แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กาญจนบุรี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กาญจนบุรี แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2561

อ่างเก็บน้ำห้วยกระพร้อย หนองปรือ กาญจนบุรี MO Memoir : Tuesday 2 January 2561

จาก อ.บ่อพลอย กาญจนบุรี มุ่งขึ้นเหนือตามเส้นทางสาย ๓๐๘๖ จากนั้นเลี้ยวซ้ายที่แยกเข้า ต.หนองปรือ เข้าเส้นทาง ๓๔๘๐ เพื่อมุ่งหน้าไปยังอุทยานแห่งชาติรัตนโกสินทร์ ที่เป็นที่ตั้งของถ้ำธารลอด จากสี่แยก ขับรถเข้ามาประมาณ ๗ กิโลเมตร ก็จะพบอ่างเก็บน้ำห้วยกระพร้อย ที่สร้างปิดกั้นลำห้วยกระพร้อย อันเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และเพิ่งจะเริ่มกักเก็บน้ำได้เมื่อปลายปีพ.ศ. ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา
 
อาจจะโชคดีก็ได้ที่ปีพ.ศ. ๒๕๖๐ ที่ผ่านมานั้นฝนค่อนข้างตกชุก ทำให้อ่างเก็บน้ำนี้มีน้ำเต็มอ่างอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาปีเดียว เห็นได้จากการมีน้ำไหลล้นเส้นทางระบายอยู่ตลอดเวลา เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาตั้งใจจะไปเที่ยวถ้ำธารลอดก็บังเอิญไปเจอเข้า ดูวี่แววแล้วคาดว่าตอนเย็น ๆ น่าจะเหมาะแก่การชมดวงอาทิตย์ตกลับหลังเขา แต่เนื่องจากไม่มีเวลาอยู่ชม เพราะต้องรีบกลับกลับกรุงเทพก่อนจะมืดเกินไป ก็เลยขอฝากรูปที่ถ่ายไว้ช่วงบ่ายและเย็นมาให้ดูกัน เผื่อใครกำลังหาสถานที่ถ่ายรูปใหม่ ๆ ที่คนยังไม่ค่อยรู้จักกัน จะได้มีภาพที่ไม่ซ้ำกับคนอื่นเขา


รูปที่ ๑ ประตูระบายน้ำล้นจากอ่างเก็บน้ำ การที่น้ำล้นแสดงว่าน้ำน่าจะเต็มอ่างอยู่ ถ้าพาเด็กมาต้องระวังให้มาก เพราะรั้วกั้นตรงนี้เป็นรั้วโปร่งเตี้ย ๆ กั้นขอบที่ทิ้งดิ่งลงไป (แบบที่เห็นคนยืนทางมุมซ้ายในภาพ) และทางน้ำข้างล่างก็เป็นพื้นคอนกรีตที่มีระดับน้ำไหลอยู่ตื้น ๆ ที่อยู่ต่ำลงไปมาก ถ้าพลาดตกลงไปอย่างน้อยก็มีสิทธิเจ็บหนัก


รูปที่ ๒ ถนนเลียบริมอ่างมีศาลาและที่นั่งให้พักผ่อน ตอนเย็น ๆ น่าจะเหมาะกับการมาชมดวงอาทิตย์ลับเหลี่ยมเขา แต่ถ้าจะให้ดีน่าจะมีการห้ามนำเอาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาบริโภคด้วย

รูปที่ ๓ รูปนี้ถ่ายจากด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของตัวเชื่อน เป็นการมองไปยังทิวเขาทางด้านทิศตะวันตก


รูปที่ ๔ ให้ลูกถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกหน่อยตรงจุดชมวิวที่มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่

รูปที่ ๕ บนจุดชมวิวที่อยู่สูงขึ้นมาจากจุดจอดรถในรูปที่ ๑


รูปที่ ๖ อีกมุมหนึ่งที่มองจากจุดชมวิวที่เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป

รูปที่ ๗ มองย้อนกลับไปยังถนนที่ขับเข้ามาจากหนองปรือ (ถนนทางด้านขอบซ้ายของรูป)


รูปที่ ๘ อีกมุมมองหนึ่งของอ่างเก็บน้ำ รูปนี้ถ่ายตอนสี่โมงเย็นเศษ
  
รูปที่ ๙ ภาพถ่ายดาวเทียมของสถานที่ตั้งอ่างเก็บน้ำจาก google map ในรูปนี้อ่างเก็บน้ำยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง แสดงว่าภาพใน google map เป็นรูปที่เก่าอยู่เหมือนกัน

วันพุธที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2560

อนุสาวรีย์ทหารจีนที่สะพานข้ามแม่น้ำแคว (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๑๓๐) MO Memoir : Wednesday 26 April 2560

เชิงสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำแควฝั่งตะวันตกมีสิ่งก่อสร้างที่เหมือนกับเป็นแท่งเสาสี่เหลี่ยมต้นหนึ่ง มีตัวหนังสือภาษาจีนเขียนอยู่รอบด้านทั้งสี่ ที่ฐานด้านหนึ่งเขียนเป็นภาษาไทยว่า "อนุสาวรีย์ทหารจีน"
 
