แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ chemisorb 2750 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ chemisorb 2750 แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2562

Rotameter กับ Drag force (การทำวิทยานิพนธ์ภาคปฏิบัติ ตอนที่ ๙๗) MO Memoir : Friday 11 January 2562

เมื่อวัตถุมีความเร็วสัมพัทธ์กับของไหล (fluid ที่อาจเป็นของเหลวหรือแก๊สก็ได้) ไม่ว่าจะเป็นของไหลเคลื่อนที่ผ่านวัตถุหรือวัตถุเคลื่อนที่ผ่านของไหล จะมีแรงกระทำต่อวัตถุนั้น แรงนั้นคือแรงต้านหรือ drag force (Fd)
 
ขนาดของแรงต้านขึ้นอยู่กับ ความหนาแน่นของของไหล (ที่ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและความดันของของไหล) ความเร็วสัมพัทธ์ พื้นที่หน้าตัดที่เข้าปะทะ และรูปร่างของวัตถุ ถ้าว่ากันตามสมการคณิตศาสตร์ก็จะได้ว่า Fd = (Cd (rho) v2A)/2 เมื่อ Fd คือแรงต้าน rho คือความหนาแน่นของของไหล v คือความเร็วสัมพัทธ์ A คือพื้นที่หน้าตัดที่ขวางทิศทางการไหล และ Cd คือค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านหรือ drag coefficient ที่ขึ้นอยู่กับรูปทรงของวัตถุนั้น
ในกรณีของวัตถุที่ตกลงในแนวดิ่งอันเป็นผลจากแรงดึงดูดของโลก (ซึ่งเท่ากับ mg เมื่อ m คือมวลของวัตถุและ g คือค่าความเร่งเนื่องจากแรงดึงดูดของโลก) สวนทางกับของไหลที่ไหลขึ้น แรงที่กระทำต่อวัตถุนั้นประกอบด้วยแรงต้าน (drag force) และแรงลอยตัว (buoyance force ซึ่งมีค่าเท่ากับน้ำหนักของของไหลที่มีปริมาตรเท่าวัตถุนั้น) วัตถุนั้นจะตกลงสู่พื้นล่าง อยู่กับที่ หรือลอยขึ้นบน ก็ขึ้นอยู่กับผลรวมของแรงต้านและแรงลอยตัวว่ามากหรือน้อยกว่าแรงดึงดูดของโลก ในกรณีที่ของไหลนั้นเป็นของเหลว แรงลอยตัวจะมีบทบาทที่มีนัยสำคัญ แต่ในกรณีที่ของไหลนั้นเป็นแก๊ส แรงลอยตัวจะมีบทบาทต่ำกว่ามากจนในงานส่วนใหญ่นั้นสามารถตัดทิ้งไปได้ (เว้นแต่ในงานที่มีความละเอียดสูงในการชั่งน้ำหนัก ที่อาจเห็นผลของแรงลอยตัวนี้ เช่นในการวิเคราะห์ด้วยเทคนิค thermogravimetric analysis)
 
Rotameter เป็นอุปกรณ์วัดอัตราการไหลของของไหลที่นำเอาหลักการนี้มาใช้ ตัวอุปกรณ์มีลักษณะเป็นท่อแก้วที่รูภายในมีลักษณะบานขึ้นเล็กน้อย อุปกรณ์นี้ใช้วัดได้ทั้งของเหลวและแก๊สปรับแต่งช่วงการวัดได้ด้วยการปรับน้ำหนักและ/หรือรูปล่างของลูกลอย เช่นถ้าต้องการวัดอัตราการไหลแก๊สที่ต่ำก็ใช้ลูกลอยที่เบา (เช่นทำจากพลาสติก) แต่ถ้าต้องการวัดอัตราการไหลแก๊สที่สูงก็ใช้ลูกลอยที่หนัก (เช่นทำจากโลหะ) ดังตัวอย่างที่นำมาแสดงในรูปที่ ๑
 
ในการวัดอัตราการไหลของแก๊สนั้น ความหนาแน่นของแก๊สแปรผันตามอุณหภูมิและความดันได้ค่อนข้างมาก ดังนั้นแม้แต่แก๊สชนิดเดียวกันที่อุณหภูมิเดียวกัน ถ้าความต้านทานด้านขาออกไม่เท่ากัน จะส่งผลต่อระดับความสูงของลูกลอยได้ กล่าวคือถ้าเราให้ความดันด้านขาเข้าคงที่ ถ้าแรงต้านทานด้านขาออกของ rotameter มาก จะทำให้ความดันในตัว rotameter เพิ่มสูงขึ้น ความหนาแน่นแก๊สสูงขึ้นและความเร็วลดต่ำลง ที่ค่าอัตราการไหลเท่ากัน (เมื่อคิดเทียบที่สภาวะเดียวกัน) ลูกลอยจะลอยต่ำกว่ากรณีที่แรงต้านทานด้านขาออกต่ำกว่า
 
ดังนั้นตัวเลขบนสเกลของ rotameter จึงไม่จำเป็นต้องตรงกับอัตราการไหลที่แท้จริง เว้นแต่แก๊สที่ไหลผ่านนั้นเป็นแก๊สที่ไหลผ่านด้วยค่าความดันและอุณหภูมิเดียวกันกับแก๊สที่ใช้สอบเทียบ (calibrate) ในกรณีที่แก๊สที่ไหลผ่านนั้นเป็นแก๊สต่างชนิดกันและ/หรือไหลผ่านด้วยค่าความดันและอุณหภูมิที่แตกต่างไปจากแก๊สที่ใช้สอบเทียบ ก็ต้องสร้าง calibration curve ขึ้นมาใหม่ (เช่นด้วยการใช้ bubble flow meter) เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างระดับความสูงของลูกลอยและค่าอัตราการไหลที่แท้จริง
 
rotameter ที่สอบเทียบโดยใช้อากาศ เมื่อนำมาใช้กับแก๊สไนโตรเจนที่อัตราการไหลเดียวกัน ระดับลูกลอยก็จะลดต่ำลงเล็กน้อย เพราะความหนาแน่นแก๊สไนโตรเจนนั้นต่ำกว่าอากาศเล็กน้อย และถ้านำมาใช้กับแก๊สไฮโดรเจนที่อัตราการไหลเดียวกัน ก็จะเห็นระดับลูกลอยลดต่ำลงไปมาก เพราะความหนาแน่นของแก๊สไฮโดรเจนนั้นเพียงแค่ 7% ของความหนาแน่นอากาศเท่านั้นเอง

รูปที่ ๑ Rotameter ที่ใช้วัดอัตราการไหลของแก๊ส Rotameter ในรูปซ้ายและกลาง (ของเครื่อง Micromeritics ChemiSorb 2750) ได้รับการสอบเทียบด้วยอากาศที่สภาวะมาตรฐาน (ในรูปซ้ายจะเห็นว่ามีระบุเอาไว้ว่า SCCM ที่ย่อมาจาก Standard Cubic Centimetre per Minute) พึงสังเกตว่าระยะห่างระหว่างสเกลที่ค่าอัตราการไหลต่ำจะมากกว่าที่ค่าอัตราการไหลสูง ทั้งนี้เป็นเพราะขนาดรูให้แก๊สไหลผ่านนั้นมีลักษณะที่บานขึ้นบนเล็กน้อย (เพื่อลดความเร็วของแก๊สที่ไหลผ่านลูกลอยไม่ให้พัดลูกลอยลอยขึ้นไปติดด้านบน) ส่วนรูปขวานั้นเป็น rotameter ที่มีลูกลอยสองตัว ตัวบนจะมีน้ำหนักเบาไว้สำหรับอ่านค่าอัตราการไหลต่ำ ตัวล่างจะมีน้ำหนักมากกว่าไว้สำหรับอ่านค่าอัตราการไหลสูง

