอากาศ)" (นำมาจาก https://911gfx.nexus.net/mapne4707.html) บริเวณจังหวัดลำปาง มีตราประทับเป็นภาษาไทยว่า "ข่าวสารเกี่ยวกับการบินถูกต้องถึง 24 OCTOBER 1975" (พ.ศ. ๒๕๑๘) ข้อมูลภูมิประเทศในแผนที่มีการระบุว่าทำการประมวลในเดือนกันยายน ค.ศ. ๑๙๗๓ (พ.ศ. ๒๕๑๖)

วันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2561

รถไฟสายพระพุทธบาท ภาพสถานีรถไฟ (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๑๓๕) MO Memoir : Thursday 29 March 2561

รถไฟสายพระพุทธบาทที่เริ่มต้นที่ อ.ท่าเรือ อยุธยา ไปยังพระพุทธบาท สระบุรี จัดได้ว่าเป็นรถไฟเอกชนสายแรก ๆ ของประเทศไทย และเป็นสายที่ดำเนินการโดยเอกชนตั้งแต่ต้นจนเลิกกิจการ B. R. Whyte กล่าวไว้ในหนังสือ "The Railway Atlas of Thailand, Laos and Combodia" เอาไว้ว่ารถไฟสายนี้เริ่มกิจการราว ๆ ปี ค.ศ. ๑๙๐๒ - ๑๙๐๓ ก่อนที่จะเลิกกิจการไปในปีค.ศ. ๑๙๔๒ (พ.ศ. ๒๔๘๕ หรือช่วงต้นสงครามโลกครั้งที่ ๒)
 
และด้วยการที่เส้นทางรถไฟสายนี้เป็นเส้นทางรถไฟเอกชนที่สร้างขึ้นในยุคที่การถ่ายรูปยังไม่แพร่หลาย ก็เลยทำให้ภาพถ่ายบรรยากาศต่าง ๆ ของเส้นทางรถไฟนั้นแทบจะไม่มี แม้ว่าจะมีนักเขียนบางท่านได้บรรยายบรรยากาศการนั่งรถไฟสายนี้เอาไว้บ้างก็ตาม (เช่น เหม เวชกร และนาวาเอก สวัสดิ์ จันทนี)
 
สัปดาห์ที่แล้วระหว่างเปิดดูหนังสือตามชั้นต่าง ๆ ของห้องสมุดมหาวิทยาลัย ก็ได้ไปเจอหนังสือ "สยามเก่า เล่าใหม่" ที่เขียนโดย ชาลี เอี่ยมกระสินธุ์ และในเรื่อง "การรถไฟไทยสมัยรัชกาลที่ ๕) ก็มีภาพที่ระบุว่าเป็น "สถานี รถไฟสายพระพุทธบาท" ดังแสดงในรูปที่ ๑ ข้างล่าง และดูเหมือนจะเป็นสิ่งเดียวที่กล่าวถึงเส้นทางรถไฟสายนี้ในหนังสือเล่มนี้ จากภาพจะเห็นได้ว่าสำหรับรถไฟเล็กที่ไม่ได้บรรทุกน้ำหนักมาก (เส้นทางสายนี้ขนคนเป็นหลัก) แค่ทำคันทาง วางไม้หมอน แล้วก็วางรางลงไป ก็วิ่งรถได้แล้ว โดยไม่ต้องมีหินโรยจนเต็มระดับไม้หมอนและออกไปทางด้านข้างทั้งสองด้านเหมือนในปัจจุบัน


รูปที่ ๑ ภาพสถานีรถไฟพระพุทธบาท ที่ปรากฏในหนังสือ "สยามเก่า เล่าใหม่" โดย ชาลี เอี่ยมกระสินธุ์ โดยสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น (เลขที่ ๒๓๖/๖-๗ สยามสแควร์ ซอย ๒ ข้างโรงภาพยนต์ลิโด้) พ.ศ. ๒๕๒๐