ภาษาจีนนั้นเขียนว่าอะไรบ้างผมก็ไม่รู้หรอกครับ แต่ที่โคนเสานั้นมีป้ายกระดาษติดอยู่ มีทั้งฉบับที่เป็นภาษาไทยและภาษาจีน ฉบับภาษาไทยนั้นที่หัวกระดาษบอกว่าเป็น "คำบอกเล่าของศิลาจารึก" ส่วนข้อความนั้นเขียนว่าอย่างไรก็ลองอ่านกันเอาเองในรูปนะครับ
 
ที่ผมติดใจก็คือ เรื่องที่เขาเล่าเอาไว้ในฉบับภาษาไทย

ประเทศไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ่งหนึ่งที่มีการบันทึกเอาไว้ชัดเจนคือการสร้างทางรถไฟของกองทัพญี่ปุ่นเพื่อการลำเลียงปัจจัยต่าง ๆ ไปให้กับทหารที่ทำการสู้รบอยู่ในพม่า เส้นทางรถไฟที่ทำการก่อสร้างมีอยู่ด้วยกัน ๒ เส้นทาง เส้นทางแรกคือเส้นทางจากชุมทางหนองปลาดุก ไปยังจังหวัดกาญจนบุรี ก่อนเชื่อมต่อกับเส้นทางรถไฟในประเทศพม่าทางด้านด่านเจดีย์สามองค์ เป็นเส้นทางที่เรียกว่า "เส้นทางรถไฟสายมรณะ" ในปัจจุบัน
 
เส้นทางที่สองเป็นเส้นทางจากจังหวัดชุมพร เลียบตามแนวถนนที่เป็นถนนเพชรเกษมในปัจจุบัน ไปสิ้นสุดที่ คลองละอุ่น อำเภอละอุ่น จังหวัดระนอง (Memoir ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๘๒๗ วันพฤหัสบดีที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๗ เรื่อง "สุดทางรถไฟที่ ละอุ่น ระนอง (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำตอนที่ ๗๗)")
 
เส้นทางสายกาญจนบุรีนั้นมีบันทึกเอาไว้ชัดเจนว่ามีการใช้เชลยศึกสัมพันธมิตร ร่วมกับแรงงานกรรมกรก่อสร้าง (ชาวจีนที่มาตั้งรกรากในมาลายู และชาวมลายู) ในขณะที่เส้นทางสายระนองนั้นจะใช้แรงงานกรรมกรก่อสร้างเป็นหลัก
 
จะว่าไปแล้ว จำนวนกรรมกรก่อสร้างในเส้นทางสายกาญจนบุรีที่เสียชีวิตในระหว่างการก่อสร้างอาจจะมีจำนวนที่มากกว่าจำนวนเชลยศึกทหารสัมพันธมิตรที่เสียชีวิตเสียอีก แต่ประวัติศาสตร์แทบไม่มีการกล่าวถึงแรงงานเหล่านั้น นั่นอาจเป็นเพราะเขาเหล่านั้นต้องเข้าไปทำการก่อสร้างในเขตป่าลึก ไม่ใช้ใกล้กับตัวจังหวัดเหมือนดังเช่นการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแคว
 
ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในระหว่างที่กองทัพญี่ปุ่นรบกับกองทัพจีนนั้น ทางกองทัพญี่ปุ่นสามารถปิดการติดต่อทางทะเลของกองทัพจีนได้ ทำให้การส่งการสนับสนุนของอังกฤษกับสหรัฐอเมริกาให้กับกองทัพจีนต้องทำทางบก เส้นทางที่ใช้คือจากอินเดีย ผ่านตอนเหนือของประเทศพม่า และเข้าจีนตอนใต้ ถนนเส้นนี้ในเชตประเทศพม่ามีชื่อว่า "Ledo road" แต่พอเข้าเขตประเทศจีนแล้วมีชื่อเป็น "Burma road"
 
นักประวัติศาสตร์บางรายให้ความเห็นว่า เพราะถนนเส้นนี้ ร่วมกับการยึดทรัพย์ของประเทศญี่ปุ่นในต่างประเทศ และการไม่ขายน้ำมันให้กับประเทศญี่ปุ่น จีงทำให้ญี่ปุ่นจำเป็นต้องเข้ายึดครองภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเข้าครอบครองแหล่งน้ำมันในอินโดนีเซีย และเข้าไปปิดเส้นทาง Ledo road ทำให้จำเป็นต้องเดินทัพผ่านประเทศไทยให้ได้โดยเร็ว แผนการนี้จึงเป็นแผนการที่เรียกว่าเขียนขึ้นกันอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่สิ่งที่วางแผนเอาไว้ล่วงหน้าหลายปีก่อนหน้า (หลังจากไทยมีปัญหากรณีพิพาทอินโดจีนกับฝรั่งเศส ฝรั่งเศสได้ให้ญี่ปุ่นยกกองทัพเข้ามาดูแลเมืองขึ้นในภูมิภาคนี้แทน (ตอนนั้นทั้งฝรั่งเศสแพ้เยอรมันไปเรียบร้อยแล้ว) เรียกว่ากองทัพญี่ปุ่นมารออยู่ในเขมรแล้ว พร้อมที่จะเคลื่อนทัพทางรถไฟจากอรัญประเทศเข้าสู่กรุงเทพได้ทันที)
 