อุปกรณ์บางชนิดเช่นเครื่อง Micromeritics ChemiSorb 2750 ใช้ rotameter เพียงตัวเดียว (ที่สอบเทียบโดยใช้อากาศ - รูปที่ ๑) วัดอัตราการไหลของแก๊สทุกชนิด (ไม่ว่าจะเป็น N2 NH3 H2 หรือ He) ที่เลือกให้ไหลผ่านตัวอย่าง ดังนั้นการแปลค่าตัวเลขระดับความสูงของลูกลอยที่เห็นกับอัตราการไหลที่แท้จริงของแก๊สจึงต้องใช้ความระมัดระวัง ว่าขณะนั้นกำลังให้แก๊สชนิดใดไหลผ่านอยู่

เครื่องอาจไม่ได้เสียก็ได้นะ นั่นอาจเป็นอาการปรกติของมันก็ได้ :) :) :)

วันอังคารที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2557

แนวทางหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์นิสิตรหัส ๕๕ (ตอนที่ ๒๒) MO Memoir : Tuesday 28 January 2557

เนื้อหาในเอกสารฉบับนี้เกี่ยวกับการวิเคราะห์ NH3-TPD ที่ผมคุยกับสาวน้อยจากบ้านสวนเมื่อเย็นวานนี้

๑. ในการวิเคราะห์ NH3-TPD นั้น หลังจากที่เราทำการไล่น้ำออกแล้ว เราจะผ่านแก๊สผสม He + NH3 ที่ความเข้มข้นหนึ่งไปบนตัวอย่าง ณ อุณหภูมิหนึ่ง เป็นระยะเวลาช่วงหนึ่ง
 
อุณหภูมิที่ทำการดูดซับนั้นขึ้นอยู่กับว่าตัวอย่างของเรามีความเป็นกรด "แรง - strength" แค่ไหน ในกรณีของตัวเร่งปฏิกิริยาที่ความแรงของตำแหน่งที่เป็นกรดนั้นต่ำมาก ก็ต้องใช้อุณหภูมิในการดูดซับที่ต่ำ แต่ถ้าตำแหน่งที่เป็นกรดนั้นมีความแรงสูง ก็สามารถใช้การดูดซับที่อุณหภูมิที่สูงได้ แต่ปรกติที่ทำกันก็คือไม่ต่ำกว่าอุณหภูมิห้อง
 
ส่วนระยะเวลานานเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับพื้นที่ผิวและความเป็นรูพรุนของตัวเร่งปฏิกิริยา สำหรับรูพรุนขนาดเล็กและพื้นที่ผิวสูง ก็จะใช้เวลามากหน่อยกว่าจะอิ่มตัว (ต้องรอให้โมเลกุล NH3 แพร่เข้าไปข้างในได้ทั่วถึง)

๒. ปรกติแล้วหลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนการดูดซับ เราจะทำการไล่โมเลกุล NH3 ที่ไม่ถูกดูดซับแบบ chemisorption ออก (คือพวกที่ค้างอยู่ในเฟสแก๊สในรูพรุน ส่วนพวกที่เป็น physisorption นั้นไม่ควรจะมีเพราะการเกิด physorption นั้นจะไม่เกิดที่อุณหภูมิสูงกว่าจุดเดือดของสาร และอุณหภูมิที่เราใช้กันนั้นก็สูงกว่าอุณหภูมิจุดเดือดของ NH3 ด้วย) ด้วยการแทนที่แก๊สผสม He + NH3 ด้วย He และให้ไหลผ่านตัวอย่างของเราเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง
 
ยกตัวอย่างเช่นสมมุติว่าเราทำการดูดซับ NH3 ที่อุณหภูมิ 100ºC ตำแหน่งที่เป็นกรดที่จะจับโมเลกุล NH3 ได้นั้นจะต้องเป็นตำแหน่งที่จะคายโมเลกุล NH3 ออกที่อุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 100ºC และถ้าเราทำการไล่โมเลกุล NH3 ที่ไม่ถูกดูดซับที่ 100ºC ออกได้หมด เมื่อเราเริ่มขั้นตอนการคายซับที่อุณหภูมิใด ๆ ก็ตามที่อุณหภูมิที่ "ต่ำกว่า" 100ºC เราไม่ควรจะเห็นพึคการคายซับ NH3 ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 100ºC
แต่การที่มีบางรายเห็นพีคที่อุณหภูมิต่ำกว่า 100ºC นั่นอาจเป็นเพราะ
 
(ก) การแปลผลผิดพลาด เช่นแปลสัญญาณ base line drift เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิว่าเป็นพีค
 
(ข) ตัวเร่งปฏิกิริยามีอุณหภูมิลดลงในขณะที่ยังไล่ NH3 ออกไปไม่หมด ทำให้ NH3 ที่ค้างอยู่ในเฟสแก๊สในรูพรุนนั้นดูดซับลงบนตำแหน่งที่เป็น weak acid site ที่ไม่สามารถจับโมเลกุล NH3 ที่อุณหภูมิ 100ºC เอาไว้ได้ พอเริ่มไล่ NH3 ออกจากพื้นผิวที่อุณหภูมิต่ำกว่า 100ºC ก็เลยทำให้เห็นพีค NH3 ปรากฏที่อุณหภูมิที่ต่ำกว่า 100ºC ได้

๓. ในระหว่างการดูดซับ NH3 นั้น ความเข้มข้น NH3 ใน bulk fluid ที่อยู่นอกรูพรุนจะสูงกว่าความเข้มข้น NH3 ในรูพรุน โมเลกุล NH3 จะแพร่เข้าไปในรูพรุน ส่วนหนึ่งจะเกิดการดูดซับแบบ chemisorption โดยส่วนที่เหลือจะเป็นส่วนที่ค้างอยู่ในเฟสแก๊ส
 
ในขั้นตอนการไล่ NH3 ส่วนเกินนั้น พอเราเปลี่ยนแก๊สจากแก๊สผสม He + NH3 เป็น He บริสุทธิ์ ความเข้มข้นของ NH3 ภายในรูพรุนจะสูงกว่าภายนอกรูพรุน โมเลกุล NH3 จะค่อย ๆ แพร่ออกมาจากรูพรุน ดังนั้นในช่วงเวลาไล่ NH3 ส่วนเกินนี้จนหมดถ้าอุณหภูมิตัวอย่างของเรานั้นยังคงอยู่ที่อุณหภูมิที่ใช้ในการดูดซับ (เช่น 100ºC) จะไม่มีการดูดซับ NH3 เพิ่มบนพื้นผิว และแม้ว่าจะเริ่มการคายซับที่อุณหภูมิที่ต่ำกว่าอุณหภูมิที่ใช้ในการดูดซับ เราก็จะไม่เห็นพีค NH3 ที่อุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิที่ใช้ในการดูดซับ
 
แต่ถ้าในระหว่างที่ไล่ NH3 ส่วนเกินออกไปยังไม่หมด อุณหภูมิตัวอย่างเราเกิดลดต่ำกว่าอุณหภูมิที่ใช้ในการดูดซับ (เช่นไล่ NH3 ส่วนเกินออกพร้อมกับลดอุณหภูมิตัวอย่าง) ก็จะทำให้มีการดูดซับ NH3 บนพื้นผิวตัวอย่างเพิ่มขึ้นอีกได้ และพอมาเริ่มไล่ NH3 ออก เราก็จะเห็นพีค NH3 ปรากฏที่อุณหภูมิที่ใช้ในการดูดซับได้