รูปที่ ๒ แผนที่เส้นทางรถไฟสายพระพุทธบาท ที่ปรากฏในเอกสาร Air Objective Folder Thailand เป็นเอกสารที่กองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาจัดทำขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ เพื่อชี้เป้าหมายการทิ้งระเบิดในประเทศไทย ในแผนที่นี้เป้าหมายหนึ่งคือสนามบินโคกกระเทียม (Koke Kathiem) ส่วน G. Hokwasaibon คือคลองหกวาสายบน

เรื่องรถไฟสายพระพุทธบาทเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ๓ ที่เขียน สองเรื่องก่อนหน้านี้คือ
"รถไฟสายพระพุทธบาท" (วันอาทิตย์ที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๖) และ
"รถไฟสายพระพุทธบาทในหนังสือนิทานชาวไร่" (วันพุธที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๙)

วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2559

รถไฟสายพระพุทธบาทในหนังสือนิทานชาวไร่ (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรง ตอนที่ ๑๑๒) MO Memoir : Wednesday 21 September 2559

ช่วงหนึ่งเขามีการทำรายชื่อหนังสือดี ๑๐๐ เล่มที่คนไทยควรอ่าน แต่พอเห็นรายชื่อแล้วก็คงต้องขอบอกว่าบางเล่มนั้นไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปหาอ่านที่ไหน เพราะเป็นหนังสือเก่า (ถ้าผู้เขียนไม่ได้มีชื่อเสียง ก็คงจะไม่มีการพิมพ์ซ้ำมานานแล้ว) หนังสือชุด "นิทานชาวไร่" ที่เขียนโดย นาวาเอก สวัสดิ์ จันทนี ก็ได้รับการจัดเป็นหนึ่งในหนังสือดี ๑๐๐ เล่มที่คนไทยควรอ่านเช่นกัน หนังสือชุดนี้เขาว่ามีกว่า ๑๐ เล่ม แต่ที่เห็นในห้องสมุดมหาวิทยาลัยเห็นมีเพียง ๕ เล่มเท่านั้นเอง
 
เรื่องที่เอามาเล่าในวันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับรถไฟสายพระพุทธบาท เรื่องนี้เคยนำมาเขียนไว้ครั้งหนึ่งใน Memoir ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๖๑๕ วันอาทิตย์ที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๖ เรื่อง "รถไฟสายพระพุทธบาท (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๔๑)" ที่เล่าถึงบรรยากาศการนั่งรถไฟสายดังกล่าวที่ เหม เวชกร นำมาเป็นฉากในการเขียนนิยาย (คือตัวเอกในนิยายไม่ได้นั่งรถไฟ แต่เป็นการเดินเท้าไปตามเส้นทางรถไฟ) แต่คราวนี้เป็นการเล่าเรื่องราวจากบันทึกความทรงจำของผู้ที่ได้มีโอกาสนั่งรถไฟสายดังกล่าว

ในหนังสือนิทานชาวไร่ เล่มที่ ๔ เรื่องที่ ๓๘ ไหว้พระพุทธบาทสระบุรี นาวาเอก สวัสดิ์ จันทนี ได้เล่าถึงบรรยากาศการนั่งรถไฟเล็กสายพระพุทธบาทนี้ โดยเล่าไว้ว่าได้มีโอกาสขึ้นรถไฟสายดังกล่าวสองครั้งด้วยกัน ครั้งแรกน่าจะประมาณ พ.ศ. ๒๔๕๑ และครั้งหลังใน พ.ศ. ๒๔๕๘ เมื่อเทียบกับอายุท่านที่เกิดเมื่อ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๕ แสดงว่าได้นั่งรถไฟสายดังกล่าวครั้งแรกเมื่อยังมีอายุน้อยอยู่ ท่านผู้เขียนได้บรรยายถึงการนั่งรถไฟสายดังกล่าวในช่วงเทศกาลไหว้พระพุทธบาทไว้ดังนี้