รูปที่ ๑ มองย้อนออกไปทางสะพานข้ามแม่น้ำแคว

รูปที่ ๒ อีกมุมหนึ่งของอนุสาวรีย์

รูปที่ ๓ คำบอกเล่าที่ติดไว้ที่ฐานอนุสาวรีย์ ที่เห็นว่ามีข้อความที่น่าสงสัยในเรื่องความถูกต้อง โดยเฉพาะเรื่องที่กล่าวถึง การใช้เชลยศึกทหารจีนมายืนป้องกันสะพานไม่ให้เครื่องบินทิ้งระเบิดใส่ มีศพตายเต็มแม่น้ำจนน้ำเป็นสีแดงไปหมด ก็เป็นเรื่องที่ส่วนตัวแล้วต้องบอกว่าไม่เคยได้ยินมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล่าของทางฝ่ายไทยหรือบันทึกของเชลยศึกผู้รอดชีวิต 

รูปที่ ๔ นอกจากภาษาไทยแล้วก็มีภาษาจีนด้วย ใครอ่านได้ก็ลองอ่านเอาเองก็แล้วกันครับ

รูปที่ ๕ มองย้อนกลับไปยังฝั่งตรงข้ามที่ยังมีตำแหน่งสะพานไม้ข้ามแม่น้ำแควอีกสะพาน คาดว่าตำแหน่งที่ยืนถ่ายรูปนี้น่าจะเป็นอีกฝั่งหนึ่งของสะพานไม้ข้ามแม่น้ำแคว (Memoir ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๔๔๔ วันศุกร์ที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เรื่อง "ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๑๗ สะพานรถไฟข้ามแม่น้ำแควมีสองสะพาน")

ในขณะนั้นอังกฤษยังแทบจะเอาตัวไม่รอดจากเยอรมัน ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าความพร้อมของอังกฤษในการสู้รบในภูมิภาคนี้จะมี สิ่งที่พอจะอ่าน (ต้องอ่านระหว่างบรรทัดนะ) ได้จากประวัติศาสตร์คืออังกฤษคาดหวังว่าไทยจะไม่ยอมให้กองทัพญี่ปุ่นเข้าประเทศได้ง่าย ๆ เพื่อที่ทางอังกฤษเองจะได้มีเวลาเตรียมตัว แต่ทางรัฐบาลไทยในขณะนั้นไม่เล่นด้วย เพราะไม่รู้ว่าทำไปต้องให้คนไทยยอมเจ็บตัวเพื่อผลประโยชน์ของอังกฤษ (ไทยรู้อยู่แล้วว่ารบไปก็แพ้อยู่ดี และเป้าหมายของญี่ปุ่นนั้นไม่ใช่ประเทศไทย) ผลก็คือรบกันอยู่แค่วันเดียวแล้วก็ปล่อยให้ทัพญี่ปุ่นเดินทางประเทศไปดื้อ ๆ และนี่คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลอังกฤษเคืองแค้นประเทศไทยมาก

ในช่วงแรกของการรบในพม่า ทหารอังกฤษและชนเผ่ากลุ่มน้อย (อังกฤษไม่ใช้ทหารพม่า และใช้ชนกลุ่มน้อย เพราะคนพม่าเองก็ต้องการอิสระภาพจากอังกฤษ ตอนนั้นนายพลอองซานอยู่ข้างญี่ปุ่นด้วยซ้ำไป) ถอยร่นไม่เป็นขบวน ต้องเข้าไปตั้งหลักในอินเดีย เส้นทาง Ledo road ก็ถูกตัดขาด แต่ด้วยความยากลำบากในการส่งกำลังบำรุงของกองทัพญี่ปุ่น และการที่เส้นทางดังกล่าวสำคัญต่อการอยู่รอดของกองทัพจีน ทำให้ทางกองทัพอังกฤษและกองทัพจีนสามารถเข้ามาเปิดเส้นทางนี้ได้ใหม่ ดังนั้นทหารจีนที่รบกับทหารญี่ปุ่นนั้นทำการรบอยู่ทางตอนเหนือของประเทศพม่า ด้านที่ติดกับพรมแดนจีน แม้แต่ในช่วงหลังสงครามที่กองทัพอังกฤษยกตีกองทัพญี่ปุ่นถอยร่นมายังพรมแดนประเทศไทย ก็ใช้กองกำลังทหารจากอินเดียเป็นหลัก
 
แรงงานที่ใช้ในการก่อสร้างสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำแคว และช่วงที่ต่อออกไปจากจังหวัดกาญจนบุรี (อย่างน้อยก็ไปจนถึงช่องเขาขาดในปัจจุบัน) นั้น ประวัติศาสตร์ก็บันทึกเอาไว้ว่าใช้แรงงานเชลยศึกที่เป็นคนผิวขาวเป็นหลัก ไม่ได้เป็นเชลยศึกทหารจีน จะว่าไปค่ายเชลยศึกแถวตัวจังหวัดกาญจนบุรีก็แทบจะไม่มีรั้วกั้นการหลบหนีด้วยซ้ำ แถมรอบข้างเป็นป่า ทำให้ฝรั่งผิวขาวหลบหนีได้ยากเพราะไม่รู้จักการดำรงชีพในป่า และแม้จะหลบหนีออกจากค่าย แต่ด้วยรูปร่างที่แตกต่างไปจากคนท้องถิ่นและความที่เป็นที่ไม่ชอบของคนท้องถิ่น ก็ทำให้หาตัวได้ง่าย แต่ถ้าเป็นคนจีนก็อีกเรื่องหนึ่ง