๔. ส่วนเวลาที่ต้องใช้ในการไล่ NH3 ส่วนเกินนั้นควรเป็นเท่าไร คงต้องหาจากการทดลอง แต่โดยหลักก็คือตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีรูพรุนขนาดเล็กจะใช้เวลาในการไล่นานกว่าตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีรูพรุนขนาดใหญ่กว่า
หรือไม่ก็ต้องดูจากสัญญาณ TCD ด้านขาออกว่านิ่งแล้วหรือยัง (ถ้าเครื่องทำได้)
 
ที่ผ่านมาตอนที่กลุ่มเราทำ pyridine adsorption และใช้ FT-IR วัดนั้น จะใช้การตรวจวัดสัญญาณการดูดกลืน IR ของ pyridine ในเฟสแก๊ส สัญญาณนี้หายไปเมื่อใดก็จะเริ่มเพิ่มอุณหภูมิตัวอย่างได้

๕. ดังนั้นวิธีการที่ถูกต้องกว่าก็คือถ้าเราดูดซับ NH3 ที่อุณหภูมิเท่าใด ก็ให้ไล่ NH3 ส่วนเกินที่อุณหภูมิที่ทำการดูดซับนั้น และเมื่อไล่ NH3 ส่วนเกินเรียบร้อยแล้วก็ให้เริ่มทำการคายซับที่อุณหภูมินั้นเลย ไม่จำเป็นต้องลดอุณหภูมิตัวอย่างให้ลดต่ำลง

๖. การแปลผล NH3-TPD ต้องระวัง เพราะเครื่องที่เราใช้นั้นมักทำให้เกิดสัญญาณสองสัญญาณซ้อนกันอยู่ คือ
 
(ก) สัญญาณที่เกิดจาก base line drift เนื่องจากอุณหภูมิระบบเปลี่ยน และ
 
(ข) สัญญาณที่เกิดจาก NH3 หลุดออกจากพื้นผิว
 
สัญญาณจาก base line drift นั้นเอาแน่เอานอนไม่ได้ เวลาทำการทดลองซ้ำจึงมักทำให้ได้รูปร่างกราฟที่ไม่ซ้ำเดิม แต่ควรจะได้ตำแหน่งพีค NH3 ที่หลุดออกมานั้นคงเดิม
 
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวเราจึงทำการวัดปริมาณ NH3 หรือ pyridine ที่พื้นผิวตัวอย่างดูดซับเอาไว้ได้ เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการคำนวณพื้นที่พีคที่ได้จากการคายซับว่าเป็นเท่าใด โดยพื้นที่พีคที่คำนวณได้จากการคายซับจะต้องไม่มากกว่าพื้นที่พีคที่ได้จากการดูดซับ
 
ตรงนี้ขอให้ดู Memoir ๓ เรื่องต่อไปนี้ประกอบ (รวมทั้งที่ถูกกล่าวถึงใน Memoir ๓ ฉบับนี้ด้วย) คือ
 
ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๑๐๓ วันพุธที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๓ เรื่อง "การวัดปริมาณ-ความแรงของตำแหน่งที่เป็นกรดบนพื้นผิว"
ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๒๖๗ วันจันทร์ที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เรื่อง "NH3-TPD - การลาก base line"
ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๕๓๖ วันอาทิตย์ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๕ เรื่อง "ความเข้มข้นของแก๊สที่ใช้ในการดูดซับ"

ส่วนการวัดความสามารถในการดูดซับ pyridine ของตัวเร่งปฏิกิริยาเพื่อหาปริมาณทั้งหมดของตำแหน่งที่เป็นกรดบนพื้นผิวด้วยเครื่อง GC ควรทำอย่างไรนั้น ให้มาปรึกษาผมอีกที เพราะมันมีสิ่งที่ต้องคำนึงในการทดลองอยู่เหมือนกัน

วันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2556

แค่เปลี่ยนเต้ารับก็สิ้นเรื่อง (การทำวิทยานิพนธ์ภาคปฏิบัติ ตอนที่ ๖๐) MO Memoir : Friday 20 December 2556

"ระวังท่อแก๊สแถวนั้นหน่อยนะ เดี๋ยวจะโดนไฟดูด"
เสียงรุ่นพี่เตือนรุ่นน้องขณะที่สอนให้ใช้เครื่อง ChemiSorb 2750 เมื่อวันพุธที่ผ่านมา
 
ผมได้ยินคำเตือนดังกล่าวก็เลยไปหยิบเอาไขควงเช็คไฟมาตรวจสอบ (ควรจะมีเป็นอุปกรณ์ประจำตัวสำหรับแต่ละคนที่ทำการทดลอง) พบว่าไม่ว่าจะจิ้มไปที่ท่อทองแดง regulator ที่หัวถังแก๊ส หรือที่ตำแหน่งโลหะที่ไม่มีสีหุ้ม (เช่นหัวนอต) ของเครื่องวัดพื้นที่ผิว BET ก็พบไฟรั่วทั่วไปหมด (รูปที่ ๑)
เวลาใช้ไขควงเช็คไฟก็ต้องเอานิ้วแตะที่หัวด้านที่มีหลอดไฟด้วยนะ ไม่ใช่แค่เอาไปจิ้มเฉย ๆ ถ้ามีไฟรั่วหลอดไฟจึงจะติด เพราะถ้าไม่เอานิ้วแตะ (ดูรูปที่ ๑) แม้ว่าจะมีไฟรั่ว หลอดไฟก็จะไม่ติด

รูปที่ ๑ (บนซ้าย) ไฟรั่วจากเครื่องผ่านระบบท่อแก๊สที่เป็นท่อทองแดงมาถึงหัวถังแก๊ส (บนขวา) การตรวจวัดที่นอตที่ตัวเครื่องวัดพื้นที่ผิว BET Micromeritics ASAP 2020 ก็พบไฟรั่วเช่นเดียวกัน (ล่างซ้าย) ในวงแดงคือปลั๊กของจอคอมพิวเตอร์ที่ย้ายไปเสียบยังเต้ารับตัวใหม่ที่มีสายดิน (ล่างขวา) ไฟรั่วที่ตรวจพบที่เครื่อง Thermogravimetric analysis
 
ไฟที่จ่ายเข้ามายังเต้ารับของห้องนี้มี ๒ ระบบ ระบบแรกเป็นระบบเดิมของอาคารซึ่งเป็นระบบที่มีสายดินอยู่แล้ว แต่เนื่องจากระบบนี้ไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้เพียงพอกับความต้องการของอุปกรณ์ที่นำมาติดตั้ง จึงได้มีการเดินสายระบบที่สองเพิ่มขึ้น แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือระบบที่สองที่เดินใหม่นั้น "ไม่มีสายดิน"
  
เครื่องที่เกิดปัญหาคือ Micromeritics ASAP 2020 ที่ควบคุมด้วยไมโครคอมพิวเตอร์ ในวันที่ผมทราบปัญหานั้นเครื่องก็ยังอยู่ระหว่างการทำงานที่คาดว่ากว่าจะเสร็จก็คงจะอีกนาน ในบ่ายวันนั้นจึงได้ทำการทดสอบอย่างง่าย ๆ ให้กับสมาชิกของกลุ่มได้ดู (ที่บังเอิญอยู่ที่แลปตอนบ่าย ๓ คนคือสาวน้อยจากบ้านสวน สาวน้อยจากเมืองโอ่งมังกร สาวน้อยจากเมืองขุนแผน ส่วนสาวน้อยจากเมืองวัดป่ามะม่วงเดาว่าคงนอนอยู่บ้านเอาแรงหลังจากทำการทดลองข้ามคืน)
 