"..... รถไฟเล็กนี้ดูก็จะเท่ากับรถไฟที่ทางการออกแสดงรอบ ๆ เขาดินหรือรอบ ๆ สวนลุมพินีในเวลามีงานฉลองรัฐธรรมนูญเสมอ ๆ นั่นเอง ตัวข้าพเจ้าเองได้เคยขึ้นสองครั้ง ครั้งแรกจำไม่ได้แน่แต่ประมาณ พ.. ๒๔๕๑ ครั้งหลังใน พ.. ๒๔๕๘ ดูมันก็โคลงสนุกดีเหมือนกัน นั่งกันอย่างยัดทะนาน เพราะเป็นเทศกาลไหว้พระพุทธบาท เดินระหว่างท่าเรือจนถึงพระพุทธบาท ราว ๖๐ กิโลเมตรแต่จะเริ่มเมื่อใด และเลิกเดินเมื่อใด ข้าพเจ้าจำไม่ได้เสียแล้ว ....."

นอกจากนี้ท่านผู้เขียนยังได้เล่าถึงตำนานของเจ้าพ่อเขาตกไว้ดังนี้

"..... มีตำนานกล่าวว่าทุกคนต้องลงไหว้เจ้าพ่อเขาตก แม้กระทั่งอยู่บนรถไฟก็ต้องลงจากรถไฟมายังพื้นดินแล้วทำการกราบไหว้ แต่เมื่อข้าพเจ้าไปใน พ.. ๒๔๕๘ ข้าพเจ้าหาได้ลงจากรถไฟไม่ เพราะถ้าขืนลงไปก็ไม่แน่ว่าจะได้มานั่งตามเดิมหรือไม่ คงได้แต่นั่งไหว้ทั้ง ๆ ที่อยู่บนรถไฟเล็กนั้นเอง กล่าวกันว่าถ้าใครไม่ไหว้ต้องมีอันเป็นเลือดปากเลือดจมูกออก ....."

ส่วนศาลเจ้าพ่อเขาตกตั้งอยู่ตรงไหน ดูได้จากแผนที่ในรูปที่ ๑ ที่แนบมา

(ข้อมูลวันเกิดของ นาวาเอก สวัสดิ์ จันทนี นำมาจาก "หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ นาวาเอก สวัสดิ์ จันทนี" ที่ทางเว็บ http://www.digitalrarebook.com/ สแกนและนำมาแสดงเป็นตัวอย่าง)


รูปที่ ๑ ศาลเจ้าพ่อเขาตกอยู่ในกรอบสีเหลืองทางมุมซ้ายล่างของแผนที่ (จากแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตต์หวงห้ามที่ดินบริเวณพระพุทธบาท ตำบลขุนโขลน ตำบลหนองโดน จังหวัดสระบุรี พ.ศ. ๒๔๗๙ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๕๓ หน้า ๑๒๘๐ วันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๔๗๙)

หนังสือฉบับที่ผมยืมมาอ่านนั้นเป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๐๙ (ก็ ๕๐ ปีที่แล้ว) จำนวน ๑๕๐๐ เล่ม ตอนนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามีการพิมพ์ซ้ำเพิ่มเติมอีกหรือเปล่า ผมเห็นว่าถ้าคณะกรรมการที่ทำหน้าที่พิจารณาว่าหนังสือใดนั้นควรจัดให้เป็น "หนังสือดี ๑๐๐ เล่มที่คนไทยควรอ่าน" แต่มันไม่มีการพิมพ์ซ้ำหรือไม่สามารถหาอ่านได้ง่าย ก็ควรที่จะหาทางจัดพิมพ์เผยแพร่ให้เป็นที่รับทราบกันทั่วไป ไม่ควรให้มีเพียงแต่ชื่อปรากฏ แต่ควรมีเล่มหนังสือให้ผู้ที่อยากอ่านสามารถเข้าถึงได้ด้วย

ท้ายสุดนี้ก็ขอแนบปกหน้าและคำนำที่ท่านผู้เขียนได้เขียนเอาไว้ในหนังสือดังกล่าว มาลงเอาไว้เป็นที่ระลึกถึง









วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

รถไฟสายพระพุทธบาท (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๔๑) MO Memoir : Sunday 5 May 2556

เมื่อประมาณ ๒๐ ปีที่แล้วทางทบวงมหาวิทยาลัยได้ทำการกู้เงินจากแหล่งสองแหล่งเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนในระดับมหาวิทยาลัย แหล่งแรกคือการกู้เงินจากธนาคารโลก (World Bank) เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี ซึ่งโครงการนี้ทุกมหาวิทยาลัยต่างได้รับไป โครงการที่สองคือโครงการเงินกู้จากประเทศญี่ปุ่นเรียกชื่อย่อว่า OECF เป็นโครงการเงินกู้เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนและการวิจัยในระดับที่สูงกว่าปริญญาตรีสายวิทยาศาสตร์เพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งมหาวิทยาลัยของเราก็ได้รับมาสำหรับคณะวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์
  
ในส่วนของโครงการเงินกู้ OECF นั้น ทางญี่ปุ่นยังได้ให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคนิค มีรายการหนึ่งที่ผมเห็นว่าดีมากแต่ไม่ค่อยได้รับความสนใจจากอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเท่าใดนัก คือการที่เขาส่งนักประวัติศาสตร์ (คนหนุ่มผู้หนึ่ง) มาทำการศึกษาเปรียบเทียบประวัติศาสตร์การพัฒนารถไฟของไทยเทียบกับของญี่ปุ่น
 
ประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นนั้นโดบังคับให้เปิดประเทศในเวลาไล่เรี่ยกัน และได้รับรถไฟขบวนแรกมาในเวลาไล่เลี่ยกันด้วย แต่การพัฒนานั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ประเด็นนี้คนไทยที่สนใจเรี่องประวัติศาสตร์รถไฟไทยมักชอบเอาไปเปรียบเทียบโดยมักมองภาพเป็นลบแต่เพียงด้านเดียว แต่นักประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่เขามาศึกษานั้นเขากลับมองภาพและให้ภาพที่แตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิงกับที่คนไทยชอบมอง (ผมว่าคนไทยชอบมองแบบดูถูกพวกเดียวกันเอง)
 
ในการศึกษาประวัติศาสตร์การพัฒนาการขนส่งทางรถไฟนั้นจะมองแต่แง่เศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมองภาพของเหตุการณ์ทางการเมืองรอบข้าง การทหาร อิทธิพลจากประเทศมหาอำนาจ รวมทั้งสภาพเศรษฐกิจและสังคนในขณะนั้นร่วมด้วย ซึ่งประเทศไทยเมื่อเริ่มต้นคิดจะมีรถไฟนั้น ผลของอิทธิพลของประเทศมหาอำนาจแตกต่างไปจากญี่ปุ่นอย่างสิ้นเชิง ญี่ปุ่นเองนั้นมีแต่สหรัฐอเมริกาที่หวังเข้ามาหาผลประโยชน์ และต่างชาติก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะใช้เส้นทางขนส่งทางบกของญี่ปุ่น ส่วนในประเทศไทยเองนั้นมีทั้งอังกฤษทางฝั่งตะวันตกและฝรั่งเศสทางฝั่งตะวันออก ที่หวังจะใช้ประเทศไทยเป็นเส้นทางเดินทางทางบกด้วยรถไฟเพื่อเข้าไปยังจีนตอนใต้
 