รูปที่ ๖ สุดเส้นทางรถไฟสายมรณะที่ยังคงหลงเหลืออยู่ฝั่งไทย ที่น้ำตกไทรโยคน้อย


รูปที่ ๗ มองย้อนจากศาลาพักผู้โดยสารที่สถานีไทรโยคน้อย ไปยังเส้นทางที่มาจากสถานีน้ำตก

ฉบับนี้ก็ถือเสียว่าเป็นเรื่องราวเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ในบ้านเราเรื่องหนึ่งก็แล้วกันครับ

วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ทางรถไฟแยกลงแควน้อยที่ท่ากิเลน (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๑๐๖) MO Memoir : Tuesday 19 July 2559

เรื่องเล่าจากแผนที่เก่าของทางรถไฟสายมรณะ ที่จัดทำขึ้นในปีที่สงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุด (ค.ศ. ๑๙๔๕ หรือ พ.ศ. ๒๔๘๘) เรื่องใน Memoir ฉบับนี้เป็นการเพิ่มเติมข้อมูลให้กับ Memoir ปีที่ ๗ ฉบับที่ ๙๕๔ วันพฤหัสบดีที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๘ เรื่อง "ทางแยกลงแควน้อยที่ท่ากิเลนและลุ่มสุ่ม (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำตอนที่ ๙๐)" แต่คราวนี้เป็นการเพิ่มเติมรูปถ่ายที่เพิ่งแวะไปถ่ายรูปมาเมื่อวาน (วันนี้เล่าเรื่องด้วยรูปก็แล้วกัน)
 
รูปที่ ๑ แผนที่ทหารอังกฤษจัดทำช่วงปีค.ศ. ๑๙๔๕ บริเวณสถานีท่ากิเลน แสดงเส้นทางรถไฟสองเส้นแยกออกจากสถานีมายังวัดปากกิเลนและบ้านท่ามะเดื่อ (จาก http://www.nla.gov.au/apps/cdview/?pi=nla.map-vn2018580-s12-v)
 
หยุดยาว ๕ วันก็ไม่ได้วางแผนไปเที่ยวไหน ใช้เวลาเสียสองวันเก็บตกงานต่าง ๆ ที่คั่งค้าง เมื่อวานก็เลยถือโอกาสไปเที่ยวเมืองกาญจนบุรีอีกครั้ง แวะไปเรื่อย ๆ ไปจนถึงปราสาทเมืองสิงห์ ออกจากปราสาทเห็นสถานีรถไฟท่ากิเลนอยู่ใกล้ ๆ ก็เลยถือโอกาสสำรวจเส้นทางรถไฟที่เคยมีในอดีต (จากหลักฐานแผนที่ทหาร) เสียหน่อย โดยขับรถไปตั้งต้นที่สถานีรถไฟท่ากิเลนก่อน จากนั้นก็ขับรถและแวะถ่ายรูปตามเส้นทางตามจุดต่าง ๆ (1 - 7 ในรูปที่ ๒) ไปจนถึงสุดทาง


รูปที่ ๒ ภาพถ่ายดาวเทียมบริเวณจากสถานีรถไฟท่ากิเลนมายังบ้านท่ามะเดื่อ (จาก https://map.longdo.com/) เส้นประคือแนวทางที่น่าจะเป็นแนวทางรถไฟเดิม โดยวาดเทียบกับแผนที่ในรูปที่ ๑ หมายเลขกำกับคือบริเวณที่ถ่ายรูปแต่ละรูปเอาไว้ ปลายทางรถไฟ (เส้นล่าง) น่าจะอยู่ตรงปลายเส้นประสีเหลืองตรงอาคารหลังคาสีขาวที่เห็นในรูป ส่วนทางรถไฟเส้นบนดูเหมือนจะแทบไม่มีร่องรอยให้เห็นแล้ว

รูปที่ ๓ สถานีรถไฟท่ากิเลน ตอนไปถึงก็เป็นจังหวะที่รถไฟสาย น้ำตก-หนองปลาดุก มาถึงพอดี ที่สถานีมีทั้งรถตู้และรถทัวร์มาจอดรอนักท่องเที่ยวเต็มไปหมด พอรถขบวนนี้จอดก็มีนั่งท่องเที่ยวลงมาเต็มสถานี สักพักสารพัดรถตู้และรถทัวร์ก็หายไปจากหน้าสถานีพร้อมนักท่องเที่ยวชาวตะวันตก


รูปที่ ๔ บริเวณหน้าสถานี (จุดที่ 1 ในรูปที่ ๓) ต้นทางของเส้นทางรถไฟแยกไปลงแควน้อยเริ่มต้นแถว ๆ นี้

รูปที่ ๕ จุดที่ 2 ในรูปที่ ๓ ขับจากสถานีรถไฟมุ่งหน้าไปยังถนนสาย ๓๔๕๕ เส้นทางช่วงนี้เป็นถนนลาดยางอย่างดี