สิ่งที่ผมทำก็คือตรวจสอบดูก่อนว่ามีเต้ารับตัวไหนบ้างในบริเวณนั้นที่มีสายดิน จากนั้นก็นำเอาเครื่องพิมพ์ (ยืมของกลุ่ม DeNOx มาชั่วคราว) มาเสียบสายต่อเข้ากับเต้ารับตัวนั้น จากนั้นก็ต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับคอมพิวเตอร์ที่ควบคุมเครื่อง ASAP 2020 ที่กำลังทำงานอยู่ผ่านสาย USB จากนั้นก็เอาไขควงเช็คไฟตรวจสอบตามตำแหน่งต่าง ๆ ที่เคยพบการรั่วไหลอีกที ก็พบว่าทีนี้หลอดไฟของไขควงเช็คไฟไม่ติดแล้ว แสดงว่าปัญหาเรื่องไฟดูดก็หมดไป ผมสาธิตให้สมาชิกของกลุ่มดูด้วยการถอดสาย USB ของเครื่องพิมพ์ออกก่อน จากนั้นก็ให้เขาใช้ไขควบเช็คไฟตรวจสอบเพื่อให้เห็นว่ามีไฟรั่ว แต่พอเสียบสาย USB หลอดไฟของไขควงที่สว่างอยู่ก็ดับ แต่ถ้าดึงสาย USB ออกมันก็สว่างใหม่ (ไม่จำเป็นต้องเปิดเครื่องพิมพ์นะ)

อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิดเวลาที่กำลังทำงานนั้นถ้าเราเอาไขควงเช็คไฟไปตรวจสอบก็จะพบว่ามีไฟติด ตรงนี้มันไม่ใช่ข้อบกพร่องของอุปกรณ์ แต่เกิดจากวิธีการทำงานของอุปกรณ์หรือการออกแบบอุปกรณ์ (เช่นเกิดจากการเหนี่ยวนำ การใช้ตัวถังเป็นระบบกราวน์ (สายดิน)) และโดยปรกติเวลาใช้อุปกรณ์พวกนี้ก็ควรจะต้องใช้กับปลั๊กและเต้ารับที่มีระบบสายดิน อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และสายพ่วงเพื่อการส่งผ่านข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่าง ๆ นั้นมักจะมีสายดินอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อเสียบอุปกรณ์เหล่านี้เข้าด้วยกัน ถ้าไม่มีอุปกรณ์ตัวใดมีการต่อลงระบบสายดินเลย และถ้ามีอุปกรณ์ตัวใดตัวหนึ่งเพียงตัวเดียวมีไฟรั่ว ไฟฟ้าก็จะไหลไปยังอุปกรณ์ทุกตัวหมด อย่างเช่นในกรณีนี้มันออกไปจนตามท่อแก๊สที่เป็นท่อทองแดงไปจนถึงถังแก๊ส
 
ในทางกลับกันถ้ามีอุปกรณ์ชิ้นใดชิ้นหนึ่งนั้นมีการต่อลงระบบสายดิน อุปกรณ์ตัวอื่นแม้ว่าจะไม่ได้เสียบเข้ากับเต้ารับที่มีสายดิน ก็จะถูกต่อลงระบบสายดินไปด้วย (แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดคืออุปกรณ์ทุกตัวควรต้องเสียบเข้ากับเต้ารับที่มีระบบสายดิน)
 
ในกรณีที่เล่ามาข้างต้นเป็นการต่อลงระบบสายดินผ่านสาย USB ของเครื่องพิมพ์และสายไฟของเครื่องพิมพ์ที่เสียบเข้ากับเต้ารับที่มีระบบสายดิน
 
การแก้ปัญหาที่ได้กระทำไปเมื่อวันศุกร์ก็คือทำการย้ายปลั๊กของจอคอมพิวเตอร์ให้ไปเสียบยังเต้ารับอีกตัวหนึ่งที่อยู่ใกล้ ๆ ที่มันมีสายดิน (ปลั๊กนี้ต่อพ่วงมาจากเต้ารับเดิมของอาคารที่มีระบบสายดิน) ที่เลือกย้ายปลั๊กจอคอมพิวเตอร์ก็เพราะเวลาปิดจอมันไม่รบกวนการทำงานของเครื่อง ASAP 2020 พอย้ายปลั๊กจอเสร็จเรียบร้อยก็ตรวจสอบไฟรั่วอีกครั้ง ก็พบว่าปัญหาดังกล่าวก็หายไป
 
เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นกับเครื่อง centrifuge ตอนนั้นผมก็บอกให้เขาไปเปลี่ยนสายไฟใหม่ จากของเดิมที่ปลั๊กตัวผู้เป็นแบบมี ๒ ขาให้เปลี่ยนเป็นแบบที่ปลั๊กตัวผู้มีขา ๓ ขาทน เพราะเต้ารับที่ใช้อยู่มันก็มีสายดินอยู่แล้ว ปัญหาเรื่องไฟรั่วก็หมดไป

ตอนนี้อุปกรณ์ในห้องนั้นอีกชิ้นหนึ่งที่เห็นมียังปัญหาอยู่ก็คือเครื่อง Thermogravimetric analysis แต่บังเอิญเครื่องนี้เขาใช้ท่อพลาสติกต่อจากถังแก๊สมายังเครื่อง จึงทำให้ไม่มีการรั่วไหลของไฟฟ้าไปยังถังแก๊ส และเครื่องมันก็เคลือบสีไว้อย่างดี แถมบริเวณที่เป็นผิวโลหะเปิด (เช่นข้อต่อท่อแก๊ส) ก็ไปอยู่ในบริเวณที่ปรกติจะต้องเข้าไปยุ่งอะไร ก็เลยคงทำให้ไม่มีใครรู้ว่ามันก็มีปัญหาอยู่เช่นกัน

วันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เพียงแค่วางนอตให้ตรงตำแหน่งก็เท่านั้น (การทำวิทยานิพนธ์ภาคปฏิบัติ ตอนที่ ๕๙) MO Memoir : Thursday 19 December 2556

ยังคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อวันพุธเมื่อวาน เห็นแล้วก็พูดอะไรไม่ออกไปเหมือนกัน ไม่รู้ว่าปล่อยให้เป็นอย่างนั้นมาตั้งนานได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่การแก้ปัญหามันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร

เหตุเกิดตอนที่ผมไปนั่งดูรุ่นพี่สอนรุ่นน้องใช้เครื่อง ChemiSorb 2750 ในการวัดพื้นที่ผิวแบบ Single point BET โดยเริ่มจากขั้นตอนการเปิดเครื่อง พอถึงขั้นตอนการเปิด carrier gas และปรับให้ได้อัตราการไหลที่ต้องการนั้น ก็มีการบอกรุ่นน้องว่าให้ระวังหน่อยเวลาหมุน เพราะปุ่มหมุนมัน "หลวม"

มีอุปกรณ์หลากหลายชนิดที่มีปุ่มสำหรับหมุน ปุ่มดังกล่าวจะยึดติดเข้ากับแกนหมุนของตัวปรับหลัก และเนื่องจากตัวแกนหมุนมักจะมีขนาดเล็กและไม่มีพื้นที่สำหรับการทำเครื่องหมายใด ๆ จึงต้องมีการติดตั้งปุ่มหมุน (ที่อาจมีการทำเครื่องหมายบนตัวปุ่ม) และนำไปสวมบนแกนหมุนนั้น ที่สำคัญคือต้องให้ตัวปุ่มหมุนจับกับแกนหมุน เพื่อที่เวลาที่หมุนปุ่ม ตัวแกนจะได้หมุนตามไปด้วย
 