การให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนสร้างทางรถไฟในประเทศไทยนั้นอาจเป็นการเปิดช่องให้ต่างชาติใช้เป็นข้ออ้างในการส่งทหารเข้ามารักษาผลประโยชน์ของคนของชาติตนที่เข้าไปลงทุนในประเทศอื่น ในขณะเดียวกัน (ในสมัยนั้น) การขนส่งทางรถไฟเป็นวิธีการขนส่งทางบกที่ทำให้กองทัพสามารถเคลื่อนย้ายกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และสัมภาระ จำนวนมากไปยังสนามรบได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นเมื่อไทยเริ่มคิดจะมีรถไฟ จึงได้มีการนำปัจจัยเหล่านี้มาประกอบการพิจารณาการวางแผนเส้นทางเดินรถไฟ รวมทั้งขนาดรางที่จะใช้สำหรับประเทศไทย การตัดสินใจเรื่องขนาดรางและเส้นทางเดินรถในช่วงแรกของไทยทำให้รถไฟไทยถูกขนานนามว่าเป็น "รถไฟการเมือง หรือ Political Railways" คือให้น้ำหนักกับปัจจัยด้านการเมืองและความมั่นคงของประเทศมากกว่าทางด้านเศรษฐกิจ และทำให้ทางภาครัฐต้องทำหน้าที่เป็นก่อสร้างเส้นและควบคุมเส้นทางเอง

รายงานการศึกษาของนักประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นผู้นั้นผมไม่สามารถตามหาได้ว่ามีเก็บไว้ที่ไหน แต่เมื่อปลายปีที่แล้วไปได้หนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "Rails of the Kingdom - The History of Thai Railways" เขียนโดย Ichiro Kakizaki จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Whit Lotus ในปีที่แล้ว ที่ได้ให้ภาพเดียวกันกับที่ผมเคยได้ฟังมาเมื่อเกือบ ๒๐ ปีก่อนหน้านั้น ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนเขียนหนังสือเล่มนี้กับคนที่มาบรรยายให้ผมฟังในวันนั้นเป็นคน ๆ เดียวกันหรือเปล่า

เมื่อเริ่มมีรถไฟ การสร้างทางรถไฟนั้นจัดเป็นธุรกิจใหม่ที่มีเอกชนหลายรายทั้งคนไทยเองและต่างชาติที่หวังเอามาลงทุนทำกำไร ในหนังสือของ Ichiro Kakizaki หน้า ๒๕ ได้เล่าถึงเหตุการณ์ช่วงนี้เอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้เอกชน (โดยเฉพาะต่างชาติ) ใช้ประโยชน์จากเส้นทางหลักที่ทางภาครัฐลงทุนสร้างเอาไว้ จึงได้มีการกำหนดให้เส้นทางที่เอกชนจะลงทุนนั้นใช้ความกว้างของรางที่ "แคบ" กว่าความกว้างของรางของเส้นทางหลักที่เรียกว่า Narrow gauge ความกว้างของราง (ที่เรียกว่า gauge เป็นการวัดจากขอบด้านในของรางฝั่งหนึ่งไปยังขอบด้านในของรางอีกฝั่งหนึ่ง) ที่ไทยใช้อยู่ในขณะนั้นคือ Standard gauge ที่กว้าง 1435 mm (เส้นทางไปโคราช ส่วนเส้นทางสายใต้ที่สร้างทีหลังใช้ขนาด Metre gauge ที่กว้าง 1000 mm)

รถไฟเอกชนสายแรกที่ได้รับอนุญาตให้ทำการสร้างคือรถไฟสายท่าเรือ-พระพุทธบาท ซึ่งเป็นเส้นทางรถไฟจากริมแม่น้ำป่าสักใกล้กับทางรถไฟสายเหนือในท้องที่อำเภอท่าเรือจังหวัดพระนาคศรีอยุธยา ไปยังพระพุทธบาทจังหวัดสระบุรี ขนาดความกว้างของรางที่ Ichiro Kakizaki รายงานไว้ในหนังสือของเขาคือ 600 mm แต่ตรงนี้ที่มีคนศึกษาไว้กล่าวว่าขนาดที่แท้จริงคือ 750 mm (http://portal.rotfaithai.com/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=18) ซึ่งเมื่อดูรูปที่แสดงในหนังสือของ Ichiro Kakizaki แล้ว (รูปที่ ๑) ผมว่าขนาดความกว้างน่าจะเป็น 750 mm มากกว่า