รูปที่ ๖ จุดที่ 3 ในรูปที่ ๓ ดูเหมือนตรงนี้จะเป็นตำแหน่งที่มีน้ำหลากไหลผ่าน เพราะมีเศษหินเศษดินโดนน้ำพัดมากองอยู่บนผิวจราจร


รูปที่ ๗ จุดที่ ๔ ในรูปที่ ๓ เป็นจุดตัดกับถนนสาย ๓๔๕๕ มีซุ้มบอกทางเข้าวัดปากกิเลน ถ้าเลี้ยวไปทางขวาจะไปปราสาทเมืองสิงห์ ตรงบริเวณนี้น่าจะเป็นจุดที่ทางรถไฟแยกเป็นสองสาย แต่ตอนนี้ไม่เห็นมีร่องรอยของทางแยกแล้ว


รูปที่ ๘ จุดที่ ๕ ในรูปที่ ๓ ที่เห็นรั้วอยู่ข้างหน้าคือสถานีอนามัยท่ากิเลน ทางไปวัดปากกิเลน (เส้นทางที่น่าจะเป็นทางรถไฟเดิม) คือถนนที่ตรงไปข้างหน้า


รูปที่ ๙ จุดที่ 6 ในรูปที่ ๓ บริเวณหน้าวัดปากกิเลน น่าจะเป็นจุดที่ทางรถไฟ (สายล่าง) เลี้ยวขวาไปทางบ้านท่ามะเดื่อเพื่อไปยังแม่น้ำแควน้อย พอเลี้ยวถัดไปหน่อยถนนคอนกรีตจะไปสิ้นสุดตรงบริเวณเมรุเผาศพพอดี

รูปที่ ๑๐ บริเวณจุดที่ 7 ในรูปที่ ๓ พอพ้นเมรุเผาศพออกมาก็กลายเป็นถนนโรยหินแล้ว

รูปที่ ๑๑ พอพ้นถนนโรยหินก็มาเจอถนนลาดยางตัดขวางหน้าและวิ่งตรงไป (บริเวณอาคารหลังคาสีขาวปลายทางรถไฟในรูปที่ ๓) เส้นทางช่วงนี้น่าจะเป็นส่วนที่เลยจากปลายทางรถไฟมาแล้ว


รูปที่ ๑๒ จุดที่ 8 ในรูปที่ ๓ ขับมาจนสุดถนน กลายเป็นที่ตั้งของรีสอร์ทร้าง

วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2559

รถโยกตรวจทางที่สถานีกาญจนบุรี ป้ายหยุดรถไฟทุ่งบัวที่กำแพงแสน MO Memoir 2559 Mar 12 Sat

รูปเหล่านี้ถ่ายเก็บเอาไว้เกือบ ๓ ปีจนแทบลืมไปแล้ว เพิ่งจะมาเจอตอนค้นรูปเก่า ๆ จะเอาไปประกอบ Memoir ชุดรวมบทความ มาวันนี้ก็เลยถือโอกาสเขียนบันทึกภาพสิ่งที่ได้เป็นเห็นมาเอาไว้ซะหน่อย หลังจากที่เขียนแต่เรื่องวิชาการหนัก ๆ ติดต่อกันหลายฉบับ

วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ มีนัดประชุมสภาวิชาการที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งแถวเขาชนไก่ บังเอิญเขาเลื่อนการประชุมจากช่วงบ่ายมาเป็นช่วงสาย ทำให้เลิกประชุมกันเร็ว ขากลับก็เลยมีโอกาสแวะถ่ายรูปตามทาง สถานที่แห่งหนึ่งที่แวะก็คือสถานีรถไฟกาญจนบุรี เข้าไปถ่ายรูปรถโยกตรวจทางรถไฟที่เขาเอามาตั้งแสดงไว้หน้าสถานี เป็นสิ่งที่เหมือนกับว่าในปัจจุบันแทบไม่มีใครให้ความสนใจ ทำนองเดียวกับรถยนต์รางตรวจทางหมายเลข ๒๕๑๒ ที่ตั้งแสดงไว้ที่สถานีวังโพ (Memoir ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๔๓๓ วันอาทิตย์ที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๕ เรื่อง "ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำตอนที่ ๑๖ รถยนต์รางเลขที่๒๕๑๒") ดูจากสภาพรถในตอนนั้น ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าวันนี้กลับไปเยี่ยมอีกที มันจะมีสภาพเป็นเช่นไร เส้นทางสายกาญจนบุรีนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทำให้เกิดสะพานมรณะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว สงสัยว่าการรถไฟก็คงไม่มีเหตุผลใดที่จะเดินรถไฟในเส้นทางนี้
 
รูปที่ ๑ รถโยกตรวจทางรถไฟที่นำตั้งแสดงไว้หน้าสถานีรถไฟกาญจนบุรี เก้าอี้นั่งใช้ระบบสปริงแหนบรองรับการกระแทก

รูปที่ ๒ อีกมุมหนึ่งของรถโยกตรวจทางรถไฟ
 
รูปที่ ๓ ขยายให้เห็นระบบห้ามล้อ ใช้เท้าเหยียบตรงแป้นสีเหลือง ก็จะส่งแรงมากดห้ามล้อ