วิธีการทำให้ตัวปุ่มหมุนจับยึดกับแกนหมุนก็มีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับว่าแกนหมุนนั้นมีรูปร่างพื้นที่หน้าตัดอย่างไร เช่นถ้าแกนมีพื้นที่หน้าตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยม ก็ทำปุ่มหมุนให้มีรูเป็นรูปสี่เหลี่ยม ถ้าแกนมีพื้นที่หน้าตัดเป็นรูปเฟือง ก็ทำรูของปุ่มหมุนให้มีร่องที่สอดรับกับร่องบนตัวแกน
 
แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ใช้แกนที่มีพื้นที่หน้าตัดเป็นรูปวงกลม ที่มีการปาดผิวด้านหนึ่งหรือบางบริเวณให้มีลักษณะเป็นพื้นผิวแบนราบ (ดูรูปที่ ๑) ส่วนตัวปุ่มหมุนเองนั้นก็อาจมีรู (ที่ไม่กลม) ที่สอดรับกับรูปร่างของตัวแกน (รูปที่ ๑ ซ้าย) แต่ก็มีให้เห็นอยู่เป็นประจำเหมือนกันที่ขึ้นรูปให้รูของปุ่มหมุนนั้นเป็นรูกลม แต่จะมีการเจาะรูสำหรับใส่นอตในแนวที่ตั้งฉากกับแกนหมุน เวลายึดปุ่มหมุนเข้ากับตัวแกนก็ต้องวางปุ่มหมุนให้ตำแหน่งของนอตนั้นตรงกับบริเวณที่เป็นผิวแบนราบ จากนั้นก็ขันนอตกดลงไปบนตำแหน่งนั้น (รูปที่ ๑ ขวา) ในรูปแบบหลังนี้ถ้าหากตำแหน่งที่ขันนอตนั้นเป็นส่วนผิวโค้ง จะทำให้ขันนอตได้ไม่แน่น พอหมุนตัวปุ่มหมุน นอตก็จะลื่นไถลไปบนพื้นผิวแกนหมุน ทำให้แกนหมุนไม่หมุนไปพร้อมกับตัวปุ่มหมุนหรือไม่ก็ไม่หมุนตามไปด้วยเลย การแก้ปัญหามันก็ไม่ยากเย็นอะไร ก็แค่ดูว่าแกนหมุนนั้นมีการปาดพื้นผิวตรงด้านไหนให้แบนราบ จากนั้นก็วางปุ่มหมุนโดยให้ตำแหน่งนอตนั้นอยู่ตรงกับพื้นผิวแบนราบนั้น แล้วก็ขันนอตให้แน่นก็สิ้นเรื่อง

รูปที่ ๑ ตัวอย่างการยึดปุ่มจับเข้ากับแกนหมุน โดยตัวแกนหมุนมีการปาดผิวด้านหนึ่งให้แบนราบ รูปซ้ายเป็นรูปแบบที่รูของตัวปุ่มจับนั้นขึ้นรูปมารับพอดีกับรูปร่างของแกนหมุน ส่วนรูปขวาเป็นรูปแบบที่รูปุ่มจับนั้นเป็นรูกลม และใช้นอตขันยึดตัวปุ่มจับเข้ากับแกนหมุน
 
การแก้ไขเมื่อวานก็กระทำเพียงแค่นั้น ผมก็บอกให้เขาไปหาประแจหกเหลี่ยมตัวเล็ก ๆ มาให้ (เพราะนอตของปุ่มที่เป็นปัญหามันเป็นหัวแบบหลุมหกเหลี่ยม (รูปที่ ๒ บน) แต่เขากลับไปได้ไขควงตัวเล็ก ๆ มาแทน ซึ่งก็พอจะแก้ขัดไปได้แต่มันไม่สามารถขันให้ยึดติดแน่นได้ จากนั้นก็วางปุ่มโดยให้ตัวนอตนั้นอยู่ตรงกับพื้นผิวแบนราบของแกนหมุน แล้วก็ขันนอตลงไป มันก็กลับมาใช้ได้เหมือนเดิม

รูปที่ ๒ (บน) แกนหมุนของปุ่มนี้จะมีการทำผิวแบนไว้ด้านหนึ่ง ตรงลูกศรสีแดง (ล่าง) เวลาวางปุ่มก็ให้ตัวนอต (ในวงกลมเหลือ) อยู่ตรงกับผิวแบนของตัวแกน จากนั้นก็ทำการขันแน่นเข้าไป

ผมไม่รู้ว่าปุ่มดังกล่าวมันหลวมคลอนมาตั้งแต่เมื่อใด แต่คิดว่าคงจะนานแล้วเหมือนกัน เพราะมีการสอนต่อ ๆ กันมาว่าเวลาหมุนปุ่มนี้ให้ระวังด้วย แต่ก็ไม่มีใครคิดจะแก้ไขอะไร ผมเองก็เพิ่งจะทราบเรื่องเอาเมื่อวาน ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในห้องทดลองระดับชั้น ป.ถม (ประถมศึกษา) ก็ต้องถือว่าเป็นหน้าที่ของครูผู้สอนที่ไม่ดูแลเครื่องมือให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย แต่นี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องทดลองระดับ ป.โท ป.เอก (ปริญญาโท ปริญญาเอก) ที่นิสิตที่ต้องการวิเคราะห์นั้นเป็นผู้ลงมือใช้เครื่องเอง ก็คงต้องบอกว่าแต่ละคนที่ใช้เครื่องนั้นก็คิดแต่เพียงจะ "ใช้" มันเท่านั้น คงไม่ได้คิดที่จะ "ดูแลรักษา" ด้วย

รูปที่ ๓ ข้างล่างผมถ่ายมาจากเครื่อง ChemiSorb 2750 อีกเครื่องหนึ่งที่ตั้งอยู่ข้าง ๆ ดูเหมือนว่าเครื่องนี้เขาก็มีปัญหาเรื่องปุ่มหมุนหลุดจากแกนหมุนเช่นเดียวกัน เพียงแต่เขาใช้วิธีการแก้ปัญหาที่แตกต่างออกไป ดูเอาเองก็แล้วกัน


รูปที่ ๓ รูปนี้คงไม่ต้องการคำอธิบายใด ๆ เป็นปุ่มของเครื่องรุ่นเดียวกันแต่เป็นอีกเครื่องหนึ่ง

หมายเหตุ : หลังจากนำเรื่องนี้ขึ้น blog ได้สักชั่วโมง  พอเดินกลับไปดูใหม่ปรากฎว่าปุ่มหมุนกลับมาติดเรียบร้อยเหมือนเดิม  และสติกเกอร์ในรูปถูกลอกหายไปแล้ว :)

วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ChemiSorb 2750 : ผลของอัตราการไหลต่อความแรงสัญญาณ MO Memoir : Thursday 29 August 2556

Memoir ฉบับนี้เป็นตอนต่อเนื่องจากฉบับปีที่ ๖ ฉบับที่ ๖๕๗ วันจันทร์ที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๖ เรื่อง "ChemiSorb 2750 : การวัดพื้นที่ผิวแบบ Single point BET"

ตามคู่มือของเครื่องข้อ 12 หน้า 3-18 นั้น กล่าวให้ใช้ปุ่ม "Flow Set Test" ปรับอัตราการไหลของ carrier gas ให้อยู่ที่ 15 SCCM (standard cubic centimetre per minute) แต่ถ้าดูจาก scale ของ flowmeter จะเห็นว่า scale อัตราการไหลนั้นไม่ได้แปรผันแบบเป็นเส้นตรง (linear) กล่าวคือช่วงที่อัตราการไหลต่ำนั้นลูกลอยจะเปลี่ยนระดับได้มากแม้ว่าอัตรการไหลจะเปลี่ยนแปลงไม่มาก แต่ที่อัตราการไหลสูงขึ้นลูกลอยจะเปลี่ยนระดับไม่มากแม้ว่าอัตราการไหลจะเปลี่ยนมาก (ดูรูปที่ ๑ ข้างล่าง) ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ต้องใช้ความระมัดระวังในการตั้งอัตราการไหล