รูปที่ ๒-๕ เป็นแผนที่แนบท้ายราชกิจจานุเบกษาที่ปรากฏเส้นทางรถไฟสายดังกล่าวที่ผมค้นเจอ เส้นทางสายนี้ความยาวตลอดเส้นทางประมาณ ๑๙ กิโลเมตร


รูปที่ ๑ รถไฟจากท่าเรือไปพระพุทธบาทสระบุรี จากหนังสือ "Rails of the Kingdom - The History of Thai Railways" เขียนโดย Ichiro Kakizaki ซึ่งเขาไปนำมาจากหนังสือครบรอบ ๑๐๐ ปีการรถไฟแห่งประเทศไทยอีกที (เขาระบุแหล่งที่มาว่ามาจาก RFT 1997 หน้า 137)

รูปที่ ๒ แผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตต์หวงห้ามที่ดินบริเวณพระพุทธบาท ตำบลขุนโขลน ตำบลหนองโดน จังหวัดสระบุรี พ.ศ. ๒๔๗๙ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๕๓ หน้า ๑๒๘๐ วันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๔๗๙ ปรากฏแนวทางรถไฟทางด้านซ้ายของแผนที่ รูปนี้แสดงส่วนปลายทางของเส้นทางรถไฟทางด้านพระพุทธบาท ในกรอบสีเหลืองคือศาลเจ้าพ่อเขาตกที่มีเล่าไว้ในนิยายของ เหม เวชกร

รูปที่ ๓ แผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตต์หวงห้ามที่ดินในท้องที่ ตำบลบ้านหมอ อำเภอหนองโดน จังหวัดสระบุรี พ.ศ. ๒๔๘๑ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ ๕๖ หน้า ๒๒๗ วันที่ ๓ เมษายน ๒๔๘๒

รูปที่ ๔ แผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตต์ที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และอำเภอหนองโดน จังหวัดสระบุรี พ.ศ. ๒๔๘๒ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ ๕๖ หน้า ๖๘๘ วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๔๘๒ จะปรากฏสถานีท่าเรือที่เป็นสถานีต้นทางของทางรถไฟสายพระพุทธบาทตรงแม่น้ำป่าสัก ที่วิ่งแยกออกจากทางรถไฟสายเหนือไปทางด้านขวา


รูปที่ ๕ แผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาถอนการหวงห้ามที่ดินบางส่วนบริเวณพระพุทธบาท ตำบลขุนโขลน ตำบลหนองโดน จังหวัดสระบุรี พ.ศ. ๒๔๙๗ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาฉบับพิเศษ เล่ม ๗๑ ตอน ๒ หน้า ๑ วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๗ ปรากฏแนวทางรถไฟทางด้านซ้ายของแผนที่ ส่วนหนึ่งที่รูปนี้แตกต่างไปจากรูปที่ ๑ คือมีถนนพหลโยธินตัดผ่านบริเวณพระพุทธบาทแล้ว




บรรยากาศการเดินทางด้วยรถไฟในเส้นทางสายนี้คงหาไม่ได้จากเอกสารทางราชการ แต่ไปมีปรากฏในนิยายเรื่อง "อ้ายบักสอย" ที่แต่งโดยเหม เวชกร ข้อความข้างล่างผมคัดมาจากหนังสือเปิดกรุผีไทย ๑ ตอนผ้าป่าผีตาย ฉบับพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ดับเบิ้ลนายน์ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕

"พอรุ่งขึ้นเราสามคนได้ขึ้นรถไฟมาลงที่ท่าเรือพระพุทธบาท ผมตื่นเต้นจนพูดไม่ถูก ดูผู้คนช่างคึกคักเอาการ รถไฟสายเล็กของพระพุทธบาทน่าดูมาก เป็นรถคันเล็ก ๆ ไม่มีตัวถัง มีม้านั่งกันโล่ง ๆ มองเห็นกันสนุกกันอย่างว่าไปเที่ยวป่าเที่ยวเขาเน้อ! เธอก็มองเห็นฉัน ฉันก็มองเห็นเธอ โปร่งไปทุกคันรถน่าสนุก แต่เราไม่มีเรื่องจะขึ้นกับเขา เราจะใช้กำลังความแข็งแกร่งกล้าเดินไปสู่โดยทางทุรกันดาร เสียงรถไฟสายเล็กเปิดหวีดเสียงยาวเสียงถี่ เป็นการเรียกร้องให้เร่งไปซื้อตั๋วหรือเป็นการโฆษณาการเที่ยวผ่านดงพงพี บรรดาคนที่อยู่ในที่นั้นต่างก็ใจเต้นตูม อยากจะรีบขึ้นนั่งรถ"

ส่วนเมื่อเข้าไปใกล้ถึงพระพุทธบาทแล้วบรรยากาศจะเป็นอย่างไรบ้างนั้น เหม เวชกร ได้เล่าเอาไว้ดังนี้

"..... และเขาแนะทางเดินให้เราว่า ควรจะยึดแนวทางรถไฟสายเล็กนี้เดินไปจะพบสถานีอีกหลายสถานีแล้วจะไปผ่านศาลเจ้าพ่อเขาตก ที่ตรงนั้นรถไฟจะหยุดให้คนไหว้เจ้าพ่อกันมีดอกไม้ธูปเทียนขาย เมื่อถึงศาลเจ้าพ่อแล้วจะไม่เดินตามทางรถไฟไปก็ได้ เดินตามทางป่าละเมาะและทุ่งบ้างละเมาะบ้าง เป็นทางลัดเข้าพระพุทธบาทเลย ....."

และสมัยนั้นที่พระพุทธบาทมีอะไรให้เที่ยวบ้าง เหม เวชกร ก็ได้เล่าเอาไว้เช่นเดียวกัน (ดูรูปที่ ๒ หรือ ๕ ประกอบ)

"เมื่อเสร็จอาหารเช้าแล้วเราก็ออกเดินทางตามที่ผีบอก เลาะไปตามทางรถไฟจนถึงตำบลเจ้าพ่อเขาตก เราก็แวะเข้าไปที่ศาล ผลทำการสัการบูชาคนเดียว พระท่านไหว้และบูชาใครไม่ได้นอกจากพระพุทธเจ้าองค์เดียว เรานั่งกันแถว ๆ นั้นจนเห็นคนเดินทางมาจากพระพุทธบาทเพื่อจะผ่านไปถ้ำมหาสนุก เราก็ถือโอกาสเดินสวนทางกับพวกนั้นเข้าพระพุทธบาทดีกว่าจะเดินสุ่มไป ........... กะว่าพรุ่งนี้ตอนเช้าจะขึ้นปิดทองรอยพระพุทธบาท ในวันนี้ไปเที่ยวแค่ถ้ำประทุนก่อน เป็นครั้งแรกในชีวิตได้เข้าถ้ำและได้ชมบ่อพรานล้างเนื้อ รอยปักปอก และที่คุกเข่าลับหอกของพรานบุญพร้อมทั้งถ้ำกินนร ถ้ำระฆัง
ต่อวันรุ่งขึ้นก็ไปต่อยังถ้ำวิมานจักรี ถ้ำชาละวัน รุ่งอีกวันไปถ้ำมหาสนุก พุกร่าง ตามที่พระทั้งสองเล่าให้ฟังจนครบทุกแห่ง ผู้รู้คราวหลังว่ายังมีที่เที่ยวอีก หากแต่ไม่มีเวลาและก็ไปกันไม่ถูกจึงเดินทางกลับ คือกลับรถไฟ มาเดินด้วยเท้าเอาเพียงบ้านภาชีกลับบ้านมาบโพธิ์เท่านั้นเอง"

ปัจจุบันเส้นทางสายนี้คือทางหลวงสาย ๓๐๒๒ อ.ท่าเรือ - .พระพุทธบาท