รูปที่ ๔ ระบบส่งกำลังจากคันโยกลงไปยังเฟือง ตอนนั้นก็อยู่ในสภาพที่เกือบจะไม่เป็นชิ้นเป็นอันแล้ว

พักหลังเวลาไปกาญจนบุรี ผมมักเลี่ยงไปใช้เส้นทางสาย ๓๔๖ บางเลน-กำแพงแสน-พนมทวน แทนเส้นทางที่ผ่านบ้านโป่ง-ท่ามะกา เพราะเส้นทางสาย ๓๔๖ มันมีรถวิ่งน้อยกว่า เส้นทางสายนี้จะไปข้ามทางรถไฟ ๑ จุดที่ด้านหลังมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ตรงนั้นจะมีป้ายหยุดรถไฟชื่อ "ทุ่งบัว" วันนั้นพอออกจากสถานีกาญจนบุรีแล้วผมก็ขับรถกลับกรุงเทพทางเส้นทางนี้ ก็เลยถือโอกาสแวะเยี่ยมชมป้ายหยุดรถไฟที่สภาพแวดล้อมเต็มไปด้วยความเป็น "ธรรมชาติ" ส่วนที่ว่ามันเต็มไปด้วยความเป็นธรรมชาติมากแค่ไหนก็ขอให้พิจารณาจากรูปเอาเองก็แล้วกัน ปัจจุบันเส้นทางสายนี้ก็ยังมีขบวนรถไฟวิ่งอยู่ คือตอนเช้าจะออกจากสุพรรณบุรีมายังกรุงเทพ และตอนบ่าย (ก็ขบวนรถเดิมนั่นแหละ) วิ่งออกจากกรุงเทพกลับไปยังสุพรรณบุรี เห็นเวลามหาวิทยาลัยเริ่มปีการศึกษาใหม่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เขาก็มีงานรับน้องรถไฟกันทุกปี แต่เกษตรศาสตร์กำแพงแสนไม่ยักทำบ้าง ทั้ง ๆ ที่มีทางรถไฟวิ่งผ่านริมรั้วหลังวิทยาเขต
 
น่าเสียดายที่ตอนนั้นรัฐบาลเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาการคมนาคม เปลี่ยนจากรถไฟมาใช้ถนนเป็นหลัก ทำให้เส้นทางที่อยู่ในโครงการจะก่อสร้างถูกยกเลิกไป แถมเส้นทางรถไฟที่เริ่มสร้างไปแล้วจึงถูกยุติการก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นสายสุพรรณบุรีที่จะทำให้การเดินทางระหว่างเหนือ-ใต้ นั้นไม่ต้องอ้อมเข้ากรุงเทพมหานคร เส้นทางจากสุราษฏร์ธานีไปยังภูเก็ตที่ไปสิ้นสุดเพียงแค่คีรีรัฐนิคม เส้นทางจากเด่นชัยไปยังเชียงราย เส้นทางจากสวรรคโลกไปยังแม่สอด รวมทั้งเส้นทางจากตลิ่งชันไปยังมหาชัยที่กลายเป็นถนนกาญจนาภิเษก และเส้นทางเชื่อมระหว่างแม่กลองกับทางรถไฟสายใต้ที่บ้านโป่ง เส้นทางบางสายที่เคยมีรถไฟวิ่งเป็นประจำก็ต้องปิดตัวลง เช่นเส้นทางสายสงขลา-หาดใหญ่ ที่ตอนนี้เหลือแต่แค่ความทรงจำ

Memoir ฉบับนี้ก็เป็นเพียงแค่บันทึกอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ได้ไปพบเห็นมาในชีวิต :) :) :)

รูปที่ ๕ ที่พักสำหรับรอรถไฟที่ป้ายหยุดรถทุ่งบัว ไม่รู้ว่าจะมีงูไปนอนรออยู่ด้วยหรือเปล่า
  
รูปที่ ๖ มองออกมายังถนนสาย ๓๔๖ ด้านซ้ายคือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน


รูปที่ ๗ มองไปยังเส้นทางมุ่งหน้าไปสุพรรณบุรี ด้านขวาคือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน
 
รูปที่ ๘ น่าจะเรียกได้ว่าเป็นเส้นทางรถไฟสายธรรมชาติ

วันพฤหัสบดีที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2557

บุญผ่อง สิริเวชชะพันธ์ ภาค ๒ (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๕๙) MO Memoir 2557 Mar 27 Thu

ผมเคยเล่าเรื่องคนไทยที่มีการกล่าวถึงโดยเชลยศึกชาวอังกฤษที่กองทัพญี่ปุ่นนำเข้ามาสร้างทางรถไฟในประเทศไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ คือ "คุณ บุญผ่อง สิริเวชชะพันธ์" ไว้ใน Memoirปีที่ ๕ ฉบับที่ ๖๒๒ วันอาทิตย์ที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เรื่อง "บุญผ่อง สิริเวชชะพันธ์ (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๔๖)" ซึ่งเป็นเรื่องราวของคุณบุญผ่องที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ "The colonel of Tamarkan : Philip Toosey and the bridge on the river Kwai" ที่เขียนโดยJulie Summers ผู้เป็นหลานของพันเอก Toosey หนึ่งในเชลยศึกในค่ายกักกันดังกล่าว
  