รูปที่ ๑ ตำแหน่งลูกลอยของ flowmeter ที่ใช้สำหรับสังเกตอัตราการไหลของ carrier gas

flowmeter ของเครื่องที่แสดงในรูปที่ ๑ มันไม่มีขีด 15 SCCM แต่มีขีด 14 กับ 16 SCCM ดังนั้นที่ค่าอัตราการไหล 15 SCCM ลูกลอยจะไม่อยู่ตรงกลางระหว่างขีด 14 กับขีด 16 แต่จะอยู่ค่อนไปทางขีด 16 ในเช้าวันจันทร์ที่เราทำการทดสอบกันนั้นผมปรับให้ลูกลอยไปจ่ออยู่ใต้ขีด 16 (ตรงลูกศรสีเขียวชี้) 
  
มาวันนี้เห็นสาวน้อยเมืองวัดป่ามะม่วงใช้เครื่องดังกล่าว เขาบอกผมว่าทดลองฉีด N2 1 ml ได้ค่าตัวเลขออกมาเพียง 1.86 กับ 1.88 (เฉลี่ย 1.87 ซึ่งต่ำกว่าค่าที่เราได้เมื่อเราทดลองในวันจันทร์) ผมก็เลยมาดูอัตราการไหลของ carrier gas ก็พบว่ามันอยู่ที่ขีด 14 (ตรงลูกศรสีแดงชี้) ผมก็เลยบอกเขาไปว่าไม่เป็นไร ให้ใช้ค่าที่วัดได้ในแต่ละครั้งเป็นตัวปรับค่าพื้นที่ผิวที่เครื่องแสดง เพื่อให้ได้ค่าพื้นที่ผิวที่แท้จริง
 
ผลที่ออกมาก็คือตอนเช้าวันจันทร์ที่เราทดสอบนั้นเราได้ค่าตัวเลขออกมาที่ 2.00 เมื่อนำมาปรับกับค่าที่สาวน้อยบ้านสวนวัดเอาไว้คือ 76 ก็จะได้พื้นที่ผิวที่ควรเป็นคือ 76*(2.84/2.00) = 107.9 m2/g แต่มาวันนี้สาวน้อยเมืองวัดป่ามะม่วงนำตัวอย่างเดียวกันนั้นที่เคยวิเคราะห์ไว้มาวัดใหม่ได้ค่าตัวเลขออกมา 71 ดังนั้นเมื่อเอาค่าตัวเลข calibrate ที่วัดได้ในวันนี้มาปรับก็จะได้ค่าพื้นที่ผิวที่ควรเป็นคือ 71*(2.84/1.87) = 107.8 m2/g หรือแตกต่างกันเพียง 0.1 m2/g เท่านั้นเอง (เรียกได้ว่าคลาดเคลื่อนไม่ถึง 0.1%)

ผลการทดลองในวันนี้แสดงให้เห็นว่าถ้ากำหนดวิธีการวิเคราะห์ให้เหมาะสมและมีการฝึกฝนที่เพียงพอแล้ว ไม่ว่าใครที่ทำการวิเคราะห์ตัวอย่างเดียวกันก็จะให้ผลที่เหมือนกัน และยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการที่ต้อง calibrate เครื่องก่อนการวิเคราะห์ในแต่ละวัน

 

วันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ChemiSorb 2750 : การวัดพื้นที่ผิวแบบ Single point BET MO Memoir : Monday 26 August 2556

Memoir ฉบับนี้เป็นตอนต่อเนื่องจากฉบับปีที่ ๖ ฉบับที่ ๖๕๖ วันอาทิตย์ที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๖ เรื่อง "ChemiSorb 2750 : การเตรียมตัวอย่างเพื่อการวัดพื้นที่ผิว BET"

เนื้อหาใน Memoir ฉบับนี้บางส่วนไม่นำลง blog

ใน Memoir ฉบับที่แล้วได้กล่าวถึงวิธีการเตรียมตัวอย่างก่อนการวิเคราะห์ ฉบับนี้จะกล่าวถึงการ "สอบเทียบ" หรือที่เราชอบเรียกว่า "calibrate" ก่อนทำการวิเคราะห์
 
เครื่อง ChemiSorb 2750 นั้นใช้ตัวตรวจวัดชนิด Thermal Conductivity Detector (TCD) ซึ่งตัวตรวจวัดชนิดนี้มันไวต่อการเปลี่ยนแปลงอะไรต่อมิอะไรหลายต่อหลายอย่างที่ทำให้ความสามารถในการระบายความร้อนจากขดลวดนั้นเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็น องค์ประกอบของแก๊ส อัตราการไหล หรืออุณหภูมิแก๊ส (อุณหภูมิ carrier gas ที่เราใช้กับเครื่องนี้มันเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิห้อง) ดังนั้นก่อนการวัดจึงควรที่ต้องทำการสอบเทียบก่อนว่า TCD นั้นส่งสัญญาณด้วยความแรงเท่าใดออกมา
 
ในคู่มือเครื่องหน้า 3-15 (เลข 1 ในกรอบสีแดง) กล่าวไว้เลยว่าตัวเครื่องควรได้รับการสอบเทียบทุกครั้งสำหรับการวิเคราะห์เป็นช่วงเวลา "8 ชั่วโมง" การสอบเทียบนั้นกระทำโดยการฉีดแก๊ส N2 100% จำนวน 1 ml เข้าไปในตัวเครื่อง ถ้าหากใช้แก๊สผสมระหว่าง แก๊ส N2 30% กับแก๊ส He 70% เป็นแก๊สที่ใช้ในการพื้นที่ผิว Single point BET แก๊ส N2 100% จำนวน 1 ml ที่ความดัน 760 mmHg อุณหภูมิ 22ºC จะเทียบเท่ากับปริมาณแก๊สที่คายออกมาจากพื้นที่ผิว 2.84 m2 (เลข 2 ในกรอบสีเขียว)
 
ดังนั้นก่อนการวิเคราะห์ทุกครั้ง (หรือก่อนการวิเคราะห์ในแต่ละวัน) ควรต้องทำการสอบเทียบเครื่องก่อนด้วยการฉีดแก๊ส N2 100% จำนวน 1 ml เข้าไปในเครื่อง แล้วปรับให้เครื่องแสดงผลพื้นที่ผิวเป็น 2.84 m2 ก่อน ซึ่งถ้าทำเช่นนี้แล้วเมื่อทำการวิเคราะห์เสร็จก็จะสามารถคำนวณหาพื้นที่ผิว (m2/g) ได้จากการเอาตัวเลขที่เครื่องแสดงหน้าจอหารด้วยน้ำหนักตัวอย่างตามที่กล่าวไว้ในคู่มือหน้า 3-22 ได้เลย (เลข 6 ในกรอบสีแดง)

แต่ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าจะไม่มีการสอบเทียบดังกล่าว ในคู่มือฉบับภาษาไทยที่ใช้กันอยู่นั้นก็ไม่มีการกล่าวถึงขั้นตอนการสอบเทียบนี้ แถมยังมีคนเอาสติ๊กเกอร์ไปแปะไว้ที่ปุ่ม calibrate ว่า "ห้ามปรับ" เสียด้วย (รูปที่ ๑)

ในช่วงบ่ายวันนี้ทางกลุ่มของเรา (ประกอบด้วย ผม สาวน้อยเมืองสิงห์บุรี และสาวน้อยเมืองชลบุรี) ก็เลยไปทดลองสอบเทียบความแรงของสัญญาณที่ TCD วัดได้เมื่อทำการฉีดแก๊ส N2 100% จำนวน 1 ml วิธีการก็กระทำการที่กล่าวไว้ในคู่มือตั้งแต่หน้า 3-15 ไปจนถึง 3-19 โดยเลือกใช้เส้นทาง Short path (ตั้งที่ปุ่ม Delay ดูหัวข้อ 4 หน้า 3-16) 
  
ในขั้นตอนการฉีด N2 นั้นจำเป็นต้องมีการปรับความดันในเข็มก่อนฉีด วิธีการปรับความดันได้กล่าวไว้แล้วใน Memoir ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๑๐๖ วันพุธที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๓ เรื่อง "การใช้ syringe ฉีดตัวอย่างที่เป็นแก๊ส"
 
เวลาที่ใช้ในการวิเคราะห์แต่ละครั้งนั้นก็ตกประมาณ 3-5 นาทีตามที่คู่มือบอกไว้ (หน้า 3-19 เลข 3 ในกรอบสีแดง) ก็จะได้เลขพื้นที่ผิวออกมา

รูปที่ ๑ ด้านหน้าของเครื่อง TPx 1 ที่กลุ่มเราจะใช้วัดพื้นที่ผิวแบบ Single point BET

ถ้าว่าการตามคู่มือ (หน้า 3-20 เลข 5 ในกรอบสีแดง) พอได้เลขพื้นที่ผิวจากการฉีดแก๊ส N2 30% ใน He จำนวน 1 ml แล้วก็ให้ใช้ปุ่ม calibrate ปรับให้ตัวเลขเป็น 2.84 ซึ่งหมายถึง 2.84 m2 ซึ่งถ้าเราทำตามขั้นตอนนี้ พอเราวัดพื้นที่ผิวแบบ Single point BET โดยทำตามคู่มือบอก เมื่อทำการวิเคราะห์เสร็จก็จะสามารถเอาตัวเลขที่เครื่องแสดงมาหารด้วยน้ำหนักตัวอย่างที่ใช้ ก็จะได้ค่าพื้นที่ผิว (m2/g) ของตัวอย่างได้เลย (คู่มือหน้า 3-22 เลข 6 ในกรอบสีแดง) แต่ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าไม่มีใครใส่ใจจะทำการสอบเทียบก่อนการวัด (ดูเหมือนว่าจะไม่มีการทำมาหลายปีแล้วด้วย คิดว่าอย่างน้อยก็ 3 ปี)

ดังนั้นตั้งแต่นี้ต่อไปเนื่องจากทางกลุ่มเราจำเป็นต้องมาใช้เครื่องดังกล่าวในการวัดพื้นที่ผิวแบบ Single point BET ก็ขอให้ทุกคนทำการสอบเทียบเครื่อง ChemiSorb 2750 ตามวิธีการที่กล่าวไว้ในคู่มือเครื่อง (ฉบับภาษาอังกฤษตัวแต่หน้า 3-15 ไปจนถึงหน้า 3-20 ซึ่งผมได้สแกนแนบมากับ Memoir ฉบับนี้แล้วด้วย) อย่างน้อยทุกวันที่ทำการวิเคราะห์ตัวอย่าง

สำหรับสมาชิกกลุ่ม เนื้อหาส่วนต่อจากนี้ให้ไปอ่านในไฟล์ .pdf ต้นฉบับ























 

วันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ChemiSorb 2750 : การเตรียมตัวอย่างเพื่อการวัดพื้นที่ผิว BET MO Memoir : Sunday 25 August 2556

เครื่อง Micromeritic ChemiSorb 2750 เป็นเครื่องที่เราใช้ในการวิเคราะห์ตัวอย่างด้วยเทคนิค Temperature Programmed แบบต่าง ๆ รวมทั้งการวัด Physisorption และ Chemisorption
  
ที่ผ่านมานั้นผู้ที่เข้าไปใช้เครื่องมักจะอิงวิธีการใช้ตามคู่มือฉบับ "ภาษาไทย" ฉบับย่อที่ในขณะนี้ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่ามีที่มาอย่างไรและใครเป็นคนจัดทำ คู่มือภาษาไทยฉบับย่อดังกล่าวเขียนเฉพาะวิธีการวิเคราะห์แบบให้ทำตามเป็นข้อ ๆ ไปโดยไม่มีคำอธิบายใด ๆ 
   
และที่สำคัญคือคู่มือภาษาไทยฉบับย่อดังกล่าว "ไม่มี" การกล่าวถึงการสอบเทียบหรือ calibrate เครื่องเอาไว้ด้วย

บังเอิญช่วงเร็ว ๆ นี้ทางกลุ่มเรามีความจำเป็นต้องไปใช้เครื่องดังกล่าวเครื่องหนึ่งในการวิเคราะห์หาพื้นที่ผิว BET แบบ single point (เอาไว้เล่าทีหลัง) อีกครั้งหลังจากไม่ได้เข้าไปใช้มาหลายปี สิ่งที่ผมพบก็คือวิธีการใช้เครื่องในปัจจุบันที่สมาชิกของกลุ่มเราเข้ารับการอบรมนั้น "แตกต่าง" ไปจากสิ่งที่เราเคยปฏิบัติกันมาก่อนหน้า และที่สำคัญก็คือวิธีการใช้เครื่องในปัจจุบันมันตามคู่มือภาษาไทยฉบับย่อแตกต่างไปจากสิ่งที่คู่มือฉบับภาษาอังกฤษต้นฉบับที่มากับเครื่องนั้นระบุไว้ ประเด็นที่สำคัญคือวิธีการเตรียมตัวอย่างก่อนการวิเคราะห์และการสอบเทียบก่อนการวัด แต่ใน Memoir ฉบับนี้จะกล่าวถึงเฉพาะการเตรียมตัวอย่างก่อนการวิเคราะห์ก่อน โดยจะอิงตามคู่มือใช้งานของเครื่องที่ผมสแกนแนบมาด้วย
 
เรื่องการเตรียมตัวอย่างก่อนการวิเคราะห์นี้เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ในบันทึกปีที่ ๓ ฉบับที่ ๒๒๖ วันเสาร์ที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๓ เรื่อง "การวัดพื้นที่ผิว BET" ขอให้กลับไปอ่านบันทึกฉบับดังกล่าวด้วย

เริ่มจากหน้า 3-12 เรื่อง "Performing a Physisorption Analysis" ในหัวข้อ "Degassing the Sample"

ในย่อหน้าแรก (กรอบสีแดง) จะระบุเอาไว้ว่าตัวเครื่องนั้นสามารถให้ผลการวัดที่ไว้วางใจได้เมื่อพื้นที่ผิวรวมทั้งหมดของตัวอย่างอยู่ในช่วง 0.1-199 m2 เมื่อเทียบกับพื้นผิวทั้งหมดของตัวอย่าง แต่การวิเคราะห์นั้นจะทำได้ถูกต้องมากขึ้นและรวดเร็วมากขึ้นถ้ามีการปรับปริมาณตัวอย่างให้พื้นที่ผิวที่จะทำการวัดนั้นตกอยู่ในช่วง 0.5-25 m2 
  
การปรับพื้นที่ผิวทั้งหมดที่วัดได้เพื่อให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสมนั้นกระทำได้ด้วยการปรับเปลี่ยนน้ำหนักตัวอย่างที่ใช้ ถ้าเราไม่ทราบแต่แรกว่าตัวอย่างของเรามีพื้นที่ผิวเท่าใด การวัดครั้งแรกก็คงต้องเป็นการทดลองไปก่อน ถ้าพบว่าค่าที่วัดได้นั้นอยู่นอกช่วงที่เหมาะสมก็ค่อยมาปรับน้ำหนักตัวอย่างที่จะวัดในครั้งต่อไป
 