ละครโทรทัศน์ที่สร้างจากเรื่องจริงของคุณบุญผ่องที่ฉายไปเมื่อหน้าร้อนของปีที่แล้วดูเหมือนจะไม่ได้รับความสนใจเท่าใดนัก เพราะขณะนั้นกระแสไปอยู่ที่หน้าตาของนักแสดงในละครที่สร้างจากเรื่องแต่งหมด
  
รูปที่ ๑ จาก http://www.awm.gov.au/view/collection/item/P00779.002/
KANCHANABURI, THAILAND. 1943-04. BOONPONG SIRIVEJCHAPAN SITTING AT A TABLE IN HIS GENERAL STORE IN PARKPRAG ROAD. PRISONERS OF WAR AT THE NEARBY CAMP, INCLUDING COLONEL PHILLIP TOOSEY, ENCOURAGED THEIR JAPANESE GUARDS TO DRINK AT THE SHOP SO THE POWS COULD MAKE ARRANGEMENTS FOR MEDICAL DRUGS AND MONEY SUPPLIED BY BOONPONG TO BE DELIVERED TO THE CAMP.
  
ระหว่างค้นคว้าข้อมูลประวัติศาสตร์ประเทศไทยช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่ทางฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นผู้บันทึกไว้ ก็บังเอิญไปเจอภาพครอบครัวคุณบุญผ่องในช่วงสงครามที่มีการบันทึกเอาไว้ในปีค.ศ. ๑๙๔๓ (พ.ศ. ๒๔๘๖) ที่เว็บของ Australian war memorial ส่วนใครเป็นผู้บันทึกเอาไว้นั้นก็ไม่มีรายละเอียดให้ไว้
  
ภาพชุดนี้มี ๘ ภาพเป็นภาพขาวดำถ่ายในบ้าน ภาพค่อนข้างจะมืดและไม่คมชัดเท่าใด เลยไม่แน่ใจว่าเป็นการแอบถ่ายหรือไม่ เพราะเป็นการถ่ายภาพเดี่ยวบุคคลต่าง ๆ ในครอบครัวคุณบุญผ่องทีละคน

รูปที่ ๑ และ ๒ นั้นเป็นรูปของคุณบุญผ่อง ส่วนรูปที่ ๓ ในหน้าถัดไปเป็นรูปของคุณผณี บุตรสาวของคุณบุญผ่อง ในภาพระบุว่าขณะนั้นคุณผณีมีอายุ ๑๓ ปี
  
รูปที่ ๔ ระบุว่าเป็นรูปสาวใช้ ส่วนรูปที่ ๕-๗ นั้นเป็นรูปคุณสุรัตน์ ภรรยาของคุณบุญผ่อง
  
ส่วนรูปที่ ๘ นั้นระบุว่าเป็นรูปคุณสุรัตน์และเพื่อชาวญี่ปุ่นชื่อมิชิโกะ
  
KANCHANABURI, THAILAND. 1943-03. BOONPONG SIRIVEJCHAPAN SITTING AT A TABLE IN HIS GENERAL STORE IN PARKPRAG ROAD. PRISONERS OF WAR AT THE NEARBY CAMP, INCLUDING COLONEL PHILLIP TOOSEY, ENCOURAGED THEIR JAPANESE GUARDS TO DRINK AT THE SHOP SO THE POWS COULD MAKE ARRANGEMENTS FOR MEDICAL DRUGS AND MONEY SUPPLIED BY BOONPONG TO BE DELIVERED TO THE CAMP.
  
รูปที่ ๓ จาก http://www.awm.gov.au/view/collection/item/P00779.003/
KANCHANABURI, THAILAND. 1943. PANEE SIRIVEJCHAPAN (AGED THIRTEEN) SITTING AT A TABLE IN THE GENERAL STORE IN PARKPRAG ROAD OWNED BY HER FATHER, BOONPONG. PRISONERS OF WAR AT THE NEARBY CAMP, INCLUDING COLONEL PHILLIP TOOSEY, ENCOURAGED THEIR JAPANESE GUARDS TO DRINK AT THE SHOP SO THE POWS COULD MAKE ARRANGEMENTS FOR MEDICAL DRUGS AND MONEY SUPPLIED BY BOONPONG TO BE DELIVERED TO THE CAMP.
  
รูปที่ ๔ จาก http://www.awm.gov.au/view/collection/item/P00779.004/
KANCHANABURI, THAILAND. 1943. A HOUSE MAID WITH THE SIRIVEJCHAPAH FAMILY SITTING AT A TABLE IN THE GENERAL STORE IN PARKPRAG ROAD OWNED BY BOONPONG SIRIVEJCHAPAH. PRISONERS OF WAR AT THE NEARBY CAMP, INCLUDING COLONEL PHILLIP TOOSEY, ENCOURAGED THEIR JAPANESE GUARDS TO DRINK AT THE SHOP SO THE POWS COULD MAKE ARRANGEMENTS FOR MEDICAL DRUGS AND MONEY SUPPLIED BY BOONPONG TO BE DELIVERED TO THE CAMP.
  
รูปที่ ๕ จาก http://www.awm.gov.au/view/collection/item/P00779.005/
KANCHANABURI, THAILAND. 1943. MRS SURAT SIRIVEJCHAPAH SITTING AT A TABLE IN THE GENERAL STORE IN PARKPRAG ROAD OWNED BY BOONPONG SIRIVEJCHAPAH. MRS SURAT RAN THE STORE WHILE MR BOONPONG DID THE ERRANDS AND DELIVERIES. PRISONERS OF WAR AT THE NEARBY CAMP, INCLUDING COLONEL PHILLIP TOOSEY, ENCOURAGED THEIR JAPANESE GUARDS TO DRINK AT THE SHOP SO THE POWS COULD ARRANGEMENTS FOR MEDICAL DRUGS AND MONEY SUPPLIED BY BOONPONG TO BE DELIVERED TO THE CAMP.
  
รูปที่ ๖ จากhttp://www.awm.gov.au/view/collection/item/P00779.006/
KANCHANABURI, THAILAND. 1943. MRS SURAT SIRIVEJCHAPAH SITTING AT A TABLE IN THE GENERAL STORE IN PARKPRAG ROAD OWNED BY BOONPONG SIRIVEJCHAPAH. MRS SURAT RAN THE STORE WHILE MR BOONPONG DID THE ERRANDS AND DELIVERIES. PRISONERS OF WAR AT THE NEARBY CAMP, INCLUDING COLONEL PHILLIP TOOSEY, ENCOURAGED THEIR JAPANESE GUARDS TO DRINK AT THE SHOP SO THE POWS COULD ARRANGEMENTS FOR MEDICAL DRUGS AND MONEY SUPPLIED BY BOONPONG TO BE DELIVERED TO THE CAMP.
 
รูปที่ ๗ จาก http://www.awm.gov.au/view/collection/item/P00779.007/
KANCHANABURI, THAILAND. 1943. MRS SURAT SIRIVEJCHAPAH SITTING AT A TABLE IN THE GENERAL STORE IN PARKPRAG ROAD OWNED BY BOONPONG SIRIVEJCHAPAH. NOTE THE ROWS OF CANNED FOOD ON THE SHELVES BEHIND HER. MRS SURAT RAN THE STORE WHILE MR BOONPONG DID THE ERRANDS AND DELIVERIES. PRISONERS OF WAR AT THE NEARBY CAMP, INCLUDING COLONEL PHILLIP TOOSEY, ENCOURAGED THEIR JAPANESE GUARDS TO DRINK AT THE SHOP SO THE POWS COULD MAKE ARRANGEMENTS FOR MEDICAL DRUGS AND MONEY SUPPLIED BY BOONPONG TO BE DELIVERED TO THE CAMP.
  
รูปที่ ๘ จาก http://www.awm.gov.au/view/collection/item/P00779.008/
KANCHANABURI, THAILAND. 1943. MRS SURAT SIRIVEJCHAPAH AND HER JAPANESE NEIGHBOUR, MICHIKO, SITTING AT A TABLE IN THE GENERAL STORE IN PARKPRAG ROAD OWNED BY BOONPONG SIRIVEJCHAPAH. MRS SURAT RAN THE STORE WHILE MR BOONPONG DID THE ERRANDS AND DELIVERIES. SHE PRACTISED HER JAPANESE WITH MICHIKO SO SHE COULD DISTRACT THE JAPANESE GUARDS WHILE THE POWS PASSED NOTES TO BOONPONG. PRISONERS OF WAR AT THE NEARBY CAMP, INCLUDING COLONEL PHILLIP TOOSEY, ENCOURAGED THEIR JAPANESE GUARDS TO DRINK AT THE SHOP SO THE POWS COULD MAKE ARRANGEMENTS FOR MEDICAL DRUGS AND MONEY SUPPLIED BY BOONPONG TO BE DELIVERED TO THE CAMP.

รูปที่ ๙ และ ๑๐ ในหน้าถัดไปนั้นผมนำมาจากหนังสือ "Prisoner of war : Voices from behind the wire" โดย Charles Rollings หนังสือเล่มนี้เป็นการรวบรวมบันทึกความทรงจำของทหารอังกฤษที่ตกเป็นเชลยศึกในสมรภูมิต่าง ๆ ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ และมีบันทึกความทรงจำของ Corporal Charles Kinahan จากหน่วย Straits Settlement Volunteer Force ที่ตกเป็นเชลยศึกตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๙๔๒ (พ.ศ. ๒๔๘๕) จนสงครามสิ้นสุด นายทหารผู้นี้เป็นหนึ่งในผู้ที่มีโอกาสได้ติดต่อกับคุณบุญผ่องในช่วงระหว่างสงคราม เขากล่าวถึงคุณบุญผ่องเอาไว้อย่างไรบ้างก็ขอเชิญอ่านเอาเองก็แล้วกัน
  
รูปที่ ๙ (บน) หนังสือ "Prisoner of war : Voices from behind the wire" (ล่าง) ข้อความที่คัดลอกมาจากหน้า ๒๐๕-๒๐๖ ของหนังสือดังกล่าว
  
รูปที่ ๑๐ ข้อความที่คัดมาจากหน้า ๓๒๕-๓๒๖ ของหนังสือเล่มเดียวกัน