สำหรับตัวอย่าง TiO2 ที่เราทำการวัดนั้นเราทราบคร่าว ๆ ว่าควรจะมีพื้นที่ผิวอยู่ในช่วงประมาณ 60-100 m2/g (ขึ้นอยู่กับว่าผ่านการเผากี่ครั้งที่อุณหภูมิเท่าใด)
 
ดังนั้นถ้าว่ากันตามคำแนะนำของผู้ผลิตเครื่องแล้ว ปริมาณ TiO2 ที่เราควรใช้ในการวิเคราะห์แต่ละครั้งนั้นควรอยู่ในช่วงประมาณ 0.1-0.2 g เท่านั้นเอง

ในย่อหน้าที่สองของหัวข้อ "Degassing the Sample" นี้ (กรอบสีเขียว) กล่าวไว้ว่าน้ำหนักที่ถูกต้องของตัวอย่างนั้นส่งผลต่อความถูกต้องของค่าพื้นที่ผิว (m2/g) ที่วัดได้ โดยนำหนักที่ถูกต้องของตัวอย่างนั้นควรเป็นน้ำหนักของตัวอย่างที่ปราศจาก "ไอน้ำ" ถ้าจะว่ากันตามนี้การชั่งน้ำหนักตัวอย่างที่ดีที่สุดคือการชั่ง "หลังจาก" วัดพื้นที่ผิวเสร็จแล้ว 
  
กล่าวคือก่อนเอาตัวอย่างใส่ sample cell ก็ใช้ทำการชั่งน้ำหนัก sample cell เปล่า (รวมทั้งจุกอุด) ก่อน จากนั้นใส่ตัวอย่างลงไป เมื่อเอา sample cell ที่บรรจุตัวอย่างเรียบร้อยแล้ว (พร้อมจุกอุด) ไปชั่ง น้ำหนักที่ชั่งที่เพิ่มขึ้นมาจะเป็นน้ำหนักประมาณของตัวอย่าง และเมื่อทำการวิเคราะห์เสร็จสิ้นแล้วเมื่อทำการถอด sample cell ออกจากเครื่องก็ให้รีบใช้จุกอุดปลายเปิดทั้งสองข้างของ sample cell ทันที ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวอย่างจับความชื้นจากอากาศที่แพร่เข้าไปใน sample cell จุกที่ใช้ในการอุดนี้ต้องเป็นตัวเดียวกันกับที่ใช้ตอนชั่ง sample cell เปล่าด้วย
 
ในกรณีของเรานั้นการทำตามขั้นตอนดังกล่าวอาจจะยุ่งยาก แต่ถ้าหากตัวอย่างของเรานั้นไม่ได้ชอบจับความชื้นเท่าใดนัก การอบตัวอย่างให้แห้งและรีบบรรจุลง sample cell และ/หรือนำ sample cell ที่บรรจุตัวอย่างเรียบร้อยแล้วไปอบแห้งอีกครั้งแล้วค่อยนำมาชั่งน้ำหนักอีกครั้งก็น่าจะทำให้ได้ค่าน้ำหนักตัวอย่างที่แท้จริงได้ (อย่าลืมชั่งน้ำหนัก sample cell เปล่าก่อนด้วย)

แต่ถ้าเป็นการทำ Temperature programmed reduction (TPR) หรือ Temperature programmed oxidation (TPO) เราจะมาชั่งน้ำหนักหลังการวิเคราะห์เสร็จไม่ได้ เพราะตัวอย่างมีการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักเนื่องจากถูกรีดิวซ์ (น้ำหนักลดลง) หรือถูกออกซิไดซ์

ตั้งแต่ส่วนท้ายหน้า 3-12 ไปจนสุดหน้า 3-13 นั้นก็เป็นการอธิบายวิธีใช้เครื่อง แต่เรื่องสำคัญอีกเรื่องที่จำเป็นต้องกล่าวย้ำอีกทีนั้นอยู่ในหน้า 3-14 ในหัวข้อ "Degassing Consideration"

ขั้นตอนการไล่แก๊สนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะการไล่น้ำออกจากตัวอย่างเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการไล่แก๊สเดิมที่อยู่ในรูพรุนของตัวอย่าง (เช่นอากาศ) เพื่อแทนที่ด้วยแก๊สที่จะใช้ในการดูดซับ (ในกรณีของการวัดพื้นที่ผิวแบบ single point BET เราใช้แก๊ส N2 30% ใน He) อุณหภูมิและเวลาที่ต้องใช้ในการไล่แก๊สนั้นต้องเพียงพอที่จะไล่แก๊สเดิมออกจากรูพรุนได้หมด ในคู่มือนั้นกล่าวว่าการใช้อุณหภูมิที่สูงจะทำให้ไล่แก๊สได้เร็ว โดยที่อุณหภูมินั้นตัวอย่างยังจะต้องมีเสถียรภาพอยู่ (ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากความร้อน) ตัว heating mantle ของเครื่องนั้นสามารถให้ความร้อนได้สูงถึง 400ºC (กรอบสีน้ำเงิน)
 
การหาว่าควรใช้อุณหภูมิไล่แก๊สสูงเท่าใดและควรใช้เวลานานเท่าใดนั้นต้องใช้การทดสอบ โดยปรับเปลี่ยนอุณหภูมิและเวลาที่ใช้ไปเรื่อย ๆ จนพบว่าได้ค่าพื้นที่ผิวไม่เปลี่ยนแปลง (ถ้าไล่แก๊สออกไม่หมดจะได้พื้นที่ผิวต่ำเกินไป) (กรอบสีส้ม) จากประสบการณ์ที่กลุ่มเราเคยใช้กับ TiO2 นั้นพบว่าอุณหภูมิที่ใช้ไล่แก๊สควรอยู่ในช่วง 200-250ºC และเวลาที่ใช้ไล่แก๊สควรอยู่ที่ประมาณ 4 ชั่วโมง

แต่ถ้าเป็นการวัด NH3-TPD นั้นต้องระวังเรื่องอุณหภูมิที่ใช้ เพราะมันส่งผลต่อโครงสร้างของตำแหน่งที่เป็นกรดบนพื้นผิว ถ้าอุณหภูมิสูงมากไปจะทำให้ตำแหน่งกรด Brösted (หมู่ -OH) บนพื้นผิวสลายตัวเปลี่ยนเป็นตำแหน่งกรด Lewis ได้ ทำให้ความแรงที่วัดได้นั้นเปลี่ยนไปตามอุณหภูมิที่ใช้ในการไล่แก๊ส โดยส่วนตัวแล้วถ้าเป็นการวัด NH3-TPD ผมเองไม่อยากจะให้ไล่แก๊สที่อุณหภูมิสูงเกินไป แต่ทั้งนี้ก็ต้องมีการพิจารณากันทีละตัวอย่างไป โดยอาศัยอุณหภูมิการทำงานของตัวอย่างนั้นเป็นหลัก

ผมจะทยอยเขียนเรื่องนี้ออกมาเพื่อเป็นบันทึกของกลุ่มเรา แต่อาจจะใช้เวลาหน่อย ดังนั้นในขณะนี้ก่อนที่ใครจะไปใช้เครื่อง ChemiSorb 2750 (ที่เราเรียกว่าเครื่อง TPx) วิเคราะห์ตัวอย่างใด ๆ ก็ให้มาปรึกษาผมก่อน